เมื่อลูกสอบตกทำไงดี
การเรียนในสมัยนี้ต่างจากการเรียนในสมัยที่ฉันเป็นเด็กมากๆ ตอนนั้นการเรียนมีเพียง 6 กลุ่มวิชา เลข ไทย อังกฤษ วิทย์ สปช. และ สลน. แต่ปัจจุบันนี้ เด็กระดับประถมกลับต้องเรียนวิชาต่างๆมากมาย เวลาสอบแต่ละครั้ง จะสอบไม่ต่ำกว่า 8 -10 วิชา มีทั้งวิชาพื้นฐาน และวิชาเพิ่มเติม บางวิชาเด็กๆ ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ แต่ในบางวิชาก็อยู่นอกเหนือความสนใจของเด็กไปเลย อย่างลูกชายของฉันเป็นเด็กที่เรียนได้ดีพอสมควร แต่วิชาภาษาจีนคือวิชาที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา เรียนแล้วไม่เข้าใจ จำตัวอักษรก็ไม่ได้ จำพินอินก็ไม่ได้ ทำให้ไม่สนุกที่จะเรียนรู้ ทุกๆ เทอมก็สามารถสอบเอาตัวรอดมาได้ จนเทอมที่ผ่านมา เต็ม 20 คะแนน ได้เพียง 5 คะแนน
ตอนแรกที่เห็นผลสอบฉันก็เครียดเลย เพราะว่ามืดแปดด้านเหมือนกันไม่รู้ว่าจะช่วยสอนให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพราะไม่สามารถอ่านภาษาจีนได้เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่รีบเตือนตัวเองและเตือนสามีเป็นอันดับแรกเลยคือ ห้ามดุเรื่องสอบตก เพราะลูกชายเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ไม่ขี้เกียจ และเขาบอกมานานแล้วว่า ภาษาจีนเขาเรียนได้ แต่เขาจำไม่ได้เลย ถ้ามีหนังสือให้ดู เขาทำได้อ่านได้ แต่ถ้าไม่มี ก็ทำไม่ได้ และ ฉันเป็นคนที่บอกเขาเองว่า “ ไม่เป็นไร ให้ตั้งใจเรียนละกัน ” และถ้าเราไปดุ เขาต้องเสียใจมากๆว่า ไม่มีใครเข้าใจเขาว่าจีนมันยากแค่ไหน เอาแต่บ่นว่า
เมื่อทำใจรับผลสอบลูกได้แล้ว คราวนี้ก็ถึงตาลูกเมื่อเห็นผลสอบ ลูกชายฉันหันมองหน้าแม่ปั๊บว่าแม่จะเอาไง และเมื่อเห็นแม่อาการปกติ ไม่มีโมโห ลูกฉันก็กล้าเล่าให้ฟังว่าข้อสอบเป็นอย่างไร ถึงทำไม่ได้ ฉันจึงบอกกับเขาเลยว่า " สอบตกไม่เป็นไร เพราะมันยาก แม่เข้าใจ แต่คงต้องถึงเวลาแล้วที่เราต้องลองตั้งใจจริงกับภาษาจีน เราต้องค่อยๆ ฝึกทบทวนอ่านไปบ่อยๆ ค่อยๆ จำไป อย่ายอมแพ้ อย่าไปเกลียดภาษาจีนว่ามันยากไม่อยากเรียน เพราะมิเช่นนั้น หนูจะเสียใจเหมือนแม่ ” และฉันก็เล่าประสบการณ์การเรียนวิชาศิลปะของฉันให้ลูกฟัง “ แม่เป็นคนที่วาดรูปไม่เก่ง ช่วงเรียนประถมก็ยังพอได้ วาดๆไปเพลิน แต่พอเริ่มมัธยมวิชาศิลปะมันยากขึ้น แม่ก็เริ่มไม่ชอบมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่แม่จะพยายาม แต่แม่กลับบอกตัวเองว่า “ น่าเบื่อ โคตรเซ็ง เรียนทำไมไม่มีประโยชน์”
พอแม่บอกกับตัวเองแบบนี้บ่อยๆ แม่ก็เริ่มทำงานศิลปะส่งครูได้แย่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเกือบจะไม่มีงานส่ง งานศิลปะชิ้นสุดท้ายในชีวิตการเรียน อยู่ในวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นปี1 ในมหาวิทยาลัย ที่ต้องวาดภาพในคอมพ์ แม่คิดในใจว่า แค่วาดด้วยมือ ก็ยากมากแล้ว ยังจะให้วาดด้วยเม้าส์อีก ใครจะไปทำได้ ตอนนั้น แม่ตั้งใจว่า จะให้เพื่อนสนิทที่วาดรูปเก่งวาดอะไรให้ก็ได้ ไม่ทำเอง แต่เทวดาคงอยากจะลงโทษในความขี้เกียจ และไม่มีความตั้งใจของแม่ ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะให้เพื่อนทำให้เลย ทั้งๆ ที่มีเวลาหลายวันในการทำงานส่งอาจารย์ พอถึงวันกำหนดส่ง ถ้าไม่ส่งจะติด ร แม่ก็ทำมั่วๆส่งไป ผลงานแย่สุดๆ ไร้ซึ่งความตั้งใจ ผลที่ได้รับคือ โดนอาจารย์ตำหนิถึงผลงาน ทำให้แม่รู้สึกอายตัวเองมากว่าทำไมเราถึงทำตัวได้แย่ขนาดนี้ ” ที่เป็นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่า งี่เง่าทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะใจไม่อยากจะทำ แม้วันเวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี แต่เหตุการณ์นี้ยังคงจำฝั่งใจฉันไม่เคยลืม ลูกฉันฟังอย่างตั้งใจเพราะเป็นเรื่องราวจริงๆที่เกิดกับฉัน ฉันมักจะเล่าเรื่องราวของฉันให้ลูกฟังเสมอ ถ้าเรื่องราวนั้น มันตรงกับชีวิตของลูก และฉันคิดว่า มันจะสามารถช่วยให้ลูกนำไปคิดต่อได้
เมื่อลูกฉันเข้าใจแล้วว่า ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมาเอาจริงกับภาษาจีน ฉันกับลูกก็ร่วมใจกันเพื่อจะหาวิธีที่จะทำให้เข้าใจและจดจำภาษาจีนได้ดีขึ้น ดังนี้
1. ปรับทัศนคติของลูกและแม่ก่อนว่า ภาษาจีนไม่ยากเกินที่เราจะเรียนรู้
2. เรียนภาษาจีนให้สนุก ให้บอกตัวเองว่า ภาษาจีนคือสิ่งแปลกใหม่ ที่น่าตื่นเต้น น่าเรียนรู้
3. ภาษาจีนมีประโยชน์ ถ้าเราอ่านออกเขียนได้ เมื่อเราโต เราก็มีโอกาสทำมาหากินได้มากขึ้น
4. แบ่งเวลาทบทวนการบ้านในแต่ละวันให้ภาษาจีนบ้าง อย่างน้อยวันละ 5 นาทีในการทบทวนตัวอักษรจีน การอ่านออกเสียง และ คำแปล
5. แม่จะเรียนเป็นเพื่อน จะคอยอ่าน คอยจำกับลูกไปด้วย และจะพยายามหาวิธีจดจำศัพท์ที่ง่ายๆ ให้ลูก เช่น ทำเป็นแบบฝึกหัดโยงเส้นจับคู่ระหว่าง ตัวอักษรจีน พินอิน และคำแปล ให้เขาได้ทำง่ายๆ เหมือนครั้งที่เขาเรียนอนุบาล
6. หาโปสเตอร์คำศัพท์ภาษาจีนพื้นฐานมาติดไว้ในบ้านเหมือนเมื่อครั้งที่ลูกยังเล็ก และเรามีโปสเตอร์ABC / ก-ฮ และ 1-10 ติดข้างบ้าน เพื่อให้รู้สึกว่า ภาษาจีนอยู่รอบๆ ตัวเรา เดินผ่านทุกวัน มองเห็นทุกวัน ไม่นานก็น่าจะพอจำได้ไม่มากก็น้อย
7. ถ้าทบทวนแล้ว ลูกก็ยังทำไม่ได้ ก็ต้องไม่ดุว่า ต้องอดทน และหาวิธีแก้ไขต่อไป และถามตัวเองด้วยว่า ถ้าเป็นเราเราจะจำได้ไหม และ เราจำจำด้วยวิธีใด “ เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากที่สุด”
เด็กๆ ทุกคนก็มีสิทธิสอบตกกันได้ ไม่ใช่ว่า เขาไม่เก่ง หรือ ไม่ตั้งใจเรียน แต่อาจเป็นเพราะระบบการเรียนในปัจจุบันที่มีเนื้อหาวิชาการมากมายที่ต้องเรียนรู้ เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ขอเพียงเมื่อเขาสอบตกมา พ่อแม่อย่างเราก็อย่าไปซ้ำเติม แต่ต้องเข้าใจ ให้กำลังใจ ร่วมหาหนทางแก้ไข และร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา ลูกของเราจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหนอยู่ที่สองมือของเราค่ะ
หมอนหลุม , พัดลมมือถือ , หมอนผ้าห่ม , หมอนหัวทุย , เก้าอี้หัดนั่ง
ความคิดเห็น