FIC GUNDAM SEED DESTINY [YOUR WOLRD MY WORLD]

ตอนที่ 3 : CHAPTER 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 เม.ย. 62

ตอนที่ 2

[Kira Part]

หลังจากเปิดภาคเรียนมาได้ระยะหนึ่ง 2 หนุ่มอัลฟ่าที่เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนก็กลายเป็นขวัญใจสาว ๆ และเหล่าบรรดาเบต้า  โอเมก้าทั้งหลายไปเป็นที่เรียบร้อย คงเพราะรูปลักษณ์หน้าตาที่โดดเด่นสะดุดตาของทั้ง 2 แถมยังเป็นอัลฟ่าทั้งคู่อีกด้วย เพจซุปซิบหนุ่มหล่อสาวสวยสำหนักข่าวเจ้าประจำของมหาวิทยาลัยได้ลงข่าวทุกวันจนตอนนี้รู้สึกมันคุมโทนเป็นเรื่องราวการใช้ชีวิตของทั้ง 2 คนไปแล้ว

อัสรันกับชินเรียนคณะรัฐศาสตร์และตึกอยู่ทางทิศตะวันตกของมหาลัย ฯ แต่ผมเรียนคณะวิศวตึกอยู่ทิศตะวันออกซึ่งห่างกันมากแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหา ปกติผมมาเรียนด้วยสองล้อคู่ใจเจ้าเสือหมอบพอจอดรถล็อกกุญแจเรียบร้อยผมก็เดินขึ้นตึกทันที

โอเมก้าที่ได้เรียนวิศวะนั้นมีน้อยมากจะมีอัลฟ่าเป็นส่วนใหญ่และเบต้าให้เห็นเป็นระยะดังนั้นเมื่อคุณเดินเข้ามาที่ตึกนี้คุณก็จะรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในรังโจรยังไงอย่างนั้น และเพราะมีน้อยอย่างนี้ไงพวกชนชั้นสูงทั้งหลายถึงชอบข่ม ผมหายใจเข้าออกช้า ๆ ตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองแล้วเดินเข้าห้องเรียน เพื่อน ๆ ในภาคต่างหันมามองเมื่อผมเดินเข้ามาในห้อง

“นึกว่าใคร... ที่แท้น้องโอเมก้าของเรานี่เอง ว่าไงจ๊ะไหนไม่พาเพื่อนใหม่มาแนะนำบ้าง” เสียงเห่าหอนจากพวกไร้อารยะธรรมก็ดังขึ้น

“...” ไม่ตอบและไม่สนใจ ผมเลือกที่นั่งที่คิดว่าเห็นกระดานชัดที่สุดนั่นคือกลางห้องแล้วหยิบหนังสือมาอ่าน

“นายก็ยังไปหาเรื่องแกล้ง เดี๋ยวทานหญิงรู้เข้าจะหาว่าคิระมีชู้ความสำพันธ์ร้าวฉานหรอก” นี่ก็อีกคน พวกเข้ากำลังพูดถึงคนสำคัญของผมอย่างสนุกปาก และมันทำให้ผมรู้สึกเกลียดเกลียดมาก ๆ เลย

“...”

“เงียบ สงสัยเป็นใบ้โอ๊ะ หรือว่าจะโดนจูบจนปาดช้ำเลยพูดไม่ได้” ช้ำไม่ช้ำ ใบ้ไม่ใบ้ก็ไม่ได้ทำพวกนายเดือดร้อนนี่

“มึงยังไม่ชินอีกเหรอ แหย่ไปก็เท่านั้นคิระมันตายด้านไม่รู้เป็นโอเมก้าประสาอะไรไม่มีความนอบน้อมต่ออัลฟ่าเลย” เป็นคำพูดที่ไม่มีความดำแต่เสียดสีจนถลอกไปถึงข้างใน 

“สัญชาติญาณห่วย ๆ นะเหรอ มีสิ” ผมพ่นลมหายใจออกมานึกสมเพชในสิ่งที่ตนเป็น มันรู้สึกน่าขยะแขยงขนาดไหนพวกนายก็คงรู้ดี แต่ไม่ชอบเลยวะมาหยามกันแบบนี้

“ถ้ามีก็แสดงให้เห็นทีสิจ๊ะ สัญชาติญาณของคนขี้ขลาดนะ”

“เหยียดเพศแม่ ไอ้พวกสันขวานอย่างมึงไม่น่าเกิดเป้นอัลฟ่าเลยวะ ขยะสังคมชัด ๆ” หมาที่เห่ามันไม่รู้จักกัด แต่หมาที่ไม่เห่าสิที่มันจะงับขาพวกมึงให้ขาด “อย่าริอาจมาเทียบกับกู”

พอเจอคำพูดสุดท้ายของผมพวกมันก็หยุดและเงียบได้แต่จ้องมาที่ผมอย่างแค้นเคือง 

“ไงละ ไปแหย่คุณยามาโตะถ้าท่านคางาริรู้เข้าพวกนายคอขาดนะ” เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งในภาคเอ่ยขัดความเงียบ ผมไม่ได้มีปัญหากับกลุ่มนี้ ในนั้นมีทั้งเด็กเรียนและเด็กกิจกรรมบ่อยครั้งที่ผมได้ร่วมงานด้วย แต่ไม่สนิท

“พอเถอะ อย่าแซวได้ไหมเราก็แค่เพื่อนกัน”

“แต่ท่านดูหวงนายนะ แล้วนี่ท่านรู้ยังว่ามีอัลฟ่ามาอยู่ด้วยถึง 2 คน” นอกจากจะไม่ฟังเหตุผลแล้วยังพูดกันไม่รู้เรื่องอีก “รีบบอกนะ  ไม่งั้นท่านจะน้อยใจ” แม่งพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ไงผมเลยไม่อยากสนิทด้วย แล้วถ้าผมเงียบหรือเปลี่ยนเรื่องมันก็จะหาว่าผมเขินอีก

“อีก 20 นาทีมีควิชเก็บคะแนน  ไม่มีซ่อมพร้อมแล้วเหรอมาเมาท์กันเนี่ย” ของคุณเสียงสวรรค์ อาจารย์เดินเข้ามาขัดได้ทันเวลา

การเรียนการสอนคาบเช้าที่เริ่มต้นด้วยควิชมหาโหดจบลงไปได้ด้วยดี  เหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงก่อนจะถึงเที่ยงแต่ถ้ารอจนถึงเที่ยงกับข้าวที่แคนทีนคงหมดก่อน ดังนั้นผมเลยต้องรีบจัดการให้เสร็จตั้งแต่ตอนนี้ผมเดินไปต่อคิวข้าวหน้าเนื้อร้านประจำ แต่พอจะถึงคิวของผมกลับมีคนมาลัด

“นายอย่าลัดคิวสิ” ผมร้องออกไปไม่พอใจกับการกระทำของเขา เป็นอัลฟ่าก็เถอะทำแบบนี้มันก็ไม่ถูกนะ

“เป็นแค่โอเมก้าก็เงียบไป ป้าข้าวหน้าเนื้อพิเศษ 3 ที่” ไอ้นี่นอกจากจะหน้าด้านแล้วยังสั่งเยอะอีกสั่งไปให้เพื่อนด้วยสินะผมหันไปเห็นเพื่อนมันอีก 2 คนที่ยืนกดโทรศัพท์อยู่ไหมไกล ไอ้พวกอัลฟ่าเห็นเป็นแค่โอเมก้าก็กันเหยียดเชียวนะ

ผมตวัดหางตามามองมันอย่างไม่สบอารมณ์ “ดูคนที่ตอคิวยืนคอยสิ มีมารยาทก็ไปต่อแถวเป็นอัลฟ่าไม่ได้รับการสั่งสอนหรือไง” ว่าแล้วก็ชี้ไปที่แถวซึ่งมีคนยืนรอคิวอยู่ 10 กว่าคนได้

“อ้อ” ดูมันร้อนแล้วยังทำหน้ากวนเบื้องล่าง “โอเมก้าตายด้านนี่เอง” นอกจากมันจะไม่สนใจแล้วพูดคำที่ผมไม่ชอบอีก โอเมก้าตายด้าน

“ตายด้านก็ยังดีกว่าอัลฟ่าชั้นต่ำทำตัวสะถุนอย่างนายนะ”

“มึงอยากมีเรื่องเราะ!!” อยากไม่อยากยังไม่ได้ตอบมันก็ง้างหมัดเหวียงใส่ผมแล้ว คนเรามันน่ารำคานแบบนี้นี่เอง

แต่ผมหลบทันความเร็วแค่นั้นทำอะไรผมไม่ได้หรอก “โอเมก้าตายด้านแล้วมันยังไง” มันพลาดเป้าต่อยไม่โดนผมแต่ไปโดนพื้นกระเบื้องแทน  อู้... ไม่เจ็บหรอกแรงแค่นั้นนะ  มันรีบตั้งท่าเตรียมง้างหมัดใส่ผมอีกครั้งแต่ผมไวกว่าล็อกแขนขวามมันได้แล้วหมุนตัว จับทุ่มอัดกระเบื้องแข็ง ๆ แม่ง “ทุ่มอัลฟ่าตัวเท่าความอย่างมึงได้แล้วกัน!!

ตุบ!! ดังลั่นแคนทีนวิศวะ ตอนเถียงกันคนมุงก็เยอะอยู่แล้วพอมันโดนทุ่มคนยิ่งเยอะกว่าเดิมอีก เพื่อนมันที่เฝ้าดูอยู่ก็รีบมาลากมันออกไปจากตรงนั้นเป็นอันว่าเข้าสู่สถานการณ์สงบ ดีหน่อยที่วิศวะเวลามีเรื่องกันเองจะไม่ถ่ายคริปเรื่องเลยไม่เคยไปถึงหูอาจารย์ แต่ถ้าพี่ว๊ากก็ไม่แน่

“ป้าของไอ้พวกนี้ถ้ามันอยากกินให้มันไปต่อแถวเอง ส่วนของผมไม่ต้องก็ได้คนข้างหลังผมหิวใส้จะขาดละมั้ง  ไปละฮะ”

“เดี๋ยวสิไอ้หนู”

“ฮะ?”

“ของหนูข้าวหน้าเนื้อธรรมดาใช่ไหม นี่จ๊ะ” ป้ายิ้มแล้วยื่นให้ซึ่งผมก็จ่ายค่าข้าวไปแบบงง ๆ “ป้าจะจำเมนูลูกค้าประจำคนนี้ไม่ได้ก็แย่แล้ว ตอนทะเลาะกันข้างหลังเขาก็เขียนรายการอาหารที่สั่งมาให้ป้าหมดทั้งแถวแล้วทำแปบเดียวเสร็จจ๊ะ”

พอหันไปข้างดูในแถวทุกคนต่างส่งยิ้มมาให้ว่าไม่เป็นไรและพอเห็นคนที่อยู่หลังสุดก็ถึงบางอ้อ ไซ เพื่อนตัวดียิ้มฟันขาวยกนิ้วโป้มาให้  หลังจากนั้นไม่นานในแถวก็ทยอยรับเมนูที่สั่งแล้วจ่ายเงินจนแถวที่ยาวคนหายหมด

“ขยันมีเรื่องไม่เว้นวันเลยนะนาย” พอได้ที่นั่งมันก็เอ่ยแซวทันที

“มันหาเรื่องก่อน”

“ก็เพลา ๆ ลงบ้าง ไม่เห็นต้องไปตอบโต้เลย”

“มันยิ่งได้ใจนะสิ ถ้ามาอีกกูจะดัดหลังให้หักเลย”

“จ้า ๆ พ่อเทคอนโด้สายดำ พ่อโอมสายดุ ใครได้เป็นคู่นี่กราบเช้ากราบเย็น” คาสึกิ เจ้านี่อีกคนก็ขี้แซวเหลือเกิน

“คาสึกิ!!” ตะเกียบในมือตระวัดเตรียมจิ้มลุกตามันละ

“คิระ ๆ ๆ ๆ ใจเย็น นี่เพื่อนเอง คาสึกิเบต้าคนนี้ไง ไม่ดุนะโอม แล้ววางตะเกียบลงนะ” มันรีบยกมือห้าม “ใจเย็นนะเดี๋ยวเพื่อนไปซื้อน้ำให้”

“ฉันเอาแป๊บซี่นะจ่ายให้ด้วย”

“ฉันว่าฉันบอกแค่คิระนะไซ”

“งั้นก็จ่ายค่าเกมมา เราหายกัน”

“ได้ครับไม่มีปัญหา นายว่าไงคิระ”

“เอาชาเย็น”

“โอเช  เดี๋ยวมารอแปบ” แล้วมันก็ลุกไปซื้อน้ำตามที่บอก ส่วนพวกผมก็นั่งรอมันเอาเอกสารให้กระเป๋ามาดูก่อนที่จะยัดมันลงไปเพื่อรู้สึกไม่มีอารมณ์จะอ่าน

“วิศวะมีแต่พวกเถือน ๆ เหรอไง  เข้ามานึกว่าอยู่รังโจร” พูดอะไรของมันวะไซ  ละเมอปะเนี่ย

“ละเมอไรวะ... ไซ” กำลังจะด่ามันแล้วแต่เสียที่พูดไม่ใช้เสียงของไซ พอมองไปที่มันมันรีบปัดมือบอกไม่ใช่แล้วชี้ไปที่ข้างหลังผม

“แปลกใจจัง พึ่งเห็นเธอเกรี้ยวกราดครั้งแรก” ชัดเลยวิธีพูดแบบนี้ หน้าตาจูออนแบบนี้หัวสีทะเลกับตาสีเขียว หุ่นหมีแบบนี้ “เธอเป็นเทคอนโดสายดำนี่เองถึงว่าทำไมมือหนัก” อัสรัน มาได้ไงแล้วดูดิมาทีคือเรียกสายตาคนได้ทั้งแคนทีนอะ นักเรียนแลกเปลี่ยนเชียวนะไม่เหลียวหลังกันจนหักก็บุญแล้ว “ขอนั่งกินข้าวด้วยคนสิ” ไม่รอให้อนุญาตท่านชายก็หย่อนก้นลงละ

“มาได้ไง มาตั้งแต่เมื่อไหร่” ดูเป็นคำถามที่โง่นะแต่จากตึกรัฐศาสตร์กับตึกวิศวะนี่ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลยนะ

“ให้เพื่อนมาส่งนะ  ทันตั้งแต่ไอ้เจ้านั่นมาแซงคิวซื้อข้าวเธอ ข้าวร้านนี้อร่อยเหรอเธอเลยเล่นซะหมอนั่นแขนหลุดเลย”

“พูดแบบนี้แสดงว่าโดนเจ้านี่ปล่อยหมัดใส่แล้วสิ” ไซชี้มาที่ผมแต่หันไปคุยกับอัสรัน “ฉันชื่อไซ นายชื่ออัสรันใช่ปะแล้วอีกคนละ”

“จุกมากครับ ชินไปหาเมทที่ตึกวิทย์นะเดี๋ยวก็มา”

“อือ...” ผมครางในลำคอเมื่อคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “ลืมบอกว่าสเตลล่ามีพี่ชาย 2 คน  บ้า ๆ ทั้งคู่ด้วย”

“สาว ๆ มหาลัยจะอกหักปะเนี่ย” ไซพูดขำ ๆ แต่มันเป็นเรื่องจริง

“ชินมีเมทแล้ว  ส่วนเนี่ย” ผมชี้ไปที่อัสรัน “ก็มีคู่หมั้นแล้ว” เพราะงั้นเชิญอกหักตั้งแต่ไม่ทันรู้จักไปเลยจ้า “ได้ข่าวว่าท่านนายพลเป็นคนขอให้เองเลยด้วย ใครนะใช่ลักส์ไหม  ลักส์  ไคลน์”

“อย่างนี้สาว ๆ มหาลัย ฯ อกหักเป็นแถว” ไซแซวอย่างสนุกสนาน

อัสรันระบายยิ้มออกมาแล้วเอามือมาโยกหัวผม “รู้ดีจังนะ” เขาลูบหัวผมเบา ๆ ซึ่งมันทำให้ผมเคลิ้มอยากนอน  ผมรีบเอามือเขาออกจากหัวผมไม่อย่างนั้นผมต้องหลับแน่ ๆ

พอเอามือของเขาออกอัสรันทำหน้าตกใจคล้ายพึ่งรู้ตัวว่าเผลอแตะตัวผม “เอ๊า  นามสกุลซาร่าใครจะไม่รู้จัก อัสรัน ซาร่าเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของนายพลแพทริก ซาร่า ผู้บังคับบัญชาสูงสุดกองทัพซาฟ แถมเรื่องคู่หมั้งก็ไม่ได้หายากเลย ลักส์ ไคลน์ เพลงของเธอเพราะมากผมติดตามตลอดเลย” เลยรีบพูดเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันอึดอัด

“งั้นเธอก็น่าจะรู้ว่าลักส์เป็นคู่หมั้นทางการเมืองเท่านั้น ส่วนตัวผม ผมยังตามหาคู่โชคชะตาของผมต่อไป” แล้วทำไมต้องทำหน้าตาเศร้าขนาดนั้นด้วย ผมไม่เข้าใจว่าเขาต้องการสื่ออะไรในระหว่างที่ทำหน้าเศร้าแล้วมองผมอย่างนี้

แต่ไม่ทันได้ถามอะไรคาสึกิก็เอาน้ำมาให้แล้วพวกเราเลยยุดติการพูดคุยทุกอย่างแล้วหันไปจัดการมื้อเที่ยงตรงหน้าและมันก็จบลงที่ผมกินข้าวไม่หมดอัสรันก็เลยเอาส่วนของผมไปกินแทน เจ้าตัวบอกว่าอร่อยมากเสียดายที่ผมกินเหลือ คราวหน้าจะพาชินมากินที่นี่บ้าง

“นายจะไปไหนต่อ ไม่มีเรียนบ่ายเหรอ” ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนคาบบ่ายแต่อัสรันก็ไม่ได้ลุกไหม

“อาจารย์งดคลาสนะไม่รู้จะไปไหน” เขาตอบผม ก็ดูไม่มีที่ไปจริงแหละไม่งั้นไม่ถ่อมาหาผมถึงนี่หรอก “อย่ามองผมแบบนั้น ชินอยู่กับสเตลล่าผมไม่อยากไปขัด”

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ กว่าผมจะเลิกก็บ่าย 4 โมง” จะให้นั่งกร่อยอยู่อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง “ลองหาใครสักคนพาเที่ยวชมมหาลัย ฯ สิ  ไหน ๆ ก็เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน” ผมเสนอความคิดเห็นมหาลัย ฯ ใหญ่ขนาดนี้มีเรื่องราวน่าสนใจเยอะแยะ

“เป็นเธอได้ไหมละคิระ” เขาชี้มาที่ผม อะไรวะดูวอแวแปลก ๆ

“ผมมีเรียนบ่ายไหมละ” จะให้ผมพาเที่ยวตอนนี้มันไม่ได้ ไว้เสาร์อาทิตย์โน่น “เพื่อนในภาคคุณละ”

“ไม่รู้ผมไม่ค่อยสนิท แบบว่าพวกเขาดูไม่ต้องรับผมสองคนเท่าไหร่” พูดแล้วก็ทำหน้าตาเหงาหงอย จะบ้าตายไม่เคยเห็นอัลฟ่าแบบนี้โว้ย “งั้นให้ผมเข้าเรียนกับคุณได้ไหม  ที่นั่งน่าจะมีเหลือนะ”

“เรียนวิชาเอก  ที่นั่งเหลืออยู่แล้วแต่ปัญหาคือ...” ผมเผลอมองไปที่อัสรัน ดวงตาสีมรกตของอัลฟ่าคนนี้มันเต็มไปด้วยความหวังเสียเหลือเกิน เกินจะปฏิเสธได้สุดท้ายผมก็แพ้สายตาคู้นั้น “ก็ได้ฮะ  ตามผมมาสิ”

“ขอบคุณครับ”

...

ผมกับเพื่อนในภาคมีเรื่องทะเลาะกันจนถูกอาจารย์ทำโทษโดยในภาคปฏิบัติที่ทุกคนใส่ช็อปผมต้องเป็นคนเตรียมห้องเตรียมอุปกรณ์และจะต้องเป็นคนเก็บห้องออกจากห้องเป็นคนสุดท้ายเป็นเวลา 1 เดือน แล้วมันไม่ใช่น้อย ๆ เลยด้วยแต่ผมก็เถียงอะไรไม่ได้หลังฐานอยู่ทนโท่คามือผม

“พวกห่า เวรเอ๊ยไปตายไป” ผมละอยากสาปแช่งพวกมันเหลือเกิน ถ้ามีไม้หน้าสามอยู่ในมือพ่อจะฟาดให้ตายเลย

“เพราะผมเธอเลยถูกทำโทษ” อัสรันว่าเสียงเศร้า ทำหน้าละห้อยซึ่งผมไม่มีอารมณ์จะมองตอนนี้ ผมไม่ได้โกรธเข้าหรอกเขาไม่ผิดอะไรเลยด้วยซ้ำแต่ตอนนี้ผมอรมณ์เสียเดี๋ยวคุบไม่รู้เรื่อง

สาเหตุมันก็มาจากไอ้พวกเวรตะลัยปากปีจอหรือผีเจอปากมาเกิดก็ไม่รู้พอมันเห็นอัสรันเดินตามผมเข้ามาในห้องก็สนุกปากพวกมันนะสิ ว่าผมคนเดียวไม่พอพาลไปว่าคางาริและที่ทำให้ผมฟิลขาดคือมันบังอาจมาพูดว่าผมเสียตัวให้กับอัลฟ่าแล้ว แล้วอัลฟ่าที่มันพูดถึงคือคางาริ

ตัวนี่อยู่ไม่สุขเลยละฮะไม่ต้องเรียนมันแล้ว เลือดเทคอนโดในตัวมันพุ่งพล่านอดไม่ไหวที่จะได้สร้างรอยช้ำบนตัวพวกคนปากเสีย  กระโดดข้ามโต๊ะพุ่มแม่งมีเรื่องกับมันต่อหน้าอาจารย์นี่แหละ ผมไม่เป็นอะไรมากหรอกแต่พวกมันนะเหรอ...

แขนหลุด แขนร้าว คิ้วแตก หัวแตก ข้อมือเคล็ด นิ้วซ้น เจ็บหนักพอสมควร

ส่วนห้องเรียนก็ไม่มีอะไรเสียหายมากมั้ง ผมกับอัสรันรอให้อาจารย์มาตรวจสอบความเรีนบร้อยให้ห้องเรียน แต่มันรอนานมากค่ำจนจะทุ่มหนึ่งแล้วแต่อาจารย์ก็ยังไม่มา

“เธอ... หิวยัง” สงสัยว่าจะเงียบมานานมากอัสรันเลยพยายามหาเรื่องชวนผมคุย ผมพยักหน้าแทนคำตอบพอเข้าเห็นแบบนั้นเขาก็รีบค้นกระเป๋าหยิบบางอย่างออกมาแล้วยื่นมาให้ผม “เธอเอาไอ้นี่ไปกินรองท้องไหม”

สิ่งที่เขายื่นมามันคือคอนเฟรกอัดแท่วชิ้นพอดีคำ “ขอบคุณ” ผมรับมันมาแล้วแกะกินทันที แต่เพียงแวบเดียวที่เราเผลอสบตากัน แววตาของอัสรันฉายแววอ่อนโยนส่งมาให้จนผมรู้สึกร้อนวูบวาบไปหมดทั้งตัวรีบหันมากัดคอนเฟรกที่เขาให้มา พอคอนเฟรกที่อัสรันให้มาหมดแล้วแต่ผมยังหิวอยู่ผมมองอัสรันสลับไปมากับวองคอนเฟรกที่เหลือแค่ซองเปล่า

“หมดแล้ว เดี๋ยวค่อยกลับกินที่บ้าน” มันหิวอะแล้วยิ่งถ้าเป็นซีเรี่ยวหรือว่าคอนเฟรกกินทั้งวันผมก็ไม่เบื่อ

สักพักอาจารย์ก็มาตรวจความเรียบร้อยแล้วติติงนิสัยของผมที่ทำอะไรข้ามหัวผุ้ใหญ่ แต่เชื่อสิผมนะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไม่เข้าสมองหรอกจ้า พวกเราย้ายกันมาที่โรงจอกรถของตึกวิศวะซึ่งเหลือจักรยานของผมอยู่คันเดียว โถไอ้หมอบลูกพ่อ เลยเหลืออยู่คัวเดียวเลย

ปลดล็อกโซ่คล้องรถเสร็จแล้ว แต่ว่า... “ผมปั่นเอง เธอไปเหยียบแท่นยืนข้างหลังเถอะนะ”

“แต่ว่า”

“เธอเจ็บเอวไม่ใช่เหรอ โดนผลักชนขอบโต๊ะขนาดนั้น” อา... ตอนนั้นมันชุนละมุนมากเลยรู้ตัวอีทีผมก็เจ็บแปรบที่เอวแล้ว สายตาของอัสรันผสำรวจร่างกายของผมแล้วหันไปควบจักรยานผมเลยจำยอมขึ้นเหยียบทานยืนตรงล้อหลังแล้ววงมือที่ไหล่กว้างทั้งสองข้างของเขา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วสองล้อราคาแพงก็ไหล่ลื่นไปตามถนนช้า ๆ “ผมให้ชินซื้อยาแก้พกช้ำให้แล้ว อาบน้ำเสร็จก็ทานะ”

ผมไม่ได้ตอบรับแต่แรงสั่งของผมทำให้เขารู้ว่าผมเข้าใจ ตลอดทางจากมหาลัย ฯ กลับไปที่บ้านเราทั้งสองปล่อยให้ความเงียบกลือนกิน ช่วงฤดูใบไม่ผลิที่มีลมหนาวพัดผ่านมาทักทายเป็นครั้งคราว แต่เพราะไล่ที่กว้างมาก ๆ ของอัสรันมันทำให้ผมแทบไม่โดนลมหนาวเลยสักนิด ผมมองเขาเงียบ ๆ

 อัสรันเป็นอัลฟ่าที่อบอุ่นและอ่อนโยนมาก ๆ ตลอดเวลาที่ผมมีลมหายใจน้อยคนนักที่จะปฏิบัติตนกับผมเหมือนคนทั่วไป เหล่าอัลฟ่าและเบต้าที่ผมพบเจอพวกเขาช่างแสนป่าเถือนมองโอเมก้าเป็นแค่ขยะสังคม แต่กับอัสรันเขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่ทำให้ผมรู้ว่าปลอดภัย อัลฟ่าที่สุภาพอย่างเขานั้นหายากมาก  แขนของเขาจะโอบกอดปกป้องโอเมก้าของเขาได้ ไหล่ที่กว้างมังคงจะเป็นกำแพงขวางกันอะไรก็ตามที่พร้อมทำร้ายคู่ครองของเขา เขาสามารถปกป้องโอเมก้าได้ อัสรันเป็นอัลฟ่าที่ดีจริง ๆ ผมชักอยากจะรู้แล้วว่ากลิ่นของเขาคืออะไร

“เหนื่อยเหรอ” เขามักจะเป็นคนที่คอยพูดคอยทักทายผมเสมอ อัสรันดีมากเสียจนผมรู้สึกแย่เลยละ

“นี่... ไม่ต้องเล่าเรื่องวันนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ฟังนะ” ผมออกคำสั่งแทนที่จะเป็นคำตอบที่เขาเป็นคนถาม แต่มันก็รู้สึกเหนื่อยจริง ๆ

จากที่ผมวางมือไว้บนไหล่ยืนตัวตรงอยู่ข้างหลังผมก็เปลี่ยนเป็นย่อเข้าแล้วเอาแขนไปคล้องคออัสรันแทน “เมื่อยเหรอ อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้วละ” ผมเองก็เหนื่อยมากก็เลยได้แต่สั่นเบา ๆ ที่แขนให้เขารับรู้ว่าผมไหว เกบคางไว้ที่หัวของเขา

“ขออยู่แบบนี้แปบนึงนะ”  

[Athrun Part]

ผมไม่เคยรู้สึกเกร็งขนาดนี้มาก่อนจนกระทั้งได้มารู้จักกับคิระโอเมก้าร่างบางจอมพยศ เขาระวังตัวตลอดเวลาแต่ว่าตอนนี้การป้องกันตัวเองของคิระได้ลดลงแล้วแม้ว่าปลอกคอของคนร่างบางที่เกาะไหล่ผมอยู่จะไม่ทำให้ผมได้กลิ่นก็ตาม ผมก็ยังเกรงอยู่ดีกลัวเหลือเกินว่าจะแสดงอะไรที่ไม่สุภาพออกมานคิระหวาดกลัว

วันนี้เธอเจอเรื่องแย่มามากพอแล้วดังนั้นผมไม่อยากให้เธอต้องมารู้สึกแย่กับผมด้วย ผมปั่นจักรยานโดยมีเธอซ้อนอยู่ข้างหลัง ตลอดทางกลับบ้านเราแทบม่ได้คุยกันเลยแต่แรงกดไหล่ที่มากขึ้นทำให้ผมต้องเอ่ยถาม

“เหนื่อยเหรอ”

“นี่... ไม่ต้องเล่าเรื่องวันนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ฟังนะ” คิระกังวลกลัวว่าถ้าพ่อแม่รู้จะเป็นเรื่อง “ขออยู่แบบนี้แปบนึงนะ” แล้วคิระก็ย่อตัวลงมาอยู่ในระยะที่ดีต่อใจเลยสำหรับผม อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้วอดทนอีกนิดอัสรันนายจะมาทำให้มันแย่ตอนนี้ไม่ได้

พอถึงบ้านที่โต๊ะอาหารก็มีกับข้าวที่เหลือไว้ให้เราสองคน ไม่มีอะไรให้พุดมากเพราะตอนนี้ต่างคนต่างหิวคิระจัดการตักข้าวทั้งส่วนของตัวเองและของผมแล้วเราก็กินทั้งหมดที่วางอยู่บนโต๊ะจนหมดเกลี้ยง

“แม่ฮะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมลงมาล้างจานเองขอแช่ไว้แบบนี้คืน 1 ก่อนนะฮะ” เธอไม่รอคำตอบครับ เดินนำขึ้นห้องไปทันทีส่วนผมก้ได้แต่ตามน้ำเธอไป

พอเปิดประตูเข้าห้องนอนก็เห็นเจ้าชินอยู่ในชุดนอนเตรียมเข้าเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อยแล้ว มันกำลังนอนเล่นโทรศัพท์อยู่ด้วยใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่เห็นแล้วหมั่นไส้ ผมเลยกระแอมไอให้มันรู้ว่าลูกพี่มันเข้ามาในห้องแล้ว

“เกือบ 2 ทุ่ม กลับดึกนะครับคุณอัสรัน” ชินทักทายผมอย่างสุภาพ “แล้วเป็นไงบ้างครับแผนตามเฝ้าคุณคิระ”

“ไว้จะมาเล่า ขออาบน้ำก่อนะ” คว้าผ้าเช็ดตัวได้ผมก็เดินเข้าห้องน้ำทันทีรีบจัดการเวลาในห้องน้ำให้เร็วที่สุดเพื่ออกมาแชร์ประสบการณ์การตามโอเมก้าของมหาลัย ฯ นี้กัน


...

เรามาอัพแล้วนะ

ขอบคุณสำหรับกำลังใจคอมเมนท์และการติดตามคะ

เรายังต้องใช้เวลาจูนอยู่ก็อาจจะลงช้าบ้างบวกกับช่วงนี้อากาศที่บ้านเราก็แปลปรวนเหลือเกิน

ดูแลสุขภาพด้วยนะคะเพราะไรท์ก้ได้ไข้เรียบร้อยแล้ว//แค็ก ๆ 

หวังว่าจะสนุกกับตอนนี้เราพยายามไม่ให้มันค้างอะเนาะ

จะรีบอัพตอนต่อไปนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 เมษายน 2562 / 02:11

    รอตอนต่อไปนะคะ สนุกมากค่ะ
    #10
    0