
วิธีแก้ทุกข์
มีใครไม่เคย “ทุกข์” บ้างไหมค่ะ เป็นคำถามที่เราน่าจะรู้คำตอบกันดีอยู่แล้วนะคะ ว่า “ไม่มีหรอก” เพียงแต่จะทุกข์มาก หรือทุกข์น้อยเท่านั้น อีกทั้งเป็นปกติเองของมนุษย์เรา ที่จะเห็นความทุกข์ของตนเองนั้นยิ่งใหญ่กว่าทุกข์ของคนอื่น ๆ มากมายนัก แล้วทราบไหมคะว่าสิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้น ก็คือตัวเราเอง เหตุเพราะใจเราไปยึดว่ามันคือ “เรา” หรือ “ของเรา”
ในเวลาที่มีความทุกข์ก็อยากจะให้มันผ่านไปโดยเร็วไว ไม่ต้องมาอยู่กับเรานาน ไม่เหมือนความสุข ที่เหมือนมันอยู่กับเราเพียงชั่วครู่เดียว เวลาทุกข์เราก็มักจะคร่ำครวญ เจ็บปวด ทุรนทุราย ในหัวได้แต่คอยคิดว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับเรา ทำไมเรื่องแบบนี้ไม่ไปเกิดกับคนอื่น ทำไมคนนั้นต้องทำกับเราอย่างนี้ ทำไมคนนี้ไม่ทำแบบที่เราต้องการ และอีกหลายทำไม ทำไม และทำไม ที่เราเฝ้าคิดวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วถ้าวันนี้ดิฉันมีวิธีแก้ทุกข์มาแนะนำทุกท่าน เอาไว้ลองพิจารณาแล้วปฏิบัติดูนะคะ
หากความทุกข์มาเยือน เป็นเพราะเกิดปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นกับตัวเรา ให้เราเลิกคร่ำครวญ โวยวาย แต่หันมามีสติ คิดตรึกตรองดูว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้หรือไม่ หากแก้ไขได้ ก็จัดการแก้ไขไปตามเหตุสมควร เมื่อนั้นก็ไม่สมควรมานั่งกลุ้ม แต่ถ้าหากแก้ไม่ได้ ก็เป็นเพราะมันแก้ไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุให้เราต้องมานั่งกลุ้มเหมือนกัน และในการแก้ไขปัญหาของคนเรานั้น ให้อิงตามหลักศีล 5 ก็จะดีนะคะ ศีล 5 จะทำให้เรามีความรู้สึกยับยั้งชั่งใจ ไม่คิดกระทำผิดจนมันล้นออกมาจากกาย
นอกจากนี้ยามเรามีทุกข์ สิ่งที่เราอยากทำ คือหาความสบายใจ เราเลยรู้สึกว่า เราต้องไปวัด เราต้องทำบุญ ใส่บาตร ทำสังฆทาน ฯลฯ การทำสิ่งเหล่านี้ โดยตัวการกระทำนั้นเป็นสิ่งดี แต่เราก็จะรู้สึกสบาย ณ ขณะที่ทำเท่านั้น หลังจากนั้นเราก็กลับมาทุกข์เหมือนเดิมใช่ไหม แล้วท่าน ๆ เคยคิดไหมว่าทุกสิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้น ล้วนแต่เป็นเพราะเราส่งจิตออกนอก อย่างเรื่องที่ได้ยกตัวอย่างไว้ในวรรคแรก ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราเอาใจของเราไปวาง ไปผูกไว้ที่คนอื่นทั้งสิ้น และในขณะที่เราไปทำบุญใส่บาตร แล้วเรารู้สึกสบายใจ นั่นก็เป็นเพราะเราจดจ่ออยู่กับการกระทำดีของเราเอง เพียงแต่การกระทำเหล่านั้นมันเป็นการกระทำเพียงชั่วครู่ เราจึงรู้สึกดีเพียงขณะจิตเท่านั้น ให้ท่านเปลี่ยนวิธีมีสติอยู่กับปัจจุบันของตัวท่านเองดีกว่า หรือจะว่าง่าย ๆ ก็คือการซอยทุกข์ให้เป็นช่วง ๆ พูดแบบนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ ลองอ่านตัวอย่างนี้นะคะ เช่นหากท่านล้างจาน ก็ให้มีใจจดจ่ออยู่กับการล้างจาน หยิบจานข้างซ้าย หยิบที่ล้างจานข้างขวา นำที่ล้างจานมาถูที่จาน คือให้เรามีสติอยู่กับทุกการกระทำของเรา หากใจเราเผลอไปคิดเรื่องที่เป็นทุกข์อยู่ เราก็ต้องมีสติว่า อ้อ เมื่อสักครู่เผลอไปคิดเรื่องที่เรากำลังทุกข์อยู่นะ แล้วก็กลับมาจดจ่ออยู่กับการล้างจานเหมือนเดิม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ๆ เรื่อย ๆ แล้วเมื่อเรามาสังเกตอีกที จะเห็นว่าความทุกข์ของเรานั้นสั้นลงเรื่อย ๆ เพราะเราซอยทุกข์ของเราออกเป็นท่อน ๆ ไม่ได้จมจ่ออยู่กับทุกข์นั้นตลอดเวลานั่นเอง
สิ่งที่แนะนำมา ทราบนะคะว่าทำได้ยากลำบาก แต่ทุกอย่างต้องเกิดจากการฝึกฝนนะคะ เจริญสติตัวเองบ่อย ๆ คอยรู้คอยดูแต่ปัจจุบัน ค่อยเป็นค่อยไป ทำไปเรื่อย ๆ จนเกินความชำนาญ ไม่ใช่ว่าทำครั้งสองครั้ง พอทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ดี ก็เบื่อและล้มเลิก พอมีทุกข์เข้ามา ก็จะมาร้องไห้คร่ำครวญกับทุกข์ตัวเองเหมือนเดิม จมจ่ออยู่กับทุกข์เหมือนเดิม คนเรานั้นยึดตัวเราเป็นศูนย์กลางของทุก ๆ สิ่งมานาน โดยคิดว่าทุกอย่างต้องขึ้นกับตัวเราเท่านั้น เวลาเจอเรื่องราวที่ไม่ได้ดังใจ เราก็ทุกข์กับมันไปเยอะมาก ดังนั้นเราควรหันมามีสติกันเถิดค่ะ เมื่อเวลาที่อะไรไม่ได้ดังใจ เราจะปล่อยและวางมันได้ง่ายและเร็วขึ้น
**********
หมอนหลุม , พัดลมมือถือ
ความคิดเห็น