[YAOI] นิเทศตัวร้าย กับ สถาปัตย์อาร์ตตัวพ่อ

  • 100% Rating

  • 2 Vote(s)

  • 969,879 Views

  • 10,188 Comments

  • 30,006 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    11,320

    Overall
    969,879

ตอนที่ 18 : บทที่ 18 : ยอมแพ้เหรอ...ไม่มีทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22109
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 491 ครั้ง
    10 ก.ค. 59


นิเทศตัวร้าย กับ สถาปัตย์อาร์ตตัวพ่อ

ตอน ยอมแพ้เหรอ... ไม่มีทาง




 

...สักอัน...

**********************




                รอยยิ้มน่ารักคลี่แย้มกว้างขึ้นเรื่อยๆพร้อมน้ำตาไหลแอบแก้มเนียน...

                ผมยืนมองซีอยู่เงียบๆ รู้ว่ามันคือการทำร้ายอีกฝ่ายมาก แต่ซีก็ทำเรื่องไว้เยอะจริงๆ... ปั่นหัวไอ้ฝุ่นไปหลายตลบ ทำให้ไอ้พี่ลมบ้าไปเป็นเดือนๆได้... ร้ายแค่ไหนก็ลองคิดดู

                “ พี่คิดดีแล้วเหรอที่พูดแบบนี้ ” เสียงหัวเราะดังออกมาพร้อมเสียงร่าเริงแม้สีหน้าจะยังคงเจ็บใจอยู่ “ พี่มาทำให้ผมรัก แล้วพี่ทำกับผมแบบนี้เหรอ!!

                มึงมารักกูเองมั้ยวะ... ผมได้แต่คิดเงียบๆ

                “ ทั้งพี่ทั้งพี่ฝุ่น ...ใจดีกับผม อ่อนโยนกับผม ดูแลผม แล้วทำไมยังไปรักคนอื่น... ฮึก ” คนตรงหน้าราวกับเสียสติไปแล้ว ใบหน้านั้นบูดเบี้ยวไปตามแรงอารมณ์

                ผมถอนหายใจเฮือก “ เพราะพวกพี่เอ็นดูเราเหมือนน้องชายคนหนึ่ง ”

                “ ผมไม่ได้อยากเป็นแค่น้อง ” ซีสะอื้นแล้วส่ายหน้ารัว “ พี่ฝุ่นก็มองผมเป็นแค่น้อง พี่ยังมองว่าผมเป็นแค่น้องอีกเหรอ ”

                “ พี่บอกเราตลอด พี่มีคนที่ชอบอยู่แล้ว ”

                “ แล้วทำไมพี่ต้องไปชอบน้องของไอ้ลม! ” ซีตวาดใส่หน้าผมอย่างเดือดดาล “ ผมแพ้ให้ใครก็ได้ แต่ไม่มีวันยอมแพ้คนบ้านมัน!

                ผมนิ่งงันก่อนจะคำรามเสียงต่ำ “ คิดจะทำอะไร ”

                “ พี่คิดว่าซีทำอะไรได้บ้างล่ะ ” คนตัวเล็กยิ้มอ่อนหวานให้ค่อยๆปาดน้ำตาออกจากใบหน้า “ ในเมื่อผมไม่มีความสุข พี่ก็อย่าหวังว่าจะมี ”

                “ ซี อย่าคิดว่าพี่ไม่กล้าทำอะไรเรา ” ผมย่างสามขุมเข้าไปหาด้วยท่าทีเปลี่ยนไป อีกฝ่ายก้าวถอยหลังไปอย่างรวดเร็วแล้วยิ้มให้ผมอีกครั้งจากนั้นก็หัวเราะออกมาแบบไม่มีสัญญาณเตือน

                “ กลัวเหรอ ไม่ต้องกลัวหรอก ”

                “ ... ”

   “ เพราะผมไม่เลือกวิธี... หึ ”

 ร่างเล็กเดินสั่นหัวไปทางรถของตัวเองก่อนจะหันมาพูดทิ้งท้ายให้ใจผมสั่นสะเทือนด้วยความหวาดกลัว

                “ คนรักกันนี่น่าอิจฉาเนอะ ”

                “ ... ”

                “ แต่มันก็น่าทำลายทิ้งมากเหมือนกัน ”

               

                !!



กรกวินต์คืนพื้นที่....

                               




ธาราได้รับพื้นที่คืน



               

“ มันไม่ใช่แบบนั้นเว้ย มึงหยิบสีผิด!

“ ผิดห่าไร มึงแหกตาดูในแบบดิ๊ กูใช้สีอะไร ”

“ สีน้ำตาลอ่อน เบอร์สี่ ”

ผมถามทวน “ แล้วในมือสีอะไร ”

“ สีน้ำตาลอ่อน เบอร์หก ”

“ แล้วผิดมั้ย!

“ ใครใช้ให้มึงสรรหาสีมากมายขนาดนี้ละวะ!! สีห่าอะไรเนี่ย เขียวอ่อนเบอร์สาม น้ำเงินเข้มเบอร์หนึ่ง สีอ่อนเข้มมึงยังจะแบ่งเฉดอีกนะ อ่อนมาก อ่อนน้อย อ่อนพอดีๆ อะไรอีกเนี่ย... สีฟ้าน้ำทะเลโทนสว่างพาสเทล ” คิมสาธยายขวดสีที่ผมเสาะหามาจากทั่วสารทิศ “ ทำงานจริง มึงหาสีทาบ้านได้แบบนี้มั้ย!!

“ เรื่องของกู! ” ผมชักสีหน้าใส่ แล้วกระชากขวดสีในมือมันออกมาและหยิบขวดที่ถูกต้องให้มันดูแล้วเลื่อนสายตาไปมองส่วนอื่นของแบบ “ ผนังบ้านสีไหนดี ”

“ สีนี้มั้ย ฟ้าน้ำทะเลอมเทาเข้มเบอร์สาม ” กัดเข้าจังๆ

“ ตีนมั้ย ถ้ามึงจะประชดขนาดนี้ ”

เนื่องด้วยที่ผมเป็นคนที่รักการวาดรูปอยู่แล้ว สีจะมีสารพัดโทนมากมายกับเฉดสี จริงๆก็แอบสะสมด้วยเหมือนกัน ที่บ้านใหญ่ในห้องนอนมีขวดสีมากกว่าห้าร้อยขวด

“ พวกมึงเลิกทะเลาะกันได้แล้ว เลือกสีเว้ยๆ ” ไอ้ไผ่เงยหน้าโทรมๆขึ้นมาปรือตาง่วงสุด มือก็ถือคัตเตอร์พร้อมไม้บรรทัด “ วันนี้จารไม่มาก็ไม่บอก ให้รีบวิ่งขึ้นไปเรียน เสียเวลาชิบหาย พวกมึงก็รีบๆเลือกสีสักที จะได้ทาสีเว้ย!!

เสียงบ่นอย่างหงุดหงิดมันโคตรตรงใจหลายๆคน ยิ่งพวกผมที่ต้องเร่งปั่นโมเดลหฤโหดแล้วทุกวินาทีมีค่ามากมาย ผ่านมาสามวัน พวกผมยังได้แค่นั่งเลือกโทนสี วาดชิ้นส่วนต่างๆ แต่ก็ดีกว่ากลุ่มอื่นนิดนึง บางกลุ่มยังต้องวาดๆแกๆกับแบบอยู่เลย

“เออๆ แล้วสรุปตรงนี้สีอะไรดี ” คิมร้องถามใหม่เพราะโดนไอ้ไผ่ว๊ากไปพลางผมหยิบๆสีมาแนบทาบกับแบบบ้านบนฝาผนัง “ เทาเข้ม เทาอ่อนดี ”

“ ขอบเข้มที่เหลือเทาอ่อน ” ผมว่าแล้วเขียนลงบนกระดาษแบบขีดๆจดสีที่ต้องใช้ไว้ “ ทำแค่นี้ก่อนเถอะ ”

คิมพยักหน้าเข้าใจแล้วหมุนเท้าเดินไปหยิบกระดาษแข็งกับไม้มาเริ่มช่วยไอ้ไผ่วาด ส่วนผมยังคงยืนมองดูแบบโมเดล งานที่สั่งเป็นตึกแถวขนาดใหญ่ด้านหนึ่งแล้วตรงข้ามจะเป็นร้านค้า คลินิกอะไรก็ว่าไปแล้วแต่เรา ปีสองแล้วก็ต้องเริ่มทำโมเดลใหญ่ขึ้น ปีหน้าเหรอ...ไม่พ้นโมเดลโรงแรม ห้างใหญ่แน่

คิดแล้วอยากตาย ไม่น่าเลือกคณะนี้เลยจริง...แต่ทำไงได้ ก็มันชอบ

                “ เออมึง ” ไอ้ไผ่ร้องทักขึ้นหน้าตื่น “ กี่โมงแล้ววะ ”

                “ บ่ายสามสี่สิบห้า ” คิมตอบแต่สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่กระดาษ “ ทำไมวะ ”

                “ ส่งงานไง ไอ้เหี้ยยย ลุก!!

                ผมได้ยินแบบนั้นก็เบิกตาโพล่งโยนดินสอในมือทิ้งแล้วหันไปหยิบซูมใส่แบบ คว้าเสื้อสูทเดินขาแทบขวิดกันออกจากห้อง ไอ้คิมสบถไปสี่ห้าคำด้วยความโมโหตัวเองซึ่งไม่จากต่างผมหรือไอ้ไผ่ ต่างคนต่างวิ่งขึ้นตึกไปห้องพักอาจารย์ที่มีเพื่อนเรายืนหลับกันเป็นแถว

                ผมถอนหายใจเฮือกโล่งอกที่ยังไม่ส่งกัน ยืนรอได้สองสามนาทีอาจารย์ก็เปิดประตูออกมา เหล่านักศึกษาต่างเอาแบบออกจากซูมใส่แบบแล้วเดินเรียงเข้าไปส่งงานในสภาพซอมบี้ ใครออกมาแล้วก็วิ่งถลาลงจากตึกไป ถ้าบินได้มันคงทำ

                “ ธารา มึงใส่ชุดนี้มาสามวันแล้ว มึงเปลี่ยนเถอะ ”

               เพื่อนคนหนึ่งเดินหัวฟูเหมือนไม่ได้สระมาหลายวันเปรยตาใส่เนือยๆ

                “ ชุดจิงโจ้กู กูจะใส่ถึงวันไหนก็เรื่องของกู ” ตอบไปด้วยกวนตีน “ มึงเถอะ แปรงฟันบ้างก็ดี ”

                “ แปรงทำไม เปลืองน้ำตึกคณะ ” เป็นอันรู้เรื่อง พวกผมสิงสถิตคณะมาเป็นเวลาสามวันแล้ว มีบ้างที่กลับไปหอ ไม่ได้อาบน้ำนะ ไปเอาไม้ฉากสเกลที่ลืม

                “ ส่งงานเสร็จแล้วก็ไปทำงานต่อไป ” ผมตบไหล่เพื่อนร่วมชะตาไปสามสี่ทีก่อนจะเดินเข้าไปส่งแบบ...

                ส่งเสร็จไปอีกงาน...สั่งบ่ายสี่โมงเมื่อวาน ส่งบ่ายสี่วันนี้ ทำดี...

                เราสามหน่อพากันหิ้วสังขารลงมาแล้วเดินไปทางโรงอาหารเพื่อหาอะไรรองท้องบ้าง

                “ อุ่น กูขอกุญแจห้องมึงหน่อย ” ไผ่แบมือลงตรงหน้าผม

                ทำตาหมีแพนด้าใส่ด้วยความงง “ เอาไปทำไร ”

                “ จะแวะไปเอากระทิงแดงที่ห้องมึง ไม่มีตังค์ ” มันร้องโอดโอย ผมพยักหน้าไปแล้วยื่นกุญแจให้มัน “ ไปยืมมอไซด์ไอ้พีชไป จะได้รีบไปรีบมา เอาเอ็มร้อยมาเผื่อกูด้วย ”

                “ เออๆ ” มันพยักหน้ารับแล้วหันไปสะกิดเพื่อนตัวสูงอีกคนที่แทบจะหลับคาแก้วกาแฟ “ ขับรถให้ที ”

                “ ฮะ เออ อืม ”

                แล้วก็พากันสะลึมสะลือออกไป...


                จะไหวมั้ยวะเนี่ย...


                มองตามไปอย่างเป็นห่วงจะเดินกลับไปทำโมเดลต่อก็เกิดอาการท้องร้องขึ้นมา... กินข้าวมื้อสุดท้ายเมื่อไหร่วะ

                เมื่อเช้า ไม่ๆ เมื่อวานเย็น เอ๊ะ หรือ เมื่อสองวันที่แล้ววะ

                จะคิดอะไรมากมาย หิวก็แดกสิว่ะ เดินลากขาอ่อนแรงไปร้านข้าวแกงจานยี่สิบแล้วมองหาโต๊ะนั่ง เหลือบตาเห็นคนรู้จักพอดี...

                “ นั่งด้วยคน ” ผมว่าเบาๆให้อีกฝ่ายได้ยิน


                “ อ้าว อุ่น! ไม่เจอกันนานเลย ”


                เท่านั้นแหละรอยยิ้มสว่างโลกก็หยิบยื่นมาให้ เจ้าตัวรีบหยิบข้าวของเกะกะออกแล้วเผยมือให้ผมไปนั่งลงตรงข้ามกับเขา

                “ สบายดีนะ ” ผมถามสั้นๆ แล้วตักข้าวยัดใส่ปาก

                “ ฮ่า เงินไหลมาเทมาเลยต่างหาก ดีสุดๆ ” คนตรงข้ามผมชื่อ เปลวเทียน เป็นคนที่พิเศษ...มากๆ “ นายต่างหาก สีหน้าดูไม่ดีเท่าไหร่นะ ”

                “ ทำงาน ไม่ได้นอน ”

                เปลวเทียนส่ายหน้าช้าๆ “ ฉันหมายถึง ความกังวลในใจนายต่างหาก แผ่มากดดันฉันชะมัด ”

                ชะงักช้อนส้อมในมือแล้วช้อนตามองดูเพื่อนประหลาดคนนี้...

                “ ดูเหมือนจะมีอะไรรบกวนความรู้สึกนายนะ ดูกังวล รอบตัวมีแต่ความเครียด ” มันว่าเสียงนุ่มและวางมือเกือบชิดจมูกผมก่อนที่ปลายนิ้วชี้อุ่นๆจะแตะลงที่กลางหน้าผากผมช้าๆและผละออก “ ช่วงนี้ระวังหน่อยก็ดีนะ ”

                “ ทำไม ”

                “ เหมือนนายจะมีเคราะห์ ” เปลวเทียนทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง “ สร้อยพระรุ่น... ”

                “ กูเพื่อนมึงนะ ไอ้เทียน ” ผมเบรกมันแทบไม่ทัน “ มึงเก็บไว้ให้ลูกค้ามึงเช่าเถอะ ”

                มันหัวเราะร่าแล้วเก็บสร้อยพระไป “ ให้คุณเพื่อนเช่าคงได้ร้อยสองร้อย ถ้าลูกค้าคงหลักหมื่น เก็บไว้ให้ลูกค้าแล้วกัน  

                “ ขูดรีด ” ผมกัดจิกมันไปทีแล้วตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก

                “ เอ้า ค่าปลุกเสกคาถาคุ้มครองไง หลักหมื่นน้อยมากนะ ถ้าแลกกับการตาย ” เทียนมันยังคงพูดต่อไปก่อนจะหันไปทางซ้ายมือของตัวเองที่มีแก้วน้ำแดงวางอยู่ “ ใช่มั้ยลูกพ่อ? ”

                ผมถอนหายใจเฮือกกับท่าทางแบบนั้น เห็นตั้งแต่สมัยมัธยมจนชินแล้ว เทียนเงยหน้าขึ้นมาฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “ เมื่อกี้ลูกกูบอกว่าน่าจะเรียกหลักแสนไปเลย ”

                “ เอาที่พวกคุณๆพอใจเลยครับ ” ผมส่ายหน้าเอือมๆ “ แล้วนี่ทำไมอยู่คนเดียว ”

                “ ถามแปลกๆ ” มันมองผมราวกับผมคือมนุษย์ต่างดาวนอกโลกไม่มีผิด “ ไม่มีเพื่อนคบไง ”

                ผมพยักหน้ารับกับคำพูดตามจริงของมัน สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นคำพูดเล่นๆ แต่สำหรับคนตรงหน้าผม... มันไม่มีเพื่อนจริงๆ หมายถึงเพื่อนในคณะมัน จริงๆตั้งแต่สมัยมัธยม ก็มีแค่พวกผมที่คบมัน ตอนเรียนต่อก็บอกมันให้เรียนคณะเดียวกัน มันก็ไม่ยอม

                ไม่ใช่เพราะนิสัยแย่เลยไม่มีใครคบ แค่แปลกแยกกว่าคนอื่นก็เท่านั้น... จริงๆรอบตัวผมก็ไม่มีใครปกติอยู่แล้ว เพื่อนมีซิกเซ้นส์อีกคนจะเป็นอะไรไป


                “ แก ดูนั่นสิ ใครน่ะ กล้าไปนั่งกับคนประหลาดได้ไง ”

                “ เปลวเทียนอะนะประหลาด? ประหลาดยังไงวะแก  ดูดีขนาดนั้น ”

                “ แกไม่รู้รึไงว่าบ้านมันเลี้ยงผี สำนักหมอผีไง! น่ากลัวจะตาย อย่าไปเข้าใกล้นะแก!


                หางตาผมเห็นผู้หญิงสองคนท่าดูแล้วน่าจะเป็นคณะเดียวกับไอ้เปลวเทียน ผมรู้สึกหงุดหงิดแต่คนตรงข้ามผมกลับเมินเฉยยิ้มร่าให้ผมทำเป็นไม่ได้ยิน                         

                “ อย่าสนใจน่า มีงานไม่ใช่รึไง ” เปลวเทียนถามผมแล้วดูนาฬิกาข้อมือ “ ไปได้แล้ว ”

                “ อืม ” ผมพยักหน้าและลุกขึ้น “ มีอะไรก็มาหาพวกกู กูเพื่อนมึง อย่าลืม ”

                แววตาสวยส่องประกายขึ้นตามปากที่ยิ้มแล้วพยักหน้า

                “ ในฐานะเพื่อนกัน ถ้าเพื่อนมีปัญหาที่มองไม่เห็นมารังควาน ยินดีจะลดให้หนึ่งในสี่ของค่าจ้างปกติ และจะมอบตะกรุดรุ่น... 

                “ กูไม่ใช่เพื่อนมึง!!

                “ ฮ่าๆๆ ” ผมจ้ำอ้าวเดินหนีไอ้เพื่อนบ้าไปให้เร็วก่อนที่มันจะมานั่งขายของ... จู่ๆเสียงเย็นเรียบดังตามมาเป็นการเตือน

               “ สูญเสีย... เลือด... คนรัก...ระวัง ”

                ผมหันกลับไปก็พบว่าไอ้เทียนนั่งนิ่งจ้องเขม็งไปอีกทาง.... ผมมองตามไปก็เห็นว่าไม่มีอะไรเลยหันหน้าเดินต่อไปอย่างเร่งรีบ...

 


                เปลวเทียนยังคงมองนิ่งค้างอยู่นานจนกระทั่งเห็นใครคนหนึ่งท่าทางเลิ่กลั่กน่าสงสัย... วงคิ้วค่อยๆขยับเข้าหากันแล้วพึมพำเบาๆ

                “ นั่นมันซี เพื่อนร่วมคณะเรานี่หว่า ” เงียบไปนิด “ มาทำอะไรแถวตึกถาปัตย์ ”

                “ แล้วมันหอบกระดาษอะไรวะนั่น อืม... ”


                “ น่าสงสัยชะมัด ”








 

                “ โทรหาไอ้อุ่นติดยัง!

                “ มันปิดเครื่อง!

                “ เว้ย!

                สะดุ้งตกใจกับเสียงอึกทึกตะโกนในห้องทำให้ขาต้องรีบเร่งกว่าเดิม และต้องตกใจกับสภาพห้องทำงานที่ข้าวของกระจัดกระจายไปทั่ว...

                “ เหี้ยอะไรวะเนี่ย ” อ้าปากค้างอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อนสองคนหันมามองด้วยสีหน้าหงุดหงิดปนโมโห

                “ แบบโมเดลหาย! ” ไอ้คิมชี้ไปที่กำแพงที่ผมเคยติดแบบร่างดินสอเอาไว้ ตอนนี้มันหายไปเหลือเพียงแต่ผนังโล่

                ผมขมวดคิ้ว “ หล่นรึเปล่า ช่วยกันหาดิ ”

                ว่าแล้วผมก็รีบก้มๆมองหามือก็ยกข้าวของขึ้นหากระดาษ “ จะหายไปไหนได้ไงวะ หาดิหา!

                “ กูว่า...มีคนขโมยแน่ๆ ” เสียงไอ้ไผ่เรียกความสนใจจากผมกับคิมที่กำลังพลิกห้องหากระดาษให้เงยหน้าไปมองที่กำแพงดีๆจะเห็นว่ามีรอยกระดาษขาดเล็กๆติดอยู่บ่งบอกว่ามันโดนกระชากออกไป “ มีคนขโมยแบบจริงๆ ”

                ห้องตกอยู่ในความเงียบก่อนผมจะถูกมือใหญ่ผลักเข้าที่ไหล่

                “ อุ่น ทำไมมึงไม่รีบกลับห้อง!! ” ความเหนื่อยล้าที่สะสมมันทำให้คนเราฟิวส์ขาดได้ง่าย “ ถ้ามึงรีบกลับ งานไม่มีทางหาย!

                “ กูหิวข้าวนี่ผิดมากเหรอวะ ” ผลักไหล่มันคืนด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะขึ้น เหนื่อยเหมือนกันเว้ย

                คนกลางเห็นท่าไม่ดีเลยต้องรีบเดินมาห้าม “ พวกมึงใจเย็น พวกมึงเหนื่อย กูรู้เว้ย แต่โมโหใส่กันเองมันใช่เหรอวะ หางานก่อนเถอะ ”

                คิมตีหน้านิ่งเอ่ยเสียงเหี้ยม “ กูว่าไม่ต้องหาแล้ว ห้องเละขนาดนี้ ขโมยขึ้นห้อง ” พูดเหมือนเวลาปกติมันไม่เละ

                “ แล้วใครจะขโมย เราก็ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ” ผมว่าไปตามจริง ทั้งคณะแม่งก็เพื่อนกัน เรื่องขโมยงานลอกงานกันเป็นไปได้ยาก ถ้าคิดจะขโมยงานก็อย่ามาเรียน จบไปทำงาน มึงจะลอกแบบบ้านแบบคอนโดคนอื่นส่งลูกค้ามึงรึไง

                “ มึงแน่ใจเหรออุ่นว่ามึงไม่เคยมีเรื่องกับใคร ” เสียงขัดเรียกสติจากไอ้ไผ่ มันยืนกอดอกดุนลิ้นในกระพุ้งแก้มคลายอารมณ์ตัวเองให้เย็นที่สุด “ เด็กในคณะเราไม่มีทางทำ ”

                ผมร้องเฮอะในลำคอ “ ก็มีแค่คนเดียว ”

                “ มึงคิดว่าเป็นซี? ” คิมถามย้อนมาแล้วส่ายหน้า “ จะเป็นไปได้ยังไง มันไม่น่าจะรู้ห้อง ”

                “ หึ มีอะไรที่มันไม่รู้บ้าง ”

                ผมประชดไปแล้วขบกรามแน่นกำหมัดแน่นยิ่งขึ้นเหมือนจะชกใครสักคนเบื้องล่างก็เริ่มคันยิบอยากเตะหน้าจะแย่แล้ว เอาจริงแค่ห้องทำงานพวกผมห้องนี้ถามจากเด็กในคณะก็รู้แล้ว ขนาดไปเที่ยวไกล๊ไกล มันยังตามเสนอหน้าไปถูก นับประสาอะไรกับห้องในมหาลัย

                มันจะทำอะไรก็ได้ แต่มันกล้ามายุ่งกับโมเดลผม

                ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่

                “ งั้นเอาไงดี ” ไผ่ถามเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ... ไม่โกรธก็บ้า นี่มันงานของพวกผม ประสาทรึไงวะถึงเล่นห่าอะไรไม่ดู ติดเอฟขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ

                “ ไม่ไง ” ผมหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาเปิดเครื่อง สิ่งแรกที่ปรากฏคือจำนวนสายที่ไม่ได้รับ ผมกดเข้าไปดูพบว่านอกจากพี่น้องผมแล้วก็มีไอ้วินโทรมากว่าสิบสายและข้อความเสียงอีกเยอะแยะ ตอนนี้ไม่มีเวลาสนใจฟังทั้งนั้น

                ผมกดโทรหามันเป็นครั้งแรกในรอบปี

                ( ฮัลโหลลลล อุ่นนนน อุ่นโทรหาเฮียก่อนนนน อ๊ากกกก ) รับแทบจะทันที ( ลมคิดถึงงง โทรไปไม่รับ ห่วงมากรู้มั้ย ได้กินอะไรยัง หิวมั้ย )

                “ หยุด ”

                ( น้องน้อยบอกให้หยุด เฮียก็หยุดครับ )

                “ เฮีย ” ผมคลี่ยิ้มสยอง “ งานกูหาย ”

                (หาย? หายได้ไง! )

                “ กูไม่รู้ ห้องที่ตึกสถาปัตย์โดนรื้อเละ แบบโมเดลหาย ” ผมกรอกเสียงไปเรียบนิ่งแต่ในใจกลับเดือดดาล “ มีคนขโมยแบบโมเดล ”

                ( เล่นสกปรกแบบนี้มีมันคนเดียว ) เสียงปลายสายดูจะเกรี้ยวกราดแอบได้ยินเสียงโครมคราม หวังว่ามันจะไม่ได้ทำลายทรัพย์สินของมหาลัยไปนะ ( ปีที่แล้วมันขโมยเกียร์วิดวะเฮียไปโยนสระท้ายมหาลัย แค้นอยู่เลยแม่ง! )

                ผมร้องอ้อในใจเพราะจำได้ดี อับอายกันแทบทั้งตระกูล... กระโดดไปเดินคุ้ยขุดจับปลาเล่นอยู่ในสระบัวที่โคตรเน่าโคตรเหม็น เพิ่งรู้เหมือนกันว่าโดนมันแกล้ง

                ( อีกสามนาทีถึงตึกอักษร ) เสียงเหี้ยมกลับมาอีกครั้ง ( เฮียจะเอาแบบงานของน้องน้อยกลับมาให้เองนะ )

                ( ทำเพื่อน้องนะเนี่ย ไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวเล้ยยย )

                “ หึ ” ก่อนจะตัดสายทิ้ง

                เก็บโทรศัพท์ไปแล้วเดินออกจากห้อง ไอ้ไผ่รีบคว้าแขนผมไว้แววตาสั่นๆเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ

                “ มึงจะไปไหน ”

                “ แถวๆนี้แหละ ”

                “ แล้วงาน? ”

                “ พวกมึงทำไปก่อน แบบสำรองสแกนไว้ในคอมกูแล้ว ไฟล์ล่างสุดหน้าเดสท็อป ” สั่งงานก่อนไปทำภารกิจใหญ่ “ แล้วจะรีบมา ”

 กำลังจะก้าวขาพ้นขอบประตูสายโทรเข้าก็มาพาให้โทรศัพท์สั่น


                ผัวโง่สุดหล่อ


                อืม...ยังไม่มีเวลาเปลี่ยนชื่อ

                “ ฮัลโหล ” กรอกเสียงลงไปพลางเดินออกจากห้องไม่ลืมโบกมือลาเพื่อนรักที่ยืนไว้อาลัยให้คนขโมยงานอยู่

                ( อืมมมม นึกว่าจะไม่รับซะแล้ว ) เสียงร่าเริงมาตามสาย ( เหนื่อยมั้ย )

                “ เฉยๆ ”

                ( ทายดิ อยู่ไหน )

                “ นรก ” ผมหัวเราะไปทีหลังจากสิ้นคำก็ตามมาด้วยเสียงง้องแง้งตามแบบฉบับคนกวนประสาท

                ( ไม่เล่นกับกูเลย ) ตัดพ้อตัดพร้าตัดอ้อยไปอีก ( อยู่คณะอักษรกับไอ้ฝุ่นครับ นี่โทรมารายงานความประพฤติครับ ถึงเมียไม่อยู่ เราก็อยู่ในกรอบ ไม่เที่ยวไม่ดื่มครับ )

                “ อักษรเหรอ? ” ถามเสียงสูง บังเอิญดีจริงๆ...

                ( หือ ทำเสียงดีใจแบบนั้นคิดถึงเค้าเหรอเตง จะมาหาใช่ปะ! )

                “ เดี๋ยวไปหา ” ผมยิ้มขณะเดินไปตามทางเท้า...

 

                “ คิดถึงอยากเจอพอดี ”

 

                หมายถึง คิดถึงคนขโมยงานกู น่ะนะ




                ถึงแล้ว... ตึกอักษร...


                นัยน์ตาเริ่มหรี่ลงเล็กน้อยมองดูผู้คนที่เดินผ่านผมไปหลายต่อหลายคนแล้วยังอุตส่าห์หันกลับมามองผมใหม่ด้วยความสนใจปนใคร่รู้นิดแต่ที่เด่นชัดในแววตาพวกนั้นคือ...มึงบ้าปะวะ แต่งตัวอะไรของมึง

                อืม...ผมก็ลืมไปเสียสนิท

                กูเอาความกล้าหน้าด้านมาจากไหน ถึงได้ใส่ชุดจิงโจ้(ไม่ซักมาสามวัน)หนีบแกมโบลสีส้มจี๊ด(น้องช้างดาวพัง))เดินร่อนทั่วมหาลัย แถมเดินจากตึกคณะผมมาถึงอักษรได้ก็ต้องผ่านบริหาร เกษตร แพทย์...

                อายตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

                พ่นลมหายใจทิ้งไปแล้วเดินเร็ว เข้าไปในตึกคณะกวาดตาหาทั่วเมื่อไม่เจอก็เดินไปทางลานโต๊ะหินอ่อนที่พักผ่อนของเหล่าเด็กอักษร เท่านั้นแหละเด็กเจ้าของลานพากันมองเป็นระวิง...


                “ ใครวะนั่น ”

                “ ใช่ธาราปะวะ ”

                “ ตัวจริงอย่างวิ๊งอ่ะมึงงงง ”

                “ ดูชุดดิ โอ๊ย มึง กูชอบ ผู้ชายมุ้งมิ้งอ่ะมึงงง ”



                เสียงต่างๆนานาเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเพราะสายตาผมไปหยุดที่คนคนเดียว... ตอนเดินมาอารมณ์ก็เริ่มเย็นลงบ้างแล้ว แต่พอเห็นหน้ามันแล้วอารมณ์ยิ่งพุ่งสูงจนรู้สึกปวดเส้นเลือดในสมองขึ้นมาตุบๆ ผมยอมให้แกล้งให้ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่มาเล่นกับงานของผม กว่าจะคิดแบบได้ กว่าจะขีดเส้นแต่ละเส้นกว่าจะได้มุมได้องศานั่งหลังแข็งมาสามวัน แล้วมีสิทธิ์เหี้ยอะไรมาเอาไป ถึงผมจะสแกนงานไว้แล้ว แต่มันเป็นแค่โครงเปล่า ดีเทลของจริงก็อยู่ในใบต้นฉบับที่มันเอาไป

                จะไม่ให้โมโหอยากฆ่าคนได้ไง

                ไม่มีหลักฐานว่ามันเอาไป แต่ยังไงผมก็ปักใจเชื่อไปแล้วมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ว่ามันเอาไป... เชื่อมั่นในตัวเองดีที่สุดแล้วจริงๆ

                ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มของมันหันมาเห็นรอยยิ้มสวยชะงักก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มหยันแล้วพูดเสียงดัง...


                “ ตายแล้ว ใครปล่อยให้คนบ้าเข้ามาคณะเราเนี้ย ”


                ก่อนเดอะแก๊งค์คุ้นๆหน้าคลับคล้ายคลับคาเหมือนจะเจอกันตอนที่ไปทริปปวดประสาทหันมามองทางผม...

                “ ไม่ทราบว่า มาทำอะไรแถวนี้คะ ” อีกคนเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่อยากจะคุย ไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุยสิว่ะ “ หรือจะมาขอโทษเพื่อนเรา เฮอะ! เพิ่งสำนึกเหรอคะ 

                “ ดี้ ” ซีเอ่ยปรามเพื่อนแล้วหันมายิ้มให้ผม “ ไม่เป็นไรธารา เราไม่โกรธ ”


                “ งานกูอยู่ไหน ”


                ผมสวนไปแทบจะทันทีเสียงเข้มกดลงต่ำจนเหมือนจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่แต่ผมยังคงพยายามซ่อนอารมณ์ตัวเองไว้ให้ได้มากที่สุด... แต่คงทำได้แย่น่าดู

                ซีทำหน้าไม่เข้าใจใส่ “ งานอะไร? หมายถึงจะมาขอให้ผมช่วยงานเพราะไม่มีปัญญาทำเองรึเปล่า ได้นะ ผมยินดีช่วย ” คำเสียดสีถูกเคลือบด้วยเสียงอ่อนโยนจนเส้นเลือดในหัวผมจะแตกอยู่รอมร่อ

                ถามงานอยู่ไหน กลายเป็นมาขอความช่วยเหลือ

                มึงมีปัญหาทางการรับฟังและแปลความหมายรึไงวะ

                “ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง หรือต้องเห่าให้ฟัง ถึงจะรู้เรื่อง!

                ผู้หญิงคนเดิมยังคงถากถางไม่เลิก “ ไม่ขอโทษแล้วยังมาพูดเสียงแย่ๆอีกเนอะ ”

                “ นิสัยแบบนี้ พี่วินชอบไปได้ไง ”

               

              ปัง!


                “ กูถามว่า มึงเอางานกูไปไว้ไหน!!

                ผมกระแทกมือลงบนหนังสือของใครสักคนบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังบ่งบอกอารมณ์ที่จวนจะคุมไม่อยู่... โน้มตัวไปหาคู่กรณีที่ยังทำหน้าไม่เข้าใจไม่เลิก

                “ งานอะไร ผมไม่เข้าใจ ” มันเลิกคิ้ว “ งานธาราก็อยู่ที่ธาราสิ จะมาอยู่ที่ผมได้ไง ”

                “ มึงขโมยงานกู! ” แววตาเข้มไปด้วยไฟสุม

                รอบกายเริ่มเงียบฉับพลันเหลือแค่ผมที่ทำตัวเป็นไอ้บ้าสติแตกมาจากไหนไม่รู้กำลังยืนหาเรื่องอยู่...

                “ ผมจะไปขโมยงานธาราได้ไง ผมก็นั่งอยู่ที่นี่ตลอด ” ซีส่ายหน้าพรืด “ พูดอะไรคิดก่อนนะครับ ผมเสียหาย ”

                “ กูจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ” สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆสะกดอารมณ์ร้อนไม่ให้กระชากมาต่อยปากดีๆให้แตก “ เอา งาน กู คืน มา!!

                 “ ผมไม่ได้เอาไปสักหน่อย ” อีกฝ่ายยังคงปฏิเสธ “ ฟังไม่รู้เรื่องรึไงครับ ”

                ผมกำลังจะอ้าปากเถียงแต่ฝ่ายสนับสนุนมันก็มา

                “ นี่นาย ซีก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้เอาไป ”

                “ รู้ได้ไงว่าซีเอาไป หลักฐานก็ไม่มี ”

                เออ ไม่มี

                แต่ทั้งมอ กูมีเรื่องกับมันคนเดียวไง!

                ถ้าไม่ใช่มัน หมาตะกุยผนังห้องกูคาบไปแทะเล่นเนอะ

                “ พยานเหรอ ก็ไม่... ” อีกคนก็เสริมขึ้นมา

                พยาน ก็เหมือนหลักฐาน... ไม่...

 

               “ มี!!


                เสียงของคนมาใหม่ดังขึ้นจากด้านหลังของผม พาให้แต่ละคนหันไปมองตามๆกันไป... ใบหน้าหล่อดิบของไอ้ลมกำลังเหยียดยิ้มให้ทั้งกลุ่ม แถมไม่ได้มาคนเดียว มันยังพาเพื่อนผมมาอีกคน... เปลวเทียน

                “ อ้าว เจอกันอีกแล้วอุ่น ” เสียงร่าเริงกับรอยยิ้มกว้างของไอ้เทียนแม่งโคตรมาผิดเวลา “ อะไรเนี่ย เป็นเพื่อนกับซีเหรออุ่น ”

                “ มันไม่ใช่เพื่อน!! / เขาไม่ใช่เพื่อนครับ!!

                “ อ้าวเหรอ ” เปลวเทียนครางงึมงำก่อนจะโดนฝ่ามือกร้านตบแทบคว่ำจะเป็นใครถ้าไม่ใช่ไอ้ลม

                เสียงโหด “ เล่นห่าอะไรก็ดูสถานการณ์บ้านเมืองบ้างมึง ” ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองที่ซีเหมือนมองหมาจนตรอกตัวหนึ่งไม่ปาน “ พยานมีแล้ว ยังจะหน้าด้านแถอีกมั้ย ”

                “ พยานอะไร ” ผู้หญิงข้างๆซีถามกลับ “ ทำไม? อย่าบอกนะว่า กุมารทองบอกนาย พวกประหลาดคบพวกประหลาด ระวังนะซี มันอาจจะเล่นของแบบเปลวเทียนก็ได้!

                ด่าเหมารวมซะเจ็บ...แต่มันก็ยิ่งโหมพัดพายุร้ายให้แรงขึ้น ส่วนน้ำมันที่ราดเข้ากองไฟเพิ่มเป็นคำพูดทำร้ายจิตใจใส่ไอ้เพื่อนผม ถ้าชีวิตมันเลือกได้ มันก็ไม่เดินทางแบบนั้นหรอก!

                “ ไม่เห็นต้องมีใครบอกนี่ครับ ” เปลวเทียนว่าเสียงนุ่ม “ เพราะแค่ตาคนก็เห็นแล้ว ” มองสบตากับซีที่ยังคงนั่งนิ่งทำหน้าไม่เข้าใจอยู่ดี

                กินตีนแทนยางมะตอยมั้ย

                เผื่อจะเข้าใจ

                “ ผมไม่ได้เอาไป เลิกใส่ร้ายสักที ” ซียังคงย้ำเสียงหนัก แล้วหยิบกระเป๋าเป้ใบสวยตัวเองขึ้นมา “ จะค้นกระเป๋าผมก็ได้นะ ”

                “ งั้นก็เอามา! ” ผมกระชากเสียงแล้วดึงกระเป๋ามาเปิดจากนั้นก็เทมันลงบนโต๊ะ

                ไล่มือหากระดาษงานตัวเองก็ไม่เจอ เจอแต่หนังสือภาษากับชีทงานอะไรของมันไม่รู้เต็มไปหมด ผมเขวี้ยงกระเป๋ามันลงพื้นอย่างโมโหชนิดหัวตื้อไปแล้ว...

                “ หยาบคาย! ” ผู้หญิงที่ชื่อดี้ด่าผมตรงๆด้วยแววตาหมอความอดทน “ รื้อของคนอื่นแล้วยังจะโยนกระเป๋าทิ้งอีก แล้วเป็นไง เจอมั้ย!

                “ หุบปากได้มั้ย! ”สีหน้าผมคงแดงก่ำจากพายุอารมณ์ที่ท่วมอกจนมันล้นออกมา เธอเลยปิดปากมองตาค้างไป...

                “ ธารา ผมว่า ธาราใจเย็นนะ อย่าใช้อารมณ์ แล้วคิดใหม่นะ ” ซีว่าอย่างใจดีพร้อมคำแนะนำ “ ใช้แต่อารมณ์ไปก็มีแต่แย่ ใช้สมองหน่อยสิ ”

                “ มึงอยากโดนนักใช่มั้ย!

                มือคว้ากระชากคอเสื้อมันขึ้นตัวมันก็ลอยขึ้นมาแทบปลิวมาติดมือผมถ้าไม่ติดว่ามีโต๊ะกั้นไว้อยู่ เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว ไม่สนแล้วว่ามันจะเอางานไปมั้ย แต่ถูกด่าอยู่ฝ่ายเดียวนี่ไม่ทน!

                “ ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้เอางานไป! แล้วจะมาต่อยผมทำไม!!

                กูต่อย คงไม่มีปากพูดแบบนี้หรอก... ผมกัดฟันกรอดพยายามจะไม่ทำไปตามเสียงยั่วยุของมันที่พยายามทำให้ผมผิดให้มากที่สุด ผิดจนไม่มีที่ยืน

                แต่เวลาโกรธโมโห สมองมันก็รั้งไม่ได้...

                มือที่กำเสื้อมันอยู่สั่นระริกและแดงก่ำเพราะกำแรงจนรู้สึกเล็บจิกเข้าเนื้อตัวเองแม้จะมีเสื้อมันขวางอยู่...

                “ เอางานกูคืนมา ” ผมโน้มหน้าจนแทบชิดมันและกระซิบเสียงหนักและเดือดจนจะระเบิดให้ได้ยินแค่สองคน

                เสียงเบาๆดังขึ้นราวกับเขย่าประสาท... “ มีปัญญามั้ย หาให้เจอสิ....หึ ”

                น้ำเสียงที่ใช้พูดมันโคตรจะแตกต่าง... การแสดงออกคนละโลก... เรียนการแสดงมาจากที่ไหน หลอกคนได้เป็นพันๆคน...

                ผมดึงหน้าออกแล้วจับคอเสื้อมันเหวี่ยงลงโต๊ะ เหี้ยซีมันไม่ทันระวังที่ผมเล่นทีเผลอก็ล้มไปแทบจะนอนกองบนโต๊ะแต่ดูจะไม่เจ็บมากเพราะเอามือยันไปทัน...เพื่อนซีในโต๊ะต่างตกตะลึงกระโดดถอยห่างอย่างเร็วเพราะกลัวลูกหลง ส่วนไอ้ลมก็ยืนยิ้มสะใจหัวเราะลอดออกมานิดๆ

                “ โอ๊ยยย ” เสียงสำออยดังขึ้น

                “ กูไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ” ผมพูดเสียงเรียบ “ เพราะงั้นเอางานกูคืนมา ”

                “ บอกว่าไม่...!!


                “ เจอแล้ว ”


                เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นเสียงดังขึ้นมาหน่อยของไอ้เทียน ในมือมันคือกระเป๋าผ้าสีดำดีไซน์สวยที่น่าจะเป็นของเพื่อนผู้หญิงสักคนในกลุ่ม ไอ้เทียนเปิดกระเป๋าอ้าออกให้กว้างจนเห็นกระดาษถูกพับไว้หลายทบหลายใบ ยังไม่ทันได้มองให้ดีว่าใช่แบบของผมมั้ย หรือไอ้เทียนยังไม่ทันได้หยิบออกมาคลี่ดู

                แรงมหาศาลจากไหนไม่รู้ผลักผมออกอย่างแรงจนไม่ระวังหลังไปกระแทกกับพนักพิงของเก้าอี้หินอ่อน ผมดึงสีหน้าให้เรียบสนิทเหมือนไม่เป็นอะไรแล้วมองดูความว่องไวของไอ้คนอ่อนแอ

                ผลักผมได้ก็พลิกตัวลงจากโต๊ะไปคว้ากระเป๋าออกจากมือของเทียน... แล้ววิ่ง

                ผมกัดฟันทนความเจ็บตรงหลังแล้ววิ่งตามมันไป ตอนแรกได้ยินเสียงคนจะตามมา


                “ คุณๆทั้งหลายครับ ถ้ายังอยากเดินอยู่ข้างนอกมอแบบครบปกติ กรุณาอยู่กับที่และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยนะครับ” เสียงสุภาพแต่เหี้ยมเอาเรื่อง... “ ผมไม่ได้ขู่ แต่ผมเตือน ”



                เพียงแค่ไหนก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตคนไหนตามมา... แม่งเอ๊ย ขาก็สั้นเสือกวิ่งเร็วอีก

                ก่อนมันจะหยุดลงหลังตึกที่เป็นมุมอับ... คณะที่มีแต่ผู้หญิงซะส่วนใหญ่ขนาดนี้ยังไงก็ไม่มีทางเดินมาทางมืดๆแบบนี้แน่... ซีค่อยๆหันมาเผชิญหน้ากับผมพร้อมชูกระดาษในมือขึ้นมา...

                ท่าทางเปลี่ยนฉับพลันจากหน้ามือเป้นเล็บขบระยะสุดท้าย

 

               “ แบบสวยดีนะ ”


น้ำเสียงเหยียดๆสวนทางกับรูปประโยค ผมยืนกำหมัดแน่นมองมันทำใจเย็นคลี่กระดาษงานผมออกช้าๆมองดูแบบร่างด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

                ผมย้ำเสียงเข้ม “ เอางานกูคืนมา! ” วันนี้ต่อให้ต้องพูดประโยคนี้ซ้ำกันเป็นร้อยรอบแล้วได้งานคืน ก็ยอม

                “ ให้ไปแล้ว กูจะได้อะไร ”

                อ้าว งานกูมั้ย แล้วมึงขโมย มึงยังจะเอาอะไรอีก

                “ มึงเลิกพลิกลิ้นได้แล้ว และเอางานคืนมา!

                “ แลกมั้ย? ” มันไม่ฟังสักนิดแล้วเอียงคอมามองผม แต่ไม่ใช่ แววตามันดูไร้จุดโฟกัสเหมือนจะมองผม แต่มันกลับดูมองเลยไปมากกว่ารอยยิ้มชวนสะอิดสะเอียนถูกหยิบมาใช้

                “ กูไม่... ” ทำไมผมต้องแลก นั่นงานผม! จะเอาไปชาร์ตตัวมันตอนนี้มีหวังฉีกงานพังยับ

                “ พี่วินน่ะ ” มันขยับยิ้มกว้างขึ้น “ แลกกับงาน โอเคมั้ย ”

                “ โอเคกับผีสิว่ะ!!!

                ผมสวนไปแทบจะทันทีไม่ต้องรอให้สมองกรองอะไรทั้งนั้น...


กว่าจะใกล้ขนาดนี้ได้ แล้วทำไมต้องยอมให้ห่างอีก


                รอยยิ้มหลอนหายไปแทนที่ด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก...แววตามันเบิกขึ้นเล็กน้อยแล้วพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ ท่าทางมันดูแปลกๆ เหมือนคน...ไม่ปกติ

                “ สรุปคือ... ไม่ให้ ” มันทวนย้ำ... “ อืม อืม แสดงว่าพี่วินสำคัญมากเหรอ ”

                “ ... ” ผมไม่ตอบคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบแล้วเอ่ยขึ้น “ เลิกเล่นซะ คืนงานกูมาสักที ”

                เดินไปใกล้ตัวมันอีก เสียงตวาดดังขึ้น “ เข้ามากูฉีก! ” และมันก็ถอยเท้าหนีทิ้งช่วงห่างไปอีก

                “ ซีมึงอย่ามาบ้า... ” มึงเอางานกูคืนมาได้เเล้ว!

                “ ใครบ้า ใครบ้า!! กูไม่ได้บ้า!!

                ผมผงะตกใจเพราะยังพูดไม่จบเสียงกรีดร้องกลับแทรกขึ้นมาอย่างน่าหวั่นใจ... ทั้งสีหน้าและท่าทางไม่ปกติยิ่งทำให้ผมขมวดคิ้วแน่น... ผมเงียบ มันเงียบแล้วยกยิ้มเหมือนคิดอะไรอยู่

                “ ใช่ ใช่ รัก น่าอิจฉา น่าอิจฉา! ”เสียงพึมพำที่แทบไม่ได้ยิน “ ทำลาย... ทำลายทิ้ง ให้หมด ”

                ผมอ้าปากค้าง “ ซี มึง... ”

                “ ถ้าพี่วินสำคัญ... ” รอยยิ้มหวานไม่ต่างอะไรกับการแย้มยิ้มของปีศาจ มือเล็กชูกระดาษขึ้นมาตรงหน้าแล้วยกอีกมือขึ้นจับกระดาษ... ผมเบิกตาโพล่งขาแข็ง

                “ อย่า มึงหยุด ” เหมือนน้ำท่วมปากขึ้นมา

                “ งานมันก็ไม่สำคัญแล้ว!!


                แควก!! แควก!


“ ทุกอย่างที่มึงรัก... กูจะพังมันให้หมด!

            

                 แควก!


                เสียงกระดาษขาดดังเสียดเข้ามากรีดลงบนอก ความอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับถูกบีบจนหายใจไม่ออก...

                “ อยากได้นักใช่มั้ย? ”

               

                “ กูคืนให้!

กระดาษถูกฉีกทีละแผ่นก่อนที่มันจะเดินมาใกล้ผมแล้วโยนเศษซากงานของผมขึ้นบนอากาศ... กระดาษสีขาวไม่เล็กปลิวสะบัดกระจายอยู่เหนือหัวและค่อยๆร่วงหล่นลงพื้นช้าๆพร้อมกับหัวใจที่หยุดเต้น...               



                พลั่ก!!!


                เสียงกระทบของเนื้อดังสนั่นไปทั่วบริเวณแรงหนักหน่วงถูกทิ้งดิ่งไปไม่มีอ้อม... ใบหน้าของคนรับแรงหนักหันสะบัดไป... เสียงหอบหายใจถี่ระรัวหนักหน่วงพร้อมดวงตาผมที่ค่อยๆเบิกกว้างขึ้น...

                ต่อยหรือ...เป็นแค่สิ่งที่คิด...

ในความจริงแล้วมีเงาดำพุ่งจากด้านหลังผมคว้าตัวอีกคนไว้ได้ก่อนผมกางมือใหญ่ออกคว้าลำคอสวยและออกแรงเหวี่ยงด้วยอารมณ์คุกรุ่นจนคนไม่ทันได้ตั้งตัวนั่นล้มไปกองพร้อมรอยแดงจากการบีบหนักบนคอ...

                “ วิน... ” ผมครางออกมาอย่างตกตะลึง... กะพริบตาถี่ๆให้เห็นชัดเต็มตาว่าเป็นมันจริงหรือ... และเหลือบตามองไปยังร่างเล็กนั่งเข่าอ่อนสีหน้าอึ้งจัดไม่ต่างกัน

                ผมยื่นมือจะไปแตะแผ่นหลังคุ้นตาเพื่อให้แน่ใจว่าคนคนนี้คือวินจริงๆ แต่แล้วเสียงเย็นตัดขั้วหัวใจกลับดังขึ้นก่อนปลายนิ้วที่กำลังจะแตะไหล่ถูกลดลงโดยไม่รู้ตัว

“ กูเตือนแล้วใช่มั้ย ”

! ” สรรพนามที่เปลี่ยนไปจนคนฟังแทบน้ำตาร่วง

“ ถ้ายังวุ่นวายไม่เลิก ” เพราะมองไม่เห็นว่าสีหน้าของคนที่กำลังพูดอยู่เป็นยังไงยิ่งทำให้รู้สึกขนลุก “ คนที่จะพังที่สุดคือ มึง ”

“ พะ พี่ทำร้ายผม! ” กว่าจะเค้นเสียงที่หายไปได้ก็นานโข... “ พี่กล้าทำผมเหรอ!

 “ ถ้าไม่ติดว่าอยู่ในมหาลัย ” เสียงโมโหว่าออกไป “ กูต่อยแน่!

แววตาของคนที่นั่งสั่นมองคนที่ยืนจังก้าเป็นมารอยู่ด้วยความน้อยใจ “ พี่ไม่เคยทำกับผมแบบนี้ ” ก่อนพลันสายตาเริ่มแปรเปลี่ยนหันมามองผมอย่างดุดัน “ เพราะมึง! เพราะมึง!

“ อย่าโทษอุ่น!  

ซีหันไปตวาดกลับ “ กูจะโทษ! ทำไม! ” ลุกขึ้นช้าๆแววตาที่เคยทอดมองคนตัวสูงมักอ่อนโยนยิ้มแย้มตลอดมาแต่ในเวลานี้กลับเลื่อนลอยคาดเดาไม่ได้... “ โง่! โง่!  

“ ทั้งมึง ทั้งไอ้ฝุ่น! โง่! ” คนตัวเล็กเดินมาประจันหน้าอย่างไม่หวั่นกลัวทำท่าจะเดินมาหาผมแต่แขนแข็งแรงกลับยกขึ้นขวาง  ซีเลยทำได้แค่ยืนเฉยแล้วยิ้มเยาะดูถูก “ คนบ้านนี้มันมีอะไรดีนักหนา ”

“ ... ”

“ ทำไมถึงมีแต่คนถูกรัก... มีแต่คนชอบ... ” น้ำเสียงอ่อนลงเรื่อยคล้ายจะร้องไห้ออกมา “ ทั้งไอ้ลม ทั้งมึง ทำไมถึงเป็นฝ่ายถูกรักโดยที่ไม่ต้องพยายาม ฮึก ฮือ ” สุดท้ายก็สะอื้นฮักออกมา

“ กูพยายามแทบตาย... ” มันปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “ แล้วทำไมถึงไม่มีใครรักกู! ทำไม!!

“ มึงเคยจริงใจกับใครบ้างมั้ยซี ” วินกดเสียงเข้มเมื่ออีกฝ่ายดูคลั่งไปแล้ว " ถ้าจริงใจกับใครสักคน รักเขาจริง เขาก็รักตอบ ไม่ใช่หาผลประโยชน์! "

 " ผมรักพี่นะ... รักพี่มากเลย " เสียงเพ้อๆเเววตาไร้จุดโฟกัส

 " แต่พี่ไม่ได้รักเรา "

“ ใช่ไง... พี่ชอบมัน พี่ชอบมัน! รักกันมากใช่มั้ย รักมากใช่มั้ย ” มันหยุดร้องไห้แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มหวานจนสยอง อารมณ์ปรับไวจนผมเริ่มหวั่นใจขึ้นมา ถึงผมจะเปลี่ยนอารมณ์ไวแต่ก็ไม่ขนาดมัน “น่าทำลาย! ฮ่าๆๆ ทำลายทิ้ง!

“ หยุดบ้าได้แล้ว! ทำแบบนี้มันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย ”

“ ผมไม่ได้บ้า!! ” ซีหยุดหัวเราะมองวินอย่างเจ็บแค้นขบกรามแน่นก่อนจะตวัดตามาจ้องผม “ แล้วคิดว่ากูจะหยุดแค่นี้รึไง ของสำคัญของมึงเหรอ...มีอะไร กูจะตามทำลายให้หมด...ทั้งมึงทั้งไอ้ลม!

“ ไอ้ซี!... ” ผมเตรียมกระโจนเข้าไปกระทืบมันแต่ติดที่มีไอ้วินดึงไว้อยู่

 " อุ่น อย่า " วินเตือนเสียงเเข็ง

ซียักคิ้วให้ก่อนจะหันไปพูดกับคนตัวสูงที่จับผมไว้ “ ยิ่งมึงปกป้องมันเท่าไหร่ กูจะตามพังมันให้หมด!

  “ อยากให้กูหมดความอดทนมากใช่มั้ย!!! ” คนที่บอกให้ผมใจเย็นเเม่งเตรียมจะเเดกหัวซีเข้าไปแล้ว

วินตะคอกเสียงดังปล่อยมือผมแล้วเดินจะไปคว้าตัวอีกฝ่ายไว้แต่ซีไวกว่าเบี่ยงหลบ แสยะปากหยัน

“ รักกันมากนักนี่ รักกันให้ตายเลย... เอ๋... ถ้าตาย...แล้วจะยังรักอยู่มั้ยนะ... ” โคลงหัวไปมาราวกับคิดหนักก่อนจะยิ้มกว้างส่ายหน้า “ ตายจะสนุกอะไรล่ะ หึ ”

“ มึงอย่าทำอะไรบ้าๆ!

ซีทำหน้าซื่อตีมือเข้าหากัน “ จริงสิ วันนี้มีนัดกับแม่นี่น่า... ไปดีกว่า ” เดินเร็วออกไปเหมือนตัวเองไม่เคยทำอะไรผิด... ผมอึ้งไปเลยสิถ้าจะไร้สำนึกขนาดนี้...

“ เรายังคุยกันไม่จบ!

ร่างสูงทำท่าจะวิ่งตามไปกระชากอีกคนไว้แต่ผมรีบคว้าข้อมือมันไว้เเล้วส่ายหัวไม่ให้ตามไป วินเลยยอมหยุดยืนนิ่งๆพยายามอย่างหนักที่จะปรับอารมณ์ร้อนเป็นไฟให้เป็นสายน้ำเย็นๆ

ส่วนผมยังคงนิ่งเงียบมองผู้ชายตรงหน้าที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยความรู้สึกอธิบายไม่ถูก คนไม่รู้จักหรือ หวาดกลัวหรือ มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ

“ เชี่ยเอ๊ย!

เสียงสบถหยาบน้อยครั้งที่จะได้ยินบ่งบอกว่ามันฟิวส์ขาดอย่างหนัก... วินยกมือขึ้นกุมขมับข้างนึงพยายามเงียบให้มากที่สุดเพื่ออารมณ์ตัวเองให้คงที่ก่อน หลังจากนั้นมันจึงหันมาหาผมและอึ้งไป...

หมับ!

โดนสวมกอดโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัวโดยสัญชาตญาณแล้วผมเผลอผลักมันแต่มันไม่สะเทือนเลยดิ้นไป วงแขนใหญ่วาดคล้องล็อคเอวไว้ทำให้ผมดิ้นให้ตายก็ไม่หลุด กอดแน่นแทบจมหายไปกับอ้อมกอดนี้ ยิ่งแนบชิดยิ่งได้ยินจังหวะก้อนเนื้อในอกที่ร่ำร้องของอีกฝ่าย... พลันหน้าเกิดอาการไม่รักดีร้อนฉ่า

                “ ปล่อย! ” ผมตะโกนออกมาเพราะเริ่มอึดอัดและด้วยตะกอนอารมณ์โมโหที่ค้าง “ ปล่อยสิว่ะ! ปล่อย! กอดทำเหี้ยอะไร! ร้อน! กูไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้วเว้ย ”

                “ ไม่ปล่อย ” ยิ่งผมดิ้นมากเท่าไหร่แรงกอดยิ่งมากขึ้นจนผมเริ่มเจ็บ “ ไม่ปล่อยเด็ดขาด ”

                “ กูบอกให้ปล่อยไง... ” ผมบอกเสียงแผ่วลงหยุดขยับเคลื่อนไหวร่างกายไปโดยอย่างไม่มีข้อแม้... ความเย็นสบายเหมือนสายน้ำของมันพยายามโอบกอดผมไว้พาให้ความร้อนรุ่มค่อยๆดับลงตามมัน... หมายถึงอารมณ์โมโหลดลง แต่ความร้อนบนหน้ายังคงสูงขึ้น... “ กูโอเคแล้ว ปล่อย กูใจเย็นเเล้ว ”

               เล่นโมโหแทนกูไปซะหมดเปลือก...

                “ กูจะปล่อยก็ต่อเมื่อมึงหยุดร้องไห้ ”

                !!

                ราวกับฟ้าผ่าเข้ากลางใจเมื่อสิ้นประโยคนั้น...

                “ ไม่ร้องสิว่ะ ” เสียงอ่อนโยนอีกครั้งเอ่ยขึ้นเบาๆ กดหน้าผมลงไปแนบชิดกับเสื้อของมันจนรู้สึกถึงความเปียกชื้นเย็นๆเปื้อนเสื้อ...

                “ กูไม่ได้ร้อง! ” แววตาผมตกตะลึงจัด กะพริบตาถี่ๆก็สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นของหยาดน้ำ

                ผมกำลังร้องไห้งั้นเหรอ... ตั้งแต่เมื่อไหร่...

                คนอย่างผมเหรอ...ร้องไห้ ตลก ตลก!

                ตลกแล้วทำไมผมถึงขำไม่ออกล่ะ... ทำไมถึงมีน้ำไหลออกจากตาจนแสบได้ว่ะ

                ไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด...

“ เออๆ แมวมันร้องครับ ” เป็นคำปลอบที่โคตรจะทำให้รู้สึกดี...

                มือใหญ่เลื่อนมาลูบหัวผมช้าๆอย่างปลอบโยน ยืนฝังหน้าลงกับอกแข็งๆของมันอยู่นานจนมารู้สึกตัวอีกทีตอนมันพาเดินมานั่งบนบันไดของตึก... มันแกะตัวผมออกอย่างเบามือแล้วตัวมันค่อยๆทรุดนั่งยองๆต่ำกว่าผมแล้วส่งยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนเหมือนไม่เคยโมโหอะไรมาก่อน...

                “ งานสินะ ” มันว่าก่อนปลายนิ้วสวยจะค่อยๆเกลี่ยเช็ดหยดน้ำจากดวงตาให้อย่างนุ่มนวลและใส่ใจ

                ผมพยักหน้าลงช้าๆแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆไม่มีเสียงร้องไม่มีเสียงสะอื้นมีเพียงน้ำที่ไหลออกมาจากตา... ไหลออกจากกลางตาคือความเครียด... และเครียดงานกับเคียดแค้น...

                แล้วยังเครียด...

                “ มึงไปไหนมา ” บางทีปากก็ไวกว่าสมองจริงๆ  

                “ ขอโทษที่มาช้า  ” ปลายนิ้วที่กำลังเกลี่ยแก้มผมเล่นหยุดไปนิด สีหน้าดูแย่ลงเล็กน้อย “ อาจารย์ไอ้ฝุ่นใช้ให้ไปช่วยยกของ พอลงก็วุ่นวายไปหมดแล้ว วิ่งตามมาทันก็ตอน... ”

                “ อืม ” ผมพยักหน้ารับรู้ตัดบทไปเลยไม่ต้องรอให้มันพูดจบ  

                “ เห็นมึงเป็นแบบนี้แล้วรู้สึกไม่ดีว่ะ น่าจะต่อยไปจริงๆทำมึงร้องไห้เนี่ย ” วินว่าขณะจ้องหน้าผมอยู่ ผมก็มองมันด้วยความขุ่นเคืองจะด่าไปเพราะมันทำเหมือนผมเป็นผู้หญิงก็ด่าไม่ออก กลัวว่าจะมีเสียงสะอื้นออกมา การปล่อยให้น้ำตาไหลเป็นเขื่อนแตกมาก็ดูอ่อนแอจะตายแล้ว ใครมันจะอยากอับอายเพิ่ม

                “ กูบอกว่าไม่ได้ร้อง ” สะบัดเสียงหงุดหงิดหน้าตาเริ่มหาเรื่อง

                ยกมือขึ้นยอม “ เออๆ แมวร้อง กูลืมครับ ”

ถามต่อ “ แล้วทำไมไม่ต่อย ” พยายามกลืนก้อนในคอลงไปแล้ว

                เลิกคิ้วขึ้นแล้วถอนหายใจ “ สอนแล้วไม่ใช่รึไงว่าอย่าใช้กำลัง ตอนนี้อยู่ในมหาลัย มันไม่ดีเท่าไหร่ที่จะทำอะไรรุนแรง ”

                ฟังมันเงียบๆ อยากลุกมาโวยวายใส่แต่สิ่งที่มันพูดก็ถูกทุกอย่าง... ผมมันใจร้อนไม่ทันได้คิดอะไรขนาดนั้นหรอก สมควรให้ด่านั้นเเหละเล่นกำลังไม่ใช้สมอง

                “ แต่เวลามึงเงียบก็ดูเป็นเด็กดีว่ะ... ไม่แปลกที่พี่น้องมึงจะหลงขนาดนี้ ” วินจ้องหน้าผมแทบไม่กะพริบก่อนจะยิ้มออกมาเป็นประกาย “ แต่คนที่หลงมึงที่สุดคงเป็นกู ”

                ประโยคจั๊กจี้หัวใจพาให้หน้าร้อนวาบขึ้นมาเลยต้องเบือนหน้าไปอีกด้าน... มันส่งยิ้มน้อยๆมาให้กับปฏิกิริยาของผมที่แสดงออกจากนั้นยันตัวลุกขึ้นหันหลังไปก้มเดินเก็บเศษกระดาษซากโบราณที่ถูกฉีกไว้มากมาย...

                สติสตังผมยังไม่ครบร้อยดีเท่าไหร่เรียงลำดับความคิดแทบไม่ได้เลยเอาแต่นั่งมองมันเดินก้มๆเงยๆไป... กระดาษใบสุดท้ายถูกเก็บขึ้นมาหลังจากนั้นขายาวค่อยก้าวมาหาผมพร้อมปึกกระดาษขาดๆ

                พออยู่เงียบๆแล้วมันรู้สึกดีขึ้นจม หมายถึงด้านอารมณ์โมโห แต่ความรู้สึกแย่ยังติดลบอยู่ งานกูพังกูคงดีใจลุกมาเต้นตีลังก้ามั้ง

                “ พังหมดแล้ว ”

นัยน์ตาจ้องมองกระดาษพวกนั้นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ อาการหัวร้อนสลายละลายไปกับน้ำตาจริงๆ ว่าแล้วยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าตาลวกๆ “ ต้องร่างใหม่ ”

                “ พังที่ไหน ” เสียงทุ้มเอ่ยแย้งแล้วขยับมานั่งลงข้างๆผมชูกระดาษให้ดู “ ไม่พังสักหน่อย ”

                “ ประสาทเสียรึไง ขาดขนาดนี้ ” บ่นกลับไป นั่งร่างเป็นชาติแถมดีเทลเกือบทั้งหมดก็กลายเป็นซากฝุ่นไปแล้ว ต้องนั่งสมาธิรำลึกอดีตมั้ยว่าดีเทลทั้งหลายทั้งแลมีอะไรบ้าง

                จะทำอะไรได้ถ้าไม่ใช้คิดใหม่ทำใหม่...

                ปวดหัวชะมัด

                “ ไม่เครียดดิ ” เสียงกวนประสาทยังคงไม่เลิกไม่ลา ดึงมือผมที่กำลังกุมหัวตัวเองไว้ราวกับคนจิตตก กำลังจิตตกมากถึงมากด้วยให้ตายสิ

                “ งานกู ไม่ใช่งานมึง มึงก็ไม่เครียดไง ” ระบายลมหายใจหงุดหงิดไป

                “ งานกูส่งไปแล้ว ตอนนี้ว่าง ” มันว่าเสียงราบเรียบแล้วโบกกระดาษในมือให้ดู “ เดี๋ยวซ่อมให้ ”

                “ เละขนาดนี้? ” ถึงซีจะฉีกออกมาเป็นแผ่นใหญ่สี่ส่วนเป็นหกส่วนบ้างแต่ยังไงมันก็ยากที่จะต่อ

                “ ทำได้สิว่ะ ” มันยิ้มขมให้แล้วมองตาผมด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก...

                “ ... ”

                “ รูปถ่ายกูยังเคยถูกฉีกแทบเป็นผง ...กูยังต่อใหม่ได้เลย ”

                ผมนิ่งไปนิดเหมือนมีอะไรมาดึงรั้งในอก “ รูปคงสำคัญ ”

                “ สำคัญมากๆ ” เสียงมันหนักแน่นและตอกย้ำ... สงสัยจะเป็นรูปคนรักที่รักมากมั้งถึงขนาดเก็บมาต่อใหม่แม้จะถูกฉีกทิ้ง...

                ผมพยักหน้าแล้วยิ้มนิดๆคล้ายสมเพช “ เหมือนกูเลยว่ะ ”

                “ เหมือน? ”

                “ รูปวาดกูก็เคยถูกฉีก ถูกโยนทิ้งก็มี แย่หน่อยก็เผา ” ผมว่าแล้วจ้องตามันกลับบ้างสีหน้าของคนฟังดูสับสนนิดๆเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูด “ เลิกพูดเรื่องเก่าเถอะ ไม่มีอะไรน่าจดจำสักนิด ”

                “ อือ... ไม่น่าจดจำ แต่กูก็ยังจำ ” วินยอมพยักหน้ากึ่งๆไม่อยากพยักหน้าแต่ผมบอกแล้วไม่อยากพูดเรื่องเก่าๆของตัวเอง

                " น่าอิจฉาคนที่มึงถ่ายรูปเนอะ " ผมค่อนยิ้มให้ตัวเองเเล้วปล่อยให้ประโยคนั้นเบาจนหายไปในลำคอ...

ถ้าเรื่องเก่าถูกยกขึ้นมาแล้วทำร้ายปัจจุบัน... ควรทิ้งอดีตไว้ข้างหลังดีกว่ามั้ย....

“ กูไปทำงานต่อ ” จะสภาพบอบช้ำแค่ไหน งานก็ต้องทำ เกิดเป็นธาราจิตใจต้องเเกร่งดุจเพชร งานพังเสียใจเเค่ไหนโมโหเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องปลง...และทำใหม่...

                พูดว่าจะทำงานเท่านั้นแหละสีหน้าเซ็งของอีกคนตามมาทันที “ สภาพนี้? พักหน่อยก็ได้ ”

                “ พักอะไร พักเอฟก็ลอยสิว่ะ ไม่ได้ว่างจัดเหมือนมึง ” ผมแหวใส่ลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับไปตึกคณะแต่เสียงงอแงของคนเคยระเบิดอารมณ์ร้ายมานี่ใช่คนเดียวกันแน่เหรอ

                “ พักหน่อยเถอะ ไปกินข้าวกัน ” รบเร้าหนัก " ไม่ได้จอตั้งสามวันเลยนะ ไม่คิดถึงผู้ชายของมึงบ้างเหรอ "

                " ไม่ " ส่ายหน้า “ และกูกินข้าวแล้ว จะไปทำงาน ”

                “ ทำงานตอนนี้มีแต่เละ มึงควรจะทำใจให้เย็นก่อน ” เมื่ออ้อนไม่ได้ เหตุผลเลยถูกยกขึ้นมา... กี่ครั้งแล้วที่มันทำตัวเป็นผู้ใหญ่ดุเด็ก กี่ครั้งแล้วที่ผมต้อง...ยอมทำตาม

“ เออ พักก็ได้... ” ผมว่าง่ายตามนั้นถอนหายใจเฮือก “ สองชั่วโมง ”

ยอมมันอะไร ผมแค่รู้สึกล้า เมื่อย ไม่ได้พักเพราะคำพูดมันสักหน่อย

                “ สองชั่วโมงกูก็ต่องานให้มึงเสร็จพอดีครับ ” คลี่ยิ้มชวนเสน่ห์น่ามองก่อนจะลุกขึ้นตาม “ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ กลับห้องมึงก่อน ”

                ย่นคิ้วไม่เข้าใจ “ ไปทำไม ”

                วินทำหน้าประหลาดใจแล้วมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้ากลอกตาขึ้นนิดๆ “ ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ ”

                “ เอ้า ”

                “ ไปอาบน้ำสิครับ เน่าแล้วเนี่ย! ” ส่ายหน้าเอือมระอา “ ถึงกูจะชอบมึงมาก แต่ไม่อาบน้ำนี่รังเกียจนะ ”

                รังเกียจมาก...กอดซะแน่นเลยมึงตอนแรก....

                “ เรื่องของมึงเถอะ ”

                น้ำเสียงเย็นชาของผมหรืออะไรไม่รู้ไอ้วินเลยเดินเข้ามาคล้องคอเกาคางผมเล่น “ โอ๋เอ๋ ไม่งอนสิครับ หยอกเล่น อยากให้อารมณ์ดี ”

                “ เห็นหน้ามึงกูก็อารณ์เสียแล้ว ”

                “ เจ็บปวด! ” มันร้องโอดครวญอย่างเว่อร์วังทำหน้าตลกอีกจนผมต้องยอมหลุดยิ้มมานิด ผมกับมันเดินออกมาจากมุมอับของตึกได้ก็เจอกับผู้ชายสองคนกำลังยืนตีกันพอดีแถมหน้าคุ้นๆทั้งคู่ด้วย

                “ มึงจะเข้าข้างน้องรหัสมึงใช่มั้ย! ” ลม

                “ ไม่ใช่ ” ฝุ่น

                “ แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่ให้กูต่อยมัน!!

                “ เดี๋ยวมีเรื่อง ”

                “ ก็มีไปสิ! ไม่กลัว!

                “ อายุมากกว่าผมตั้งปี ทำไมยังคิดไม่ได้อีกครับ ” ถอนหายใจทิ้งเบื่อหน่าย “ พี่จะจบอยู่แล้ว ทำตัวให้มันดีๆหน่อย แบบนี้ใครจะเคารพ ”

                “ มึงเป็นแม่ หรือ ผัวกันแน่วะ!

                “ ผัวสิครับ ”

                คนหนึ่งก็ไฟลาวาอีกคนก็น้ำแข็งขั้วโลก...  

                ไอ้ลมพอไม่มีอะไรจะเถียงก็ยืนกระทืบเท้าขัดใจหันมาเห็นผมพอดีก็ถลาร่างมาผลักไอ้คนข้างๆผมไปไกลๆเหมือนตัวเชื้อโรคแล้วกอดผมแน่นเอาหน้าไถกับอกผม

                “ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ยอุ่น เฮียโคตรห่วงเลย ฮือ ” บทดราม่ามาอีกตามเคย “ ไอ้เหี้ยซีทำอะไรน้องรึเปล่า จิกข่วน ต่อย เจ็บตรงไหนมั้ย น้องน้อยของเฮียยิ่งบอบบางตัวเล็กไม่มีแรงสู้คนอยู่ ฮือ ”

                เว่อร์กว่าไอ้วิน ก็พี่กูนี่แหละ...

                “ อึดอัด ” พูดเบาๆ แล้วงัดไอ้พี่ออกจากตัว มันเงยหน้าเศร้าๆขึ้นมามองผมกะจะเล่นบทดราม่าต่อก็เป็นอันหยุดไปเมื่อตาคมเห็นบางอย่าง...

                “ อุ่น...ร้องไห้เหรอ ” มันถามเสียงสั่นมือที่จับต้นแขนผมอยู่สั่นระริก

                “ มะ ”

                “ มันทำอะไรอุ่น มันทำอะไร!! ” ลมตะคอกใส่หน้าผมแล้วเขย่าไม่หยุด จ้องหน้าผมแทบจะสิง ยิ่งผมไม่ตอบมันก็รีบกวาดตาสำรวจร่างผมรวมทั้งเหล่ไปทางไอ้วินก็เห็นปึกกระดาษขาดๆก็คล้ายๆจะเข้าใจขึ้นมา “ มันฉีกงานน้อง? ”

                “ อืม ”

                “ ชาติหมาชิบ ” ลมสบถเบาๆ “ โอ๊ย!  มึงตีกูทำไม!

                ฝุ่นว่าหน้าขรึม “ พี่พูดไม่เพราะ ผมไม่ชอบ ”

                “ โอ๊ยยย กูเกลียดมึ๊งงงงง ” ลมกระโดดหลบมือไต้ฝุ่นแล้วทำหน้าเคร่งเครียด... คิดอยู่นานก็พูดขึ้น “ อุ่น ไปพักเถอะ เดี๋ยวเฮียจัดการเอง ”

                “ ผมว่าพี่อย่าทำเลย ” วินขัดขึ้นมา “ ผมจัดการเองดีกว่า ”

                “ รอมึงจัดการก็ชาติหน้า น้องกูตายไปสามตลบแล้ว ” ลมพูดเสียงดังก่อนจะหันไปอีกด้าน “ ให้พวกกูจัดการ ไวกว่าเยอะ ชั่วกว่าแยะ เลวบริสุทธิ์... ใช่มั้ย  

                สิ้นประโยคเสียงซอกแซกคล้ายคนโผล่ออกมาจากป่าหลังตึกดังขึ้นพร้อมเสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมาหลายวัน...

                “ ใครจะยอมให้พี่ที่น่ารักของผมโดนอยู่ฝ่ายเดียวกันล่ะครับ ” น้ำเสียงระรื่นนำมาก่อนเลย “ ฉีกงานคนอื่นแบบนี้ ฟ้องเรื่องทำลายทรัพย์สินได้เลยนะ ควรฟ้องศาลไหนดี แต่ผมว่าศาลเตี้ยนี่แหละเหมาะสุด วิดีโอก็ชัดแจ๋ว หลักฐานดี๊ดี ”

                “ ไอ้ไฟ... ” ผมหันไปมองน้องชายตัวดีเดินยิ้มร้ายออกจากหลังตัวไม้ใหญ่พร้อมหนังสือกฎหมายในมือสภาพมันจะหล่อมากท่าไม่มีเศษไม้ใบหญ้าเต็มหัว...

                “ ต้องคิดบัญชีสองเท่า แล้วหลังจากนั้นค่อยเอาทำมาอาจารย์ใหญ่... ไม่ๆดูท่าจะมีอาการทางจิตด้วยต้องลองศึกษาสภาพจิตใจดูก่อน... อืมมม คุ้มจริงๆถ้าได้ตัวมาทดลอง ” เสียงจากอีกด้านมาพร้อมหนุ่มแว่นหัวกระเซิงมีกิ่งไม้เต็มหัวพอกันแถมยังสวมเสื้อกาวน์อยู่บ่งบอกว่ามันวิ่งหน้าตั้งออกจากห้องทันทีที่ไอ้ลมบอกในมือกำลังถือหนังสือเรียนเล่มโต “ ที่สำคัญ... ถ้าต้องมาแพ้ไอ้เด็กเวรแบบนั้นมันค่อนข้างเสียชื่อ ”

                “ ดิน มึง...ด้วยเหรอ ” นี่ไม่มีใครคิดจะห้ามกันเลยรึไง พี่น้องดี...พากันสนับสนุนทำชั่ว

                “ อ่าฮะ ใครมันจะยอมให้ไอ้เด็กผีนั่นมันเล่นน้องอุ่นกับไอ้เหี้ย เอ๊ย ไอ้หมา เอ๊ย ไอ้สัส เอ๊ย ไอ้เฮี๊ยลมอยู่ฝ่ายเดียวเล่า ” ดินว่าด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ แค่ไอ้ลมก็เป็นหมาขี้แพ้ไปแล้ว บ้าเป็นเดือน แต่เฮียดินคนนี้ผู้รักน้องสุดใจขาดดิ้นจะทำให้อุ่นชนะเอง วางใจได้เลย ”

                ไม่ กูไม่ไว้ใจรอยยิ้มมึงสักนิด

                “ มึงเรียกกูผิดขนาดนี้ มาต่อยกันเลยมั้ยวะ! ” ลมว๊ากใส่แทบจะถลาไปกระทืบ “ แล้วใครแพ้! กูชนะเว้ย!

                “ เล่นตามเกมส์มันนี่ไม่แพ้เลยเนอะ ไม่น่ามีพี่โง่เลยกู ” หางตาเหลือบมองอย่างเหยียดๆ “ และกูยังไม่ได้คิดบัญชีมึงที่ปิดบังนะลม ”

                เงียบกริบสิ...

                “ มึงก็อีกคน ไอ้ฝุ่น ” เบนความสนใจไปที่คนหล่อกระชากไตแล้วแยกเขี้ยว “ ระวังกลายเป็นอาจารย์ใหญ่โดยไม่รู้ตัว ข้อหา... ”

                ข้อหาแดกพี่คนโตของบ้าน...และเคยทำให้ไอ้ลมจิตตกเป็นเดือน...

                “ มึงแย่งตำแหน่งเดือนมหาลัยไปจากกู!!

                ไฟยื่นมือไปผลักหัวพี่คนรองอย่างหมั่นไส้ “ ถุย ไอ้ห่า กูก็นึกว่าจะห่วงไอ้ลม ”

                “ หน้าอย่างมัน ใครจะไปห่วง ” ยีนเด่นของบ้านนี้คือความปากแข็ง...

                “ ใครให้มึงห่วง กูให้หมาขี้เรื้อนห่วงยังจะรู้สึกดีกว่าอีก ”

                ปากจัดก็ไม่มีใครยอมใครจริงๆ... ผมถอนหายใจเฮือกแล้วยิ้มออกมาอย่างน้อยเวลาที่แย่ที่สุดผมก็มีพวกมันอยู่ข้างๆ ถึงจะบ้าๆบอๆ พวกมันก็รักผมห่วงผมยิ่งกว่าอะไร...

                “ แล้วพวกพี่ๆน้องๆจะทำยังไงกันครับ ” วินถามขึ้นกลางวงสนทนาสร้างความสนิทสนมของพี่น้องสามหน่อ

                ดิน “ มึงอยู่เฉยๆ ”

                “ ดูแลพี่กูสามวันให้ดีอย่าให้พี่กูออกไปไหนมาไหนมากถ้าไม่จำเป็น อย่าให้คนในมอเห็นจะดีมาก ”  กูเป็นโจรข้ามชาติพกอาวุธเถื่อนรึไง “ ยุงอย่าให้ไต่ไรอย่าให้ตอมมดอย่าให้กดแมลงวันอย่ามาใกล้หนอนอย่าให้เฉียด... ” ไฟว่าไม่ทันจบผมก็ซัดกะโหลกมันเต็มเหนี่ยว

                “ มึงเอากูใส่ถุงสุญญากาศหิ้วไปด้วยเลยมั้ยถ้าจะขนาดนี้  

                ไฟร้องครวญ “ โธ่ ก็ไฟห่วง!

                “ อย่าเว่อร์ให้มาก ” ผมบ่นใส่แล้วถามอย่างไม่เข้าใจ “ แล้วทำไมต้องให้มันดูแลกูสามวัน แล้วยังไม่ให้เจอหน้าผู้คนอีก แค่นี้กูก็เป็นมนุษย์ถ้ำหลังเขาแล้ว ”

                ไหล่ทั้งสองถูกฝ่ามือของพี่ชายสองหน่อตบเบาๆราวกับให้กำลังใจ...

                “ น้องน้อยยังไม่ต้องรู้หรอก เดี๋ยวจะเครียดเปล่าๆ ตั้งใจทำงานดีกว่า เดี๋ยวโทรตามเฮียแฝดให้ ” ดินว่าอย่างอ่อนโยนก่อนเสียงจะต่ำลง “ ส่วนเด็กเวรนั่น...จะเอาคืนให้สาสมที่มันแกมาเล่นกับพี่น้องกู ”

                “ ตอนนี้มึงพาน้องกูไปพักก่อนไป ” ลมว่าแล้วสบตาไอ้วิน “ ไว้ใจพวกกูเถอะ... จัดการเบาๆเบาะๆเบสิกๆ ”

                ฝุ่นถามคนรักอย่างกังวลใจ “ เบาขนาดไหนครับ หวังว่าคงไม่มีใครตาย ผมยังไม่อยากเอาข้าวกับโอเลี้ยงไปให้พี่ในคุกนะ ”

                “ มึงอยู่ฝั่งไหนห่ะ!

                “ เรื่องนี้ผมไม่ยุ่งครับ ” ฝุ่นพรืดลมหายใจอย่างเครียด “ แต่ระวังหน่อยก็ดีนะครับ ”

                “ ห่วงมันก่อนเถอะ หึ ” รอยยิ้มชั่วไปอีกพี่ผม

                “ นี่ตกลงพี่จะให้ผมห่วงใครกันแน่ พอห่วงซี พี่ก็หึง พอห่วงพี่ พี่ก็ไล่ไปห่วงซี ” ฝุ่นถามอย่างอดทนไม่ไหว “ สรุปพี่จะเอายังไงครับ ”

                “ โอ๊ย มึงอย่าเพิ่งมากวนประสาทกูตอนนี้ได้มั้ย!

                ผมส่ายหน้ากับสองคนนี้ที่ตีกันไปแล้ว ไอ้ดินเลยจำต้องเป็นคนพูดเอง... “ อุ่นไม่ต้องห่วงหรอก ”

                “ จะทำให้เบาที่สุด เบาชนิดที่... ”

                “ ไม่มีทางมาเสนอหน้าเดินเตร่ในมอได้อีกไง : ) ”


                นี่เบาแล้ว?

                อย่าคิดจะห้ามพวกมัน...เพราะในพจนานุกรมบ้านผม

                ไม่มีคำว่าแพ้!

 

               แต่ตอนนี้ขอไปอาบน้ำก่อน... รังเกียจตัวเองชิบหาย

               




*********************************

72.99 + 27.01 = 100%

สกิลการอัพเริ่มกวนประสาทขึ้น 55555555 #อย่าขว้างรองเท้าค่ะ

 #แต่ขอหน่อยก็ดีค่ะเพิ่งโดนขโมยรองเท้าไปตอนไปงาน เจ็บปวดจริมๆ T^T

คำเตือนสำหรับการอ่านนิยายเรื่องนี้ก็...เปลี่ยนอารมณ์ไวชนิดกะพริบตาปุ๊บ เปลี่ยนเลย


พื้นฐานนิสัยของอุ่นจะเป็นคนที่เปลี่ยนอารมณ์ไหวอยู่เเล้ว แบบโกรธก็โกรธเเต่พอมีอะไรมาเบรกอารมณ์ก็จะเข้าโหมดปกติแบบช้าๆค่อยๆแล้วก็หายโกรธเลย อย่างตอนที่โมโหอยู่ในตอนนี้พอวินเข้ามาหยุด อารมณ์โมโหนางก็ค่อยๆจางไปเอง... เป็นคนเดาอารมณ์ยากนั้นเอง 5555555555 เรื่องก็จะเดาอารมณ์ยากไปตามๆกัน


สามหมาคัมเเบคอะเกนนนน มีคนคิดถุง #ฝุ่นลมมีนิสนึง อุ๊ยๆ บ้านนี้พี่น้องเขารักกัน... จะเเสดงออกกับอุ่นมากที่สุด ส่วนคนที่เหลือก็รักเเต่เเสดงออกเเบบหยาบคาย เเค่นั้น 5555 บางทีมันก็อายที่ต้องมา... ลม วันนี้ลมเป็นไงบ้าง กินข้าวยัง ดินเป็นห่วง ไฟล่ะ เรียนเหนื่อยมั้ย 555555 ก็คงไม่ใช่ #คงคิดสภาพไม่ออกกันเเล้ว


สำหรับซีเเล้วคือถ้ามองในมุมทั่วไป นางก็ดูปกตินะ เเบบคุยรู้เรื่อง ใช้ชีวิตเรียนได้ วินอุ่นอาจจะสับสนไปตามๆกันว่า เฮ้ย มันบ้าหรือไม่บ้า มันปกติมั้ย เพราะบางทีบางครั้งเวลาเราโมโหหรือเสียใจมากๆ ก็พูดไม่รู้เรื่อง พูดความในใจมา ฟูมฟายเเล้วก็เเค้น เออ...สรุป คนเขียนเนี้ยบ้าสุด ไม่ต้องถามหาใครบ้า 55555


รู้สึกคุยยาว พอๆๆ


*เดอะเเก๊งค์ของอุ่น มี 4 คน มีอุ่น คิม ไผ่  เเละเปลวเทียน

เรื่องนี้ไม่ได้เเฟนตาซีนะคะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด 5555555 

เปลวเทียนมีความพิเศษในตัวเฉพาะบุคคล... เรื่องเปลวเทียนขอเงียบไว้ก่อนแล้วกัน

ตอนนี้คิวของเราคือ วินอุ่น(แฝดงู+ฟราน) ดินปาย ฝุ่นลม เราจะยังไม่นอกกรอบไปไหน

#เราจะไม่หาเรื่องใส่ตัวเพิ่ม

ฝุ่นลม ยังคงคิดชื่อเรื่องไม่ออก อัพไม่ได้สักที #ความโง่


ขอบคุณทุกคอมเม้นค่ะที่เป็นกำลังใจให้เสมอ

ปล.เม้นต์ได้เต็มที่ค่ะ ระบาย บ่น ด่า อินไปกับเรานะคะ ขอบคุณค่ะ คืนนี้ฝันดีนะคะะะะ ^^ 









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 491 ครั้ง

255 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 เมษายน 2562 / 07:11
    พี่น้องอุ่นน่ากลัวอะ
    #10158
    0
  2. #10101 KronkanokKeanak (@KronkanokKeanak) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 10:08
    ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองคือคนในครอบครัวอุ่นเลยค่ะ
    #10101
    0
  3. #10015 686814123new (@686814123new) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 14:14
    ไรท์ขอเวียร์ไฟด้วยสิ. คู่นี้จิ้นอยู่น่ะค่ะ
    #10015
    0
  4. #10007 MINERVA09 (@morakot3014) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 17:14
    ทำตัวปัญญาอ่อนไร้สาระว่ะ ไปขโมยงานเขา-มีปัญหาทำได้แค่นี้สินะ:)#กากว่ะ
    #10007
    0
  5. #10002 VKK42 (@VARANTHITA) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 12:28
    แม่มด็น่าจัดเต็มให้จริงๆแหล่ะ เลวซี
    #10002
    0
  6. #9986 diizzpop2107 (@diizzpop2107) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 มกราคม 2562 / 23:47

    พี่น้องบ้านนี้รักกันแบบฮาร์ดคอมากกก สนุกกกด

    #9986
    0
  7. #9953 rattanalak44 (@rattanalak44) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 12:00
    อิซี

    แม่งร้าย
    #9953
    0
  8. #9922 Danwtlese (@sutida72) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 16:19
    คมแฝกนี้คือเอาตีแสกหน้าซี ถูกไหม....
    #9922
    0
  9. #9872 ployly16 (@ployly16) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 21:39
    ใครๆ ก้อรักตะเองอะ น้ำอุ่น
    #9872
    0
  10. #9816 0818770547 (@0818770547) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 17:19

    เปนน้ำอุ่นนี่ดีน่ะ คนรักมากมาย
    #9816
    0
  11. #9787 AK-Kan (@AK-Kan) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 19:30
    เราชอบตอนนี้มากเลย ไม่เคยอ่านเรื่องไหนแล้วเกลียดตัวละครได้จริงจังเบอร์นี้มาก่อน #อ่านไปด่าไปลั่นบ้านจ้าา555
    #9787
    0
  12. #9750 Jinjoo.K (@yeye_mylove2) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 17:48
    ตอนอ่านว่าโมเดลถูกฉีกนี่เหมือนโดนเอง อิเห้ เลือดขึ้นหน้าสุดๆ ถ้านี่โดนบอกเลยว่าคนทำมันไม่ตายดีแน่ๆ อิเว้นนนนน
    #9750
    0
  13. #9749 Jinjoo.K (@yeye_mylove2) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 17:47
    กรี๊ดดดดด น้องชูป้ายไฟเชียร์ดิน ลม ไฟ เลยค่ะ จัดให้หนัก!!!!!
    #9749
    0
  14. #9736 34257766 (@34257766) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 23:46
    ภาพข้างบนคือ...เลือกคมแฝกที่เหมาะมือไปตีหน้าอิซีค่ะ ฮ่าาาาา
    #9736
    0
  15. #9660 passapron1312 (@passapron1312) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2561 / 21:07
    จัดปายยย!!!! เอาให้อิคุณน้องซีจอมแหล เอาให้หน้ามันแหกจนบีบร้าวเลยน่ะค่ะ
    #9660
    0
  16. #9492 koy_incle (@orasa1732) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 19:36

    ลมดินไฟจัดชุดใหญ่ให้แม่นางซีให้เต็มที่เลย บังอาจมามาทำลายงานของน้องอุ่น

    #9492
    0
  17. #9462 UDiE47 (@UDiE47) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 / 07:47
    ไว้อาลัยเเด่เด็กดอกซี3วิค่ะ55555
    #9462
    0
  18. #8998 Bameverthing (@-Bameverthing-) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 20:32
    เจ็บแสบมากเด้ออ
    #8998
    0
  19. #8616 plengkanlayawat (@plengkanlayawat) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มกราคม 2561 / 22:24
    ไว้อาลัยสามวิให้น้องซีค่ะ123ขอบคุณคะ55
    #8616
    0
  20. วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 16:52
    เบาๆแบๆ /กระตุกยิ้มมุมปาก
    #8353
    0
  21. วันที่ 14 กันยายน 2560 / 13:26
    แท็คทีมขนาดนี้...ขอไว้อาลัยให้เลยค่ะ หึฟ์...
    #8279
    0
  22. #7088 Ladda Aew (@ladda2523) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 11:22
    แค่หมาตัวเดียวจัดการไม่ได้ไง
    #7088
    0
  23. #7065 YB229 (@YB229) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 12:42
    จัดการเบาๆ เบาะๆ เบๆ หึหึ 555555555
    #7065
    0
  24. #6930 ma_jung (@mameawxsoo2537) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 มีนาคม 2560 / 19:01
    โดนคร้าาาาาา หึหึ
    #6930
    0
  25. #6002 FairyP718 (@sn_inmymind) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 02:21
    เอาซีไปเก็บ จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบไปเลยค่าาา
    #6002
    0