workurl1test
ดู Blog ทั้งหมด

มีน้อยก็หา มีมากก็ปัน

เขียนโดย workurl1test



มีน้อยก็หา มีมากก็ปัน

        ว่ากันไม่ได้เลยหากเราได้เกิดมามีฐานะที่ยากจน ต้องดิ้นรนในทุกๆอย่าง หาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ล้วนแต่ต้องหาให้ได้มาซึ่งคำว่า เงิน ซึ่งคำๆนี้บางทีสามารถสรรสร้าง เนรมิตอะไรได้ทุกอย่างในสิ่งที่ต้องการ เราจึงได้ลงทุนกันไปมากมายทั้งเรื่องการศึกษา การอบรมหาความรู้อย่างอื่นมาเพิ่มเติมเพื่อที่จะใช้เรียกเงินเดือนได้ดีกว่าเก่า การใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาเพื่อที่จะนำไปเลื่อนตำแหน่งในระดับที่สูงกว่า ในส่วนนี้คงเทียบได้กับคำว่า มีน้อยหรือไม่มีเลยก็ควรที่จะหาเพิ่มมาเติมเต็ม แต่อย่างไรที่เราจะเรียกว่าพอดี หากเราไม่สามารถกำหนดระดับความพอใจได้ ดังนั้นในคำว่า ยังไม่มี ยังไม่พอจึงเกิดขึ้น การประมานตนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับกำลังกาย กำลังแรง ที่เราพึงมีนั้นจึงควรถูกเน้นตระหนักให้มากกว่าสิ่งอื่น ครั้นเมื่อพอหามาได้แล้ว เราจึงควรที่จะจัดสรรปันส่วนการใช้จ่ายกับภาระต่างๆให้ลงตัว ในชีวิตประจำวันของเราเองหรือจนไปถึงตอบแทนสังคมบ้างหากเรามีได้โอกาสที่จะแบ่งปัน

            การสร้างความประมานตนในระดับที่คิดว่าควรจะพอ มีหลักการดังนี้

1.            การรู้ระดับความต้องการของตน หมายถึง การรู้ตัวเองว่าเราต้องการสิ่งใดมาเพื่ออะไร หากเป็นเพียงแต่เพื่อให้สมปรารถนาแล้วแต่ไม่เกิดประโยชน์อันใด หรือสิ่งๆนั้นไม่สามารถต่อยอดอะไรได้ก็ตาม คำว่าสูญเปล่าคงน่าที่จะถูกยกขึ้นมาใช้ได้ทันที

2.            การเรียนรู้ในวิธีที่จะได้มา หากสิ่งๆนั้นในบางครั้งเรารู้ว่าการได้มานั้นมันยากเกินตัวไป ต่อให้ทำอย่างไร เราคงไม่สามารถนำมาได้ ยกตัวอย่างเช่น เราอยากเป็นคุณหมอตามความฝันในวัยเด็ก หากแต่เมื่อเราโตขึ้นมาแล้วเรากลับพบว่า เราเหมาะที่จะเป็นนักธุรกิจมากกว่า ดังนั้นการทิ้งความฝันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงที่ต้องยอมรับ และเราควรลงทุนกับสิ่งที่เป็นจริงและเหมาะสมกับเรามากกว่าการสานฝันที่ซึ่งตัวเราอาจจะถูกกดดันไปมากกว่าการทำใจยอมรับได้ซะอีก

3.            การรักษาระดับความต้องการนั้นให้คงที่ จนไม่ทำให้ตัวเองพบว่าไม่มีความสุขในสิ่งที่ทำ หากเราสามารถรักษาระดับความต้องการได้ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม คำว่าก้าวกระโดด จะไม่เกิดขึ้น การที่เราอยากจะทำแต่ไม่ซื่อสัตย์กับขั้นตอน ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์บางอย่าง สิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นย่อมส่งผลร้ายในระดับที่เรียกว่ารุนแรงเลยทีเดียว อาทิเช่น พนักงานธนาคาร จากการที่ต้องเริ่มงานจากการนั่งเคาน์เตอร์เพื่อรับเงินฝาก-ถอนเท่านั้น จริงอยู่ว่าในระดับที่สุงสุดนั้นคงเทียบได้กับตำแหน่งผุ้จัดการธนาคาร แต่หากเราไม่เรียนรู้ตามลำดับขั้นตอนสักแต่จะมองเก้าอี้ในห้อง การพัฒนาในงานตรงหน้าคงไม่เกิด การขยับตัวเข้าไปใกล้เก้าอี้ตัวนั้นคงยิ่งนานวัน หากเราสามารถลำดับขั้นตอน โครงสร้างของงาน จนไปถึงหน้าที่ของงานที่รับผิดชอบจนพัฒนาไปจุดสูงสูดได้นั้น นั่นหมายถึงเราต้องสามารถที่จะรู้จริง ในทุกๆเรื่องจนสามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาได้ วางระบบได้จนอาจไปถึงการสร้างฐานะที่ดีกว่าจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานได้อีก

เมื่อเราคิดว่าสิ่งที่ได้มาแล้ว พอใจแล้วกับสิ่งที่ได้เมื่อเราได้ทำหน้าที่นั้นไปนานๆจนเกิดความชำนาญ จนรู้จริงนั่นก็คงหมายถึงว่า เราอาจได้รับโอกาสที่ดีกว่าในการทำงาน เช่นการขึ้นเงินเดือน การได้รับตำแหน่งใหม่ จนไปถึงการถูกซื้อตัวไปทำที่บริษัทอื่น นั่นก็หมายถึง เงินที่เราได้มากขึ้นโดยมีภาระค่าใช้จ่ายเท่าเดิมหากเราไม่ฟุ่มเฟือย ส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นมา อาจแปรรูปไปสู่การเก็บออมเพื่ออนาคต การลงทุนในสิ่งที่คุ้มค่ากว่า สามารถต่อยอดให้เงินออกดอกออกผลอย่างที่เรียกกันว่า เงินต่อเงิน  แม้กระทั่งการยื่นมือไปช่วยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆตามกำลังเรา หรือจนไปถึงตอบแทนพระคุณบุพการีที่เลี้ยงดูเรามา สิ่งเหล่านี้ล้วนหมายถึงคำว่า การแบ่งปัน ยิ่งหากเรามีมากเราก็ปันได้มากขึ้น สุดแล้วแต่ว่าเราจะเลือกที่จะปันไปในรูปแบบใดให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดไม่ว่าจะกับตัวเอง คนรอบช้าง สังคม เราจึงควรปันให้ลงตัวที่สุดโดยอย่าลืมว่า ท้ายสุดแล้วคำว่า รวยเพราะเงินคงเทียบไม่ได้เลยกับคำว่ารวยเพราะน้ำใจซึ่งมีผลมาจากการพอดีในความพอใจในสิ่งที่มีอยู่เมื่อเหลือเราจึงอยากปันความสุขนั้นไปให้ผู้อื่นบ้างโดยใช้น้ำเงินที่เราหาได้มานี่เอง มาแปรรูปไปเป็นสิ่งต่างๆได้นั่นเอง อย่าขี้เกียจที่จะหา และอย่าลืมที่จะเก็บ คำว่ามีมากใช้น้อยก็คงไม่ทำให้ค่าเงินลดลงได้ หากแต่เราหาได้มากเก็บมากใช้น้อยแต่พอควร เราเองก็จะมีความสุข สังคมคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วยเช่นกัน

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น