[15] : นิยามนิยาย 1
เขียนโดย
Caje
นิยามนิยาย 1
เมื่อแรกที่เริ่มเขียนรู้สึกอย่างไร... อืม... คิดดูอีกทีก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกัน แต่เรื่องสั้น ที่เขียนเพื่อตัวเอง (คือไม่ได้เขียนส่งครู) เป็นครั้งแรกยังคงเก็บไว้อยู่ เป็นเรื่องที่ให้กำลังใจให้เขียนแต่ไป แนวคิดมาจากการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ชื่นชอบ บอกให้จดจำความประทับใจแรกนี้ไว้ แล้วเมื่อใดที่ท้อแท้ ก็ให้ย้อนกลับมาหามัน จะได้เป็นกำลังให้ก้าวต่อไป
วันนี้พอย้อนกลับไปอ่านงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น เรื่องยุคแรกหรือเรื่องหลัง ๆ หรือตอนรีไรท์งาน ก็สงสัยว่า เราเขียนเรื่องที่ดีขนาดนี้ได้จริง ๆ หรือ ? ตัวเรานี่เองสามารถเขียนอะไรแบบนี้ได้ด้วย ? เป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อจริง ๆ
จำได้ว่ามีคนบอกว่า ตอนเขียนเหมือนเข้าทรง เราก็คงคล้าย ๆ อย่างนั้น อาจจะจำได้ว่าได้เขียนไปแล้วก็จริง แต่ก็ไม่รับรู้ว่าเขียนออกมาได้อย่างไรในตอนนั้น มันมีอะไรชักจูงอยู่หรือ ?
ตอนแรกนั้น แค่เขียนเพราะอยากเขียน เหมือนจินตนาการมันเอ่อล้นจนต้องหาทางปลดปล่อยออกมา กระหายอยากหาอะไรที่ดีกว่าที่มาบรรเทาอาการ อะไรที่เจิดจ้า อยากสัมผัสรสชาติที่ไม่เคยประสบ แต่ไม่มีใครหยิบยื่นให้เราได้ เราจึงต้องสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาเอง ด้วยตัวเรานี่แหละ
เมื่อวาดรูปไม่ได้ เล่นดนตรีไม่เก่ง ก็เลยเหลือแค่เขียน เพราะเราอ่านหนังสือเยอะ จึงไม่มีปัญหาเรื่องภาษา คนอื่นก็ชมว่าเขียนดี เขียนได้อย่างไร ทำไมเขาเขียนไม่ได้บ้าง เราก็นึกแปลกใจ เราไม่ได้ฝึกอะไรมาก่อนเลย ไม่เคยเข้าคอร์สเรียนเขียนที่ไหน นอกจากวิชาภาษาไทยที่โรงเรียน การเขียนคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง ก็แค่สื่อออกมา อย่างที่เห็น ที่ได้ยิน ที่รู้สึกในหัวเท่านั้น
เราแต่ง Different Thoughts เพราะมีอารมณ์มากระทบ มักจะมีความคิดเดิม ๆ วนอยู่ในหัวนาน ๆ ก็เลยเอามาเขียน แรกเริ่มคิดอยากจะสื่อความคิดความรู้สึกที่เป็นนามธรรมออกมาผ่านเรื่องที่เป็นรูปธรรม คงเพราะกลัวที่จะเปิดเผยตัวตนออกไปมั้ง จึงต้องหาอะไรมาปิดปังไว้ แต่พอหลัง ๆ ก็เริ่มเขียนเป็นนามธรรมมากขึ้น มารูปธรรมห่อหุ้มน้อย ๆ ให้พอเข้าใจ เป็นเรื่องมากขึ้น เหมือนเรากล้าที่จะเปิดเผยตัวตน ไม่กลัวอะไรแล้วเพราะเราแข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องปิดปังความอ่อนแอของตัวเอง เพราะเรายอมรับมันได้ ก็เหมือนอย่างบทความนี้แหละ
ตอนแต่ง Noname ก็เพราะเหตุผลเก่า เมื่อรับเข้ามามาก ก็อยากปลดปล่อยจินตนาการออกไปบ้าง แต่ Noname เป็นเรื่องยาว เขียนไปเรื่อย ๆ นาน ๆ จินตนาการก็หมดไป ความรู้สึกอยากเขียนหดหาย กลายเป็นตันไป ที่แต่งต่อไปก็เพราะคิดว่ายังมีคนอ่าน มีคนอยากอ่าน มีคนที่ต้องรับผิดชอบอยู่ ก็เลยแต่งต่อไปเรื่อย ๆ ตามโครงเรื่องที่คิดไว้ตั้งแต่ต้น คือโครงเรื่องตอนต้น จำตอนจำมีคร่าว ๆ อยู่แล้ว แต่ตอนกลาง ๆ สามารถแทรกได้ตามใจ อย่างไรก็ตามมันก็เป็นแค่โครงกลวง ๆ ที่ไม่แน่นนัก ช่วงนั้นจำไม่ได้เหมือนกันว่าสนุกกับการแต่งหรือเปล่า ก็คงสนุกอยู่นิดหน่อยมั้ง แต่เนื้อเรื่องช่วงนั้นพอกลับมาอ่านอีกทีก็ต้องแก้ไข รู้สึกว่าเราไม่ได้อยากให้มันเป็นอย่างนี้ เราแต่งแค่ให้มันจบ แค่ให้มีให้คนอ่าน แค่ให้คนอ่านเขาไม่ว่าเรา หรือแต่งเพราะอยากแต่ง เพราะมันดี จึงอยากให้คนอื่นสนุกที่จะได้อ่านกันแน่ ? สรุปแล้ว จึงต้องกลับมาแก้ไขใหม่ ทำให้เป็นอย่างที่เราหวังเอาไว้
Noname เป็นนิยายในเน็ต ถ้าใครแต่งนิยายแล้วเองลงเหมือนกันก็คงเคยรู้สึกอย่างนี้บ้าง... อยากให้มีคนอ่านเยอะ ๆ อยากให้มันดัง อยากให้มีคนวิจารณ์ให้ อยากให้มีคนชมว่าดี อยากนู่นอยากนี่ตั้งหลายอย่าง ความอยากนั้นเองเป็นตัวกระตุ้นให้เราทำอะไรต่าง ๆ ไป เราเข้าไปเล่นบอร์ดนักเขียน เข้าไปโฆษณา อวดว่ามีนิยายดี, ไปอ่านนิยายคนอื่นนิดหน่อย ทั้งที่บางทีก็ไม่ได้อยากอ่านหรอก แค่ไปอ่านเพื่อเรียกเขามาอ่านนิยายเราตอบบ้าง, เขียนไดอารี่ไร้สาระเพิ่มคะแนนให้ตัวเองมีระดับสูงขึ้น จะได้เป็นเมมเบอร์ดัง จนน้องเรายังว่าไดอารี่เราไม่เห็นมีอะไรเลย ตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกสองจิตสองใจจริง ๆ อยากได้อย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องกระทำสิ่งที่ไม่ชอบ สิ่งที่เคยเห็นว่าไม่ดี เราเคยต่อว่านิยายอื่นว่ามีแต่เปลือกนอกจอมปลอม แต่ตอนนี้แม้แก่นนิยายของเราจะดีกว่าเขาอยู่บ้าง แต่ดูภายนอกนั้น เปลือกของเราก็เน่าเฟะเช่นกัน ถ้ามันไม่ดีทั้งหมดแล้ว มันจะดีได้อย่างไร
เราทำตั้งหลายอย่าง ทั้งแต่ง my.id หาภาพมาประกอบนิยาย ทำแผนที่ อย่างที่นิยายเรื่องอื่นเขามี แต่งหน้านิยายให้สวย ใส่โคดต่าง ๆ ยิ่งเราเป็นคอมฯ รู้ภาษาพวกนี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำได้ง่ายใหญ่ ไม่ต้องไปพึ่งใครเขา สุดท้ายแล้ว Noname ก็มีทั้งภาพประกอบ มีช่วงสนทนา มี bg มี head มี link สวยงาม เสียเวลาไปตั้งมากมายเพื่อพวกนี้
พอมาช่วงหลัง ๆ นี้เราเริ่มรู้สึกไม่ชอบตัวเราเองที่ทำอย่างนั้นเท่าไหร่นัก เราอยากให้นิยายเราดีที่ตัวนิยาย ดีที่คุณค่าที่แท้จริงของมัน ไม่ใช่เพราะสิ่งประกอบลวงตา หรือโฆษณาตามกระแสต่าง ๆ เราอยากให้คนอ่านเข้ามาอ่าน และชอบนิยายของเราที่เนื้อหา ที่ความสามารถของเรา ที่สิ่งที่นิยายเราสื่อออกมา เราจึงเลิกทำอย่างนั้น
ทำอย่างนั้นแล้วมันรู้สึกว่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วย เราต้องมานั่งเฝ้าหน้านิยายทุกวัน ดูว่ามีคนมาอ่านเพิ่มขึ้นบ้างไหม มีคนมาคอมเมนต์เพิ่มขึ้นหรือเปล่า ต้องคอยเฝ้ากระทู้ที่ตั้ง ติดตามเรื่องไร้สาระในบอร์ด วิจารณ์นิยายเรื่องที่ทั้งที่บางทีก็ไม่ได้อยากทำ ตอบคำถามซ้ำ ๆ ที่เบื่อจะตอบ วางภาพพจน์ฉลาด ๆ เพื่อให้เขานับถือ ทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นรู้จักเรา และเข้ามาอ่านนิยาย จนกระทั่งเวลาแต่งนิยายไม่มี มันหายไปพร้อมกับเวลาเหล่านั้น เรารู้สึกไม่เป็นตัวของเรา ต้องวิ่งตามนิยาย ทั้งที่เราเป็นคนแต่งมันขึ้นมา
เราจึงเอาส่วนที่ไม่ชอบมารีไรท์ให้หมด ภาพประกอบทั้งหมดก็เอาออก แม้มันจะดึงดูดผู้อ่านบางกลุ่มได้ดี แต่เราไม่ชอบอยู่ดี มันเหมือนเป็นการบังคับจินตนาการผู้อ่าน ไม่เปิดโอกาสให้เขาวาดภาพเอง ตอนนี้เหลือภาพเพียงบางส่วนที่อยู่ในช่วงรีไรท์เท่านั้นที่ค้างไว้ และยังมีแฟนอาร์ตของเพื่อน ๆ ที่ส่งมานิดหน่อย เพราะเหล่านั้นคือความภูมิใจของเรา
การตกแต่งหน้านิยายเราก็ยังคงเอาไว้อยู่ เราไม่ได้เกลียดมัน มันช่วยให้นิยายดูสบายตา น่าอ่านขึ้น แล้วก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อความนิยมของผู้อ่านนัก บางทีที่เราคงไว้อาจจะเป็นเพราะมันเป็นการแสดงความสามารถของเราด้วยก็ได้ เราสร้างโคดเอง ไม่ได้เอามาจากใคร เราเขียนเองได้ ทำโฆษณา Noname ขึ้นมาบังโฆษณาของเว็บได้ด้วยซ้ำ ไม่เคยเห็นที่ไหนเขาทำกัน ถือเป็นการอวดความสามารถเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง
เรายอมรับว่าเรายังอยากให้คนมาอ่านนิยายเยอะ ๆ อยู่ แต่เราก็ไม่ใช้วิธีดึงผู้อ่านเข้ามาอย่างเดิม เราเข้าไปเล่นบอร์ดเพราะเราอยากเล่น อยากหาความรู้เกี่ยวกับการแต่งนิยาย อยากมีส่วนร่วมกับเพื่อน ๆ ที่แต่งนิยายด้วยกัน ตั้งกระทู้เพื่อไขข้อสงสัยต่าง ๆ หรือแบ่งปันอะไรก็ตามที่เรามี ก็แค่นั้น การที่นิยายมีคนมาอ่านเพิ่มเป็นผลพลอยได้
เรายังเอานิยายไปให้คนอื่นสับ เพราะยังอยากรู้ข้อเสียของนิยายเราอยู่ แม้บางจุดจะเป็นข้อเสียที่จงใจทิ้งไว้ก็ตาม แต่ก็ยังอยากรู้ข้อเสียอื่น ๆ ที่เรามองข้ามไป เราต้องการพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ
เราไปอ่านนิยายคนอื่นเมื่อนึกอยากอ่าน แนะนำดี ๆ จากใจจริง ไม่ต้องชวนให้เขามาอ่านนิยายของเรากลับ เราไปอ่านเพราะชอบเท่านั้น
สรุปแล้ว เราพยายามลดวิธีการที่ไม่ชอบ เปลี่ยนมาใช้วิธีการที่ชอบ และยอมรับได้แทน
เราได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการแต่งนิยาย ได้ทั้งเพื่อนดี ๆ ที่คุยได้ ปรึกษาได้ เพื่อนที่มีอุดมการณ์และความคิดคล้ายคลึงกัน ได้พัฒนาทักษะความสามารถทางภาษาของตนเอง ได้เข้าใจตัวเรา และระบบความคิดของเราเองมาขึ้น ได้ปลดปล่อย ได้แสดงความรู้สึกออกมา สุดท้ายแล้ว เราก็ได้ยกระดับจิตใจของตนเองให้สูงขึ้นด้วย จากที่เคยคิดว่าเราจะแต่งนิยายเพื่อช่วยจรรโลงใจคนอ่าน เราจึงได้รู้ว่าตอนที่เราแต่งเรื่องจรรโลงใจขึ้นมานั้น เราก็ได้ขัดเกลาจิตใจของตัวเราไปด้วย
และเราก็ยัง... จะแต่งนิยายต่อไป...
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
28 ก.ย. 51
112
0
ความคิดเห็น