ตอนที่ 2 : Prologue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2782
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    10 เม.ย. 60

PROLOGUE

อารัมภบทตำนานเริ่มในเหมันตฤดูใจกลางโยธันไฮม์ นครแห่งความหนาวเหน็บไร้ซึ่งความอบอุ่นใดย่างกราย ดินแดนภายในถักทอไปด้วยแสงตะวันและหยาดหิมะโรยราหลอมรวมกัน ท้ายที่สุดความหนาวเหน็บก็ยังเป็นฝ่ายกุมชัย

ทั่วทั้งดินแดนจึงขาวโพลนไร้สีสัน พืชพรรณไร้ดอกออกผล ชาวเมืองจึงหันมาเอาดีด้านเหมืองแร่แทน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นโถงถ้ำเหนือจรดใต้ แร่ที่ขึ้นชื่อที่สุดของดินแดนคืออัญมณีสีเขียว

...หยาดมรกต

ลึกขึ้นไปบนเหนือยอดเขาสูงใหญ่กลางพนาไพรเป็นที่ตั้งของราชวังน้ำแข็งแสนโอ่อ่าที่พำนักแห่งกษัตริย์ลาฟฟี่ผู้สืบเชื้อสายมาจากยักษ์น้ำแข็ง รูปร่างสูงใหญ่ดูภูมิฐาน ผิวกายสีฟ้าครามดั่งท้องนภา มันคือสัญลักษณ์ของชาวโยธันทั้งปวง

แท่นพระฉายาลักษณ์ของผู้ครองนครตั้งเด่นตระหง่านอยู่ใจกลางโถงน้ำแข็ง ในผืนผ้าใบปรากฎโฉมของกษัตริย์ลาฟฟี่และมเหสีคู่บัลลังก์อลิเซีย เจ้าหญิงแห่งเอลฟ์ขาว

เป็นอีกวันหนึ่งที่องค์ราชินีเสด็จสวนพฤกษศาสตร์ สถานที่ที่ตนนำพืชพรรณแปลกใหม่มาเพาะปลูกแต่ไม่เป็นผลเท่าใดนัก

ท่ามกลางหิมะพร่างพราวนัยน์ตาสีนิลทอดพระเนตรเห็นบางสิ่งโผล่พ้นพื้นหิมะ

กุหลาบ…สีดำ?

“นี่มัน…….” พระพักตร์งามพริ้งฉายแววฉงนระคนตกใจที่ได้พบ บุปผา สีรัตติกาลผลิดอกท้าไอหนาว

กุหลาบสีดำ มีเพียงชาวอัลฟ์ไฮม์เท่านั้นที่ล่วงรู้ถึงมัน…

อดีตกาลเมื่อเทพบิดรโอดิน กษัตริย์แห่งราชวงศ์เอซีร์ประดิษฐ์อักษรรูนขึ้นมาเพื่อจารึกรังสรรค์หลักฐานการมีอยู่ของเหล่าทวยเทพ

จักพรรดินีของอัลฟ์ไฮม์เองก็คิดค้นสายพันธุ์บุปผามหัศจรรย์นี้จากต้นพันธุ์สีแดงเลือด จนได้กุหลาบสีดำออกมา ด้วยมนตราจากเหล่าพ่อมดขาวเสกให้กุหลาบดำกลายเป็นโอสถที่ดีที่สุดเท่าที่ทั้ง 9 พิภพเคยมีมา

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเลวร้าย...

ขันทีเกิดโลภมาก คิดนำสายพันธ์กุหลาบดำนี้ไปขายให้กับเอลฟ์ดำผู้ชั่วร้ายที่หวังครอบครองอิกดราซิล

จักรพรรดินีทรงกริ้วมาก…รับสั่งให้ทำลายรากกล้าและต้นอ่อนทั้งหมดของกุหลาบดำทิ้งไปเสีย และได้ตั้งจิตพิษฐานว่าหากมีผู้ที่คู่ควรให้มันปรากฎขึ้นอีกครา

...แน่นอนว่าการพิษฐานนี้รู้กันเพียงเหล่าชนชั้นสูงของอัลฟ์ไฮม์เพียงเท่านั้น หากแต่เจ้าหญิงของดินแดนอย่างเธอยังคิดว่ามันเป็นตำนานสืบต่อกันเท่านั้น

ทว่า…

อลิเซียสาวเท้าเข้าไปใกล้ขณะเอื้อมสัมผัสความงามสีทมิฬ หนามแหลมคมตำเข้าเต็มปลายนิ้วนาง โลหิตรินหยดบนผืนพสุธา ความมีชีวิตสีแดงฉานบนพื้นสะอาดดลใจให้ดำริ

“ข้าอยากมีทายาทผิวขาวดั่งหิมะ ปากแดงดุจหยาดโลหิต ผมดำขลับราวขนอีกา ดวงตาใสพราวพรายเฉกเช่นหยาดมรกตล้ำค่า และ…จิตวิญญาณที่ทรนงดุจกุหลาบรัติกาลดอกนั้น…”

ดอกกุหลาบสีดำสนิทไหววูบตามแรงลมที่พัดสาดกองหิมะห่าใหญ่มาอย่างบ้าคลั่ง

ราชินีกลั้นใจหมายจะคว้าบุปผาล้ำค่านั้น กลีบกุหลาบปลิวหลุดทีละเสี้ยว มันบีบความหวังที่ก่อตัวให้มลายหายทีละน้อย

พระหัตถ์ฝ่าต้านลมพายุก่อนกุหลาบกลีบสุดท้ายจักหลุดจากก้าน อลิเซียคว้ามันเอาไว้ได้ทันกาลก่อนทั้งร่างจะทรุดฮวบลงด้วยความหนาวเหน็บ

แว่วเสียงตะโกนโหวกเหวกดังไปทั่วจากทหารยามที่ออกตระเวนหาองค์ราชินีผู้ยังสราญในสวนทั้งสภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้  

“นั่นไงพระองค์อยู่นั่น!”

“องค์ราชินี!”

นายทหารหลายนายตรงเข้ามาประคองราชินีคนงามที่ล้มพับอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ หากแต่พระพักตร์กลับแย้มสรวลกว้าง พร้อมพระหัตถ์ที่กอบกำสิ่งมีค่าแน่น

กุหลาบดำกลีบสุดท้าย...

เมื่อเข้ามาในโถงกลาง อลิเซียก็ปลีกวิเวกไปท้ายครัวเพื่อต้มใบโอสถที่ซ่อนไว้ในฝ่ามือ

ต้องมีเรื่องยิ่งใหญ่เกิดกับครอบครัวนางแน่ๆ...มิเช่นนั้นบุปผาในตำนานคงไม่ผุดพรายขึ้นมาให้ผู้ใดได้พบและคงให้พวกเอลฟ์ดำรู้ไม่ได้ว่าบุปผารัตติกาลยังคงอยู่

ราชินีรินของเหลวสีดำเจือจางลงในถ้วยเซรามิกลายวิจิตร เหม่อมองมันเล็กน้อยก่อนตัดสินใจยกดื่มอึกใหญ่ด้วยเกรงว่าจะมีผู้ใดพบเห็น

“!...อึก” เลือดในกายซูบฉีดพล่าน เส้นเลือดปูดโปนออกมากระจ่างชัด เนื่องจากวรกายที่ขาวซีดของราชินี สารสีดำไหลไปตามท่อลำเลียงโลหิตก่อนจะค่อยๆเลือนหายไปหายไปพร้อมกับร่างสูงระหงส์ที่ทรุดลงกองกับพื้นกระเบื้อง


……………………………………..



ผ่านมาหลายเดือน พระนางอลิเซียก็ยังไม่หายจากอาการประชวรจากโรคประหลาด เหนือสิ่งอื่นใดคือคือ พระนางกำลังทรงครรภ์จึงทำให้ร่างกายทรุดหนัก

ในที่สุดก็ถึงกำหนดการคลอด...แม่นมต่างวิ่งวุ่น ผู้คนราว 20 คนแออัดในห้องบรรทมเพื่อเป็นมือไม้ให้กับคนที่ประชวรจนไม่มีเรี่ยวแรงกระทั่งกระดิกปลายนิ้ว เสียงดังระงมภายในยิ่งทำให้องค์กษัตริย์ที่รอคอยอยู่ด้านนอกหวาดกลัวไปจนขั้วหัวใจ

กลัว...ว่าจะต้องสูญเสียมเหสีอันเป็นที่รักและทายาทสืบสกุล

เวลาผ่านมาเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครรู้ ประตูห้องบรรทมเปิดออกพร้อมแม่นมวิ่งหน้าตื่นออกมา

“ท่านลาฟฟี่…องค์ราชินีกำเนิดฝาแฝดเพคะ แต่เป็นแฝดคนละเพศ...ตอนนี้นำออกมาได้เพียงหนึ่งยัง...และอาการขององค์ราชินี……” สีหน้านางสลดลงทำให้คนฟังชาวาบไปทั้งวรกาย ไม่อาจรับรู้ได้ว่าสาสน์ที่ได้สดับฟังนั่นดีหรือร้ายเพียงใด ความกลัวจะสูญเสียนางที่รักยิ่งครอบงำเสียจนดำริอย่างขาดสติ

“ช่วยชีวิตอลิเซียก่อน เด็กที่ติดอยู่จะตายก็ช่างปะไร!….ชีวิตอลิเซียสำคัญที่สุด!!”

แม่นมคนสนิทถึงกับเบิกตากว้างกับดำริขององค์ราชันแม้นรู้กันทั่วว่าฝ่าบาทรักราชินีมากเพียงใดแต่จักให้คร่าชีวิตทายาทที่เพิ่งจะได้มีโอกาสลืมตาดูโลก...ก็เป็นดำริที่โหดร้ายเกินกว่าใครจะรับได้

“...” ร่างท้วมของแม่นมก้มน้อมศีระษะทำความเคารพแล้วกุลีกุจอเข้าไปในห้องบรรทม ออกคำสั่งจัดแจงตามพระประสงค์ของผู้ปกครองดินแดน

“อุแว้” ผ่านไปอีกทิวาเสียงเด็กทารกร้องระงม ปลุกสติสัมปชัญญะของจอมกษัตริย์ให้ตื่นจากอาการเหม่อลอย แล้วรีบสาวเท้าเข้าห้องบรรทมที่เต็มไปด้วยเสียงสะอื้นของบรรดาแม่นมที่เฝ้าอยู่ไม่ห่าง

“เกิดอะไรขึ้น? พวกเจ้าร่ำไห้กันทำไม? ข้าได้ยินเสียงเด็กร้อง…ทุกอย่างไม่ได้ผ่านไปด้วยดีหรือ”  สุรเสียงเดือดเนื้อร้อนใจทำให้เหล่าแม่นมสะดุ้งโหยงก่อนก้มหน้าน้ำตานอง

กษัตริย์เดินผ่านเหล่าคนใช้ไปหยุดนิ่งข้างเตียงไม้ หมอหลวงยังคงนั่งอยู่ที่นั่นด้วยใบหน้าโศกเศร้าไม่แพ้กัน ก่อนส่งมอบเด็กน้อยผิวกายสีฟ้าที่ห่อหุ้มผ้าแพรสะอาดให้กับผู้เป็นบิดา และหันไปหาผู้ช่วยที่กำลังล้างคราบเลือดออกจากร่างเด็กน้อยอีกคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง…

สีผิวสีซีดต่างจากยักษ์ทั้งปวง หากแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จอมกษัตริย์สนพระทัย

ลาฟฟี่นั่งลงบนขอบเตียง มองร่างอรชรสงบนิ่งของหญิงที่เขาจดจำได้ขึ้นใจแม้นพระพักตร์จะซีดเซียวดูอิดโรย

เพราะนางคือหทัยหนึ่งเดียวแห่งโยธันไฮม์

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เหล่าแม่นมกลั้นเสียงสะอื้นยามสุรสียงตะโกนระบายอารมณ์ดังลั่นไปทั่วดินแดน

กษัตริย์ผู้เยือกเย็นราวน้ำแข็งที่โอบอุ้มดินแดนกำลังคุกเข่าร่ำไห้อย่างหมดสิ้นเกียรติภูมิ เบื้องหน้าคือร่างของราชินีผู้ล่วงลับไปตลอดกาล ดวงตาสีแดงก่ำเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาตวัดมองเด็กน้อยสีแตกต่างเขม็ง

“ทำไมมันถึงรอด!!...ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ช่วยอลิเซีย...ไม่ใช่เด็กนั่น!”   ลาฟฟี่ตะโกนก้อง บรรดาแม่นมถอยห่างเป็นวงกว้าง หมอหลวงเห็นท่าไม่ดีจึงลุกขึ้นยืนกั้นขวางไว้ด้วยเกรงว่าจอมกษัตริย์จะทำอะไรขาดสติ

“ทั้งหมดเป็นพระประสงค์ของพระนางอลิเซีย…และฝ่าบาทได้ตั้งพระนามให้เป็นที่เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ”    คำพูดที่ใจเย็นของยักษ์ชราผู้ทำหน้าที่หมอหลวงไม่ได้ทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวของจอมกษัตริย์สงบลงแม้สักนิด

“องค์หญิงที่อยู่ในอ้อมแขนพระองค์มีนามว่า…ลาเวนนา และ บุตรชายของพระองค์…มีนามว่าโลกิ”

“โลกิ ฆาตกรที่ฆ่า...เมียข้า….” สุรเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาแดงก่ำทะลักไปด้วยความคั่งแค้นมองไปทางบุตรชายที่กำลังร่ำไห้ดิ้นไปมาในอ้อมกอดผู้ช่วยหมอหลวง บุคคลในห้องทำได้เพียงก้มหน้ารู้สึกสลดใจในความอาภัพขององค์ชายเล็กที่เกิดมาผู้เป็นบิดา…ก็เกลียดจนเข้าไส้


……………………………………..



ผ่านพ้นมาหลายเหมันต์ฤดู ทั้งลาเวนนาและโลกิต่างเจริญวัยได้ 18 ชันษา บรรดาผู้พบเห็นทั้งสองต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า…แยกสองแฝดแสนงามนั่นไม่ออกเชียวว่าผู้ใดเป็นใคร

หากไม่ได้สีผิวของลาเวนนาที่เป็นสีฟ้าครามและนัยต์ตาสีแดงแบบฉบับยักษ์น้ำแข็งส่วนของโลกิองค์ชายเล็กรูปร่างอรชรงดงามไม่แพ้พระเชษฐภคินี จักนัยน์ตาสีเขียวเข้มดั่งหยาดมรกตและผิววรกายขาวซีดราวเทพบุตรต่างแดน

สิ่งนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกว่าองค์ชายเล็กเป็นสิ่งแปลกปลอมในอาณาจักร

ยิ่งเฉพาะกับจอมกษัตริย์ที่แทบไม่เคยเอ่ยวาจาใดกับบุตรชายเลยตั้งแต่เกิดมา ทำให้โลกของเจ้าโลกิมีเพียงหนังสือและแม่นมกับคนครัวเป็นสหายเท่านั้น

พวกนางอดสงสารองค์ชายไม่ได้ สมัยทรงเยาว์วัยเพียงแค่เล่นกับพระเชษฐภคินีแห่งตนก็ถูกบิดาเรียกมาเฆี่ยนตีราวกับสัตว์สี่ขา แถมยังสั่งห้ามมิให้แตะต้องลาเวนนาอีกต่างหาก

…แต่ลาเวนนาเองก็รักน้องชายถึงแม้นจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรต่อหน้าได้ จึงทำได้เพียงช่วยปลอบใจน้องชายลับหลังสายตาพระบิดาเสมอ

ทั้งคู่เติบใหญ่มาจนมีพระชนมายุ 20 ชันษา ลาเวนนาผู้เติบโตมาด้วยความรักจากบิดาและพสกนิกรชาวยักษาจึงมีพระเกษมสำราญ มีมนุษยสัมพันธ์ดี ได้เรียนรู้หลักมารยาทกิริยาของชนชั้นสูงประกอบด้วยหน้าตาที่งดงามหาใดเปรียบทำให้เป็นที่รักยิ่งของทุกคน

ต่างจากโลกิพระอนุชาที่เติบโตมาท่ามกลางความชิงชังจึงกลายเป็นคนรักสงบ เก็บตัวอยู่แต่ในห้องบรรทมส่วนพระองค์  แม้นยามต้องร่วมโต๊ะกระยาหารก็ยังหลบพระพักตร์ทุกคนออกมา ไม่เคยได้เรียนรู้บทเรียนที่เหมาะสมฐานนันดร แต่ด้วยความเป็นคนใคร่รู้จึงลอบฝึกปรือเวทมนต์และศาตราวุธเล็กๆน้อยๆด้วยตนเอง

หากให้เปรียบเปรยในศาสตร์แห่งเวทยร์คงไม่มีผู้ใดทัดเทียมได้อาจเพราะมีเชื้อสายจากพระมารดาที่เป็นคนของแดนเอลฟ์ขาวผู้พรั่งพราวไปด้วยอาคม

...สิ่งที่เหมือนกันกับพระเชษฐภคินีเห็นจะมีเพียงความงามล้ำหาใดทาน…โครงหน้าและรูปร่างที่ไม่เหมาะจะเรียกว่าบุรุษเพศได้สักนิด แต่ก็ไม่มีใครสนใจใคร่รู้ความจริงข้อนี้อีกนั่นแหละเพราะทุกคนเอาแต่สนใจความงามของลาเวนนาเสียมากกว่า

เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน...ยามสาวงามต่างแดนมาขอพำนักที่ราชวัง กษัตริย์ลาฟฟี่ให้การต้อนรับอย่างดี หวังได้ทำการค้าต่างดินแดนแต่คราแรกที่พบเห็นใบหน้าของโฉมงามจากสวาทันไฮม์ก็เป็นที่ต้องตาต้องใจขนาดวันถัดมาได้แต่งตั้งนางเป็นชายาท่ามกลางความขุ่นเคืองใจของบุตรและบุตรีเป็นอย่างมาก

ความจริงข้อนี้สาวเจ้าจากแดนเอลฟ์ดำก็ไม่พลาดที่จะล่วงรู้…นางเองก็มีแผนการกำจัดสองเด็กน้อย...ที่เสมือนหนามยอกอกนางเช่นกัน

“ข้าว่า...ท่านพ่อต้องโดนเวทมนตร์ใดเป็นแน่ ท่านพ่อรักท่านแม่กว่าอะไรทั้งหมด จู่ๆจะมาภิเษกสมรสกับหญิงไร้หัวนอนปลายเท้านางนั้นได้อย่างไร?!” ลาเวนนาระบายอารมณ์ โดยมีอนุชาสดับฟังเงียบๆอย่างใช้ความคิด

“ข้าฉงนใจ เหตุใดนางถึงดูชิงชังพวกเรานักทั้งที่พึ่งพานพบกันเป็นราตรีเดียวและรอยยิ้มซื่อใสนั้นเหมือนนางมีบางอย่างแอบแฝงในนั้น”   โลกิพูดเสียงราบเรียบ และลาเวนนาก็พยักหน้าเห็นด้วยสุดๆ

“นาต้องการแทนที่ท่านแม่! เราต้องหาทางกำจัดนาง แต่จะทำอย่างไรล่ะ…”   องค์หญิงพูดเสียงขุ่นเคือง

“ข้าว่าเราอย่าเพิ่งคิดการณ์ใดไปก่อนเลย...บางทีนางอาจเป็นคนดีแท้ เราไปครหามาดร้ายนาง จักเป็นเราเปล่าๆที่ถูกมองว่าไม่ดี”

“หึ เจ้าก็ใจอ่อนแบบนี้ทุกทีโลกิ…ข้าเป็นสตรีเหมือนนาง กิริยาที่แสดงออกมามีอย่างเดียวคือต้องการช่วงชิงทุกอย่างไปจากชาวเรา! ต้องการครอบครองทุกสิ่ง…ครอบครองบัลลังก์…ใช่!  ต้องเป็นนี่แน่ๆ...ข้าจะไปบอกท่านพ่อ”   ลาเวนนาบ่นพึมพำ เมื่อตระหนักในสิ่งที่คิดได้ก็ผลุนผลันออกจากห้องหมายจะแจ้งเรื่องแก่พระบิดาในขณะที่โลกิรีบลุกพรวดพราดขึ้นอย่างตามอารมณ์พี่สาวตนไม่ทัน

“เดี๋ยว! ข้าว่าอย่าเพิ่ง--”    ไม่ทันการณ์สาวเจ้าเดินอาดๆไปไกลกว่ามือจะคว้าไว้ทันและองค์ชายเล็กก็ไม่มีความกล้าพอที่จะเดินตามออกไปเนื่องด้วยกลัวว่าจะมีใครเห็นว่าพวกเขาอยู่ด้วยกัน

…ถ้าท่านพ่อรู้ว่าเราคุยกันละก็…ข้าต้องโดนเฆี่ยนจนตายแน่

ร่างเล็กทำได้เพียงพาตัวเองมานั่งครุ่นคิดไม่ตกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น


……………………………………..



ลาเวนนาตรงไปยังท้องพระโรงเห็นพระบิดานั่งอยู่บนบัลลังก์เคียงข้าง…..เฮลด้าชายาองค์ใหม่ที่สนทนากันออกรสชาติและหยุดมาสนใจเจ้าหญิงคนงามที่ใบหน้าบึ้งตึง ไม่ทันได้อ้าปากดำริอะไรก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อนราวกับพระราชามีสาสน์สำคัญกว่า

“ลูกรัก…พ่อได้ปรึกษากับเฮลด้าเรื่องเจริญการค้าและอำนาจที่จะเกรียงไกรขึ้นของโยธันไฮม์ ไหนๆข่าวลือความงามของเจ้าก็แพร่กระจายไปทั้งเก้าพิภพประจวบกับทางดินแดนแอสการ์ดกำลังหาคู่ครองให้โอรสที่มีพระชนมายุ 23 ชันษา พ่อและเฮลด้าเห็นว่าเป็นการณ์ดีหากเราได้ปรองดองกับแดนเทพนั่น…”

“เดี๋ยวนะเพคะ ท่านพ่อกำลังจะให้หญิง……?”

“เข้าใจถูกแล้วลูกรัก….ลูกจะได้ไปเป็นสะใภ้ของราชวงศ์แดนแอสการ์ด” ลาฟฟี่ยิ้มแล้วหันไปยิ้มให้ชายาใหม่ท่ามกลางความสับสนของบุตรีและอนุชาที่ลอบฟังอยู่หลังประตูท้องพระโรงด้วย

“ท่านพ่อ….ที่นั่นเป็นดินแดนเทพเจ้าเขาไม่ลดตัวลงมาอภิเษกกับยักษ์เยี่ยงเราหรอก อีกอย่าง! ...โยธันไฮม์กับแอสการ์ดก็เป็นศัตรูกันมาช้านานท่านพ่อลืมแล้วหรือ?!!”

          “ลาเวนนา…โอดินส่งสาสน์มาให้ทางเราเองว่าอยากจัดงานอภิเษกระหว่างเจ้าชายแอสการ์ดและเจ้าหญิงโยธันไฮม์ เนื่องด้วยความงามของเจ้า...เช่นนั้นแล้วเราจักปรองดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน อดีตที่บาดหมางจะหมดไป อนาคตจะมีแต่สามัคคีกันในหมู่เทพและยักษ์ไงละ”

“แต่ข้าไม่รู้จักว่าที่สวามี ไม่เคยพบกัน ไม่รู้กระทั่งชื่อเสียงเรียงนาม! ท่านพ่อขอทีเถอะ! ข้าอยากภิเษกกับบุรุษที่ข้ารัก...ไม่ใช่การคลุมถุงชนเช่นนี้”  ลาเวนนาพูดเสียงสั่นเครือ โลกิอดสงสารพี่สาวตนไม่ได้ สายตาสีมรกตแอบมองลอดช่องแคบของประตูไม้ที่ปิดไม่สนิท จนเห็นสีหน้าเย้ยหยันจากชายาองค์ใหม่สิ่งนั้นยิ่งพาลเลือดในกายเดือดพล่านขึ้นเป็นเท่าตัว

มันคือแผนของนาง…ให้ลาเวนนาอภิเษกสมรสเพื่อจะได้ตัดรัชทายาทครองบัลลังก์ออกไป...เพราะนางรู้ว่าท่านพ่อจงเกลียดจงชังข้าขนาดไม่คิดจะยกบัลลังก์ให้บุรุษเพศอย่างข้า แต่จะยกให้บุตรีที่รักยิ่งแทน…

ข้าเคยคิดน้อยใจในวาสนาของตน…หากแต่ข้ารักพี่ข้ามากกว่าจะมาใจน้อยกับเรื่องไม่มีผู้ใดมองเห็นค่า…แค่พี่สาวข้าเป็นคนที่ถูกใส่ใจมากที่สุดก็เพียงพอแล้ว แต่ในยามนี้พี่ข้ากำลังเสียพระทัย…

เพราะแผนการร้ายของหญิงจากแดนเอลฟ์ดำนั่น…

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดแผนการลาฟฟี่ก็เอ่ยตอบเสียงดังพร้อมเสียงหัวเราะตามมา

“เดี๋ยวเจ้าก็ได้รู้จัก…ว่าที่สวามีเจ้าโอรสของโอดิน มีนามว่า ธอร์ เทพเจ้าแห่งสายฟ้า…”

ร่างที่หลบซ่อนกระตุกวาบ  จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร…ในเมื่อทุกคราที่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ถึงตัวเขาจะไม่เคยเยื้องย่างไป แต่มักแอบเอาหนังสือไปนั่งอ่านที่มุมบันไดเสมอ และพวกนางรำพเนจรก็พูดเป็นเสียงถึงชื่อ ธอร์ เทพเจ้าแห่งสายฟ้า

ลีลาเด็ด…หล่อเหลาเอาการ วาทศิลป์เป็นเอกเ…ที่สำคัญเจ้าชู้ประตูดิน นอนกับสตรีที่จับกลุ่มคุยกันคะเนจากสายตามันมากกว่าประชากรครึ่งดินแดนอีกกระมั้ง!...

เลวร้ายกว่าคือลาเวนนาต้องถูกบุรุษไม่รู้จักพอนั่นมาย่ำศักดิ์ศรีงั้นหรือ ไม่มีทางเสียล่ะ!

…ไหนจะเฮลด้าชายาองค์ใหม่ผู้มาพร้อมแผนการร้ายนี่อีก

โลกิตั้งมั่นก่อนหมุนรีบตัวเข้าไปในไพรมืดก่อนอาทิตย์อัสดง ย่ำเท้าเข้าไปส่วนลึกที่สุดอันเป็นที่ตั้งของน้ำพุมิมีร์

น้ำพุแห่งปัญญา…สถานที่ต้องห้ามหากแต่บังเอิญอ่านเจอในตำราและเคยแอบลัดเลาะจนพบมันเข้า ในตำรายังย้ำมั่นว่าห้ามเข้าไพรมืดหลังอาทิตย์อัสดงไม่เช่นนั้นอย่างหวังจะได้กลับออกมาจากพนาไพรนั้นอีกเลย…

“.......” ริมฝีปากสีแดงสดผ่อนลมหายใจเข้าออก แล้วเอามือจุ่มไปในน้ำพุสีใส จรดริมฝีปากลงไปดื่มกลืนของเหลวรสชาติประหลาด...อันที่จริงมันไม่มีรสชาติเลย จมุกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นบางสิ่ง กลิ่นหอมของบุปผาหากแต่พอก้มมองภายในหามีแม้นสักกลีบไม่...ไฉนกลิ่นหอมมันถึงใกล้นัก…ราวกับวนเวียนอยู่ในกายด้วยซ้ำ

ความรู้สึกแปลกประหลาดกระตุ้นสัมผัสทั้งห้าขององค์ชายเล็กผิวที่เคยซีดขาวซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อยหากแต่มองผิวเผินก็ยังคงขาวซีดเฉกเช่นเดิม

ทีนี้…ข้าต้องรีบกลับไปหาทางช่วยพระเชษฐภคินีของข้า…ใครจะรู้ บางทีแอสการ์ดอาจส่งเฮลด้ามาเพื่อก่อกบฏแล้วให้นางใช้มารยาหญิงหลอกล่อให้บิดาข้ายกบัลลังก์ให้

ทีนี้แอสการ์ดก็จะได้ทั้งสองบัลลังก์ตามประสงค์โดยได้ผลพลอยได้คือพี่สาวข้าอีกคนฃ

พวกเทพนี่ช่างต่ำช้าเสียจริง


-------------------------------------------------------------

ปูพรมให้ทุกคนนั่ง ฝากติดตามและคอมเม้นเป็นกำลังใจด้วยนะคะ ฮี่


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

913 ความคิดเห็น

  1. #889 Jennifer0412 (@Jennifer0412) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 14:28

    แค่เริ่มเรื่องก็สนุกแล้วอ่ะ
    #889
    0
  2. #884 iinnchh (@cunt) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 21:43
    เพิ่งมาอ่าน แค่เปิดก็น่าสนใจแล้วว ✌✌
    #884
    0
  3. #864 J'Sun (@lovelyztk) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 02:35
    <p>ภาษาสวยอีกแล้ววว รู้สึกว่ามันมีความยิ่งใหญ่มากขึ้นด้วยแต่ตรงที่คุณหมอพูด ฉากที่บอกว่า พระนางอลิเซีย และฝ่าบาทได้ตั้งชื่อไว้แล้ว อ่านแล้วติดขัดนิดๆค่ะ ลองใช้คำว่า และพระนาง... ฟังดูอาจจะลื่นกว่า แต่ภาษาโดยรวมคือแบบสวยมาก งามมาก ตัวร้ายยังน่าตบเหมือนเคยจ้าาา #ทีมพี่น้องยักษ์น้ำแข็ง! </p>
    #864
    0
  4. #843 Mamimilky (@Mamimilky) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 00:38
    แค่เริ่มก็สนุกแล้วอ่าาาาาา
    #843
    0
  5. #829 Ammjanice (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 04:45
    เพิ่งเคยมาอ่านเรื่องนี้ เนื้อเรื่องน่าสนใจมากๆเลย อ่านต่อโลดดด ><
    #829
    0
  6. #828 Ammjanice (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 04:39
    เพิ่งเคยมาอ่านเรื่องนี้ เนื้อเรื่องน่าสนใจมากๆเลยค่ะ อ่านต่อโลดดดดด
    #828
    0
  7. #817 chs219 (@chs-kjd) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 11:55
    ทำไมอ่านแล้วน่ารัก มีความงามแบบที่ท่านแม่ต้องการ แต่สงสารนางตายก่อน สู้ๆนะโลกิ
    #817
    0