ตอนที่ 21 : /Chapter 20/

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 487
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ธ.ค. 58















วอนชิกถอนหายใจด้วยความกังวลใจ มือเรียวลูบไปตามเส้นผมนุ่มของคนที่ผล็อยหลับไปบนตัก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ฮงบินกลับมามีอาการผวาหวาดระแวง สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้ทุกๆชั่วโมงตลอดทั้งคืนจนเช้าซึ่งเพื่อนสนิทที่พ่วงตำแหน่งแฟนหนุ่มจะทำอะไรได้นอกจากคลอยปลอบประโลมและกล่อมให้อีกคนหลับไปก็เท่านั้น ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างล้วนเคยเกิดขึ้นมาแล้วและวอนชิกก็ประสบกับมันมาหลายครั้งจนเขารู้ดีว่าต้องทำอะไร ในช่วงเวลาที่อีกคนอยู่ในภาวะแพนิค...สิ่งที่วอนชิกทำอะได้ก็คือคอยดูแลไม่ให้อีกคนช็อคไปก็เท่านั้น เพราะถ้าหากว่าฮงบินช็อคอีกครั้ง เขาเองก็ไม่มั่นใจเลยว่าอีกคนจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลแบบคนปกติได้อีกหรือไม่

"ฮงบินอา...ฮงบินนี่ ทำไมเธอถึงต้องมาเจอแบบนี้ซ้ำๆด้วย"เสียงทุ้มที่สั่นเครือด้วยความสงสารคนที่หมดแรงนอนอยู่บนตัก ใจหนึ่งเขาก็สงสารที่ช่วยเหลืออะไรอีกคนมากไม่ได้ แต่ลึกๆแล้ววอนชิกก็กลัว กลัวว่าจะดูแลอีกคนไม่ได้ ปกป้องอีกคนไม่ได้อย่างที่สัญญาไว้ กลัวว่าจะเสียอีกคนไป คิมวอนชิกไม่สามารถจินตนาการวันที่ตัวเองไม่มีฮงบินอยู่เคียงข้างได้ และเพียงแค่คิดมันก็ทำให้หัวใจของเขารู้สึกอ่อนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ


มันอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่เขาคิดภาพตัวเองไปรักคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว


เสียงกริ่งห้องดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจ ความคิดที่กำลังฟุ้งซ่านไปแตกกระเจิงไปหมด วอนชิกช้อนหัวฮงบินและลุกขึ้น วางคนรักให้นอนราบกับผืนเตียงอย่างเบามือ เขารู้ดีว่าเสียงกริ่งที่ดังขึ้นมาจากพนักงานส่งอาหารที่เขาโทรสั่งไป ทั้งคู่ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ตื่นมาและวอนชิกเองก็ไม่ได้ทำอาหารได้มากไปกว่ารามยอนถ้วยซึ่งถ้าพิจารณาแล้วฮงบินตอนนี้สมควรที่จะได้กินอะไรร้อนๆและมีประโยชน์มากกว่า

"วอนชิก..."ฮงบินเอ่ยเสียงแผ่วเมื่อรู้สึกตัวตื่น มือเล็กยกขึ้นตามหาคนที่ตัวเองเรียกหาแต่ก็ไม่พบความอบอุ่นที่เคยมีก่อนหน้า คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ดวงตากลมโตเบิกออกด้วยความตกใจเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวในห้องนอนของตน เสียงนุ่มร้องดังลั่นอย่างตื่นตระหนกแทบขาดสติ

วอนชิกที่กำลังแกะซุปซี่โครงหมูร้อนๆกับข้าวใส่ถ้วยก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องของฮงบินที่ดังออกมาจากห้องนอนก็ต้องรีบวิ่งกลับเข้าไปดู ร่างสูงรู้สึกใจหายร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นคนหน้าหวานร้องไห้โฮน้ำตาเต็มหน้าที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเห็นเด็กน้อยที่พลัดหลงกับพ่อแม่เสียอย่างนั้น
ฮงบินสะอื้นฮักเมื่อเห็นหนุ่มผิวแทนที่วิ่งตรงเข้ามาหาหน้าตาตื่น น้ำตาอุ่นไหลเอ่อเลอะไปทั่วแก้ม ตอนแรกมันก็เป็นการร้องไห้ด้วยความตกใจกลัว แต่ตอนนี้กลับเป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจเสียมากกว่า

"วอนชิก..."เสียงหวานสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อร่างบอบบางถูกรวบเข้าไปกอด อ้อมกอดอบอุ่นภายใต้วงแขนแกร่งทำให้ฮงบินปล่อยโฮออกมาอีกครั้งใหญ่ด้วยความรู้สึกโล่งใจเป็นล้นพ้น หัวใจที่แตกหักและเปราะบางทำให้เธอไม่มีสติมากพอที่จะควบคุมตัวเองเมื่อไม่เห็นวอนชิก ความกลัวต่อเรื่องราวเลวร้ายที่ย้อนกลับมาโจมตีเธอมันทำให้อีฮงบินที่เข้มแข็งกลายเป็นเพียงเด็กสาวที่สิ้นซึ่งความหวัง วอนชิกกอดอีกคนแน่น กระซิบพร่ำบอกคำปลอบโยนข้างหู เตือนคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยหัวใจที่แทบแตกสลายไม่พอกัน

"ไม่เป็นไรนะ ...ฮงบินอา ฉันสัญญาไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันจะไม่ทิ้งเธอไปไหน  ขอโทษนะ ขอโทษ...ฉันแค่ลุกไปเอาของกินมาให้เธอ ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอตกใจ"มือเรียวลูบเส้นผมนุ่มลื่นเบาๆ ฮงบินซุกหน้าเข้ากับแนวบ่ากว้าง สูดหายใจเข้าลึกๆพยายามตั้งสติ เสียงสะอื้นค่อยๆเบาลงพร้อมกับจังหวะการหายใจที่เป็นปกติ สาวหน้าหวานกลืนก้อนสะอื้นและเงยหน้าขึ้น เปลือกตาที่บวมแดงก่ำปรือปิดเมื่อปลายนิ้วโป้งของร่างสูงปาดเช็ดคราบน้ำตาที่แก้มชื้น วอนชิกจูบลงเบาๆที่เปลือกตา รู้สึกถึงแพขนตาที่เปียกชุ่มแนบกับริมฝีปากเขา

“ชิก...ทำยังไง...ฉันลืมไปแล้วว่าฉันเคยผ่านมันมาได้ยังไง...ฉัน...”ฮงบินเอ่ยละล่ำละลักก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆอีกครั้ง ริมฝีปากแดงก่ำสั่นริก มือที่กำอยู่ที่เสื้อของเขาก็เกร็งแน่นสั่น ลมหายใจที่เคยเข้าออกสม่ำเสมอเริ่มถี่เร็วขึ้น คนตัวเล็กในอ้อมกอดอ้าปากเผยอหอบหายใจแรงและเร็ว วอนชิกขมวดคิ้ว มือใหญ่ประคองแก้มของให้เงยหน้าขึ้นมามองสบตา

"มองหน้าฉันสิ ฮงบิน มองหน้าฉัน อีฮงบิน!”เสียงทุ้มเอ่ยเข้มเพื่อเรียกสติคนที่กำลังเข้าสภาวะแพนิคอีกครั้ง ฝ่ามือตบลงที่แก้มใสเบาๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นพร่ามัวไม่โฟกัสเหมือนกับสติไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัวในตอนนี้ มือเล็กยกขึ้นมาบีบที่ข้อมือของวอนชิกแน่นและลมหายใจก็เริ่มถี่เร็วและรวยรินขึ้นไปทุกที วอนชิกขบกรามแน่นด้วยความรู้สึกตื่นกลัว นานมากแล้วที่ฮงบินไม่ได้มีอาการแพนิคจนใกล้ช็อคแบบนี้ ร่างสูงรีบดันคนตัวเล็กออกแล้วต่อสายหาตำรวจด้วยความรวดเร็ว หลังจากติดต่อตำรวจ รอไม่นานรถพยายาลก็จะมารับ

ร่างสูงรีบดันตัวให้อีกคนนอนราบลงกับเตียงแม้จะยากลำบากเพราะกล้ามเนื้อของฮงบินนั้นกระตุกเกร็งมาก เขารีบแกะคลายเสื้อและกางเกงที่อีกคนใส่ให้หลวมมากที่สุดและเอาหมอนมาหนุนให้ขาทั้งสองข้างยกขึ้นจากระยะนาบเล็กน้อย เป็นเพียงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่พยาบาลเคยสอนเขาเมื่อหลายปีก่อนระหว่างรอให้รถพยาบาลมารับ หลายครั้งที่ฮงบินเกิดอาการช็อคแต่เขาก็มักจะดึงสติอีกคนให้อยู่กับเขาและช่วยให้อีกคนกลับมาปกติได้ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป เขากลัวว่ามันจะเกิดอันตรายเพราะเลือดไม่ไปเลี้ยงสมองจนทุกอย่างแย่ไปมากกว่านี้

วอนชิกจับมือของฮงบินไว้ไม่ให้อีกคนกำมือตัวเองแล้วเล็บจิกอุ้งมือจนห้อเลือด ถ้าหากว่าเขาจะช่วยบรรเทาได้ทางไหนก็ตาม แม้จะต้องโดนคนที่ช็อคตัวเกร็งจิกมือจนได้เลือดก็ต้องยอม ดวงตาเรียวตกมองคนหน้าหวานที่ซีดเผือกเหงื่อโทรมกายด้วยหัวใจที่เจ็บปวด ดวงตากลมคู่นั้นเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา วอนชิกจบริมฝีปากตัวเองกลั้นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นที่ฝ่ามือของเขาและความเจ็บที่แล่นปลาบไปทั่วอก



“อดทนไว้นะฮงบิน อดทนไว้...อยู่กับฉันก่อน อดทนไว้...เธอทำได้ คนเก่งของฉัน เธอต้องทำได้”










“ฮงบินอา...ฮงบิน...ฮงบิน!”วอนชิกยกมือขึ้นโบกผ่านหน้าของเพื่อนสาวหน้าหวานที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเรียนข้างๆกันไปมา ออกเสียงเรียกอีกคนดังขึ้นเมื่อเด็กสาวเอาแต่ก้มหน้าและเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขา วอนชิกตะเบ็งเสียงดังที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้เมื่ออยู่ในห้องเรียนซึ่งทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้งขึ้นมา

“อ...อะไรเหรอ”เด็กสาวหน้าหวานเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาและแหบพร่าไม่เหมือนกับฮงบินคนก่อนหน้าที่มักจะพูดเต็มเสียงด้วยท่าทีมั่นใจและสดใส ดวงตากลมโตคู่นั้นแดงก่ำและอ่อนล้า ใต้ตาที่ดำคล้ำกับริมฝีปากซีดแตก ทุกอย่างที่เป็นฮงบินตอนนี้เรียกได้ว่าน่าเป็นห่วงมาก ฮงบินคนเดิมไม่มีอีกแล้ว

“กลางวันนี้...ฉันขอกินข้าวกับเธอนะ ได้มั้ย?”ที่วอนชิกต้องถามไปแบบนั้น เพราะตอนนี้ฮงบินเก็บตัวยิ่งกว่าเก่า เธอมักจะมาเรียนสายและช่วงกลางวันก็มักจะหายตัวไปจนหาตัวไม่พบไม่ว่าวอนชิกจะพยายามหามากแค่ไหนก็ตาม เธอมักจะขอตัวไปนอนห้องพยาบาลบ่อยๆ และแม้ว่าจะถูกอาจารย์เรียกไปพูดคุยแต่เธอก็ไม่เคยพูดอะไรออกมาสักคำ วอนชิกเป็นห่วงเหลือเกิน เขารู้ว่าอีกคนกำลังมีปัญหา ทั้งๆที่ตอนนั้นดีขึ้นแล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับแย่กว่าเดิมเสียอีก ทั้งๆที่เจ็บปวดที่เห็นเพื่อนสนิทเป็นแบบนี้ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปล่วงล้ำในสิ่งที่อีกคนกั้นเขาเอาไว้

“…ฉัน...”ฮงบินหลบสายตาลงมองโต๊ะเรียน ตอนนี้ทุกคนต่างเก็บของลุกออกจากห้องไปแล้วเพื่อไปรวมกันที่โรงอาหารเหลือเพียงเด็กสาวกับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องที่เงียบงันเท่านั้น วอนชิกมองเสี้ยวหน้าซีดเซียวของเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดกดดันอีกคน


“ฉันอยู่เคียงข้างเธอเสมอนะฮงบิน เธอรู้ใช่ไหม”


เสียงทุ้มที่เริ่มแตกของวอนชิกเอ่ยเบาๆแต่มันกลับทำให้ฮงบินต้องเม้มปากเพื่อกลั้นสะอื้น เธอก้มหัวลงเพื่อให้ผมตกลงมาบดบังใบหน้าของเธอ วอนชิกเขยิบเข้าไปนั่งใกล้ๆแล้วดึงอีกคนเข้ามากอดไว้ มือที่อบอุ่นค่อยๆลูบหัวคนที่ร้องไห้ซุกบ่าเขาเบาๆ ทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไรมีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัด เสียงสะอึดสะอื้นเบาๆที่ก้องกังวานไปทั่วห้องเรียนที่เงียบสงบไร้ผู้คนนี้

สุดท้ายแล้ววอนชิกก็พบว่าฮงบินไม่ได้กินข้าวอย่างที่เขาเคยคิดไว้ ฮงบินพูดกับเขาด้วยท่าทีอับอายเมื่อบอกว่าเธอไม่รู้สึกอยากอาหารใดๆเลยและทุกครั้งที่พยายามกินอะไรเข้าไปเธอมักจะอาเจียนออกมาเสมอและเธอก็นอนไม่ค่อยหลับ ทำให้มีสภาพที่ดูแย่ขนาดนี้ แต่ว่าวอนชิกก็ไม่มีแก่ใจจะถามถึงสาเหตุที่แท้จริง เพราะว่ามันไม่เมคเซนส์เลยที่อยู่ดีๆอีกคนจะกินและนอนไม่ได้โดยไม่มีสาเหตุทั้งๆที่ก่อนหน้าดูมีความสุขและมีกำลังใจเยอะจะตายไป เด็กหนุ่มนึกไม่ออกเลยว่าสาเหตุที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่

เขาแบ่งข้าวกล่องที่แม่ของเขาตั้งใจทำมาแบ่งให้ฮงบินกินเท่าที่อีกคนจะพอกินได้และพยายามพูดคุยเรื่องต่างๆ เรื่องเรียน เรื่องที่บ้าน เรื่องบาสเก็ตบอลให้อีกคนฟังหวังว่าจะช่วยบรรเทาและเบี่ยงเบนความทุกข์ในใจของอีกคนไปได้บ้าง อย่างน้อยรอยยิ้มบางๆก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าที่อ่อนล้าของเด็กสาว

“ฉันไปห้องน้ำก่อนนะ”ฮงบินเอ่ยขึ้นขัดจังหวะบทสนทนาที่ลื่นไหลของเพื่อนสนิท วอนชิกพยักหน้าและมองตามเด็กสาวที่ผอมโกรกอย่างไม่น่าเชื่อ เส้นผมที่เคยหนานุ่มดำขลับดูไม่ดีเอาเสียเลย มันขาดความเงางามที่เขาเคยหลงไหลชื่นชม แต่ก่อนที่วอนชิกจะได้นึกอะไรต่อ ดวงตาเรียวก็ต้องเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อฮงบินที่กำลังจะเดินออกจากห้องเรียนกลับเซล้มลงกับพื้น เด็กหนุ่มตัวสูงรีบรุดวิ่งเข้าไปดูด้วยความตกใจ สองมือเขย่าไหล่เพื่อนสาวไปมาแต่ก็พบว่าอีกคนหมดสติไปแล้วด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว

วอนชิกรีบรวบตัวอีกคนขึ้นอุ้ม ตกใจกับน้ำหนักที่เบามากจนเหมือนไม่ได้อุ้มคนที่มีส่วนสูงเกือบร้อยเจ็ดสิบเลยสักนิด ทุกส่วนที่แขนของเขาสัมผัสไปนั้นแทบไม่รู้สึกถึงความนุ่มของผิวเนื้อคนแต่กลับเป็นกระดูกแข็งๆจนรู้สึกเจ็บแขนที่โดนกดทับ เด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งรีบอุ้มอีกคนไปที่ห้องพยาบาลเพราะเป็นที่เดียวที่คิดออก หัวใจเต้นเร็วและแรงด้วยความตกใจและหวาดกลัวไปหมด ในใจเขาได้แต่คิดว่าอีกคนจะต้องไม่เป็นอะไรร้ายแรง ทุกอย่างมันจะต้องไม่มีอะไรร้ายแรง

“อีกแล้วสินะ...”ครูพยาบาลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลดใจเมื่อเห็นว่าใครคือคนที่วอนชิกพามา เด็กหนุ่มหอบหายใจด้วยความเหนื่อยและวางฮงบินลงบนเตียงนอนที่ใกล้ที่สุด
“ฮงบิน...มาที่นี่บ่อยเลยสินะครับ เขาเป็นอะไรครับครูพอจะบอกผมได้ไหม”เด็กหนุ่มถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ดวงตาเรียวคู่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายที่แม้แต่ผู้ใหญ่เห็นแล้วก็ยังต้องรู้สึกสงสารตามไปด้วย ความรู้สึกที่วอนชิกมีให้ฮงบินมันมากมายที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็คงจะยังไม่รู้

“ร่างกายอ่อนเพลียน่ะ ความดันเลือดต่ำ ไม่ยอมกินข้าวกินปลา พักผ่อนไม่เพียงพอ แถมสภาพจิตใจก็ไม่ดีนัก แต่ครูก็ไม่รู้จะช่วยยังไงในเมื่อเจ้าตัวเขาก็ไม่ยอมปริปากเล่าอะไร พอบอกว่าจะโทรติดต่อผู้ปกครองก็ร้องห่มร้องไห้ขอร้องไม่ให้โทร...ไม่รู้ว่าครูจะทำยังไงแล้วล่ะ”เธอถอนหายใจเบาๆก่อนที่จะจัดแจงเอาผ้าห่มมาคลุมเด็กสาวที่นอนหมดสติอยู่ ยกมือขึ้นมาแนบหน้าผากเพื่อวันอุณหภูมิคร่าวๆ

“แล้วเราพาส่งโรงพยาบาลไม่ได้เหรอครับ? ติดต่อที่บ้านไม่ได้จริงๆเหรอ? ทำไมเราถึงทำอะไรไม่ได้เลยล่ะ?”คิ้วบางขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ ขบฟันแน่นด้วยความโกรธที่คิดว่าไม่ได้มีใครคิดจะจัดการจริงจังกับเรื่องนี้ทั้งๆที่นักเรียนมีปัญหาขนาดนี้

“ครูก็อยากนะ แต่เราส่งโรงพยาบาลโดยที่ติดต่อผู้ปกครองไม่ได้ ยังไงเด็กก็ยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง กฎหมาย เอกสาร ทุกอย่างมันไม่สามารถทำให้เราจัดการอะไรได้อย่างที่ต้องการหรอก”ครูพยาบาลเอ่ยพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง วอนชิกนั่งลงที่ข้างเตียงและจับมือที่ซีดเซียวของเพื่อนสนิทไว้ ปลายนิ้วเรียวยาวลูบที่หลังมือขาวไปมาอย่างเหม่อลอย


“ผมขออยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะตื่นนะครับครู”


เมื่อเห็นสายตาของเด็กหนุ่มแล้ว และเห็นแก่ฮงบิน ใครจะกล้าปฏิเสธได้กันเชียว










ฮงบินรู้สึกตัวตื่นด้วยอาการปวดตึบหน่วงๆอยู่ในหัวพร้อมกับความปวดเมื่อยไปทั่วร่าง เปลือกตาบางขยับกระพริบเปิดปิดถี่เพื่อปรับให้รับกับแสงที่สว่างวาบเข้ามา เสียงทุ้มหูที่คุ้นเคยดังขึ้นเรียกชื่อเธอทำให้เธอค่อยๆตั้งสติและมองไปรอบๆตัวว่ามันเกิดอะไรขึ้น เธอหายใจเข้าลึกๆและพยายามอ้าปากจะพูดแต่ก็พบว่าลำคอนั้นแห้งผากกว่าที่คิดแม้จะมีลมหายใจที่ชื้นๆก็ตามที

“ฮงบินอา ไม่ต้องตกใจนะ เธออยู่ที่โรงพยาบาล”เสียงทุ้มต่ำที่อ่อนโยนของวอนชิกดังขึ้นพร้อมกับมืออุ่นที่ลูบหัวเธอไปมา สาวหน้าหวานถอนหายใจ ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งที่ตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองอยู่โรงพยาบาล อีกใจก็โล่งที่คนที่เธอเห็นเป็นคนแรกคือวอนชิก
“เธอช็อคไป...ยังดีว่าส่งโรงพยาบาลทันเวลา ไม่มีอะไรร้ายแรง แต่เธอคงปวดหัวหน่อยๆแหละ ก็เล่นเกือบหยุดหายใจไปแล้ว”มือที่อบอุ่นนั่นเลื่อนลงมาแตะที่แก้มของเธอเบาๆและเลื่อนลงไปจับที่มือที่วางไว้ที่ข้างตัวเธอ

วอนชิกกลืนก้อนสะอื้นที่เผลอตีตื้นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก ร่างสูงเงยหน้าขึ้นเพื่อไล่น้ำตาแห่งความโล่งใจให้กลับไป มือที่จับมือของฮงบินกำแน่นขึ้นก่อนที่เขาจะก้มลงจูบที่หลังมือนั่นด้วยความรักใคร่และโล่งใจ ภาพของอีกคนที่ช็อคตัวเกร็งพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะหายใจและต่อสู้ระหว่างที่จะหมดสติไปกับพยายามที่จะทำให้ตัวเองสงบลงมันยังติดแน่นอยู่ มันยากที่จะกำจัดให้มันหายไปได้

“ขอบคุณที่เธอไม่เป็นอะไร...ฮงบินอา...ขอบคุณ”วอนชิกซบหน้าแนบหน้าผากกับหลังมือเล็ก เสียงที่เอ่ยออกมานั่นเบาหวิวไม่ดูเหมือนวอนชิกที่ทุกคนเคยรู้จัก วอนชิกที่อ่อนแอและหมดหนทาง ไหล่ที่ดูกว้างและแข็งแรงนั่นห่อเหี่ยวเล็กลงอย่างไม่น่าเชื่อ ท่าทางที่น่าสงสารของวอนชิกทำให้หัวใจของคนที่นอนอยู่บนเตียงบีบคั้นด้วยความเจ็บปวด หยดน้ำตาอุ่นไหลออกมาจากดวงตากลมโตคู่สวย ไหลลงไปที่หมอนที่นอนหนุนอยู่ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นสะอื้น เธอกำมือของวอนชิกไว้แทนคำตอบแต่วอนชิกรู้ดีว่าอีกคนต้องการจะสื่ออะไร

คุณหมอเดินเข้ามาตรวจอาการและแจงวอนชิกอย่างละเอียดว่าอาการของคนไข้ไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่คงให้อยู่ให้น้ำเกลือกับออกซิเจนและรอดูอาการต่อไปอีกหน่อย ทางโรงพยาบาลจะย้ายให้ไปนอนห้องพักคนไข้รวมและติดต่อผู้ปกครอง แต่วอนชิกรีบบอกอย่างรวดเร็วว่าเขาได้ติดต่อผู้ปกครองของฮงบินเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาโกหก แต่เขาได้โทรหาคุณยายของเธอเรียบร้อยแล้วแต่น่าเสียดาย อย่างทุกครั้ง คุณยายที่แก่ตัวและอยู่ที่ต่างจังหวัดไกลๆคงไม่สามารถมาหาเธอได้ภายในชั่วข้ามคืน และคงไม่มีใครมาด้วย ผู้ปกครองแบบพฤตินัยของอีฮงบินจึงตกเป็นของคิมจางมีหรือก็คือคุณแม่ของคิมวอนชิกนั่นเอง

ฮงบินผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนล้าอีกครั้งเมื่อเจ้าหน้าที่และพยาบาลได้ย้ายตัวเธอไปที่ห้องพักคนไข้เดี่ยว ตามคำสั่งด่วนของคิมจางมี เพื่อความปลอดภัยและสบายใจของฮงบินและสำคัญว่าการพักห้องผู้ป่วยเดี่ยวทำให้วอนชิกสามารถนอนเฝ้าเป็นเพื่อนแฟนสาวของเขาได้ คอยเฝ้าระวังและมั่นใจว่าจะไม่มีคนที่ไม่ต้องประสงค์เข้ามาทำอะไรยามที่พวกเขาไม่อยู่

"วอนชิก สรุปมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ลูก”ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออกพร้อมกับหญิงวัยกลางคนที่เดินตรงรี่เข้ามาหาลูกชายของเธอที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย วอนชิกถอนหายใจ ยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองช้าๆ
“ตอนที่เราไปทะเลกัน ฮงบินไปเจอผู้ชายคนนั้นโดยบังเอิญ หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะ อาการแพนิค หวาดผวากำเริบ ฝันร้าย ตื่นมาร้องไห้เสียสติเห็นภาพหลอนตลอดคืนเลย”จางมีถอนหายใจพลางมองเด็กสาวที่นอนหลับอยู่ด้วยสายตาที่เห็นอกเห็นใจ มือเล็กของเธอเลื่อนไปลูบหัวทุยของฮงบินเบาๆและโล่งใจที่อย่างน้อยแฟนสาวของลูกชายของเธอไม่ได้มีไข้อะไร

“ญาติล่ะ...เฮ้อ เหมือนเดิมเลยสินะ ครอบครัวนี้เป็นอะไรกันไปหมด”คนเป็นแม่เมื่อมองตาลูกชายก็รู้คำตอบ ทุกอย่างมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่แปลกใจเลยว่าแค่ฮงบินเป็นลมช็อคหมดสติไปเล็กๆน้อยๆจะมีใครนึกสนใจ ไม่รู้เลยว่าทำไมเด็กคนนี้ต้องมาเจออะไรแบบนี้ แบกรับสิ่งที่หนักหนา พบเจอสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตเพียงลำพัง เธอรักและเอ็นดูฮงบินเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆและเธอก็เต็มใจที่จะเป็นผู้ปกครองที่คอยดูแลสิทธิต่างๆของเด็กคนนี้ แต่ติดที่กฎหมายไม่ได้ให้เธอทำตามใจ เมื่อพ่อและแม่ของฮงบินเสียไป ความรับผิดชอบของเด็กคนนี้ก็ตกเป็นของญาติอันดับรองลงมาซึ่งก็คือคุณยายของเธอตามที่แจ้งไว้

"ผมไม่รู้ว่าอีบยองฮุนต้องการอะไร แล้วทำไมถึงออกจากคุกได้เร็วกว่าที่ศาลตัดสินและการที่มันเจอฮงบิน จริงๆมันอาจจะเป็นความต้องการของมันก็ได้"ดวงตาเรียวตกเหลือบมองผู้เป็นแม่ที่มีสีหน้าครุ่นคิด เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกันอย่างบังเอิญ

"ให้ฮงบินมาอยู่กับเราดีกว่าลูก ดีกว่าที่จะให้กลับไปอยู่คอนโดคนเดียว ถึงจะมีลูกไปอยู่เป็นเพื่อน แต่แม่อยู่บ้านตลอด คอยดูแลได้ทันท่วงทีนะ"วอนชิกพยักหน้าเห็นด้วย เพราะนั่นก็คือสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่แล้วแค่ยังไม่มีโอกาสพูดออกมาเท่านั้น



"ผมจะไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบตอนนั้นอีกแล้วล่ะ..."










"ฮงบินอา...เธอหมดสติไปนานมาก ตอนนี้ใกล้จบคาบสุดท้ายแล้ว ครูพยบาลเลยบอกให้เธอกลับบ้านเลย"วอนชิกเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวขยับตัวตื่น เด็กชายรีบยื่นขวดน้ำให้คนที่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่งดื่มแก้กระหาย ฮงบินหลับไปนานมากจริงๆ คงจะเหนื่อยพักผ่อนไม่พออย่างที่ครูว่า แต่สาเหตุคืออะไรก็ยังไม่มีใครรู้

“ขอบคุณนะวอนชิก...”ฮงบินตอบด้วยเสียงแผ่วเบาแหบพร่า เด็กหน้าหวานดื่มน้ำอีกอึกใหญ่และถอนหายใจด้วยความรู้สึกเวียนหัวและอ่อนเพลีย นอกจากจะนอนไม่พอแล้วเธอก็ยังไม่ได้กินอะไร ไม่ได้รับสารอาหารอย่างพอเพียงอย่างที่เด็กอายุ 16 ควรจะได้รับ

“เธอ...อยากให้ฉันเดินไปส่งที่บ้านไหม”เด็กหนุ่มถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่ คิ้วบางเลิกขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม ฮงบินมองตอบนิ่งๆ ริมฝีปากอิ่มขบกันอย่างไม่รู้ตัวเมื่อใช้ความคิด วอนชิกสังเกตเห็นมือเล็กที่กำขยำชายกระโปรงไปมา ฮงบินดูลังเลที่จะกลับบ้านและเธอจะดูเกร็งทุกครั้งเมื่อเขาเอ่ยถึงการกลับบ้าน มันคงมีอะไรที่ทำให้ฮงบินไม่อยากกลับบ้านเป็นแน่ สิ่งที่เด็กอย่างวอนชิกจะสังเกตและวิเคราะห์ได้มันก็มาได้แค่นี้เท่านั้นแหละ

“อีฮงบิน ผู้ปกครองมารับกลับบ้านแล้ว”เสียงของครูพยาบาลดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องพยาบาลที่เปิดออก วอนชิกแทบจะไม่ได้สังเกตถึงสีหน้าและแววตาที่เรียกได้ว่าตกใจและหวาดผวาสุดชีวิตของฮงบิน เด็กหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ ถ้าหากว่าครูพยาบาลบอกว่าฮงบินขอร้องไม่ได้แจ้งผู้ปกครอง แต่ก็ยังโทรไปแจ้งให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้านแบบนี้ ทำไมถึงไม่ยอมฟังในสิ่งที่ฮงบินขอร้องล่ะ?

“ค...ครูคะ คือ...”เด็กสาวเอ่ยละล่ำละลักมองครูพยาบาลด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ “ครูอยากเข้าใจเธอนะฮงบินอา แต่ว่าถ้าหากว่าเธอเป็นอะไรแล้วทางโรงเรียนไม่แจ้งผู้ปกครอง...มันก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน โรงเรียนไม่มีสิทธิในการตัดสินใจแทนผู้ปกครองหรอก”
“เดี๋ยวฉันเดินไปเป็นเพื่อนเธอเองนะฮงบิน”วอนชิกทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั่นด้วยการลุกขึ้นยืนและรับกระเป๋าของฮงบินมาจากครูพยาบาลที่ยืนทำหน้าลำบากใจอยู่ ฮงบินเงยหน้ามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาอ้อนวอน ไม่ใช่ว่าวอนชิกจะไม่รับรู้ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิที่จะทำอะไรได้โดยเฉพาะต่อหน้าครูที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง มือเรียวยื่นไปจับมือฮงบินและบีบมันไว้แน่นๆเพื่อทำให้อีกคนรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

ระหว่างทางเดินจากตึกเรียนไปยังประตูหน้าโรงเรียนมันรู้สึกเหมือนกับใช้เวลานานมากกว่าปกติ มือที่จับกันอยู่นั้นกระชับให้แน่นขึ้นทุกก้าวที่เดินเข้าใกล้ประตู เพราะว่ามือของฮงบินนั้นสั่นขึ้นเรื่อยๆ เสียงถอนหายใจสั่นระริกดังขึ้นจากคนที่เดินอยู่ข้างๆกันทำให้เด็กหนุ่มต้องหันไปมอง
“ถ้าทำได้ ฉันก็อยากพาเธอปีนรั้วโรงเรียน แล้วก็ไปกินไอติมกัน”ดวงตากลมโตที่แวววาวไปด้วยน้ำตามองวอนชิกนิ่งๆ กลีบปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง

“ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่ฉันก็ไม่อยากบังคับให้เธอบอกฉัน แต่ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็ไม่อยากให้เธอเก็บมันไว้กับตัวอีก ถ้าการกลับบ้านมันทำให้เธอเสียใจ ฉันก็อยากบังคับไม่ให้เธอกลับ”ฮงบินก้มหน้ามองเท้าตัวเองที่ก้าวเดินอย่างช้าๆ วอนชิกมองเสี้ยวหน้าที่ดูเศร้าสลดนั่นด้วยหัวใจที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน เด็กสาวพยักหน้าเบาและสูดหายใจเข้าลึกๆ มันยาก...ที่จะพูดออกมาก็เท่านั้น


“วอนชิก...ฉัน...”


“อีฮงบิน! เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไรมากไหม”เสียงทุ้มเข้มของชายวัยกลางคนดังขึ้นทำให้ฮงบินที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างต้องเงียบลง ร่างกายทั้งร่างเกร็งตอบรับกับเสียงที่คุ้นเคยดีเกินไปนั่น วอนชิกสัมผัสจากมือข้างที่จับกันอยู่ ฮงบินสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วหันไปมองชายผิวเข้มที่เดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง อย่างน้อยก็ดูเป็นห่วงในสายตาคนภายนอก

“สวัสดีครับคุณอา”วอนชิกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆและโค้งให้คนอายุมากกว่าเล็กน้อย บยองฮุนตวัดสายตามองเด็กหนุ่มและมองมือที่จับกันกับมือของฮงบินอยู่ด้วยแววตาที่ไม่ค่อยพอใจนัก เขาลูบหัวจับแก้มมองฮงบินให้ทั่วๆเหมือนกับผู้ปกครองทั่วไปที่เป็นห่วงบุตรหลาน แต่ฮงบินที่ยืนนิ่งตัวแข็งรู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นจริงๆ วอนชิกยิ้มเมื่อเห็นว่าบยองฮุนก็ดูใส่ใจอีกคนดีอย่างที่ฮงบินเคยเล่าให้ฟัง ไม่ได้สังเกตเลยว่าเพื่อนสนิทของตนดูอึดอัดและลำตัวสั่นเทามากแค่ไหนในอ้อมแขนของบยองฮุน


“เธอคือวอนชิกสินะ ขอบใจนะ ไป ฮงบิน กลับบ้านกัน อาจะดูแลเธออย่างดีเลย...”


วอนชิกโบกมือลาฮงบินโดยที่ไม่ได้คิดอะไร เช่นเดียวกับฮงบินที่มองหน้าเพื่อนสนิทและพยายามบอกอะไรผ่านดวงตาที่ดูหวาดกลัวคู่นั้น ต่างคนต่างแยกเดินกันไปคนละทาง ฮงบินเดินตรงไปยังรถที่จอดรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน ส่วนวอนชิกก็เดินไปยังตึกเรียนเพื่อไปเก็บกระเป๋าและกลับบ้านเช่นเดียวกัน แต่ว่ามันคงเป็นความบังเอิญ หรืออาจจะเป็นความตั้งใจของโชคชะตาที่ทำให้คิมวอนชิกได้หันกลับไปมองเพื่อนสาวคนสนิทและทำให้ได้เห็นบางอย่างที่ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้

อีบยองฮุนที่เดินโอบรอบบ่าของฮงบินนั้นดูเหมือนบังคับมากกว่าการเดินโอบอย่างปกป้อง แต่นั่นไม่ได้ทำให้วอนชิกต้องขมวดคิ้วเลยจนกระทั่งมือของชายวัยกลางเลื่อนขึ้นมาจับที่หลังคอของเด็กสาวและก้มลงไปมองสบตาด้วยสายตาที่เรียกได้ว่าโกรธเกรี้ยวดุร้ายและฮงบินที่ก้มหน้ากับมือที่ขยำชายกระโปรงตัวเองแน่น จนกระทั่งเด็กสาวค่อยๆยกมือที่สั่นเทาไปจับเสื้อเชิ๊ตของบยองฮุนและเขยิบตัวเข้าไปกอด ใบหน้าหวานซบลงที่แผ่นอกนั่นและมันไม่ได้ดูเป็นการแสดงความรักใดๆเลย มันเหมือนกับเป็นการทำเพื่อขอโทษ หรือทำเพื่อให้ทุกอย่างมันจบๆไปเท่านั้น

ถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะมองว่าเป็นลูกหรือหลานที่กอดกับผู้ปกครองของตัวเองอย่างออดอ้อนเพราะอาการป่วยไข้ วอนชิกก็อาจจะมองแบบนั้นในตอนแรก แต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ฮงบินพูดจาเขินอายหน้าแดงเมื่อเอ่ยถึงบยองฮุน จนถึงท่าทีซึมเศร้าเพราะเรื่องที่บ้าน เด็กหนุ่มขบกรามแน่นเมื่อมีคิดความคิดเลวๆขึ้นมาได้ในตอนนั้น มือของบยองฮุนที่เลื่อนมาจับที่เอวคอดนั่นมันทำให้วอนชิกนึกถึงฉากในละครหลังข่าวที่แม่กับจีวอนชอบดู หรือมือที่ค่อยๆเลื่อนลงไปว่างที่สะโพกยิ่งทำให้ไฟในอกของวอนชิกร้อนขึ้นมาจนเรียกได้ว่าทรมาน เขาไม่กล้าคิดเลยว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคืออะไร ไม่กล้าที่จะสรุป ไม่กล้าที่จะคิดต่อไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฮงบินมันคืออะไร เพราะเขาไม่มีความคิดเลยว่าจะมีสิ่งใดร้ายแรงเกิดขึ้นไปกว่านั้นอีก เขาก็แค่ยังคิดไม่ถึงและมันทำให้เขาสับสนกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า




วอนชิกก็แค่ยังเด็กเกินไปที่รู้คำตอบ แต่ก็เด็กไม่พอที่จะมองสิ่งที่เห็นตรงหน้าว่ามันเป็นเพียงการกระทำที่บริสุทธิ์










TBC


ดีเทลเยอะเหลือเกิน สลับไปมาระหว่างปัจจุบันและอดีต ไม่น่างงกันเนอะค่อนข้างต่างกันชัดเจน
จริงๆตั้งใจไว้ว่าจะเฉลยปมได้ในตอนนี้ แต่แบบโห ดีเทลเยอะมากเลยจริงๆอะ
เพราะพาร์ทนี้เป็นพาร์ทวอนชิกด้วย ก็จะเน้นที่วอนชิกมากกว่า ค่อยๆรู้เรื่องไปทีละนิดๆ
เราว่าจริงๆน่าจะปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้บ้างแล้ว รวมถึงข้อข้องใจว่าเด็กน้อยถั่วไม่มีญาติมาดูแลเลยเหรอ
ก็พอจะรู้แล้วอะนะ แต่สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรก็คงจะมาทีละนิดๆในตอนหน้าๆ
ไม่รู้เลยว่าอีกกี่ตอนกว่าจะจบประเด็นนี้สักที ๕๕๕๕๕๕ พยายามอยู่ค่ะ
แต่ดีเทลเรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ฮงบินกับวอนชิกเป็นแบบนี้
ทำไมสองคนนี้ถึงตัดกันไม่ขาด ทำไมวอนชิกที่ผูกใจไม่ไปไหน ทำไมยอมฮงบิน
และทำไมฮงบินเองถึงรักและผูกพันธ์กับวอนชิกมากแบบที่เจ้าตัวรู้และไม่รู้เลย
เหตุการณ์นี้สำคัญมากจนไม่รู้ว่าจะข้ามมันไปยังไง
เพราะฉะนั้นก็ทนกันไปอีกหน่อยนะคะ คงเศร้าๆ พีคๆ อึดอัดๆแบบนี้ไปอีกหน่อยแหละ

อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกยังไง อย่าลืมคอมเม้นกันนะคะ แชร์กันๆ
หรือทวิตก็ด้ายย ตามอ่านทุกอันเลยยยยยย ขอโทษที่อัพช้านะคะ ช้าดีกว่าไม่มาเนอะ~
เจอกันตอนหน้าค่า
#อิถั่วเป็นทอมยังไงให้ได้ผอ


(c)                      Chess theme
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

230 ความคิดเห็น

  1. #151 Must-C_Mustsee (@mustsee123) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2558 / 14:37
    สงสารถั่วมาก อ่านไปน้ำตาไหล อิบยองฮุน เลวมาก เลวจริงๆ ทำไมต้องทำอย่างงี้กับเด็กใสๆคนนึงอ่ะ ดูดิพออาการแพนิคอ่ะ มันหนักมากเลยนะเว้ย เรื่องนี้อิวี่เอาความหล่อไปเลยอีกร้อยเปอร์ คือดูก็รู้ ที่ไรต์บรรยายมาคือวี่มันรักถั่วมากเลยนะ ยิ่งตอนถั่วฟื้นนี่โอ้ยยย ผู้ชายแมนๆร้องไห้ค่ะคุณ อิบยองฮุนน่าจะจำคุกตลอดชีวิตไปเลยค่ะ สาปส่ง แค้นมาก เจ้อิน เจ้อินแรงงงง!
    #151
    0
  2. #150 Veronie_ES (@Veronie_ES) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 02:07
    น้ำตาจะไหล อึดอัดมาก ตัวนิเกร็งไปหมด
    สงสารถั่วละเกิน โดนขนาดนั้นตั้งแต่เด็กมันก็น่ากลัวไปเนอะ
    วอนชิก...แกแมนมาก แทบกราบ ดูแลถั่วดีละเกิน 
    อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว~ไรท์เตอร์ สู้ๆนะ ตอนแต่งมีน้ำตาบ้างไหม คือบรรยายดีแท้ กู๊ดด!
    #150
    0
  3. #148 Nok (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 23:33
    ละมุมมากวอนชิคอ่าาาาาา สงสารถั่วนางจะต้องผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ บยองฮุนเลวววววววว
    #148
    0
  4. #147 Kikss (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 14:48
    ถั่วน่าสงสารอ่าา ต้องเจอเรื่องเลวร้ายนั้น วอนชิคสุ้ๆนะ
    #147
    0
  5. #146 Geeyon85 (@best-jra) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 13:20
    นั่งอ่านไปร้องไห้ไป 
    #146
    0
  6. #145 iamkokkok (@iamkokkok) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2558 / 19:49
    เครียดช็อทแรกคือตอนฮงบินชัก มันน่ากลัวมาก เขียนได้เรียลมากค่ะ
    ตอนที่เฝ้ารอให้รถพยาบาลมาโดยมีคนป่วยอาการหนักอยู่ตรงหน้า มันน่ากลัวมากจริงๆ
    ยิ่งคิดว่าวอนชิกรับมือกับมันได้ สามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้อีก 
    เพราะอะไร เพราะเคยทำมาแล้วหลายครั้ง มันยิ่งหดหู่กว่าเดิมอีกอ่ะค่ะ
    เรื่องที่ฮงบินต้องเจอมันเลวร้าย และการผ่านมันมาได้คือเธอเข้มแข็งจริงๆ
    แถมยังกลับมาแบบสดใส มองโลกในแง่บวกด้วย อ่านถึงตอนนีแล้วนับถือตัวตนของเด็กผู้หญิงคนนี้มากเลยค่ะ 
    ดีใจที่คุณแม่ของวอนชิก และครอบครัวของวอนชิกรู้เรื่องนี้และอ้าแขนปกป้อง
    ยังไงตอนนี้ฮงบินก้ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้ว วอนชิกเองก็โตพอจะปกป้องอีกคนได้แล้วด้วย
    พระเอกของเรื่องทำคะแนนไป 10/10 เลยนะคะตอนนี้ 

    เรื่องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ รออ่านต่อไปค่ะ ^^ ขอบคุณนะคะ
    #145
    0
  7. #144 9tula (@9tula) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2558 / 12:24
    เป็นตอนที่บีบคั้นอารมณ์มากๆ สมแล้วที่เป็นพาร์ทของวอนชิก เข้าใจวอนชิก เข้าใจมากมากกก ฉันรู้แล้วว่าแกรู้สึกยังไงนะบักวี่ㅠㅠ

    ฉากที่ฮงบินกำลังจะช็อคนี่สงสารมาก น้ำตาจะไหล อ่านๆไปแล้วรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก อินไปอีก55555555 สิ่งที่วอนชิกทำให้ฮงบินนี่ไม่รู้จะเอาอะไรมาบรรยาย ไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยนะ ถ้ามันมีคำไหนให้ความหมายได้มากกว่าคำว่า "รักโ คตรๆ" ก็คงเป็นอันนั้นแหละ ชิกมันพยายามจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้วจริงๆอ่ะ รัก

    อ่านไปถอนหายใจไปบ่อยมาก หัวใจนี่ปวดหนึบๆตามวอนชิก โ คตรสงสารบินเลย โอ่ยยย ขอสาปอิลุงบยองฮุนค่ะ แกรู้มั้ยว่าทำอะไรไว้กับชีวิตเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ฮัลโหลลลล ยกเก้าอี้ฟาดซะดีมั้ย มันอึกอัดใจแล้วก็ลำบากใจจริงๆอ่ะ ทั้งสองคนก็เป็นเด็กอ่ะเนอะ ยังมองยังแสดงออกอะไรได้ไม่ชัดก็เลยทำอะไรไม่ได้ สะเทือนใจตรงที่ฮงบินเกลียดเขาแทบตายแต่ก็ต้องยอมเป็นฝ่ายเข้าไปกอดขอโทษ ต้องพยายามรักษาชีวิตอันน้อยนิดของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ช้ำไปกว่านี้

    ภาวนาให้วอนชิกรู้เรื่องเร็วๆ ภาวนาให้ฮงบินกล้าพูดมันออกมาเร็วๆ และขอให้ตอนต่อไปมาเร็วๆ /เดี๋ยว... 555555555555555 เป็นกำลังใจให้นะคะ ฟิคดีๆก็ควรค่าแก่การรอเสมอค่ะ สู้ๆนะ
    #144
    0
  8. #143 CHOESHIN (@choeshin) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2558 / 09:54
    ทำไมดูคนดี เฮ้ออออ บยองฮุนนี่นะ อะไร เขียนอภัยโทษเหรอ อิบ้าาาา จริงๆทั้งเรื่องนี่โกรธแม่ฮงบินสุดละ 5555555555

    เรารู้ว่าโรคแบบนี้มันไม่หาย แต่ถ้ากำลังใจดี กินยาตามที่หมอให้มันก็จะดีขึ้น อย่าคิดมากเลยนะ~
    #143
    1