หลังม่าน l Behide the scenes

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 98,976 Views

  • 961 Comments

  • 6,055 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5,619

    Overall
    98,976

ตอนที่ 31 : l ฉากสามสิบเอ็ดl Pran l talk

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4060
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 126 ครั้ง
    13 ธ.ค. 59



l ฉากสามสิบเอ็ดl
Pran l talk




สิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบในประเทศที่แทบไม่มีคนรู้จัก ประเทศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบ้านเกิดของตัวเองหลายสิบองศา ประเทศที่เดินไปไหนก็เจอแต่คนแปลกหน้าตัวสูงผิวขาวตาสีอ่อน...คือทำให้ผมรู้ว่าตัวเองนั้นเก็บความรู้สึกได้เก่งมากแค่ไหน

ผมสามารถหัวเราะไปกับเรื่องตลกของคนอื่น สามารถพูดคุยและยิ้มอย่างไม่เป็นไร สามารถนอนหลับไปให้ข้ามวัน และสามารถกินให้อิ่มเพื่อให้ร่างกายมีแรง สามารถทำทุกอย่างที่มนุษย์คนนึงพึงกระทำ 

แม้ว่าเวลานี้จะไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกายแล้วก็ตาม…

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมก็มีนิสัยประหลาดเกิดขึ้นมาสองอย่าง อย่างแรกผมมักจะใส่นาฬิกาที่ไม่ได้บอกเวลาของประเทศที่ตัวเองอาศัยอยู่ และมักจะเหลือบมองมันแทบทุกครั้งที่นึกได้ ในหัวก็พลางคิดไปถึงคนที่อยู่อีกฟากทวีป อย่างที่สองผมกลายเป็นผู้ชายปัญญาอ่อนที่จะนอนไม่หลับหากไม่ได้กอดหรือจับตุ๊กตาที่เคยด่าว่าทั้งเน่าและหน้าโง่ตัวนั้นไว้


ก๊อก ก๊อก

“ปราณ”

ผมละสายตาจากน้องหอมชื่อตามสมอ้างของผู้เป็นเจ้าของ ก่อนจะวางมันไว้ที่ข้างหมอนแล้วลุกไปเปิดประตู

“ครับพี่ป้อง”

“ริต้าทำพายแอ็ปเปิ้ลมาฝาก ออกมากินแล้วนั่งคุยกับพี่หน่อยสิ วันหยุดทั้งทีจะมานั่งซึมในห้องได้ไง”

บุคคลที่สามที่มีชื่อในประโยคคือผู้หญิงชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในห้องข้างๆ นี้ เธอชอบทำอาหารเลยมักจะมีกับข้าวไม่ก็ขนมมาฝากอยู่บ่อยๆ และเหมือนจะกำลังฝึกทำด้วย บางครั้งเลยมีขอบไหม้ๆหรือแป้งไม่สุกมาบ้าง

“ครับ” ผมขานรับเดินออกไปที่โซฟา จานที่มีพายแอ็ปเปิ้ลส่งกลิ่นหอมฉุยน่าทานวางอยู่บนโต๊ะ พี่ป้องส่งผ้าห่มผืนนุ่มมาให้ผมเมื่อทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้ว หยิบมีดหั่นออกมาชิ้นนึงแล้วตักเข้าปาก คราวนี้ไม่พลาดแฮะ อร่อยใช้ได้

“ปราณ”

“ครับ”

“อยู่ที่นี่มาก็หลายเดือนแล้ว ปรับตัวได้หรือยัง”

ผมเงยหน้าสบตากับพี่ชาย รู้ดีว่าอีกคนสัมผัสได้ถึงปัญหาที่ผมพกติดตัวมาด้วยจากประเทศไทย แต่พี่ป้องก็แสนดีเกินไปที่จะไม่เอ่ยถามผมเลยสักคำ แม้ว่าน้องอย่างผมจะซึมและเงียบผิดวิสัยไปมากโข

“ก็ดีครับ เริ่มโอเคแล้ว”

“จริงเหรอ”

“ครับ ทำไมเหรอ ผมดูไม่มีความสุขหรือไง” ผมหัวเราะเพื่อให้ดูเริงร่าสมคำพูด

“อืม” แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้เล่นด้วย “ดูไม่มีความสุขนั่นแหละ”

“ผมไม่เป็นอะไรสักหน่อย”

“พี่ก็ไม่อยากจะถามอะไรหรอกนะเพราะเห็นว่าเราเองก็ดูไม่อยากเล่า แต่นี่มันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว” พี่ป้องพูดอย่างใจเย็น สบตาผมจริงจัง “พี่เป็นห่วง”

“…”

“เรามีปัญหาอะไรบอกพี่ได้นะปราณ ทะเลาะกับคุณลุงมาหรือเปล่า”

“แล้วพ่อบอกพี่ป้องว่าไงบ้าง”

“ไม่ได้บอกอะไรเลย บอกแค่ให้ดูแลเราด้วย แล้วก็อย่าตามใจมากแค่นั้น”

“เหรอ…”

“แต่พี่ฟังแล้วก็พอรู้ว่าเรากับคุณลุงดูตึงๆ ใส่กันอยู่ นี่ตั้งแต่มาได้โทรคุยกับที่บ้านบ้างหรือเปล่า”

“…คุยครับ” แต่ไม่ใช่กับพ่อหรอก “แม่โทรมาอาทิตย์ละครั้ง”

“แล้วคุณลุงไม่ได้คุยเหรอ”

“ไม่ได้คุย”

“นั่นไง ดื้ออีกแล้ว”

“นี่ขนาดผมดื้อนะพี่ป้อง” ผมหัวเราะ “ยังต้องมาอยู่นี่เลย”

“ดื้อไง แต่ดื้อเงียบ ดูตาสิอ่อนข้อให้ใครที่ไหน”

“บางเรื่องผมก็ดื้อไม่ได้หรอก พี่ป้องไม่รู้อะไร”

คนตรงหน้ายิ้มมุมปาก เอื้อมมือมาลูบหัวเบาๆ มีแต่พี่ป้องนี่แหละที่รู้สึกว่าตอนนี้พอจะพูดอะไรอย่างที่คิดด้วยได้บ้าง

“แล้วพี่ไม่รู้อะไรล่ะ ก็บอกมาสิ”

“พี่ป้องจำภัทรได้ไหม”

“ภัทร?” คนโตกว่าเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะนิ่งไปเหมือนกำลังควานหาเสี้ยงความทรงจำในหัว “เด็กบ้านข้างๆ ที่เราเคยปากิ่งไม้ข้ามรั้วใส่กันน่ะเหรอ”

“โหย นั่นมันสมัยไหนแล้วพี่”

อีกฝ่ายหัวเราะ พยักหน้าขึ้นลงอย่างขบขัน “งั้นเป็นตอนที่เราสองคนพยายามจะปีนต้นไม้ให้สูงกว่ากันจนตกลงมาทั้งคู่ก็ได้”

“พี่ป้อง...”

“อะๆ โอเค ตกลงพี่จำได้ แล้วทำไมล่ะ” ผมเม้มปากเหลือบตามองคนตรงหน้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเจ้าตัวเลิกคิ้วย้ำอีกครั้ง “หืม?”

“ก็…”

“อะไรเรา อ้ำๆ อึ้งๆ” ก็ตั้งใจจะพูดอยู่หรอกนะ แต่พอจะต้องอ้าปากขึ้นมาจริงๆ เสียงก็ดันไม่หลุดออกมาด้วย “เอ้า หน้าเครียดใหญ่แล้ว”

“คือ…ผมกับภัทรเรารักกัน”

“รักกัน?” พี่ป้องทวนคำ ทำหน้าไม่เข้าใจ “ไม่ได้เกลียดกันหรือไง”

“เมื่อก่อนก็ใช่”

“แล้ว?”

“แต่หลังๆ มาก็ไม่”

พี่ป้องเงียบไป ผมก็เงียบ ไม่มีใครพูดอะไร อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรจนกระทั่งคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น “แล้วนี่รักกันแบบไหน”

“รักก็คือรักพี่ ถ้าเป็นเพื่อนผมคงไม่ใช้คำนี้หรอก”

“โอเค พี่เข้าใจประเด็นแล้ว นี่คือเรื่องที่ทะเลาะกับคุณลุงใช่ไหม”

ผมพยักหน้า ไม่คิดใช้ภาษาพูดอธิบายต่อ

พี่ป้องเป็นฝ่ายถอนหายใจบ้าง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ยกมือนวดขมับ เห็นไหมล่ะว่าเรื่องมันน่าหนักใจขนาดไหน ผมเก่งมากแล้วนะที่ยังยิ้มออกมาได้แบบนี้


“แล้วนี่คุยกับภัทรว่าไง”

“ล่าสุดก็แค่บอกลากัน”

“ฮะ เลิกกันแล้วเหรอ”

“ไม่ได้พูดชัดเจน แต่ก็คงอย่างนั้น” ผมเอ่ยปาก หลุบตาลงเพราะคิดว่านัยน์ตาต้องเริ่มแดงขึ้นแล้วแน่ๆ 

“แล้วเราโอเคไหม”

“ก็โอเคครับ”

“โอเคแล้วร้องไห้ทำไม”

ผมยกมือขึ้นแตะใต้ตาตัวเอง ก่อนจะพบว่าน้ำตาไหลออกมาแล้วจนได้


“ผม…”

“อย่าปฏิเสธว่าเปล่านะ หลักฐานคาตาอยู่แบบนี้”

ที่ไอ้เรื่องแบบนี้นี่รู้ทันไปหมดเลยนะพี่ป้อง “ไม่ได้จะบอกเปล่า แต่จะบอกไม่เป็นไรต่างหากล่ะครับ” ผมปาดน้ำตา หัวเราะกับตัวเอง “มากกว่านี้ก็ผ่านมาแล้ว”

“ผ่านมาแล้วจริงเหรอ”

“ผมไม่อยากให้มันผ่านไปเลยต่างหาก”

พี่ป้องมองหน้าผม เราสบตากันและเป็นผมที่หลบตาก่อน ไม่อยากมาร้องไห้งอแงเป็นเด็กแบบนี้เลยจริงๆ

"ปราณ..." อีกฝ่ายเรียกชื่อ สัมผัสอุ่นแตะลงที่บ่า "จะร้องก็ได้ พี่ไม่ว่าหรอก"

"ไม่เป็นไรครับ" ผมส่ายหน้า เช็ดน้ำตาออกลวกๆ "ผมแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ต้องเกลียดกันขนาดนั้น"

"..."

"อย่างน้อยผมจะได้ไม่ต้องมาโง่อยู่แบบนี้"

"เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนปราณเกิดแล้ว" พี่ป้องพูดออกมาเสียงเบา ท่าทางดูอัดอั้นเหมือนไม่อยากพูดแต่ก็อยากพูด
ผมขมวดคิ้ว สบตาพี่ป้อง รู้สึกใจเต้นประหลาด "พี่ป้องรู้เหรอ...รู้เรื่องเหรอ" รู้ในสิ่งที่ผมไม่เคยรู้

"พี่ก็...รู้มาบ้าง" คนตรงหน้าเอ่ยปาก หลบตา "รู้มาจากพ่อกับแม่อีกที"

"พี่ป้อง" ผมรีบเรียกชื่อเขา เขยิบเข้าไปใกล้ดึงแขนเสื้อเบาๆ "บอกผม เล่าทุกอย่างให้ผมฟังที"

"แต่เรื่องนี้มันก็..."

"อย่างน้อยก็ให้ผมได้รู้เถอะว่าตัวเองต้องมาเจอแบบนี้เพราะอะไร"

อีกฝ่ายเงียบไปเมื่อผมแทรกขึ้นมาทั้งที่เขายังพูดไม่ทันครบประโยค เรามองตากันและเป็นพี่ป้องที่ถอนหายใจยอมแพ้ก่อน "ความจริงแล้วเรื่องมันก็เกี่ยวกับธุรกิจนั่นแหละ"

ผมพยักหน้าจริงจัง เมื่อพี่ป้องเริ่มปริปาก สบตาและตั้งใจฟังอีกฝ่ายเล่า

"พี่ก็ไม่รู้ละเอียดหรอกนะ รู้แต่ว่าฝั่งบ้านนั้นน่ะเขาทำธุรกิจรับเหมามาตั้งแต่รุ่นปู่แล้ว เป็นบริษัทที่ดังอันดับต้นๆ เลยตอนนั้น รับแต่งานใหญ่ๆ ไอ้ตอนที่ย้ายมาอยู่บ้านข้างกันครั้งแรกก็ไม่รู้กันทั้งคู่แหละว่าใครเป็นใคร มารู้ว่าทำงานทับทางกันก็ตอนได้เห็นหน้า ตอนนั้นก็เริ่มตึงๆ ใส่กัน แล้วพอได้เสนองานแข่งกันแทบจะทุกเจ้าก็เริ่มมีปากมีเสียง ยิ่งตอนหลังมาบ้านเราชนะประมูลกวาดเรียบทุกงานก็เลยเรื่องใหญ่"

"เราไปแย่งงานเขาเหรอพี่ป้อง..."

พี่ป้องส่ายหน้า "มันคือธุรกิจปราณ ในเกมธุรกิจใครเก๋าเกม ทุนถึงงานถึงคนหนุนดีก็ได้ไป"

"...แล้วยังไงอีก"

พี่ป้องถอนหายใจอีกครั้ง ยิ้มมุมปากแล้วส่ายหน้าช้าๆ "พี่ก็รู้มาเท่านี้แหละ ถูกผิดแค่ไหนก็ไม่แน่ใจ เราคงต้องถามคุณลุงเอาเอง"

"อืม..." ผมครางเสียงรับ ก้มหน้ามองมือตัวเอง

“…รักเขามากเหรอ”

“มากสิ” ตอบไปแล้วภาพของคนที่กำลังกล่างถึงก็ฉายขึ้นมาในแววตา ความคิดถึงเกาะกุมเต็มหัวใจ อยากได้ยินเสียง อยากมองหน้า…อยากสัมผัสมากเหลือเกิน “มากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย”

“แล้วทำไมยอมล่ะ ปกติเราไม่ใช่คนหัวอ่อนนี่”

“ผมถึงบอกไงว่าบางเรื่องดื้อไม่ได้ เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป ส่งผลกระทบหลายด้าน”

“แล้วทางนั้นก็ยอมหรือไง เท่าที่จำได้นี่หัวร้อนใช่ย่อยเลย”

“ล่าสุดโทรมาชวนผมหนีออกจากบ้าน”

“ถามจริง?”

“ไม่ตลกนะพี่” ผมขมวดคิ้ว เหล่ตามองอีกคนที่ขยับยิ้มนิดๆ ทั้งที่มีอาการตกใจ “ถึงมันจะใจร้อนและคิดไม่รอบคอบแค่ไหน แต่ตอนนั้นใครจะรู้ว่าคนมีเหตุผลอย่างผมก็อยากจะพุ่งตามมันออกไปใจจะขาด”

“แล้วทำไมไม่ไปล่ะ”

“ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็ดี พี่ก็รู้”

“รู้สิ รู้หมดแหละว่าเราคิดอะไร” พี่ป้องวางมือลงที่ศีรษะผม น้ำตาผมเริ่มไหลอีกครั้ง เพราะถ้อยคำต่อมาที่หลุดออกจากปากคนตรงหน้า “เด็กดี”

ผมส่ายหน้า รอยยิ้มบางยังประทับอยู่ที่มุมปาก ปล่อยให้อีกคนลูบหัวไปเรื่อย พลางเอ่ยคำแผ่วเบาในลำคอ

“เป็นเด็กดีไม่เห็นมีความสุขเลย”





ทุกคืนหลังจากที่ทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วผมก็มักจะนั่งพิงหัวเตียง หยิบเอาหมอนมารองหน้าตักแล้วเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อไล่ดูนั่นดูนี่อัพเดทไปเรื่อย ไม่ใช่ว่านอนไม่หลับแต่เพราะอยากรู้ความเป็นไปของคนอีกคนมากกว่า ถ้าสามารถดูได้จริงว่าใครดูเฟซบุ๊กของใครมากที่สุด สำหรับโปรไฟล์ของภัทรคงมีชื่อผมขึ้นอันดับหนึ่งที่เข้าบ่อยมากที่สุดในหนึ่งวัน ภาพวันหมั้นที่ผ่านไปแล้วยังคงมีให้เห็นอยู่ที่หน้าไทม์ไลน์ ดูกี่ครั้งก็จุกดี ทั้งๆ ที่รู้ว่ารอยยิ้มของคนคุ้นเคยในรูปนั้นแปลกไปจากธรรมชาติมากแค่ไหน อยู่ด้วยมาเป็นสิบๆ ปีแล้วแบบนี้จะให้ดูไม่ออกเลยก็คงเป็นไปไม่ได้

เลื่อนมาดูจนถึงรูปที่น้องสาวคนเดียวของมันแท็กมา ผมที่สั้นลงในคราวนั้นยาวลงกว่าเดิมเล็กน้อย มันก้มอ่านอะไรสักอย่างอยู่ด้วยท่าทางจริงจัง สีหน้าแบบที่ผมไม่ค่อยจะได้เห็นปรากฏแก่สายตา ความคิดถึงเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง ผมจรดปลายนิ้วลงที่หน้าจอลูบเบาๆ ไปตามโครงหน้าที่ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ มานานหลายเดือน

แค่คิดว่าอีกคนจะไปกอดไปหอมใครแทนที่ตัวเองก็รู้สึกแน่นหน้าอกไปหมด คิดอยากแทนหมอนที่วางทับหน้าตักตัวเองอยู่ตอนนี้ด้วยศีรษะของอีกฝ่าย อยากให้นาฬิกาชีวิตหมุนย้อนกลับไปอีกครั้ง เพื่อจะได้นอนสบตากันและรั้งร่างกายฝ่ายตรงข้ามเข้ามาในอ้อมกอด หายใจและสัมผัสถึงผิวเนื้อของอีกคนเหมือนที่เคยได้ทำ

ผมกลืนน้ำตาที่เอ่อจนใกล้จะล้นลงไป เมื่อเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นพร้อมชื่อภาปรากฏขึ้นในช่องแชทด้านล่าง


Par Napapha : พี่ปราณยังไม่นอนเหรอคะ

ผมยิ้ม แค่คิดว่าได้คุยกับคนที่อยู่ใกล้ตัวมันก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาแล้ว นานๆ ทีที่จะมีโอกาสได้คุยกับภา ด้วยที่เวลาไม่ค่อยจะตรงกัน จะมีโอกาสก็แค่ในวันที่อยู่ดึกจนใกล้เช้าแบบนี้


Parakul S : ยังเลย อีกสักพัก

Par Napapha : แต่ที่นั่นใกล้เช้าแล้วไม่ใช่เหรอคะ

Parakul S : พี่ยังไม่ง่วงน่ะ แล้วนี่ภาสบายดีไหม

Par Napapha: สบายดีค่ะ พี่ปราณก๊สบายดีนะคะ?

Parakul S : พี่ก็เรื่อยๆ

จบคำตอบผม ด้านล่างก็ขึ้นว่าภากำลังพิมพ์อะไรอยู่สักอย่าง และสักพักก็หายไป ก่อนจะขึ้นมาใหม่ ราวกับอีกคนกำลังพิมพ์ๆ ลบๆ อยู่หลายครั้ง ซึ่งนั่นทำให้ผมเป็นฝ่ายพิมพ์ไปเอง


Parakul S : มัน…

Parakul S : สบายดีไหม

Par Napapha : ก็คงสบายดีเหมือนที่พี่ปราณสบายดีแหละค่ะ 

Par Napapha : ท่าทางจะความหมายเดียวกันเลย

ผมหัวเราะกับนัยยะที่น้องสาวตัวแสบที่เข้าใจเล่นลิ้นไม่ต่างจากพี่ 


Parakul S : ช่างพูดนะเรา

Par Npapha : พี่ปราณไม่คิดถึงพี่ภัทรเหรอ

Parakul S : คิดถึงสิ

Parakul S : ทำไมจะไม่คิดถึงล่ะ

Par Napapha : แล้วจะไม่กลับมาเหรอพี่ปราณ

ดูเหมือนว่าพอผมเอ่ยปากพูดออกไปตรงๆ ภาเองก็เลิกลังเลที่จะเอ่ยถึง จากที่พิมพ์ๆ ลบๆ อยู่นาน ข้อความก็เด้งติดต่อกันอย่างรวดเร็ว

Par Napapha : ภาสงสารพี่ภัทร

Par Napapha : พี่ภัทรดูไม่โอเคเลย ข้างนอกยังพอดูได้ แต่ข้างในคงเยินหมดแล้ว

Par Napapha : พี่ปราณเองก็คงไม่ต่างกันใช่ไหมคะ…

Parakul S : พี่โอเค ฝากเราดูแลภัทรด้วยนะ

Par Napapha : พี่ปราณปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะคะ ระหว่างคุยกันต่อให้ร้องไห้อยู่ภาก็คงไม่รู้

ผมอ่านทวนข้อความของน้อง สูดลมหายใจเข้าเพื่อไม่ให้เป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่า บางครั้งผมเองก็นึกเกลียดความปากแข็งของตัวเองเหมือนกัน 


Parakul S : พี่ไปนอนก่อนนะภา

Parakul S : พี่ฝากภาดูแลภัทรด้วยนะ

Par Napapha : ฝันดีค่ะพี่ปราณ พี่ปราณก็ดูแลตัวเองด้วยนะ

อ่านจบก็พับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงโดยไม่ได้ตอบอะไรกลับไปอีก เงยหน้าพิงหัวเตียงแล้วจ้องมองฝ้าเพดานสีขาวไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ปล่อยให้ความคิดในหัวปลิดปลิวหายไป ทบทวนอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง 

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนสิ่งที่ผมรู้สึกกับภัทรก็ไม่เคยลดน้อยลงเลย




เรื่องประหลาดที่สุดในรอบปีเพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า ผมขมวดคิ้วและเม้มปากแน่นอย่างกดดัน เมื่อพี่ป้องเพิ่งยื่นโทรศัพท์วางใส่มือ แล้วทิ้งผมไว้กับคำพูดหนึ่งประโยคอย่าง ‘คุณลุงโทรมา’

ผมจ้องมันอยู่สักพัก กว่าที่จะทำใจเอาขึ้นแนบหูและเอ่ยปาก “ครับ”

[ปราณ] เสียงนั้นยังคงฟังเหมือนเดิม ไม่ต่างจากครั้งล่าสุดที่ได้ยิน

“ครับ”

[เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้คุยกันเสียนาน]

ผมขมวดคิ้วหนักขึ้น เมื่อได้ยินประโยคที่ไม่คิดว่าพ่อจะพูด ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะโทรมาเพื่อถามไถ่เรื่องง่ายๆ พวกนี้

“ก็สบายดีครับ…แล้วพ่อสบายดีไหม”

[อืม…สบายดี]

“เหรอครับ”

จบคำตอบรับของผมเราก็เงียบกันทั้งคู่ แม้จะไม่ได้คุยกันร่วมหลายเดือน แต่พอมีโอกาสได้คุยก็ไม่รู้จะพูดอะไร ความอึดอัดลอยอวลอยู่ในสาย ผมกำมือและขยับนิ้วโป้งไปมาอย่างประหม่า คิดหาถ้อยคำที่จะพูดต่อ แต่พ่อก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

[เมื่อวันก่อนพ่อเจอภัทร]

“...”

[เรื่องงาน]

“เหรอครับ” ผมเม้มปากแน่น ไม่เข้าใจว่าพ่อพูดถึงเรื่องนี้ทำไม

[ช่วงนี้เข้ามาบ่อย มายื่นข้อเสนอให้ร่วมงาน] ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังแว่วเข้าหู [คนลูกก็ยังพอได้หรอก แต่พอคิดถึงพ่อมันแล้วยังไม่แน่ใจ]

“ครับ”

[แต่ก็ดูโตขึ้นนะ คุยรู้เรื่องไม่เหมือนกับที่เคยคิด]

“...” 

[เพิ่งรู้ว่าเด็กเกเรข้างบ้านก็ทำงานได้ดีเหมือนกัน]

“…ครับ” ผมครางรับด้วยคำเดิมซ้ำๆ คิดลังเลที่จะเอ่ยปากถามถึงสิ่งที่คิดอยู่ในใจ วนเวียนมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่เมื่อบทสนทนาหยุดชะงักไปนานเกินควร ผมก็ตัดสินใจพูด "พ่อครับ"

[ว่าไง]

"ผมถามอะไรพ่อหน่อยได้ไหม"

[อะไรล่ะ]

"พ่อเล่าเรื่องบ้านเรากับบ้านภัทรหน่อยได้ไหม"

[จะอยากรู้ไปทำไม ไม่จำเป็นต้องฟังให้ระคายหู เรื่องพรรค์นั้นพ่อเองไม่อยากจะพูดถึงนักหรอก]

“พ่อจะไม่ให้ผมรู้ ทั้งที่มันส่งผลกระทบกับตัวผมแทบทุกอย่างงั้นเหรอ” ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด  "ทั้งที่มันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอครับ..."

สิ้นคำผมพ่อก็เงียบไป นานนับสิบนาทีที่ไม่มีเสียงตอบรับ แต่ผมก็เต็มใจที่จะรอ...รอโดยไม่ทักท้วงอะไร ปล่อยให้พ่อได้ใช้ความคิดเต็มที่

[พีแอนด์พีเป็นบริษัทรับเหมาที่ดังมากสมัยนั้น] ไม่นานเกินทนไหวพ่อก็เริ่มพูด [เรียกได้ว่างานใหญ่ๆ เป็นผลงานบริษัทนั้นแทบทั้งหมด อาจจะเพราะรับงานให้นักการเมืองค่อนข้างเยอะ มีคนสนับสนุนและทุนก็ถึง ตอนที่พ่อตั้งบริษัทบุกเบิกใหม่ๆ แล้วรู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นเจ้าของพีแอนด์พียังคิดอยู่เลยว่าบังเอิญเกินไป ช่วงแรกๆ ก็ปรึกษางานกันบ่อย คุยแลกเปลี่ยนกันอยู่กันตามโอกาส แต่พอได้สัมผัสจริงๆ ก็รู้ว่ามีจุดอ่อนหลายอย่าง ยิ่งช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เกิดฟองสบู่ทางนั้นหมุนเงินไม่ทัน จนถึงช่วงนึงก็หายหน้าไปจากรายชื่อผู้ยื่นประมูล]

"แล้วงานทั้งหมดมาอยู่ที่บ้านเราเหรอ..."

[มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก] พ่อถอนหายใจยาว ผมสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าที่ส่งผ่านมาทางน้ำเสียง เพิ่งรู้สึกว่าพ่ออายุเยอะมากแล้วจริงๆ ก็ตอนนี้ [หลังจากนั้นทางนั้นก็มาขอยืมเงิน]

“พ่อภัทรน่ะเหรอครับ” ผมขมวดคิ้ว คิดภาพนั้นไม่ออก “มาขอยืมเงินบ้านเรา?”

[ใช่ ยืมทีเป็นหลักล้าน] เสียงพ่อฟังดูเข้มขึ้นคล้ายคนไม่พอใจ [ในภาวะเศรษฐกิจแบบนั้นใครจะให้ยืมได้ ขนาดญาติๆ เขาเองยังไม่ให้ แล้วนี่ไม่ได้สนิทกันสักเท่าไหร่ อะไรมาค้ำประกันก็ไม่มี แล้วอันที่จริงภาวะฟองสบู่ก็ทำให้บ้านเราแย่ไม่ต่างกัน ต้องยอมรับงานที่ไม่ได้กำไร เข้าเนื้อตัวเองก่อนเพื่อผูกขาดงานชิ้นต่อไป เสี่ยงพอตัวเหมือนกัน แล้วจะเอาที่ไหนไปให้]

"แล้วทำไมพ่อต้องเกลียด..."

[พ่อไม่ได้เป็นคนเริ่ม]

"..."

[ในเมื่อคนแพ้มันไม่ยอมรับว่าตัวเองแพ้ แถมยังโยนความผิดมาที่บ้านเรา มันจะต่างอะไรกับหมาที่ไม่ยอมรับความจริง]
ผมเม้มปากกลืนน้ำลาย เสียงของพ่อฟังดูดุและจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน

[พอเงินไม่ถึงงานก็ไม่เข้า จากที่เคยรุ่งเรืองก็ตกอับ มาขอยืมเงินแต่เราไม่มีให้ก็พานมาด่าว่ากัน ยังมีวิธีอีกเยอะแยะ แต่ทางออกที่มันเลือกคือส่งคนมาป่วน แถมยังออกมาแฉว่าบริษัทเราทำธุรกิจสีเทา ทำเรื่องสกปรกไม่ซื่อสัตย์ ทำให้บริษัทดีๆ ต้องเจ๊ง]

ฟังแล้วก็รู้สึกปวดหัว ผมวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองได้ยินคร่าวๆ อย่างรวดเร็ว เครียดหนักขึ้นตอนที่จับใจความออกมาเป็นประเด็นได้

"เขาแฉเรา...ทั้งที่เขาก็ทำน่ะเหรอครับ"

[ใช่] พ่อหัวเราะในลำคอ [วงการนี้มันก็แบบนี้แหละปราณ มันไม่มีอะไรที่ปูด้วยพรมแดงรอให้เราเดินสบายๆ หรอกนะ กว่าพ่อจะตั้งตัวมาได้ขนาดนี้ก็ต้องเสียอะไรไปเยอะ เข้าใจหรือยังว่าระหว่างบ้านเรากับบ้านนั้นเรื่องทีเกิดขึ้นมันแย่เกินกว่าที่จะทำให้ดีได้แล้ว]

"แล้วพ่อให้อภัยบ้านนั้น...ให้อภัยภัทรได้ไหม"

[เกลียดกันมาขนาดนี้ จะให้กลับไปดีก็คงไม่ได้]

"..."

[ถ้าฝั่งนั้นไม่มาวุ่นวายพ่อก็คงไม่ไปทำอะไรก่อนหรอก ใครใช้ให้มันมาเลวใส่ก่อนล่ะ] พ่อถอนหายใจยาว [แต่เอาเถอะ...ที่ผ่านมาก็หนักมากแล้ว ตอนนี้พ่อคงทำได้แค่ไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง]

"พ่อ..."

[ว่าไง]

"เหนื่อยไหมครับ"

[เหนื่อยสิ]

“ผมขอโทษนะ”

[…ถ้าจะรู้สึกผิดกับอะไรสักอย่าง พ่อขอแค่กลับมาเป็นลูกชายคนเดิมของพ่อได้ไหม]

“ผมก็เป็นลูกชายคนเดิมของพ่อมาตลอด”

[เรื่องที่เคยทำผิดคิดผิดก็ให้ลืมมันไป เริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตให้เหมือนคนปกติทั่วไป]

ผมเริ่มรู้สึกตัวว่าพ่อกำลังพูดถึงเรื่องของตัวเองกับภัทร นาทีนั้นราวกับมีก้อนขมๆ ขึ้นมาจุกที่คอ “ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองผิดปกติครับ”

[พ่อไม่เข้าใจ เราก็ไม่เคยมีท่าทีอะไรแบบนั้น]

“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”

[ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปทำความเข้าใจมันสิ ลืมมันไป เรายังเด็กนักปราณ ภัทรเองก็เหมือนกัน]

“มันไม่ใช่เพราะอายุหรอกพ่อ ต่อให้ผ่านไปนานกว่านี้ผมก็มั่นใจว่าจะไม่ดูถูกความรู้สึกของตัวเองว่าเป็นเรื่องตลกในวัยเด็กหรอกครับ” ผมเม้มปาก พยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาจนใกล้จะล้น

"ผมขอโทษ...ที่บังคับหัวใจตัวเองไม่ได้"

[...]

"..."

สิ้นคำผมบทสนทนาก็หยุดลง ไม่มีใครพูดอะไรอีก เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งพ่อเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

[ปราณ]

“ครับพ่อ”

[มีความสุขหรือเปล่า]

รู้สึกแปลกใจกับคำถามที่ดูไม่มีที่มา ทั้งที่เป็นคำถามง่ายๆ แต่ผมกลับต้องหยุดคิดไปหลายนาที และสุดท้ายก็ทำได้เพียงตอบกลับไปด้วยคำถาม 

“...แล้วพ่ออยากให้ผมมีความสุขหรือเปล่าล่ะครับ”

[…] ปลายสายเงียบไปอึดใจ ผมคลายมือที่กำเข้าหากันแน่นออก ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ และเบาๆ

[เราพักผ่อนเถอะ ไว้คุยกันใหม่ ดูแลตัวเองดีๆ อย่าดื้อกับป้องมากล่ะ]

“ครับ พ่อก็เหมือนกัน”

[…พ่ออยากให้ปราณมีความสุขนะ]

จบคำนั้นพ่อก็ตัดสายไป ทิ้งผมไว้กับความรู้สึกบางอย่าง ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความยินดีหรือเสียใจกันแน่ เพราะไอร้อนและความพร่าเบลอที่เกิดขึ้นในกระบอกตาทำให้ผมคิดอะไรไม่ค่อยออก

ผมเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือของตัวเอง เมื่อพบว่าเป็นเวลาที่น่าจะสามารถโทรได้ ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเบอร์ของคนที่ไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่เคยลืม กวาดตามองช้าๆ แล้วกลั้นใจกดโทรออก พร้อมหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่ากลัว นั่งฟังเสียงสัญญาณที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง



แต่ถึงอย่างนั้น…ปลายสายก็ไม่ได้รับ








Tbc...


สวัสดีค่าาา วันนี้มาแทนน้องเดย์ น้องเดย์ติดธุระเนอะ
พ่อตาเริ่มพูดถึงลูกเขยให้ลูกชายฟังแล้ว
เร็วๆนี้ต้องคลี่คลายแน่นอน! 
เจอกันตอนหน้าค่า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 126 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #937 D-Sooo (@D-Sooo) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 19:03
    หน่วงอ่ะ น้ำตาซึมแบบไม่ไหวแล้ว ไรท์แอบพิมพ์ผิดนะคะ คำว่า พาล แต่เป็น พาน
    #937
    0
  2. #909 ploy-p-ploy (@iamprettyployly) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 23:10
    แต่โทรศัพท์ภัทร ไม่อยู่กับภัทรแล้วรึเปล่านะ เบอร์นั้น
    #909
    0
  3. #830 blastocyst (@blastocyst) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 00:58
    ยังโกรธปรานอยู่ ถ้าไม่ปรานไม่ง้อภัทรนะ เราจะโกรธๆๆๆ //อิน 555
    #830
    0
  4. #805 ภรมน (@mmmiuic) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 01:34
    พ่อปราณดีนะเอาจริงๆ แต่อีกฝ่ายท่าจะหนัก คงยากแหละ ฮือ
    #805
    0
  5. #687 mkatui (@maylovexis) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:51
    พ่อปราณดีนะ ฮือ เข้าใจเขา
    #687
    0
  6. #632 แคนต้าลูปปปป ^^ (@Canta_TT) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 14:52
    เราว่าพ่อของปราณนี่โอเคกว่าพ่อของภัทรอีกนะ นิ่งๆแต่มีเหตุผล แบบ ให้อารมณ์น่าเข้าหามากว่าพ่อของภัทรอีกเป็นไหนๆ
    #632
    0
  7. #592 Quiqoang (@thancha233) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 15:38
    ร้องไห้ จะฝ่ายไหนมันก็ไม่มีความสุขกันทั้งนั้นเลย ทุกข์ทั้งครอบครัวทั้ง 2 ฝ่าย ไม่เห็นจะมีใครมีความสุขกันการกระทำแบบนี้ ;-; เข้าใจเลยทำไมถึงเกลียดกัน
    #592
    0
  8. #483 Mune (@uzsy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:19
    ฮืออออ น้ำตาซึมเลย
    แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเองอะเนาะ อยากให้หันมาเคลียร์เรื่องเก่าๆกัน ;-;
    #483
    0
  9. #447 ไซเรน (@sohon) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 17:58
    กรี๊ดดดด 'พ่ออยากให้ปราณมีความสุขนะ' รู้สึกรักคุณพ่อปราณขึ้นมาทันที
    #447
    0
  10. #375 0624749478 (@0624749478) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2559 / 09:44
    รอนะมาต่อเร็วๆๆๆๆๆกำลังอินเลย
    #375
    0
  11. #373 P'oil (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 16:49
    น้ำตาเราก็ยังคงไหลอยู่ แต่ยังมีความหวัง พ่อปราณอยากให้ลูกมีความสุข ปราณปากจะตรงกับใจแล้วใช่มั้ย สู้ๆนะคะ
    #373
    0
  12. #371 Monji (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 15:51
    อยากให้พ่อๆใจอ่อน เลิกกีดกันสักที ฮืออออออออออ
    #371
    0
  13. #369 ❥เอ๊ะฮุน (@Oh_sehun94) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 17:45
    ฮื่อออ จะดีขึ้นแล้วใช่ม้ายยวย พ่อตาเริ่มใจอ่อนเเล้วใช่มั้ย สู้ๆนะทุกฝ่าย รอปราณนะภัทร ฮื้อออออ
    #369
    0
  14. #368 สีน้ำ (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 15:35
    นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว สถานการณ์เริ่มจะดีแล้วใช่มั้ยไรท์พ่อปราณเริ่มจะใจอ่อนแล้ว มาลุ้นกันต่อไปว่าภัทรจะรับโทรศัพท์หรือเปล่า รอปราณหน่อยนะภัทรอย่าเพิ่งแต่งงานหล่ะ
    #368
    0
  15. #367 justattempt (@thisisallfull) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 09:47
    น้ำตาจะไหล แงงงงงงง
    #367
    0
  16. #366 BREAKDOWN (@breakdown) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 06:56
    อ๊ากกกกกกกก เศร้าเกิ๊นนนนนน บีบหัวใจสุดๆอ่ะ
    #366
    0
  17. #365 PiPi (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 01:37
    เย้ๆ ในที่สุดก็มา นึกว่าจะปิดไปตลอด เค้าเข้ามาดูทุกวันเลยนะไรท์



    ดีใจ พ่อปราณเอ่ยถึงว่าที่ลูกเคยให้ปราณฟังด้วย พ่อคงจะใจอ่อนเพราะความดีทุ่มเทของภัทรและความอดทนของปราณเนอะ เพื่อความสุขของลูกๆนะพ่อนะ



    หวังว่าคนที่ส่งคนมาป่วนบ.พ่อปราณจะไม่ใช่พ่อภัทรเนอะ อาจเป็นมือที่สาม ที่กะให้บ.พังทั่งคู่จะได้มีลู่ทางเพิ่มงี้ คงไม่ใช่ครอบครัวพันซ์ใช่มั๊ย คิดไปไกลมาก55555
    #365
    0
  18. #364 Onla (@onla) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 01:15
    ต้องอ่านไปบีบหัวใจไปมากแค่ไหนอะนี่อะ สงสารพอกันทั้งสองฝ่าย เห้อม
    #364
    0
  19. #363 Disappear0597 (@jitradda) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 00:56
    แค่เห็นปรานบอกว่าคิดถึงภัทร น้ำตาไหลเลยอ่ะ tt
    #363
    0
  20. #362 pannjed . (@pingmog) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 00:52
    คิดว่าตอนนี้เราจะไม่ร้องแล้วเชียว แต่แล้วยังไงคะ พอจบตอนเท่านั้นแหละ น้ำตานี่ไหลพรากกกกกกก
    #362
    0
  21. #361 cycdbh (@cycdbh) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 00:26
    อึดอัดมากเลย
    #361
    0
  22. #360 tuckkiijung (@tuckkii1996) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 00:20
    ฮือออออออออออออออออ อึดอัดมาก ฮือออออออออออ หน่วงอะ ฮือออออออออออออ เราร้องไห้อย่างทรมานมาสองตอนแล้วนะ พี่เวสต์พี่เดย์เห็นใจเราเถอะน้า TTT________TTT
    #360
    0
  23. #359 white rose (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 00:10
    อ่านทีไรน้ำตาไหลนอง เค้าฉงฉานทั้งคู่เลย...ฮือๆๆๆๆๆ
    #359
    0
  24. #358 Moeiwo miew (@moeiwo) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 23:42
    หน่วงอ่ะ
    #358
    0
  25. #357 gracieji (@graciejirada) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 23:35
    ฉากที่แล้วรุ้สึกทรมาน ฉากนี้รู้สึกบีบคั้นจิตใจมากกว่าอีก T T
    #357
    0