[นิยายแปลอังกฤษ] Velvet ribbon

ตอนที่ 10 : เข้ากัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 มี.ค. 62

เรทหน่อยนะ ปิดท้ายก็จะประมาณนี้แหละจ้า

-------------------------------------------------------


10: เข้ากัน

 

เอ็มราดใช้เวลาไม่นานก็เจอตัวมาร์คัสแล้ว ที่จริงแล้ว มันค่อนข้างทำได้ง่ายในตอนที่เขาหยุดร้องเสียงแหลมและคำรามใส่ผู้คน


คาอินก็ระงับอารมณ์โกรธไม่ได้เช่นกัน พวกเขาอาละวาดใส่กันในบางครั้ง และในตอนสุดท้ายเมื่อเอ็มราดทายถูกตามที่เขาเคยคาดการณ์ไว้ เขาพาคาอินกลับไป...และพบว่ามาร์คัสกำลังนั่งในร้านจาวา คาเฟ่ โต๊ะตัวที่พวกเขาได้พบกัน เก้าอี้ตัวเดิมที่เขาเคยนั่งในวันที่พวกเขาได้พบกันเป็นครั้งแรกเมื่อเกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา


เขายืนติดถนน เดินไปยังด้านหนึ่งและเลยขอบเขตการมองเห็นของมาร์คัสไปเล็กน้อย เขามองดูมาร์คัสถือแก้วช็อกโกแลตร้อนค้างไว้ ดูโดดเดี่ยวและเป็นกังวล ความตึงเครียดทำให้สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีแม้อยู่ห่างออกไปก็สังเกตได้ ในสมองของเขาฉายภาพช่วงเวลาที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน และรับรู้ว่าลางบอกเหตุอยู่ที่นั่น: ถ้อยคำที่เขาแน่ใจว่าไม่เคยพูดออกไป ท่าทางน้อยๆที่ดูเหมือนว่ามาร์คัสจะเข้าใจเขา


จากนั้นเขาสูดหายใจและเดินเข้าไปข้างใน


“ นายบอกฉันได้นะ ” เอ็มราดพูดอย่างแผ่วเบา นั่งลง “ รูเธอร์ฟ็อกซ์ ฉันเดาว่าฉันเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนสักแห่ง ”


มาร์คัสยิ้มบางๆที่คาดเดาไม่ได้ “ ฉันคิดว่า ในที่สุดนายจะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่านายเก็บเรื่องพวกนี้ไปคิด ทำให้ฉันเกือบจะจับได้ ” เขายักไหล่ “ ที่จริงแล้ว มันก็แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น คิดว่างั้นนะ ”


“ นายไม่ได้กำลังปิดบังฉันจริงๆ ” เอ็มราดเข้าใจถ่องแท้ เขามองไปที่รอยยิ้มบางๆที่จริงใจของมาร์คัส จากนั้นถามว่า “ ถ้านายคิดว่าฉันจะรู้เรื่องนั้น ทำไมนายถึงไม่บอกฉันเองล่ะ? ” แต่ชายหนุ่มอีกคนก็แค่ยักไหล่ ริมฝีปากเม้มติดกันแน่นชั่วขณะหนึ่ง เขาถามอย่างรู้สึกประหลาดใจ “ นายรู้เรื่องของฉันได้ยังไง? ไม่มีใครสามารถบอกนายได้ ”


“ ฉันไม่รู้ จริงๆนะ ” มาร์คัสยอมรับ “ ฉันสาบาน ฉันคิดว่าปัจจุบันพวกผู้ใช้เวทย์ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวิทยาลัย ยังอายุน้อยเกินกว่าจะมีความยับยั้งชั่งใจและความรับผิดชอบในระดับหนึ่งที่ถูกบังคับใช้ในโลกมนุษย์ และเรื่องอื่นๆ ” เขายักไหล่ อธิบายด้วยอารมณ์ขันเล็กน้อย “ เพราะตอนนั้นนายพูดว่าวิญญาณอาจมีราคามากกว่าสามพันดอลล่าร์ ฉันจึงเริ่มคิดอะไรขึ้นได้ ”


ผู้ใช้เวทย์ที่กำลังเอนพิงร้องถาม “ ฉันพูดแบบนั้นหรือ? ”


“ ใช่ ” มาร์คัสยิ้มอีกครั้ง ยิ้มเล็กๆที่ดูเขินอาย “ ตอนนั้นฉันพูดเรื่องซื้อกีต้าร์ นายถูกกวนสมาธิและตอบแบบส่งๆ ”


ยอมแพ้และถอนหายใจ “ ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ไม่ใช่หรือ? ”


“ ใช่ ” เขาหันไปหาแก้วเครื่องดื่ม สองมือกำรอบเหยือกช็อกโกแลตร้อนที่อยู่ตรงหน้า


ขมวดคิ้วและปัดผมไปด้านหลัง เพราะหลังจากนั้นเอ็มราดสังเกตเห็นที่หนุ่มนักดนตรีดูเหมือนจะชอบแยกตัวอยู่คนเดียวอย่างเจ็บปวด-อย่างน้อยก็ทางกายนั่นแหละ เขายังคงพูดจาเปิดเผย ยังคงพูดช้าๆฟังเข้าใจง่ายเหมือนเคย รอยยิ้มยังแขวนอยู่บนใบหน้า เกือบจะเป็นรอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน แต่น้ำเสียงของเขาเก็บซ่อนเส้นด้ายแห่งความตึงเครียดเส้นเล็กนั้นไว้ รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มเหล่านั้นตึงเกินไป ร่างกายของเขาถูกทำให้โค้งงอ สองมือกำรอบเซรามิคที่ไร้เดียงสาไว้แน่น แม้ว่าการโค้งตัวของมือเขาจะดูอ่อนแรง


มันผิดปกติ ฉันไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว


มาร์คัสถอยห่าง


“ เกิดอะไรขึ้น ที่รัก? ” เอ็มราดถาม จับจ้องการกระทำ “ มันถูกคาดการณ์ว่าเป็นเรื่องที่ดี ทำไมนายถึงดูหดหู่นักล่ะ? ” ในตอนที่มาร์คัสหยุดพูด แม้กระทั่งแทบจะหยุดหายใจ เขาเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาจริงๆ “ มาร์คัส? ”


“ นายเรียกฉันว่าอะไรนะ? ”


คำถามนี้ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจนเอ็มราดแทบจะสงสัยว่าเขาได้ยินแบบนั้นจริงๆใช่มั้ย “ มาร์คัส...? ”


“ ไม่ ” เขาพูดจากระโชกโฮกฮาก เกือบหยาบคาย “ ก่อนหน้านี้ นายเรียกฉันว่าอะไร...ก่อนหน้านี้? ”    


เอ็มราดสับสนขึ้นมาทันที “ ขอถามว่ามีอะไรผิดแปลกไปหรือ ”  โอ้ และเขาได้เรียกมาร์คัสว่า… “ ที่รัก ฉันเรียกนายว่าที่รัก ” เขายิ้ม “ นายเป็นแบบนั้น นายก็รู้นี่ ”


แสงแห่งความหวังที่ไม่แน่ใจสาดออกมาจากดวงตาสีบัตเตอร์สก็อตช์คู่นั้นในตอนที่มาร์คัสสบตากับเอ็มราด แต่มือของเขายังคงประคองแก้วในมือไว้แน่น แทบจะกลัวที่จะวางมันลง “ ฉันเนี่ยนะ? ”


“ ใช่ นายนั่นแหละ ” ตอนนี้เอ็มราดเป็นกังวลขึ้นมาจริงๆแล้ว เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ไม่สนใจผมทรงแสกกลางที่ตกลงมาบนหัวไหล่อย่างเป็นอิสระขณะที่เขาขยับตัว “ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมนายถึงได้ดูหดหู่ขนาดนี้? ทำไมนายถึงสงสัยในตัวฉัน? ”


“ ฉันคิดว่า… ” มาร์คัสกลั้นใจพูด “ ฉัน...ถูกเนรเทศ ฉันไม่เคยได้รับการฝึกอย่างเป็นทางการ ฉันไม่รู้วิธีร่ายเวทย์มนต์หรืออะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ ” เขามองออกไป ลงไปที่มือของเขาแต่กลับมองไม่เห็นอะไรจากตรงนั้นเลย “ ฉัน...ฉันมักจะได้ยินความคิดที่ดังที่สุดของนาย นายจะไม่มีความเป็นส่วนตัวเมื่ออยู่กับฉัน... ” เขาถอนหายใจ ตอนนี้ดูหดหู่เต็มที “ ฉันควบคุมมันไม่ได้และทำอะไรมันไม่ได้เลย...เป็นเพราะฉันรักนายสุดหัวใจ--- ”


“ ฉันก็เหมือนกัน ”


หยุดนิ่ง นานกว่ามาร์คัสจะสบสายตากับเอ็มราดอีกครั้ง


“ จะว่าไปแล้ว ” เอ็มราดยิ้มเหยเก รู้อย่างแท้จริงว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีกว่าที่เขาคาดการณ์หรือจินตนาการไว้ “ ฉันกลัวมาตลอดว่าฉันจะต้องปิดบังนาย ฉันคิดว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้บอกความจริงทั้งหมดกับนาย แต่ตอนนี้… ”      

“ ตอนนี้นายทำอะไรไม่ได้นอกจากเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง ” มาร์คัสพูดแม้กระทั่งช้าลงกว่าที่เคย เขาสั่นศีรษะ มองลงไปบนมือของเขาอีกครั้ง “ แต่นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อป้องกันการจบความสัมพันธ์ และการสัมผัสทำให้มันแย่ลง! เพียงแค่สัมผัสผิวกายก็ทำให้ฉันสามารถมองเห็นความคิดได้อย่างชัดเจน ” เขาสั่นศีรษะ “ ทุกคนต่างรู้สึกกดดันที่ต้องเปิดเผยและฉันจะไม่บังคับนาย! เอ็มราด ฉันรู้ว่ามันเป็นยังไง- ”


มองฉัน


ดวงตาของมาร์คัสจ้องเขม็งไปยังส่วนที่เอ็มราดเอื้อมไปแตะ ปลายนิ้ววางบนข้อมือของเขา จงใจสัมผัสเขา จงใจทำให้การเชื่อมต่อนั้น…


ฉันทำอะไรมันไม่ได้ เอ็มราดยักไหล่ จากนั้นเขามองออกไปและขมวดคิ้วขณะกำลังมีสมาธิจดจ่อ ฉันบอกไม่ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้...เพราะนายคนเดียว...รอยยิ้มของนาย...ความอบอุ่นของนาย...ที่นายเพิ่งรู้จักฉันแม้ว่าจะเป็นเพราะนายสามารถได้ยินความคิดที่ดังที่สุดของฉัน นายไม่ได้ใช้มันในทางที่ผิด และความอ่อนโยนประเภทนั้น...ฉันไม่มีทางจะเอาชนะสิ่งเหล่านั้นได้ สิ่งเหล่านั้นของนาย นายชนะในตอนที่นายมองมาที่ฉันและมองเห็นทุกอย่างที่เคยเป็น และฉันก็ไม่ต้องการจะปิดบังนาย


“ นายมันบ้า ” มาร์คัสสูดลมหายใจ แต่ดวงตาของเขายังคงสาดแสงแห่งความหวัง “ ฉันเตรียมจะไปจากนายในตอนที่นายรู้เรื่องนี้ อย่า...อย่าพูดว่านอกจาก… ”  


นอกจากฉันจะตั้งใจ เอ็มราดยิ้มอย่างอ่อนโยน ฉันตั้งใจ


“ นายก็รู้ว่าผู้คนตั้งใจมีความลับ ” มาร์คัสพยายามอีกครั้ง ความสิ้นหวังต่อสู้กับความหวังบนใบหน้าและในน้ำเสียงของเขา นิ้วมือของเขาคดงออยู่บนแก้ว “ นายไม่มีทางปิดบังฉันไว้ได้ นายเข้าใจที่ฉันพูดมั้ย? ”  


เอ็มราดเอียงตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เงยหน้าและสบตากับมาร์คัส เรื่องราวเหล่านั้นของฉัน ฉันจะเล่าให้นายฟัง เพียงแค่ไม่เคย… และในตอนนี้เขาหยิบยืมคำพูดของมาร์คัส อย่าต้องการใครอีกคนมากกว่าฉัน อย่าฟังจากใครอีกคน และอย่าปล่อยให้ใครอีกคนสำคัญกับนายมากกว่าฉัน  


มาร์คัสรู้สึกประหม่า


เอ็มราดมองกลับไป ในตอนที่ไม่มีการตอบกลับ ความคิดเฉื่อยชาแว็บผ่านเข้ามาในหัวสมองของเขา ที่บางทีมันอาจเป็นความพยายามของมาร์คัสที่อยากจะเลิกกับเขา ที่เขาใช้โทรจิตอาจเป็นเหตุผลในการ---


“ ไม่ ” มาร์คัสหอบหายใจ ดูเจ็บปวด “ ไม่ นั่นไม่ใช่... ” เขาลดเสียงลงเมื่อเอ็มราดมองออกไป ในที่สุดเขาวางแก้วลง มือแดงจากการจับเหยือกที่ร้อนเกินไปเป็นเวลานาน เขาเอื้อมมือไปแตะเอ็มราดและจับแก้มของผู้ใช้เวทย์อย่างทะนุถนอม นิ้วมือพันอยู่ใต้ผมยาวที่จับตัวกันหลวมๆในตอนที่เขาบังคับให้ผู้ใช้เวทย์เงยหน้าขึ้นมองเขา


“ มันอาจจะเรื่องเป็นปกติสำหรับใครก็ตามที่คิดเรื่องพวกนี้ ” เอ็มราดพึมพำ น้ำเสียงขุ่นเคือง และดวงตาของเขายังคงส่งผ่านความรู้สึกลำบากใจ “ บอกฉัน ” เขาพูดซ้ำอย่างแผ่วเบา “ บอกฉันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ”


“ เรื่องนั้นง่ายมาก ” มาร์คัสพึมพำ ดวงตาเป็นประกาย เขากดไว้แน่น กระซิบว่า “ ง่ายมาก ถ้านายอยู่กับฉัน...จากนั้นฉันต้องการจะคบกับนาย ฉันต้องการนายมาตลอด ”


เอ็มราดถลึงตาใส่มาร์คัสที่เมื่อครู่นี้หนุ่มนักดนตรีทำให้เขาเป็นกังวลไปสักพัก และครู่ต่อมาเขาคิดไปว่า ถ้ามันจะง่ายขนาดนั้นทำไมเขาถึงไม่พูดมันออกมาตั้งแต่แรกล่ะวะ?


มาร์คัสหัวเราะเบาๆ เอนตัวเข้ามา เวลานี้ในตอนที่พวกเขาจูบกัน มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพูดว่ามันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น




“ นั่น ” มาร์คัสพึมพำ พยายามไม่หาวออกมา “ หน้าตาแบบนั้น ” เขาเอื้อมมือไปแตะศีรษะของเอ็มราด เหยียดแขนตึง


“ หืม? ” เอ็มราดสูดหายใจ คางวางอยู่บนมือ นอนอยู่บนเตียงทางฝั่งของเขามองดูแฟนหนุ่ม เขารู้สึกพอใจอย่างถึงขีดสุด


“ ที่นายเป็นอยู่ในตอนนี้ ” เอ็มราดไม่สามารถหยุดรอยยิ้มที่ก่อตัวเป็นเส้นโค้งบนริมฝีปากได้ เขายื่นแขนสอดเข้าไปใต้เส้นผมของมาร์คัส “ ผมยุ่ง ตาปรือ เสียงงัวเงีย ดูเหมือนเจ้านัวร์ตอนที่มันจับนกคีรีบูน ”


“ มันเป็นยังไงหรือ? ” มาร์คัสถามอย่างเหม่อลอย รอยยิ้มเฉื่อยชาที่ไม่ไหวติง เขามองไปที่เอ็มราดอีกครั้ง ตามองเห็นชัดขึ้นในตอนที่เขาหายงัวเงียบ้างแล้ว...เพียงเพราะความคิดที่เพิ่งผ่านเข้ามาทำให้ดวงตาสิ้นแสงอีกครั้ง


“ มันดูเหมือนคนคนหนึ่งที่ฉันตื่นขึ้นมาพบเมื่อวานมากกว่า แต่… ” เอ็มราดส่ายหน้ากับตัวเอง “ ถ้าฉันได้เห็นหน้าตาแบบนี้เร็วกว่านี้ มันจะกลายเป็นภาพที่ฉันจะเริ่มวาด ”


“ ฉันขอดูรูปวาดของฉันหน่อยได้มั้ย? ” มาร์คัสถามอย่างอยากรู้อยากเห็น เขาเอื้อมมือที่เป็นอิสระของเขาวางบนหน้าท้องของเอ็มราด มองมือตัวเองเคลื่อนไหวท่ามกลางแสงแดดและลากเส้นขึ้นไปยังหน้าอกอย่างช้าๆ ที่นั่นเขาออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจอยู่ด้านล่าง


“ จะมีการจัดแสดงผลงาน ” เอ็มราดพึมพำ ขยับตัวไปมาระหว่างการสัมผัส เขาสามารถรู้สึกถึงความร้อนบนพวงแก้ม ทุกๆเช้าหลังจากนี้พวกเขาจะหมดสภาพจนไม่มีแรงลุกออกจากที่นอนหรือเปล่า? “ นายจะได้เห็นหลังจากนั้น ”


“ อือ ” มาร์คัสเปล่งเสียงในคออย่างเฉื่อยชา นิ้วมือสำรวจอย่างนุ่มนวลไปทั่วทุกส่วน


“ ฟังอยู่หรือเปล่า? ” เอ็มราดสะกิดไหล่เขา


“ แน่นอน ที่รัก ” มาร์คัสโน้มตัวและกดริมฝีปากลงบนกระดูกไหปลาร้าชิ้นหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าตัวเขาเองก็หาเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไมถึงไม่สามารถใช้ปากลิ้มรสในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นสิ่งสวยงามได้  


เอ็มราดถอนหายใจ โค้งตัว คิดไม่ถึงว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้ “ มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ...หรือยังไง? ”


เขาหอบหายใจเมื่อความรู้สึกไล่มาถึงฟัน พบว่าในตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาถึงมักจะถูกมองว่าแสดงฉากรักได้ห่วยแตกขนาดนี้ ถ้ามันจะผ่านไปได้ด้วยดีแบบนี้ไปตลอด ร้องตะโกนออกมาระหว่างกิจกรรมทำให้ทุกฉากทุกตอนได้อารมณ์เป็นอย่างมาก...


มาร์คัสยิ้มขำใส่เขาขณะที่กำลังบรรเลงเพลงรักไปเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าเขาได้ยินความคิดของเอ็มราด และแก้มของเขากลายเป็นสีเข้มขึ้น เขารู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างร้อนขึ้นเล็กน้อยในขณะที่นึกย้อนไปว่าการร้องตะโกนถูกรวมเข้ากับกิจกรรมก่อนหน้านี้มากแค่ไหน และมีกี่เปอร์เซ็นที่เป็นเสียงร้องของเขาเอง


“ เฮ้ ” เขาสะกิดในตอนที่กลั้นหายใจ พบว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจเขา “ ฉันถามนายอย่างหนึ่ง ”


“ หยุดพูดนะ ” คำสั่งที่นุ่มนวลออกมาจากบริเวณลำคอของเขา ลมหายใจอุ่นๆเป่าไปบนลำคอของเขาอย่างแผ่วเบา “ หยุดคิดด้วย แค่รู้สึกถึงมัน ”  


ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะโต้เถียงได้อย่างแท้จริง เอ็มราดขยับศีรษะไปด้านหลัง เขายอมจำนนต่อการสัมผัส ที่ขับไล่ความคิดทั้งหมดออกไป...แต่เป็นเพราะสิ่งเหล่านั้น ที่ทำให้เขาไม่สามารถหุบปากได้จริงๆ


FIN


________________________________

เป็นเรื่องสั้นๆที่เข้มข้นพอสมควร แสดงถึงความรักในอีกรูปแบบได้ดีทีเดียว

ความรักประเภทที่ ไม่จำเป็นต้องบอก ก็รู้ใจกันอยู่แล้ว

ขอบคุณทุกคนที่บังเอิญผ่านเข้ามาในภารกิจการแปลนิยายเรื่องแรกของเรา ถ้ารีดทั้งหลายติดใจในสำนวนกาวของเรา ถ้ามีโอกาสจะหาเรื่องสนุกๆมาแปลให้อ่านอีกแน่นอน

ขอโทษที่ทำให้ทุกคนต้องอ่านนิยายเถื่อน คือคนเขียนนางล็อกเอ้าท์ไปตั้งแต่ปี '08แล้ว ก็ไม่รู้จะไปติดต่อนางได้ที่ไหน อีกอย่างเราทำไปเพื่อฝึกภาษา

เราเรียนภาษามาก็จริง แต่ตอนที่กำลังอัพนิยายเรื่องนี้ เรากำลังเรียนเทอมสุดท้าย ซึ่งเป็นเทอมที่ต้องออกไปฝึกงาน และงานส่วนใหญ่ไม่ตรงสายเลยจ้า อยู่กับตัวเลขจนจะลืมภาษาไปแล้ว จึงใช้วิธีนี้เพื่อทวนความจำ

ส่วนตัวชอบงานแปลนะ ถึงแม้ว่ามันจะโหดก็ตาม

เราทำงานแบบslow, but sure ส่วนตัวคิดว่างานแปลเป็นงานละเอียด ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจความหมายตามบริบทนานพอสมควร กว่าจะเกลาภาษาให้คนอ่านเข้าใจอีก ไม่เห็นด้วยที่มีการกำหนดdeadline และเร่งให้ทำเสร็จเร็วๆ จนได้งานที่ไม่มีคุณภาพ ขี้บ่นจังเนอะ ถ้ารำคาญไม่ต้องอ่านก็ได้:( แต่ขณะเดียวกันก็อยากขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ เผื่อในอนาคตได้ทำงานประเภทนี้จริงๆ

ยังไม่จบนะ ยังมีบทส่งท้ายอีกตอน มาเร็วไปเร็วจริงๆ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

7 ความคิดเห็น