หลังม่าน l Behide the scenes

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 99,322 Views

  • 961 Comments

  • 6,073 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    5,965

    Overall
    99,322

ตอนที่ 32 : l ฉากสามสิบสอง l Pat l talk

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 151 ครั้ง
    20 ธ.ค. 59

หลังม่าน l Behide the scenes


l ฉากสามสิบสอง l
Pat l talk




จากการพูดคุยเบื้องต้นกับเอสพีคอร์ปหลายครั้งนับตั้งแต่วันที่ผมหิ้วกระเช้าเข้าไปคุยกับเจ้าของบริษัทเมื่อหลายวันก่อน งานที่เป็นปัญหาเริ่มมองเห็นช่องทางได้ชัดเจนมากขึ้น และ เกือบผ่านพ้นไปอย่างสมบูรณ์ ถ้าไม่ติดที่ว่าคนเซ็นต์อนุมัติคนสุดท้ายก่อนส่งเอกสารให้คู่ค้าอาละวาดบ้านแตกด้วยเสียงเอ็ดตะโร

ซึ่งที่จริงแล้ว...ก็ไม่ต่างจากความคาดหมายสักเท่าไหร่

พ่อเกรี้ยวกราด ตวาดเสียงลั่นในห้องทำงานส่วนตัวที่แยกออกอย่างสันโดษจากห้องนั่งเล่นของตัวบ้าน ผมนั่งเอนหลังบนเบาะหนังของเก้าอี้บุนวมสีดำสนิท เคาะนิ้วเมื่อแฟ้มเอกสารถูกโยนตรงหน้าจนไถลลงพื้นกระจัดกระจาย


“แกคิดว่าแกเล่นอะไรอยู่! ไอ้ภัทร!”

“ก็ไม่ได้เล่นอะไรสักหน่อย” ตอบพลางไหวไหล่ ก่อนก้มลงเก็บของที่ร่วงหล่นบนพื้นกลับขึ้นวางบนโต๊ะ “แบบนี้ก็วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย”

“มันจะได้หัวเราะเยาะเราน่ะสิ หึ มีปัญญาประมูลตัดหน้ามาได้ ไม่มีปัญญาสานงานต่อ”

“ทางนั้นเขาก็มีปัญหาเรื่องเงินจมเหมือนกัน นี่มันยุคไหนแล้วพ่อ คนทำธุรกิจเหมือนกันไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ปรับกันเสมอไปเสียหน่อย”

“แกมันไม่รู้อะไร”

“เรื่องอดีตน่ะผมไม่รู้หรอกนะ ไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องรู้ด้วย แต่ผมมองตอนนี้ มองอนาคต พอใจเย็นๆ แล้วลองคิดดูสิว่าเราโกรธเกลียดกับเอสอาร์มันมีอะไรดีบ้าง พ่อลองมองดูรอบๆ ตัวสิ ที่เขาเติบโตกันก็เพราะเป็นพันธมิตรกันทั้งนั้น”

“แกอย่าเอาเรื่องของโลกใหม่มาอ้าง ยังคิดจะเอาไอ้ลูกชายบ้านนั้นมาเป็นเมียอยู่ล่ะสิ”

“รู้ไหม ตอนแรกผมโคตรกลัวเลยว่าเข้าไปคุยกับอาปกรณ์แล้วจะโดนไล่ตะเพิดออกมา แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ะว่าใครกันแน่ที่หัวแข็งไม่ฟังอะไรเลยสักอย่าง”

“ไอ้ภัทร”

“แม่บอกว่าพ่อรักบริษัทนี้มาก ตอนนี้พ่อก็รู้ว่ามันเป็นปัญหา เศรษฐกิจช่วงนี้ก็ใช่ว่าจะดีสักเท่าไหร่ ผมก็กำลังช่วยให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้นอยู่นี่ไง”

“แกมันมักง่าย!”

“หรือจะยึดถือเอาหน้าตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วปล่อยให้บริษัทค่อยๆ ล้มลงต่อหน้าต่อตาล่ะ” ผมพูดพลางถอนใจ รู้สึกถึงสายตาโกรธเกรี้ยวที่อีกฝ่ายจ้องมองมา “ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วพ่อลองเสนอความเห็นมาสิ ที่ให้งานนี้ผมทำเพราะพ่อก็มองไม่เห็นวิธีที่มันเวิร์กกว่าผมเสนอไม่ใช่เหรอ”

“แกมันไม่มีศักดิ์ศรีเลยหรือไง คิดว่าทำเรื่องแบบนี้แล้วจะไม่เสียผลประโยชน์รึ งูพิษมันคบได้เสียที่ไหน”

“ไม่มีใครเป็นงูพิษทั้งนั้นแหละ เราต่างรักบริษัทของตัวเองเท่านั้น พ่อต่างหากที่งี่เง่าแล้วโยนความผิดให้คนอื่น!” ผมยกมือขึ้นกุมขมับ นิสัยดื้อรั้นของตัวเองคงเอามาจากพ่อทุกระเบียดนิ้ว ผมหาหนทางมากมาย บากหน้ายิ้มแม้บริษัทคู่อริจะไม่ต้อนรับกระทั่งอีกฝ่ายยอมใจอ่อนตกลงตามเงื่อนไข แต่ปราการที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่ทางฝั่งเอสอาร์ กลายเป็นเจ้าของบริษัทที่บอกว่ารักที่นี่นักหนาต่างหาก  “ผมไม่คุยแล้ว พ่อเซ็นต์เอกสารแล้วทิ้งไว้ในห้องนี่แหละ พรุ่งนี้เช้าผมจะเข้ามาเอาก่อนออกไปทำงาน”

“ไอ้ภัทร! ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง”

“ถ้าพ่อให้สิทธิ์ขาดผมตัดสินใจ ผมก็ตัดสินใจแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็เอาไปทำเอง ถ้าพ่อคิดว่าสิ่งที่พ่อตัดสินใจมันดีกับบริษัทที่ปู่สร้างมาจริงๆ ไม่ใช่เพราะหลงมัวเมาอยู่กับความขี้ขลาดของตัวเองในอดีตผมก็จะไม่ยุ่ง”

หมุนตัวจากเก้าอี้ออกมาด้านนอก รู้สึกหงุดหงิดใจหลังจากสงบเยือกเย็นอยู่นาน เพียงแค่เพราะบิดาเอ่ยถึงใครบางคนที่ทำให้ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้อีก
จะต่อว่าผมเรื่องอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ปราณ

คิดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเดินดุ่มลงมาจากชั้นสอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ตามมาติดๆ ก่อนหัวไหล่จะถูกดึงรั้งไว้ด้วยมือของคนที่มีปากเสียงกันเมื่อครู่

กลายเป็นเรื่องชินตาไปแล้ว สำหรับผมกับพ่อที่เปิดปากเมื่อไหร่จำต้องทะเลาะกันเมื่อนั้น วิธีเลี่ยงที่ดีที่สุดคือการสงบปากสงบคำโดยสิ้นเชิง และผมมักใช้วิธีนั้นในการแก้ปัญหาเกือบทุกครั้งแต่ไม่ใช่คราวนี้

“แกอย่ามาเอาแต่ใจแล้วเดินหนีแบบนี้! ไปคุยอะไรกับมันมาบ้าง!”

“ผมก็ไปคุยแบบที่นักธุรกิจเขากล้าจะคุยกัน”

“แกจะบอกว่าฉันป๊อดหรือไง”

“คนที่จมอยู่แต่กับเรื่องราวในอดีตจนเดินไปไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่กลัวการยอมรับว่าตัวเองทำผิดพลาดไปแล้วมันเพราะอะไรล่ะ” เสียงลมหายใจดังขึ้นถี่ เรายังเถียงกันด้วยอารมณ์ที่ร้อนแรงทั้งคู่ “ไหนพ่อบอกว่ารักบริษัทนี้มาก ทำไมถึงไม่คิดจะพัฒนามันให้ดีขึ้น”

“พัฒนา? แกคิดว่าที่แกทำเป็นการพัฒนาหรือไง ก็แค่คิดจะใช้ข้ออ้างนี้กลับไปเป็นตุ๊ดเป็นเกย์อย่างที่แกอยากเป็นเท่านั้นแหละ ทำไมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจนักนะ!”

“เอาแต่ใจ? ใครเอาแต่ใจ ใช่ผมเหรอที่เอาแต่ใจ!” ปัดมือใหญ่ที่จับบ่าออก มองค้อนไปยังคนพูด พยายามเสียสละทุกสิ่งแต่กลับดูเป็นเรื่องที่ว่างเปล่า ทอดสายตามองอีกฝ่าย “เราก็รู้ว่าโรงงานผลิตของไม่ทันอยู่แล้ว แล้วตอนประมูลก็ล็อกสเป๊กไว้ขนาดนี้ พ่อจะยอมโดนค่าปรับแลกกับทิฐิของตัวเองอย่างนั้นเหรอ พ่อก็รู้ว่าบ้านนั้นจะโก่งราคาของ หรือไม่ขายให้เราก็ยังได้ แต่เพราะทิฐิมันจะพากันฉิบหายไปหมด ดื้อด้านต่อไปก็พังกันทั้งสองบริษัท อาปกรณ์เขาถึงยอมลงให้ แล้วนี่อะไร พ่อยังทำตัวเป็นตาแก่ทึนทึกไม่เลิก!”

“อย่าพูดเอาดีใส่ตัวหน่อยเลย!”

“ผมต่างจากพ่อตรงไหนรู้ไหม ผมไม่เคยพูดเอาดีใส่ตัวหรือโยนความผิดให้คนอื่น มันง่ายใช่ไหมล่ะที่จะบอกว่าตัวเองเป็นสีขาวส่วนคนอื่นเป็นสีเทา ทั้งๆ ที่ ความจริงทุกคนก็รู้แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร”

ชายวัยกลางคนจ้องหน้าผมนิ่ง ขบกรามจนเป็นสันนูน ขณะที่ผมเองก็ไม่สบอารมณ์ไม่ต่างกัน 

“ทะเลาะกันเรื่องอะไรเสียงเอ็ดตะโร!” หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในตัวบ้าน สีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อเห็นผมประจันหน้ากับพ่อด้วยสายตาดุดัน “มีเรื่องอะไรทำไมไม่ค่อยๆ พูด”

“ดูเอาเถอะลูกคุณ มันใช้ได้ที่ไหน เลี้ยงกันมายังไงถึงได้เกเรขนาดนี้”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะไม่เถียงเลยว่าตัวเองเกเร แต่ตอนนี้อย่าพูดในเรื่องที่ผมไม่ได้ทำ”

“งั้นเรอะ ถ้าอย่างนั้นแกทำอะไรอยู่ ถ้าไม่ใช่หายใจเข้าออกเป็นแต่เรื่องบ้านนั้น อยากจะเอาบริษัทไปเป็นเบี้ยล่างแลกกับลูกชายห่วยๆ ของพวกมัน”

“ผมทำทุกอย่างเพื่อบริษัทต่างหาก”

“ก็แค่ข้ออ้างให้ตัวเองทั้งนั้น”

“คุณ! หยุดพูดแบบนี้เดี๋ยวนี้นะ” แม่แทรกเสียงขึ้นปราม ก่อนเม้มปากเข้าหากัน แววตาคู่นั้นสั่นไหว มองผมก่อนดึงแขนพ่อให้กลับขึ้นไปชั้นสอง “ฉันว่าคุณไปสงบสติอารมณ์ก่อนดีกว่า”

“จะให้สงบได้ยังไง รู้หรือเปล่าว่าไอ้ภัทรมันวางแผนอะไรอยู่!”

คนตัวใหญ่สะบัดร่างออก หันหน้ามาเผชิญกับผม เหตุการณ์ตรงหน้าไม่สู้ดีนัก หัวใจที่แหลกสลายเหมือนถูกขยี้ซ้ำด้วยปลายเท้า
ความพยายามทุกอย่างของผม

สุดท้ายแล้ว...ก็ถูกมองเป็นคนที่ไม่เคยทำเพื่อผู้อื่นอยู่ดี


“ใครกันแน่ที่เห็นแก่ตัว”

เสียงนั้นสงบนิ่ง ผมมองคู่สนทนาด้วยแววตารวดร้าว เจ็บช้ำยิ่งกว่าการกรีดข้อมือตัวเองซ้ำๆ ราวกับสิ่งที่ทำมาตลอดเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ

“ที่ผ่านมาไม่เคยทำให้พ่อรู้สึกว่าผมทำให้ที่บ้านบ้างเลยเหรอ ต่อให้พ่อแม่ไม่เคยเห็นว่าผมมีชีวิต ผมก็ยอมทุกอย่าง ผมทำงานทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่พร้อม ผมยอมแต่งงานทั้งๆ ที่ไม่ได้รักพันช์ พ่อคิดว่ามันง่ายหรือไงที่จะให้เกย์คนหนึ่งตกลงปลงใจแต่งงานกับผู้หญิงที่เพียงแค่คู่ควรกัน!”

“แกอย่ามาพูดแบบนี้นะ ที่ฉันบังคับให้แกทำแบบนี้เพราะตัวแกเอง แต่แกกลับหักหลังทุกคน แกมันอกตัญญู!”

“ไม่มีใครทำเพื่อผมเลยต่างหาก! ทุกคนกล่าวโทษทั้งๆ ที่ต่างโง่เหมือนกันทั้งนั้น ลงโทษผมแล้วก็หันกลับมาพูดว่าสงสาร เวทนา แต่กลับปล่อยให้ผมแบกรับมันไว้ด้วยตัวเองแค่คนเดียว ให้ผมซ่อนหัวใจไว้ในมุมมืดและค่อยๆ ตายลงไปกับคำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาว่าสิ่งที่ผมเผชิญคือความรัก ความปรารถนาดีของตัวเอง”

น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงจากดวงตาข้างซ้าย ความเงียบงันดังสะท้านทั่วบริเวณ แม่ส่ายหน้า แต่ผมยังพูดต่อหลังจากความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึง

“ดูสภาพผมตอนนี้โดยที่ตัดเส้นกรอบบรรทัดฐานของพ่อออกไปเสียหน่อย ผมต่างอะไรกับหมาที่โดนฟาดจนเจ็บปางตายแต่ต้องหลบไปเลียแผลตัวเองและกลับรับใช้คนที่ทำร้าย เพียงเพราะเขาเป็นคนชุบเลี้ยงผมมาหรือครับ”

เม้มปากเข้าหากัน เมื่อหลุบตาลง น้ำตาอีกหยดก็ร่วงหล่น


“ผมกลับมารับใช้ทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมได้รับ คือการถูกตราหน้าว่าอกตัญญูหรือครับ”

“พี่ภัทร”

สิ้นเสียงผมในคราวแรก เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นแทรก ใครบางคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องทั้งหมดโดยตรงยืนแน่นิ่ง มือข้างหนึ่งกำเข้าหากัน ขอบตาแดงช้ำและน้ำตานองทั่วหน้า

ไม่แน่ชัดว่าพันช์เข้ามาตั้งแต่ประโยคไหนที่ผมเปิดเผยความรู้สึกเบื้องลึกออกไป


“พันช์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่” 

ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำ น้ำตายังรินไหลไม่หยุดแต่กลับไม่มีใครคิดจะพูดหรือแก้ตัวจากสถานการณ์ตรงหน้า เด็กสาวฝืนยิ้ม เป็นยิ้มที่ไม่น่ามองที่สุดนับตั้งแต่รู้จักกันมา

“ไม่สำคัญเท่าพันช์ได้ยินอะไรหรอกค่ะ” เราสบตากัน ริมฝีปากสีสดเม้มแน่นเข้าหากัน “ทั้งหมดที่พูดเมื่อครู่ เป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ”

“พี่....” คำพูดต่างๆ นานาจุกอยู่ที่คอหอย สายตาตัดพ้อคู่นั้นแน่ชัดว่าต่อให้ผมปฏิเสธออกไปพันช์ก็รู้ว่าเป็นคำลวงอยู่ดี
ในเมื่อหลักฐาน คือการกระทำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาซึ่งผมปฏิบัติกับคู่หมายอย่างมีขอบเขต

“พันช์เคยสงสัย เคยคิดว่าพี่ภัทรต้องการเวลามาตลอด แต่วันนี้พันช์เข้าใจแล้วค่ะ ขอโทษที่เข้ามาในความวุ่นวายของบ้านพี่ภัทรแล้วทำให้ทุกอย่างยุ่งเข้าไปใหญ่” หลังมือขาวยกขึ้นเช็ดน้ำตาและกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังจนเกินไป ขาทั้งสองข้างของผมยังแข็งเกร็งอยู่อย่างนั้น เช่นเดียวกับลำคอก็แห้งผากไปด้วย “พี่ภัทรไม่เคยรักพันช์จริงๆ เรื่องแต่งงานที่ทางครอบครัวเราเห็นว่าดี พันช์จะเป็นคนไปคุยกับคุณแม่เอง”

“พันช์ พี่...”

“ช่วยอย่ามาเจอพันช์ อย่ามาที่บ้านพันช์สักพักนะคะ พันช์จะหาเหตุผลที่ดีที่สุดคุยกับคุณแม่ไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ของบ้านเรา” เมื่อถึงคราวแข็งแกร่ง หญิงสาวกลับแข็งแกร่งได้อย่างเหลือเชื่อ ขณะที่ผมกลับอ่อนแอจนไม่อาจแม้จะเอ่ยคำขอโทษออกมาได้

โลกของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังพังลงไป

“แต่ระหว่างเรา คงไม่จำเป็นต้องสานสัมพันธ์อะไรกันอีก!”

พันช์ถอดแหวนหมั้นออก ปาตรงมาใส่ตัวแต่ด้วยแรงอันน้อยนิดสุดท้ายมันก็ร่วงอยู่แทบเท้า หญิงสาวคนเดิมจากไป เหลีอเพียงความขะมุกขมัวของบรรยากาศ เสียงฝีเท้าขยับ เมื่อผมหันกลับไปก็พบฝ่ามือพ่อลอยคว้างในอากาศขณะที่แม่ยกมือห้ามไว้

“พอเถอะคุณ!”

เสียงนั้นสั่นแต่ทรงพลัง พ่อเบิกตากว้างเล็กน้อย เช่นเดียวกับผมที่ไม่คิดว่าแม่จะห้ามปรามทั้งที่เกิดเรื่องน่าโมโหขนาดนี้

“จำได้ไหมที่เราคุยถึงอนาคตของลูก อยากให้ลูกแต่งงาน มีหลานให้อุ้ม มีงานที่มั่นคง ทั้งหมดเพราะอยากให้เขามีความสุข”
ชายวัยกลางคนเม้มปากเข้าหากัน เขาละสายตาจากผมกลับไปยังคนพูด “บางอย่าง ต่อให้พยายามหรือฝืนรั้งแค่ไหนมันก็ใช่ว่าจะได้ดั่งใจเสมอไปหรอกค่ะ”

“แต่เราทำทุกอย่างก็เพื่อมัน!”

“แล้วดูลูกตอนนี้สิคะ” เปลือกตาและจมูกของแม่แดงก่ำ แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ออกมา “ตาภัทรของเราทรมานจนไม่รู้จักความสุขมานานเกินไปแล้ว เราควรพอกันได้หรือยัง”

จบประโยค อ้อมกอดของแม่ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่ด้านชาให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

อย่างน้อย มันก็บอกตัวเองว่าแม้พยายามจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน แท้ที่จริงแล้ว เมื่อมองลึกลงไปผมกลับอ่อนแอเหลือเกิน

ยิ่งเคยแข็งกระด้างเท่าไหร่
ยิ่งเมื่อรู้จักรักแล้ว ก็ผูกติดกับความรู้สึกนั้นไว้แนบแน่น

“เราพยายามกันเต็มที่แล้วนะคุณ ภัทรเองก็พยายามเต็มที่แล้วเหมือนกัน ต้องเป็นเราแล้วที่ต้องถอยบ้าง ฉันไม่อยากจะเสียเขาไปจริงๆ”

ผมเชื่อว่าการกระทำของทุกฝ่ายล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนาดี หากแต่นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการแม้แต่น้อย 

“ภัทรจะเป็นอะไรก็ได้ ภัทรจะรักชอบใครก็ได้ แต่ภัทรจะยังเป็นลูกของเรานะคะ”

สายตาที่เกรี้ยวกราดในทีแรกอ่อนลง พ่อมองผมสลับกับแม่ด้วยแววตาที่แสดงออกมาถึงความสับสน มือใหญ่กำเข้าหากันก่อนหันหลังกลับขึ้นชั้นสองของบ้านไปโดยไม่มีคำตอบใดๆ หลุดออกมา ผมยังคงไม่เคลื่อนไหว มีเพียงมือที่วางบนแผ่นหลังลูบขึ้นลงคล้ายปลอบประโลมไปมา

“ไม่เป็นไรแล้วนะภัทร”

“แม่....”

“แม่จะช่วยคุยกับพ่อเขาเอง” ผมยกมือขึ้นไว้ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากราบมารดาด้วยความขอบคุณอย่างที่สุด “ผมขอโทษครับแม่”
“ไม่เป็นไรแล้วลูก แม่เข้าใจแล้ว...”

สัมผัสอ่อนโยนสอดสางเข้าเส้นผม ลูบไปมาด้วยความเอ็นดูเหมือนผมเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก “แม่เข้าใจแล้วว่าความสุขของแม่ที่จริงคือเห็นภัทรกลับมามีความสุขอีกครั้ง”

“..........”

“แม่เข้าใจจริงๆ”





สายวันถัดมาผมก็พบเอกสารซื้อขายอุปกรณ์ก่อสร้างระหว่างพีแอนด์พีและเอสอาร์คอร์ปวางอยู่ในแฟ้มสีดำบนโต๊ะทำงานของบริษัท ภายในมีรายละเอียดเงื่อนไขการซื้อขายซึ่งผมเป็นคนเตรียมไว้เอง แต่ที่สมบูรณ์กว่านั้นคือลายเซ็นต์ของผู้บริหารใหญ่ท้ายกระดาษเป็นการอนุมัติ ก่อนถอนหายใจโล่งอกแล้วต่ออินเตอร์คอมพ์เรียกพี่มานพเข้ามาพบ

“ครับ คุณภัทร”

“เดี๋ยวพี่มานพช่วยเดินเอกสารเรื่องสั่งซื้อสินค้าจากเอสอาร์คอร์ปให้ผมหน่อยนะครับ”

“เอ๊ะ คุณหนุ่ยอนุมัติแล้วเหรอครับ”

“อืม ผมก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน” ยื่นแฟ้มให้หัวหน้าเซลล์คนเก่ง “วันก่อนผมหิ้วกระเช้าไปให้คุณปกรณ์แล้ว รอบนี้เว้นไว้ก่อนก็ได้ เอาไปถี่ๆ เดี๋ยวจะดูไม่จริงใจ ผมอยากให้พี่มานพช่วยรื้องานช่วงนี้ที่เราตกสเป๊กเรื่องขาดบริษัทร่วมลงทุนไปด้วย ถ้าการทำงานกับเอสอาร์คอร์ปพอจะเป็นไปได้ผมก็อยากลองดู”

“คุณภัทรน่าจะปรึกษาเรื่องนี้กับคุณหนุ่ยก่อน”

“พี่ก็รู้ว่าถ้าเราผ่านเงื่อนไขเรื่องบริษัทร่วมลงทุนเราไม่ต้องวิ่งงานเล็กเลยก็ได้ โปรเจ็กต์เดียวก็สบายไปตลอดทั้งไตรมาสแล้ว”
พนักงานเก่าแก่ของบริษัทมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย ผมยิ้มให้กำลังใจพลางเคาะนิ้วบนกระจก “ไม่เอาน่าพี่มานพ ขนาดเจรจาขอซื้อของจากเอสอาร์คอร์ปผมยังกล่อมพ่อได้เลย พี่ไม่อยากได้โบนัสเยอะๆ เหรอ”

“คุณหนุ่ยไม่ไล่ผมออกแน่นะครับ”

ผมยักยิ้ม ความไม่มั่นใจเมื่อแรกเริ่มทำตัวนอกคอกค่อยๆ ละลายหายไป ทิศทางการทำงานเปลี่ยนเบนเข็มไปคนละอย่างกับก่อนหน้านี้ ผมมีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น ขณะที่พ่อก็เริ่มปล่อยงานชิ้นสำคัญๆ ให้ทำมากขึ้นทีละน้อย

“ไม่น่ามีปัญหาครับ ผมรับผิดชอบเอง”

ราวกับกำลังบอกว่า เขาเริ่มมีแนวคิดที่จะสอนผมในอีกแบบที่ยังไม่เคยทำมาก่อน




ความสัมพันธ์ของผมกับเจ้าของบริษัทใกล้เคียงคำว่าเจ้านายลูกน้องไปทุกที

หลังจากงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้าถูกยกเลิก พ่อก็ไม่คุยกับผมอีก บ้านยังคงเงียบเชียบ ไม่ต่างจากเดิมที่ผมสูญเสียปราณไปมากนัก

ความร้าวรานแทรกตัวผ่านทิฐิที่เป็นกำแพงสูง สุดท้ายก็เหลือเพียงเรื่องงานที่ทำให้เขาอ้าปากพูดคุยด้วยได้ กระนั้น ก็ไม่ใช่ด้วยปราการของความชิงชัง หรือไม่ยอมรับกันเหมือนก่อนหน้านี้เสียทีเดียว 


“เขาเตรียมจะวางมือ”

แม่พูดในบ่ายวันหนึ่ง ผมนั่งอ่านแฟ้มกองมหึมาที่หอบมาจากสำนักงานอยู่ในห้องทำงาน เสียงถาดแก้ววางกระทบกระจกโต๊ะ ก่อนกลิ่นหอมของชาผลไม้จะลอยเตะจมูก เสิร์ฟคู่กันกับเมลอนสีส้มอ่อนบนจานใบเล็ก 

“แม่คุยกับพ่อว่าบางทีเราอาจเป็นห่วงภัทรมากเกินไปจนทำให้ภัทรไม่ได้มีชีวิตสมวัยของตัวเองทั้งๆ ที่บรรลุนิติภาวะมานานแล้ว”

“ผมกำลังโดนตัดหางปล่อยวัดอยู่หรือเปล่า?”

“คิดอะไรแบบนั้น พ่อเขาแค่น้อยใจ เลี้ยงมากับมือแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ดั่งใจ”

“แค่เรื่องความรักเท่านั้นเองแม่”

มารดาพยักหน้า เดินมาลูบหัวผมแผ่วเบา “เขาอยากให้ภัทรสมบูรณ์แบบในทุกๆ เรื่อง พ่อรักภัทรมากเลยนะ รักจนทำให้เราอึดอัด แต่อย่าปฏิเสธเลยว่ามันไม่ใช่ความรัก การแสดงออกของเขาคงไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ภัทรไม่สบายใจ”

“ผมไม่ได้บอกว่าพ่อไม่ได้รักผมครับ ผมเข้าใจท่าน ยิ่งโตยิ่งเข้าใจ แต่การที่ผมชอบผู้ชายก็ไม่ได้ทำให้ตัวเองบกพร่องอะไรนะครับแม่”

“นั่นก็ใช่ แต่พ่อเกิดมาคนละยุคกับเรา ภัทรก็ต้องให้เวลาเขาหน่อย แม่เองก็ยังต้องใช้เวลาเลยกว่าจะยอมรับได้ว่าลูกชายแม่ไม่ได้ชอบผู้หญิงอย่างที่คิดไว้แต่แรก”

“นั่นก็เรื่องหนึ่ง” ผมยกแก้วชาขึ้นจิบแล้ววางลงที่เดิม “อีกเรื่องคือต่อให้ผมไม่ได้รักปราณแบบชู้สาว พ่อก็เกลียดบ้านนั้นจนธุรกิจเราไปไม่ถึงไหนต่างหาก”

“เรื่องที่แม่เคยเล่า มันก็น่าโกรธ”

“แต่เป็นแค่สารจากเราฝ่ายเดียว เราไม่เคยถามเหตุผลทางนั้นจริงๆ จังๆ สักครั้งเลยด้วยซ้ำ”

แม่ถอนหายใจ ลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวใหญ่มานั่งข้างๆ 

“ช่างมันเถอะ แต่จะให้พ่อทำใจไปญาติดีกับฝั่งโน้นก็ลำบาก เขาฝังใจมานาน ต้องให้เวลาหน่อย อย่างมากที่สุดก็คงแค่ปล่อยให้เราคบหากับลูกชายฝั่งนั้นได้ แต่จะให้รักใคร่สมัครสมานก็คงเป็นเรื่องยาก”

ผมพยักหน้ารับรู้ ยิ่งเอสอาร์คอร์ปมีแนวคิดที่เปิดกว้างกว่าฝั่งตัวเองก็นับว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว “แต่ยุคมันเปลี่ยนไปแล้วครับแม่ ถ้าพ่อรักบริษัทจริงๆ ก็น่าจะมองออกว่าเราต้องเดินไปทางไหน”

“เพราะแบบนั้นไงพ่อเขาถึงได้คิดจะวางมือให้เราสานต่อ จะให้ฝืนใจไปผูกมิตรก็ยาก อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ลดทิฐิไม่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับเอสอาร์คอร์ปอยู่”

“ผมจะไม่ทำให้มันพัง จะไม่ทำให้พ่อผิดหวังกับเรื่องนี้” รับปากมารดาด้วยสัจจริง ถึงแม้จะโอนอ่อนต่อคู่แข่งตลอดชีวิตของพ่อ แต่ก็มั่นใจว่าสามารถประคับประคองพีแอนด์พีได้ตลอดรอดฝั่ง “แล้วเขาว่ายังไงบ้างครับ เรื่องที่ผมเอาเข้าที่ประชุมเมื่อวันศุกร์”
“ที่จะขอร่วมมือกับบ้านนั้นไปเสนอชื่อประมูลงานตึกนารายณ์น่ะเหรอ”

“ครับ ผมเพิ่งเห็นว่าเรื่องนี้ถูกตีตกไปเพราะเราไม่มีจอยท์เวนเจอร์ แต่ถ้าร่วมมือกับทางเอสอาร์คอร์ปได้ แล้วร่วมงานประมูลครั้งนี้ก็น่าเสี่ยง มันงานระดับประเทศ แม่ก็รู้”

“ก็ไม่ว่ายังไงนะ” มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน มือขาววางบนศีรษะผม ลูบไปมาด้วยความเอ็นดู “บริษัทนี้เขายกให้ภัทรอยู่แล้ว เพราะภัทรเป็นคนทำให้เขาอยากมีชีวิตต่อในวันนั้น”

“แม่ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่า”

“โกรธ แต่ทำไงได้” เสียงถอนหายใจดังขึ้น มือที่ลูบหัวเมื่อครู่เลื่อนลงมาวางบนบ่า “เปลี่ยนไม่ได้แล้วใช่ไหมภัทร”

“ผมขอโทษ”

“ในเมื่อภัทรเปลี่ยนไม่ได้แล้ว แม่ก็จะยอมรับ ขอแค่ภัทรเป็นเด็กที่มีความสุขง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนก็พอ ยังดื่มก่อนนอนเหมือนเดิมหรือเปล่า ช่วงนี้แม่ไม่เห็นขวดเบียร์แล้ว”

“ก็ลดลงเยอะแล้วครับ แค่เฉพาะวันที่ไม่คิดถึงปราณเท่านั้นเอง”

ห้องทำงานเล็กๆ เงียบสงัดลง แม่ถอนหายใจก่อนถามถึงอนาคต “ภัทรจะทำยังไงต่อเรื่องลูกชายบ้านนั้น ถ้าพ่อกับแม่ไม่ขัดใจแล้ว”

“ถ้าปราณไม่อยากอยู่กับผม ผมก็คงได้แต่อยู่แบบนี้ต่อไปน่ะครับ ไม่อยากทำให้เขาลำบากใจ ฝั่งนั้นก็เด็กดีเหลือเกินเสียด้วย”

“แม่ถามอีกนิดนะ ถ้าไม่มีวันได้คบกันจริง ภัทรคิดจะแต่งงานไหม”

เป็นอีกครั้งที่ทั้งห้องเหลีอเพียงเสียงลมหายใจ ผมมองลูกตุ้มเหล็กบนโต๊ะที่เหวี่ยงกระทบกันไปมาเบาๆ “คงแต่งได้ ถ้าผมลืมความรู้สึกที่มีต่อมันได้จริงๆ”

“เอาเถอะ...อนาคตของภัทร แม่ให้ภัทรตัดสินใจ ต่อให้ไม่ถูกใจนัก แต่แม่อยากให้ภัทรสมหวังในทุกเรื่องนะ”

เราต่างรู้ว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร นั่นหมายถึงรอยยิ้มของอีกฝ่าย และแม่ก็ปรารถนาจะให้ผมมีรอยยิ้มประดับทั้งที่ริมฝีปากและดวงตา เหมือนเด็กชายณภัทรคนเดิมที่เธอเลี้ยงดูมาตลอดชีวิต

ผมเอนศีรษะเข้าสู่ฝ่ามือนุ่ม ความขลาดกลัวและเงียบเหงายังเกาะกินในใจ หากแต่กลับอุ่นซ่าน เมื่อพบว่าอย่างน้อยวันที่ไม่มีปราณ ก็ยังมีใครอีกคนเป็นกำลังใจให้กัน





ช่วงสายของวันจันทร์ผมได้คิวว่างของคุณปกรณ์ เจ้าของบริษัทเอสอาร์คอร์ปเป็นครั้งที่สองของเดือน ผมเข้ามาที่บริษัทกับคุณมานพ พร้อมแฟ้มเอกสารและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสะพายพาดบ่า ใช้ห้องประชุมเล็กๆ เป็นที่ต้อนรับ พนักงานสาวสวยช่วยจัดการต่อโปรเจ็กเตอร์ให้ระหว่างที่รอประธานบริษัทเดินทางมาถึง เมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง พ่อไอ้ปราณในชุดสูทสีดำสนิทก็เดินสุขุมเข้ามาเพียงลำพัง

“สวัสดีครับ”

ยกมือไหว้ก่อนรับน้ำเย็นๆ จากเลขาฯ ไว้ในมืออาปกรณ์พยักหน้า เลื่อนเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะและนั่งลงเงียบๆ โดยปราศจากคำทักทาย 

“ผมลองกลับไปค้นดูเรื่องงานประมูลของบริษัทที่ตกหล่น ไม่ได้ประมูลเพราะติดเงื่อนไขเรื่องผู้ร่วมลงทุน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ทั้งกับพีแอนด์พีและเอสอาร์คอร์ปเลยอยากจะนำมาเสนอคุณอาให้พิจารณา”

“ไม่เห็นต้องมาเองเลยนี่” เขาว่าพลางสอดสายตาลอดแว่น “ให้เซลล์มาคุยก็ได้”

“ไม่ได้หรอกครับ อันนี้งานใหญ่ ผมอยากมาเจรจากับคุณอาด้วยตัวเอง”

“หึ ครั้งนี้พ่อก็ไม่รู้อีกล่ะสิ”

“อ้อ คราวนี้ทราบครับ ไม่ได้ว่าอะไร ท่านใกล้วางมือเต็มทนเลยอยากให้ผมเข้ามาทำตรงนี้มากขึ้น” ผมพูดตามจริง และคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง “ตามที่เราต่างรู้ว่าธุรกิจตอนนี้เดินทางมาถึงยุคใหม่แล้ว ผมว่าการรวมกลุ่ม หรือเป็นพันธมิตรกันจะเป็นเรื่องที่ช่วยให้บริษัทของเราก้าวหน้าไปมากกว่าเดิม ทางคุณอาเองก็มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมด้วย ส่วนฝั่งของผมก็มีประสบการณ์ในเรื่องการก่อสร้างมานานหลายปี ถ้าใช้พอร์ตตรงนี้ไปยื่นเสนอประมูลงานต้องเป็นกลุ่มบริษัทที่ต้องจับตามองอีกที่แน่นอนครับ”

คู่สนทนาพยักหน้า ขณะที่ผมเปิดไฟล์พรีเซนท์ขึ้นมาบนหน้าโปรเจ็กเตอร์ 


“อันนี้เป็นรายชื่อโครงการที่ทางพีแอนด์พีร่วมประมูลไม่ได้ ส่วนทางซ้ายมือเป็นชื่อโครงการที่เอสอาร์คอร์ปไม่ได้ยื่นประมูล และติดที่เงื่อนไขเรื่องประสบการณ์ทำงานกับที่ปรึกษาด้านโครงสร้าง ซึ่งตรงนี้ทางพีแอนด์พีมีบุคลากรอยู่แล้ว”

เลื่อนปลายนิ้วไปเรื่อยๆ ถึงมูลค่าที่ต่างสูญเสียไปในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีที่ผ่านมา 

“ข้อมูลแน่นดี ไปเอามาจากไหน”

“จริงๆ ตั้งแต่เริ่มทำงานที่นี่ผมก็คิดเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่มีโอกาสได้เสนอความคิดที่อยากจะเชิญทางเอสอาร์ร่วมลงทุนด้วยน่ะครับ”

เมื่อเลื่อนมาถึงงานล่าสุด โครงการยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในวาระซึ่งยังสามารถเสนอรายชื่อได้ก็หันกลับมามองชายวัยกลางคนอีกครั้ง

“ถ้าเร่งมือตั้งแต่พรุ่งนี้ ผมคิดว่าเราน่าจะเตรียมเอกสารร่วมประมูลโครงการตึกนารายณ์ได้ หากได้งานนี้บริษัทเราทั้งสองคนก็จะขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่สูงขึ้น แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็มีชื่อในการส่งพอร์ตประมูลครั้งต่อไป คุณอาคิดว่ายังไงครับ”
ดวงตาของเขาสงบนิ่ง ทอดมองอย่างครุ่นคิดครู่ใหญ่ ผมและพี่มานพนิ่งเงียบรอการตัดสินใจ กระทั่งเขาเลื่อนสายตามายังผมด้วยแววตาที่ตีความหมายได้ยาก


“ส่งไฟล์นี้เข้าเมลฉันหน่อยแล้วกัน”

“แนบไปในเมลล์ที่ส่งให้คุณอาเมื่อคืนแล้วครับ CC ถึงคุณอนงค์ เลขาฯ ของคุณอาด้วย น่าจะได้รับแล้ว”

“ฉันยังไม่มีเวลาเข้าเช็กเมลล์ แต่เดี๋ยวจะกลับไปดูก็แล้วกัน เรื่องเอกสารกับเส้นสายคิดว่าเตรียมทันอย่างนั้นหรือ”

“ก็ต้องลองครับ ดีกว่าไม่ส่งเลย”

เขาพยักหน้า ยังคงมองผมด้วยสายตาแบบเดิมไม่เปลี่ยน “ดูเป็นผู้ใหญ่จังเลยนะ แบบนี้ล่ะมั้งพ่อถึงวางใจ ว่าแต่มัวแต่มาสนใจเรื่องงาน คู่หมั้นไม่น้อยใจเอาเหรอ”


“ผม....” เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจบอก “...ยกเลิกงานแต่งแล้วครับ”

เจ้าของบริษัทเอสอาร์คอร์ปไม่แสดงความยินดียินร้าย แต่กลับนิ่งเงียบระหว่างที่รอผมอธิบายต่อ

“ถ้าไม่ได้รักกัน ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องอดทน ผมคิดว่ามันร้ายแรงมากสำหรับชีวิตคู่ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนทางคู่หมั้นรู้ความรู้สึกของผมที่มีต่อปราณเลยขอยกเลิกน่ะครับ ทางผมเองก็ไม่ได้คิดจะขอโอกาส ปล่อยให้เรื่องมันจบไปครับ”

“ทั้งๆ ที่ไม่ได้คบกับเจ้าปราณแน่ๆ อย่างนั้นน่ะเหรอ”

ผมยิ้มขื่น ความรู้สึกจุกอัดแน่นในอก ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ “ถ้ารักมันต้องทำร้าย ก็ให้ทำร้ายแค่ผมก็พอครับ”
คู่สนทนาพยักหน้าเมื่อประโยคนั้นจบลง เขาหมุนตัวหันหลังไปนอกกระจกใสที่เห็นวิวทิวทัศน์ของมหานครสุดลูกหูลูกตา ไม่มีใครคะแนได้ว่าภายใต้ความสงบนิ่งนั้นอาปกรณ์คิดอะไรอยู่ ช่วงเวลาที่เราเผชิญอยู่ในห้องที่อวลไปด้วยเสียงลมหายใจของกันและกันเนิ่นนาน กว่าชายวัยกลางคนจะเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบ

“เรื่องงานฉันขอดูอีกทีแล้วจะให้เลขาฯ ตอบกลับไปให้ไวที่สุด” ผมใจชื้นขึ้นมา อย่างน้อยก็มีความหวังขึ้นมาครึ่งต่อครึ่ง “ส่วนเรื่องปราณ ถ้าไม่ได้มีพันธะอะไร แล้วยังยืนยันความรู้สึกของตัวเองว่ามั่นคงเหมือนเดิม อยากจะบินไปหาเขาก็ได้”
ผมมองพนักพิงของคนพูดอยู่นาน ไม่มีคำอธิบายที่กระจ่างกว่านั้น แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนตัวเองได้กุญแจดอกสำคัญเพื่อข้ามทะลุให้หลุดพ้นคำว่าเป็นไปไม่ได้ให้มีหวังขึ้นมา หากแต่การกระทำที่เย็นชาจากปราณคราวนั้นก็ฉุดรั้งไม่ให้ตัวเองไม่ให้ลิงโลดจนเกินไป

“ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าปราณจะอยากเจอหน้าผมอยู่หรือเปล่า”

“คนที่รู้สึกอย่างนั้น ต้องเป็นเจ้าปราณไม่ใช่หรอกเหรอ”

ผมเผลอขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่ทันได้เอ่ยถาม คู่สนทนาก็เอ่ยขยายความ “ฉันส่งปราณไปอยู่กับป้อง ลูกพี่ลูกน้องเขา ได้ยินมาว่าเจ้าเด็กดื้อเงียบนั่นแอบโทรกลับมาหาเรา แต่ไม่ได้รับสาย ก็เลยไม่แน่ใจนักว่ายังอยากจะสานต่ออีกไหม”

“โทรมาอย่างนั้นเหรอครับ”

นึกย้อนกลับไป เมื่อไม่กี่วันก่อนมีเบอร์แปลกติดต่อเข้ามาแต่กำลังหัวหมุนกับงานที่ได้รับมอบหมาย สุดท้ายก็ละเลยเรื่องเบอร์โทรเลขหลายหลักนั่นไปโดยปริยาย

“ผมไม่ทราบว่าเป็นปราณ”

“อยู่ที่นั่นเขาคงเหงา ถ้ามีโอกาสแวะไป ก็บอกให้หน่อยแล้วกันว่าพ่อคิดถึง”

“เอ๊ะ?”

“ฉันอนุญาตให้คบหากันได้แล้ว เลิกโกรธพ่อมันเสียที ที่บ้านมีลูกชายแค่คนเดียว”

ผมหลุบตาลง และอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้ม ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม แค่เด็กดีของอาปกรณ์ยอมโทรมาหา แม้จะขัดคำสั่งที่ห้ามติดต่อกันโดยสิ้นเชิงผมก็รู้สึกเหมือนได้ปราณคืนกลับมาอีกครั้ง

บ้าชะมัดที่ไม่นึกน้อยใจที่เขาปล่อยมือและหันหลังให้ในคราวนั้นสักนิด เพียงแค่เพราะการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของคนรัก
“ถ้าทำให้มันมีความสุขได้ก็ทำเสีย เพราะพ่อที่ไม่ได้เรื่องอย่างฉันคงพลาดไปทำให้มันเสียใจนานเกินไปแล้ว” เขาเอนศีรษะพิงกับพนัก เห็นได้ชัดถึงความเหนื่อยอ่อนเต็มกำลัง

ผมทราบว่าสุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างปรารถนาดีกับเรา หากแต่วิธีการก็ต่างกันไป และความจริงจะประจักษ์ขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงเวลาอันสมควรว่าเรื่องของความร้ก ต่อให้หักห้ามมากแค่ไหนก็ไม่อาจเป็นเรื่องที่บังคับกันได้อย่างแท้จริง

“ผมจะรีบเคลียร์งานแล้วหาเวลาไปบอกสานส์จากคุณอาด้วยปากของตัวเองให้ไวที่สุดเลยครับ”

ปราณรอผมอยู่ แน่นอนผมจะไปหา

และจะไปทวงคืนความรักที่เหือดแห้งไปให้กลับคืนมาชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวาอีกครั้ง...สู่หัวใจ









Tbc...


พ่อยังไม่โอเคเหรอ แร้วไงคัยแคส์ ภัทรไม่ได้กล่าว
สำหรับคนหัวแข็งมากๆๆๆ ของพ่อภัทรคงยอมได้มากสุดเท่านี้จริงๆ ค่ะ ถือว่าอ่อนลงมากแล้ว ฮู้ววว หมดซักที ดราม่าเซ็ตใหญ่ๆ ฮาาา 
นับถอยหลังวันจบเรื่องได้แล้ววว เหงาเลย ตอนต่อไปส่งให้น้องเดย์ค่ะ อิอิ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 151 ครั้ง

53 ความคิดเห็น

  1. #948 D-Sooo (@D-Sooo) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 22:25
    ขอบคุณมากๆ ฮื่อออ ดีใจ
    #948
    0
  2. #947 minidays (@katakjaa) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 22:14
    !!!!!!!! ในที่สุด
    #947
    0
  3. #913 ploy-p-ploy (@iamprettyployly) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 23:31
    แงงงงงงงงง ในที่สุดดดด น้ำตาคลอเลยฮือ
    #913
    0
  4. #831 blastocyst (@blastocyst) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 01:22
    ยังอ่านไม่จบตอน แต่ขอพิมพ์ชมคนเขียนก่อนเลย พาร์ทนี้ดีมากกกก ทำเราน้ำตาไหลเลย บทพูดต่างๆ มันกินใจมาก เราชอบที่เขียนมาให้ภัทรยอมรับว่าเป็นเกย์ หรือไม่ได้รังเกียจคำว่าเกย์ ภัทรไม่เกี่ยงสถานะเขาเป็นอะไรก็ได้ เราชอบมากกก นิยายวายหลายเรื่องที่ผู้หญิงแต่งมักชอบใช้คำว่าไม่ได้เป็นเกย์แค่ชอบผู้ชายคนนี้เท่านั้น เราว่ามันแปร่งๆ มันดูเหมือนมีความไม่ยอมรับให้ตัวเอกเป็นเกย์ซ่อนอยู่ ขอชื่นชมคนเขียนนะคะที่ดีไซน์ตัวภัทรและบทพูดต่างๆ ออกมาดีขนาดนี้ ถึงบทพ่อของภัทรจะดูสุดกู่ แต่มันก็คือเรื่องจริง ความรู้สึกจริงของคนเป็นพ่อ เขายอมรับได้แต่ต้องใช้เวลาหน่อย คนเขียนเขียนดีมากค่ะ ทั้งตอนที่แม่ภัทรเริ่มยอมรับ พ่อของภัทรเริ่มยอมรับ ความพยายามที่จะก้าวข้ามปัญหาและมีความสุขพร้อมกันของครอบครัว เมื่อพยายามมากแล้วแต่มันเป็นไปไม่ได้ก็ต้องยอมรับความจริง เขียนดีจนไม่รู้จะชมยังไงเลยค่ะ
    #831
    0
  5. #806 ภรมน (@mmmiuic) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 01:50
    ชอบความสมัยใหม่ของบ้านปราณ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกว่าเพราะภัทรด้วยที่กล้าเข้าหาผู้ใหญ่ ถึงจะเป็นเรื่องงานแต่พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าโตพอมีความรับผิดชอบ แถมยังรักลูกเขาจริงๆ เยี่ยมไปเลย ผิดกับบ้านภัทรอะ พอกันทั้งพ่อทั้งแม่ แหะๆ
    #806
    0
  6. #789 yaoippnn (@yaoippnn) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 23:11
    ตอนนี้อ่านเเล้วคือเเอบเคืองเเม่ของภัทร คือ...นั่นลูกแกนะ จะไม่สังเกตเห็นช้าไปหน่อยเหรอ มันนานไปหรือเปล่ากว่าจะรู้ว่าลูกตัวเองทรมาน ตอนนี้มาบอกว่าเข้าใจ พอเเต่ก่อนเเสร้งว่าไม่มีไรไม่เห็นไรเมินเฉยต่อความรู้สึกลูกตัวเอง เอาจริงๆถ้าเจอแบบนี้กับตัวคือไม่ได้เห็นกูมีความสุขหรอกกูตายก่อนพอดี ///ฮ่าๆฮึฮึ อัดอั้นฉิบหาย
    #789
    0
  7. #788 Zmiinury (@AOEYSPP) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 02:17
    ถ้าเราเป็นภัทรเราคงกลายเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้วไม่ก็คิดฆ่าตัวตาย คืออ่านแล้วรู้สึกดิ่งมากอยากร้องไห้อะ มันอินอะ คิดว่าถ้าเราไปอยู่ จุดนั้นเราจะรู้สึกยังไง คือเป็นเราเราคงทนไม่ได้อะที่แบบ มันคือชีวิตกูอะ กูขอเลือกเองบ้างไม่ได้เหรอวะ พ่อแม่ทะเลาะกันก็ส่วนพ่อแม่ดิ โตๆกันแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว ใช้สมองอย่าใช้แต่เล็บขบคิด ศักดิ์ศรีที่มันค้ำคอมันกินไม่ได้หรอก ตายไปก็เอาไปไม่ได้ //โคตรอิน
    #788
    1
    • #788-1 yaoippnn (@yaoippnn) (จากตอนที่ 32)
      19 มีนาคม 2562 / 23:13
      จริง นี่ร้องไห้จนตาบวมสะอื้นจนตัวโยนเลย มันอดไม่ได้จริงๆ อินมากบทเศร้านี้//ชอบดราม่าหนักเป็นทุน
      #788-1
  8. #749 aoommie (@ak_galaxy) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 14:14
    แงงงงงงงงงง น้ำตามา
    #749
    0
  9. #747 satpw (@satpw) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 01:48
    อ่านทั้งในเว็บ และในเล่ม
    เขียนดีมาเเลยค่ะ เราร้องให้หนังมากกกกด555
    #747
    0
  10. #688 mkatui (@maylovexis) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:24
    แง้งงงงงงงงงงง พ่อๆยอมแล้วววววววว
    #688
    0
  11. #665 fah_ikon14 (@fah_ikon14) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 11:07
    ดีใจไม่ม่าแล้ว ฮืออออ นิยายที่อ่านม่าช่วงสอบนี่มันนรกดีๆนี่เองครับ จิงๆอ่านในเล่มแต่อดไม่ได้ที่จะเม้น เสียน้ำตาไปเยอะพอสมควรกับเรื่องนี้...
    #665
    0
  12. #661 ArfArf (@ArfArf) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 / 19:37
    ผมชอบนิยายพี่จังเหมื่อนชีวิตผมมากเลยนะคับสู้เเต่งต่อไปนะเรื่องอืนๆด้วย5555ผมร้องไห้ตาม55
    #661
    0
  13. #633 แคนต้าลูปปปป ^^ (@Canta_TT) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 15:36
    ทางฝั่งของภัทรก็ต้องขอบคุณแม่ที่เข้าใจและตัวของภัทรเองที่พยายามจนได้อย่างหวัง ทางฝั่งของของปราณก็ขอบคุณพ่อที่มีสติแล้วก็คิดได้ที่เห็นถึงความสุขของลูกตัวเอง ปราณก็เหมือนกัน เริ่มดีขึ้นแล้ว ดีใจแทนเลย
    #633
    0
  14. #593 Quiqoang (@thancha233) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 15:54
    โอ๊ย น้ำตาร่วงเต็มไปหมดแล้วค่า พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจลูกสักทีว่าลูกไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ สักทีนะคะ เขาจะได้เจอกันแล้ววว
    #593
    0
  15. #552 G-DRAGON is my boyfriand (@panglovefive) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 00:07
    กริ๊ดดดด คุณพ่อน่ารักตลอด
    #552
    0
  16. #510 Whatever it is (@oil-sup) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 09:05
    น้ำตาท่วมจอไปหลายฉาก สงสารทั้งสองคน
    #510
    0
  17. #505 knarins (@ninglky) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 มีนาคม 2560 / 09:09
    ฮือออออออออออ ได้รักกันแล้วววววว??
    #505
    0
  18. #448 ไซเรน (@sohon) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 19:04
    เป็นเรื่องที่ดราม่ายาวนานมากกก ยอมรับว่าอ่านถึงตอนแม่ปราณมาพบลูกชายและลูกชายข้างบ้านนอนกอดกันแล้วค้างอยู่แค่นั้น รอจนอัพจบแล้วพึ่งมาย้อนอ่านทีหลัง ชอบเรื่องนี้มากกชอบทั้งปราณและภัทรนิสัยต่างกันดีแต่ก็เหมาะกันมาก ชอบความสัมพันธ์ที่มีระยะเวลา ชอบที่อดทนและฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน ยอมรับว่าตอนแรกเหตุผลที่สองบ้านไม่ถูกกันคิดว่างี่เง่ามากกก จะกีดกันอะไรขนาดนั้น คิดว่าจะมีสถานการณ์สร้างฮีโร่ถึงจะเปิดใจซะอีก แต่ชอบบบการคลี่คลายแบบนี้มากกกคือดีมากกว่าที่คิดอีกได้เห็นมุมมองของสองครอบครัวของพ่อแม่และการตัดสินใจของภัทรชอบที่ใช้เหตุผลใช้การกระทำในการอธิบาย ชอบพ่อปราณมากมีเหตุผล เป็นผู้ใหญ่ รู้สึกว่าพ่อปราณเอ็นดูภัทรมากกว่าลูกตัวเองซะอีก กับปราณจะชอบบังคับชอบออกคำสั่งปากแข็งด้วยกันทั้งพ่อทั้งลูก ฮา แค่ก็เพราะรักนั่นแหละ คิดว่าในอนาคตพ่อตาน่าจะปลื้มลูกเขยพึ่งรู้เหมือนกันว่าภัทรเป็นคนที่ใช้ได้ขนาดนี้โตขึ้นเยอะเลย ไม่เหมือนภัทรคนเดิมที่เอาแต่อ้อนปรารกุล
    #448
    0
  19. #418 PS-phanwarin (@PS-phanwarin) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 00:26
    อ่านแบบมาราธอนมาเหมือนกัน....เราชอบเรื่องนี้นะแรกๆก็สนุกตื่นเต้นพอมาท้ายๆก็หน่วงจนจะร้องไห้ตาม(อินจัด555)แต่พอมาอ่านตอนนี้เเล้วเเทบจะดิ้นกรีดร้องออกมาครอบครัวทั้งสองฝ่ายอนุญาติให้คบกันเเล้ว ขอบคุณที่เเต่งเรื่องสนุกๆออกมาให้อ่านนะคะ
    ปล. อย่าลืมมาต่อนะคะไรท์><
    #418
    0
  20. #416 joy6004 (@cpimpat) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 17:21
    สารภาพว่าอ่านแบบมาราธอนมาก จนถึงตอนนี้ถึงค่อยมาเม้นท์. ขอบคุณค่ะที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้มาให้เราอ่าน เป็นอีกเรื่องที่ประทับใจ เราชอบความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมาก รวมถึงเรื่องราวในครอบครัวของทั้งสองฝ่าย แต่งออกมาได้ดีจิงๆค่ะ รอบทสรุปของทั้งคู่อยู่นะคะ แล้วก้อสวัสดีปีใหม่ค่ะ??
    #416
    0
  21. #415 ttbluewp (@ttbluemtr) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 19:19
    อ่านตอนแรกๆก็เศร้านะ แต่พอมาแฮปปี้ตอนท้ายแบบนี้เป็นอะไรที่ดีต่อใจจริงฟ
    #415
    0
  22. #414 justattempt (@thisisallfull) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 04:25
    โฮ้ยยยย หัวใจลิงโลดมากเลยค่ะ บินไปเล้ยตาภัทร /กราบคุณอาปกรณ์ค่ะ
    #414
    0
  23. #413 oreochobkua (@oreochobkua) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 23:26
    ชอบดราม่ามาก น้ำตาแตกเลยอ่า ฮือออ
    #413
    0
  24. #412 ❥เอ๊ะฮุน (@Oh_sehun94) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 20:25
    ฮื่อ หมดดราม่าเเล้วววว จุดพลุฉลองเลย ตอนหน้าจะแฮปปี้แล้ว กี๊สสสส ไม่อยากนับวันจบเลย ไม่อยากให้จบเลย ฮื่อ ภัทรไปหาปรานนะ
    #412
    0
  25. #411 มีโซสตีโล่ (@ddsirapaprn) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 02:51
    หมดดราม่าแล้ววงฮรือออร้องไห้มาหลายตอนสงสารทั้งคู่มาก
    #411
    0