_VAMPIRE'S WORLD_ [BL]

ตอนที่ 4 : 3_WILD FLOWER (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 143
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 ต.ค. 60

3_WILD FLOWER


 

 

( L ‘s point of view )

“ห้ามส่งเสียงเด็ดขาดนะโนอาห์”

บอกไปอย่างนั้นทั้งที่คนที่หายใจแรงที่สุดด้วยความตื่นกลัวคือผมเอง โนอาห์ใช้มือทั้งสองข้างปิดปากของตัวเองแล้วพยักหน้ารับ ผมจึงใช้กลุ่มผ้าแถวๆ นั้นลากลงมาปิดบังร่างของเขาที่นอนหลบอยู่ใต้เตียงนอน

เสียงฝีเท้าและสัมผัสตัวตนของสัตว์ประหลาดพวกนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมหันไปหยิบมีดเล่มยาวออกมาจากกลุ่มของมีคมมากมายที่เรียงรายอยู่ในถังขนาดใหญ่อย่างกับที่ใส่ดินสอ ดูจากรสนิยมแล้ว เจ้าของรถคาราวานแห่งนี้คงเป็นไอ้แก่แวมไพร์นักสะสมสักตัว ผมดูถูกอีกฝ่ายในหัวเพื่อแกล้งเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง และหยุดหยดเหงื่อที่ผุดออกจากไรผม

แต่ความเป็นจริง ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่รูปลักษณ์ใกล้เคียงกับคำว่าแก่ ผมหวดแขนเต็มแรง แต่อีกฝ่ายก็คว้าข้อมือของผมไว้ทัน แรงมหาศาลบิดทั้งแขนไปไพร่หลัง มีดหล่นออกจากมือไปแล้ว ผมใช้แขนอีกข้างศอกกลับไป และเหมือนว่าคราวนี้จะทำความเสียหายได้ ผมถลาตัวหยิบมีดที่หล่นอยู่กับพื้นขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายก้าวถอยไปด้วยความเจ็บปวด

ผมต้องฆ่าเขา ผมต้องฆ่าเขา ไม่อย่างนั้นก็จะโดนฆ่าเอง

แต่การจะทำแบบนั้นมันช่างน่ากลัวและแทบสิ้นหวัง ถึงพร่ำบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมตายขนาดไหน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้พละกำลังของมนุษย์คนหนึ่งเทียบเท่ากับแวมไพรขึ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เมื่อหันกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง ร่างโปร่งก็ตามมาเล่นงานผมอย่างรวดเร็ว หมัดของเขาหนักมหาศาล ผมพยายามตั้งสติ ตวัดใบมีดกลับไปแต่รู้ตัวอีกครั้งกลางลำตัวถูกกระแทกรุนแรง ผมสำลักลม ลำแขนอีกฝ่ายโอบเข้าคล้ายตั้งใจจะรัดคอผม สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งให้ผมขบกรามลงบนผิวเนื้อนั่น แต่ไม่ทัน ศีรษะผมถูกตบอย่างรุนแรง และจุดบอบช้ำเดิมที่ท้องก็โดนเตะซ้ำ ผมทรุดลงกับพื้น เงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นเพียงนัยน์ตาสีฟ้าที่สะท้อนกลับมาในความมืด

ประกายสีฟ้านั้นกลืนกินความหวังและกำลังใจของผมหายไปในพริบตา ราวกับอุณหภูมิรอบตัวติดลบ

ร่างตรงหน้าไม่รีบร้อนที่จะจัดการผมอย่างที่คิด เขายืนนิ่ง สบตากับผมยาวนานราวกับมีเวลาเป็นชั่วนิรันดร์ จนในที่สุดจึงค่อยๆ ลดตัวเองลงมาใกล้ ผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นดังกึกก้องในขณะที่ยืดคอหนีจนสุดเมื่ออีกฝ่ายค่อยๆ ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ

“ฆ่าฉันสิ” ผมเค้นเสียงท้าทายด้วยศักดิ์ศรีที่ยังเหลือในตัว แต่ดวงตาที่รอบด้วยแพขนตายาวก็ยังเรียบเฉย สีหน้าของเขานิ่งเสียจนผมเผลอคิดไปว่าบางทีที่นี่อาจยังไม่ใช่จุดจบของชีวิตผมก็ได้

“เลียม..”

!!

แวมไพรกระชากผ้าที่ผมจงใจคลุมปิดร่างของโนอาห์ออกทันที ผมรีบกระโจนตัวไปบังไว้แม้จะรู้ดีว่าสายเกินไปแล้ว

ผมคาดเอาไว้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ คือภาพแวมไพรคลุ้มคลั่ง เสียสติด้วยความกระหายเลือด พุ่งหลาวเข้ามาฉีกร่างของผมเป็นชิ้นๆ

แต่สิ่งที่ผมมองเห็นต่อหน้านี้ ความเป็นจริง มีเพียงแค่ดวงตาที่เบิกโตขึ้น ก่อนค่อยๆ กลับมาหรี่นิ่งเช่นเดิม ความแหบพร่าเล็กๆ ติดมาพร้อมกับน้ำเสียงเนิบนาบ

“...เขากำลังตาย”

 


 ( K ‘s point of view )

เด็กชาย คนนั้น โกยอากาศหายใจทางปากอย่างไร้เรี่ยวแรง เม็ดเหงื่อผุดเต็มไรผม ใบหน้าซีดเผือด ของเหลวสีแดงเข้มย้อมเครื่องนุ่งห่มที่สวมใส่อยู่จนชุ่ม ..กลิ่นเลือดคลุ้งอบอวลจนผมเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมา

 “ไม่”

คนพูดดันร่างตนเองให้บดบังสายตาของผมที่กำลังพิจารณาร่างเล็กที่นอนหมอบอยู่กับพื้น .. เห็นชัดไปหมดว่าเขากลัวผม แต่นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นก็ไม่ยอมลดละความแข็งกร้าวลงไป แถมทั้งยังกล้าสู้กับผมอย่างไม่คิดชีวิต.. เพิ่งจะเคยเจออะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน

“เขากำลังจะตาย” ผมพูดความจริงอีกครั้ง

“ไม่!!”

นี่อาจเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ ว่ามนุษย์เกลียดการฟังความจริง ผมเคยได้ยินมาตลอดว่าสิ่งมีชีวิตนี้เปราะบาง แล้วก็อ่อนแอ แต่ไม่คิดว่าจะอ่อนแอถึงขนาดนี้.. อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มีความต้องการจะถกเถียงเรื่องนี้กับเขาต่อ ถึงได้ก้าวถอยหลังออกมา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่เว้นระยะระหว่างเราไว้ระดับหนึ่ง

ร่างตรงหน้ายังระวังตัวแจ เขาจ้องผมที่กำลังลากลังองุ่นใต้เก้าอี้ออกมากินเขม็ง “ไม่รู้ว่าทำไมพวกนายถึงมาอยู่ที่นี่ แต่ฉันไม่อยากได้ปัญหานะ รู้ไหม”

พูดจบผมก็เหลือบมองดูปฏิกิริยาอีกฝ่าย เขาดูแปลกใจอยู่ไม่น้อย “อะไร.. หมายความว่า นาย นายจะปล่อยพวกเราไปเหรอ”

ผมเกิดความลังเลขึ้นมาในวินาทีนั้น

ผมไม่ต้องการปัญหา และไม่ต้องการจะให้สิ่งมีชีวิตใดๆ เข้ามาในที่พักของผมด้วย แต่ถึงอย่างนั้น อะไรบางอย่างก็ทำให้ผมไม่สามารถตัดสินใจอย่างเด็ดขาดได้ .. บ้าบอ อย่าให้ความอยากรู้อยากเห็นฉาบฉวยมาสร้างปัญหาน่า ผมบอกตัวเอง

“ถ้านายพังข้าวของของฉันจนพอใจแล้วล่ะก็ นะ” ผมว่าพลางถอนหายใจ

สายตานั่นแสดงชัดเจนว่าไม่เชื่อคำพูดของผม ก็คงไม่แปลก ดูจากสถานการณ์ที่อีกฝ่ายโดนตามล่าอยู่จากฝูงงู เขาคงไม่เคยได้รับการปฏิบัติถ่อยๆ ใส่จนฝังใจไม่น้อย...

“นาย ..เป็นมนุษย์จริงเหรอ” ผมอดปากถามออกไปไม่ได้

“และนายก็เป็นแวมไพรจริงเหรอ?” คำตอบที่ได้รับกลับมาทำเอาผมอึ้งไปจนได้ “..นายแตกต่าง ทำไมถึง ทำไมถึงไม่คิดจะฆ่าพวกเราล่ะ?”

ถ้าผมถามกลับไปว่า แล้วทำไมฉันถึงต้องอยากฆ่านายด้วย? มันคงกลายเป็นการสลับกันถามและตอบคำถามด้วยคำถามอย่างไม่จบสิ้น

“อาจเพราะนายก็แตกต่างละมั้ง”

อีกฝ่ายไม่โต้ตอบอะไรผมอีก สายตาไม่เป็นมิตรถูกส่งมาให้ก่อนที่เขาจะหันไปให้ความสนใจอีกร่างเล็กที่นอนฟุบอยู่ที่พื้น “โนอาห์ กอดหลังพี่ไว้ เราจะกลับบ้านกัน”

“พี่.. ปลอดภัยแล้วเหรอ...” เสียงของร่างเล็กแหบแห้ง เบาบางราวกับลมกระซิบ ตรงกันข้ามกับกลิ่นดอกไม้ที่เริ่มหนามากขึ้นเรื่อยๆ บอกตามตรง มันราวกับเป็นหมอกที่มองไม่เห็น ความหอมที่มากเกินไปทำให้อึดอัด และเริ่มที่จะคล้ายกับกลิ่นของพวกมนุษย์สีขาวของออกัส..

อย่างนี้นี่เอง ผมเข้าใจแล้ว

มันคือสัญชาตญาณของนักล่า ที่รับรู้ได้ว่าเหยื่อตนไหนอ่อนแอ และเข้าใกล้ความตายมากที่สุด

“ปลอดภัยแล้วล่ะ นายกอดพี่ไหวใช่ไหม เราจะกลับบ้านกั... อะไรวะ!?”

!!!

“เงียบ” ปลายนิ้วของผมแตะริมฝีปากของร่างตรงหน้า เขาเบิกตาโต และไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอะไร แต่เขาก็เงียบเสียงลงอย่างว่าง่ายเกินกว่าที่คิด

เสียงฝีเท้าจากเกือกกระทบพื้นดิน ม้าที่ผมเลี้ยงไว้พ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ..และนั่นก็เป็นเพราะ มันได้กลิ่นที่ไม่น่าต้อนรับจากแถวๆ นี้

“...พวกมันกำลังมา” ผมพูด

“พวกมัน..” ร่างข้างๆ ของผมทวนคำ ผมมองเขาอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ใบหน้าดูดีเปื้อนรอยกระ ฟันสีขาวขบริมฝีปากล่างเบาๆ บอกถึงความหวาดหวั่นที่เขากำลังรู้สึก จนกระทั่งดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจะเบี่ยงกลับมาสบด้วย ผมตกใจตัวเองเหมือนกันที่ชั่วขณะเหมือนหนึ่งลืมสิ่งรอบข้างไปเพราะมัวแต่จดจ้องกับรูปลักษณ์ของเขา

“ฉัน..หนีไม่ได้แล้วเหรอ?”

ใช่.. นั่นคือคำตอบ แต่ผมกลับพูดออกไปไม่ได้ บางทีกลิ่นหอมจากตัวของเขาอาจทำให้สติของผมถูกดูดดึงหายไปทีละน้อย เพราะรู้ตัวอีกที เลือดสดๆ ก็ไหลทะลักออกมาจากข้อมือของผม หยดกระจายลงไปทั่วผืนผ้าห่มเก่าๆ ของผมเองแล้ว

“เอานี่คลุมไว้ มันน่าจะกลบกลิ่นของพวกนายได้” ผมว่าหลังจากโยนผ้าผืนนั้นใส่ร่างของเขา อีกฝ่ายมีสีหน้าที่เกินกว่าคำว่าแปลกใจไปแล้ว ผมขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมทำตามคำพูดของผมสักที “คลุมสิ?

ตึง โครม

“พวกมันอยู่ที่นี่แน่ๆ!” เสียงแว่วจากด้านนอกดังขึ้น ผมมองดูมนุษย์ทั้งสองที่นอนขดมิดชิดอยู่ใต้ผืนผ้าห่มแล้ว จึงเปิดประตูออกไป

“พวกแกมาทำบ้าอะไรกันในพื้นที่ของฉัน” ผมส่งเสียงถาม ทันทีกับที่ดวงตาสีเหลืองสดสามคู่จะพร้อมใจกันจับจ้องมาที่ผมอย่างพร้อมเพรียง แล้วต่างมองผมหัวจรดเท้า ราวกับจงใจจะเหยียดหยาม การกระทำแบบนั้นมันดูน่าตลกในความคิดผมขึ้นมา เพราะอันที่จริงผมต่างหากล่ะที่ควรแสดงท่าทางอย่างนั้นใส่พวกมัน

“อย่าเสือก” หนึ่งในพวกนั้นตอบ

“ที่นี่เป็นพื้นที่ของฉัน” ผมว่ากลับอย่างไม่รีบร้อน “แกมากกว่าที่อย่าเสือก”

“พูดอีกทีสิ” มันทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาเรื่องผม แต่ก็มีใครอีกตนที่รีบเอาตัวมาขวางไว้ก่อน

“เฮ้ ใจเย็นน้องชาย” อีกตนพูด “..นั่นเคย์นะ”

ผมได้ยินพวกมันอ้างอิงถึงชื่อของผมระหว่างบทสนทนาหลังจากนั้นอีกสองสามครั้ง แม้แม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ผลลัพธ์ก็ทำให้แวมไพรตนนั้นหยุดคลุ้มคลั่งลงได้

“เรากำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่ มันหนีมาที่นี่”

“อะไรบางอย่างงั้นเหรอ” ผมทวนคำพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สิ่งมีชีวิตตรงหน้าหลุดสายตาล่อกแล่กออกมาให้ผมเห็น “ถ้าหมายถึง แวมไพรที่มีกลิ่นแปลกๆ ..พวกมันขโมยม้าของฉัน แล้วหนีไปทางทิศเหนือ”

“ตอแหล!” ไอ้ตัวปากดีตัวเดิมว่า มันพุ่งเข้ามา แล้วเงื้อมือใส่ผม “ฉันไม่รู้ว่าพ่อแกมันใหญ่แค่ไหน แต่คนตายไม่ทำให้ฉันกลัวที่จะฆ่าแกหรอก”

แน่นอนอยู่แล้วว่าผมคว้ามือของมันเอาไว้ได้ทัน “จะเข้ามาดูข้างในก็ได้นะ” ผมพูดพร้อมยกริมฝีปากคล้ายยิ้มไปให้เล็กน้อย มันหน้าเสีย ไม่รู้ว่าจากคำพูดของผม สีหน้าของผม หรือจากแรงบีบมือของผมกันแน่

“ปล่อยนะเว้ย”

“เห็นแผลนี่รึเปล่า ไอ้สิ่งที่นายตามหา มันมากันสองตน ฟันแขนของฉัน ก่อนจะขโมยม้าฉันแล้ววิ่งไปทางทิศเหนือ” ผมปล่อยแขนของร่างตรงหน้า แล้วบิดข้อมือโชว์ให้ดูแทน “เข้าใจก็ไสหัวไปได้แล้ว แค่นี้ฉันก็อารมณ์ไม่ดีมากพอ..”

ทั้งสามมองหน้ากัน ท่าทางว่าใจก็คงอยากจะถอยทัพไม่น้อย แต่ก็คงยังหาเหตุผลมารองรับการกระทำนั้นได้ไม่มากพอ “แล้วแกก็ปล่อยมันหนีไปน่ะนะ?”

“นั่นสินะ” ผมตอบ “บางทีอาจเป็นเพราะกลิ่นแปลกๆ นั่น...พวกนั้นน่ะ เป็นแวมไพรเผ่าไหนกันแน่นะ? ลูกผสมงั้นเหรอ?”

เห็นชัดว่าพวกมันไม่ต้องการให้ผมพยายามติดใจหารายละเอียดจากเรื่องนี้ พวกงูพยายามปิดบังเรื่องมนุษย์เป็นความลับจากเผ่าอื่นๆ สินะ

“แม่งเอ๊ย!” มันสบถ ก่อนจะชี้หน้าผม “ถ้าฉันรู้ว่าแกตอแหลนะ”

ผมไม่โต้ตอบอะไรกลับ นอกจากมองพวกมันเดินแกะรอยคำพูดกลวงๆ ของผมไปทางทิศเหนือจนลับสายตา อาจเป็นโชคดีที่พวกนี้เป็นพวกที่อยู่ตำแหน่งล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จะว่าเป็นสมุนชั้นต่ำ แต่มันก็ไม่มีความบ้าดีเดือดเท่ากับพวกที่มาเผาเมืองเมื่อวันที่แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งก็ดี เพราะไม่อย่างนั้น ที่นี่ก็คงนองเลือด และทำให้ชีวิตของผมต้องยุ่งยากขึ้นไปอีกหลายระดับแน่ๆ

“นี่นาย...”

เสียงผมหลุดออกไปครึ่งลำคอ ผมนึกคำพูดอะไรไม่ออกกับภาพที่เห็น หลังจากเคลียร์กับสถานการณ์ด้านนอกเสร็จแล้วเดินกลับเข้ามาในคาราวาน ร่างสูงอุ้มเด็กนั่นไว้ในอ้อมแขนขณะพยายามปีนหนีออกจากหน้าต่างด้านหลัง เขาเบิกตาโตแล้วทำท่าจะกระโดดออกไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ช้ากว่าผมที่รั้งแขนนั่นแล้วกระชากกลับเข้ามาได้ทัน “ฉันช่วยนายไว้ จะไม่ขอบคุณสักคำ?”

“ฉันซาบซึ้ง แต่โนอาห์ต้องได้รับความช่วยเหลือ ได้โปรดปล่อยพวกเราไป” เขาพูดประโยคยืดยาว น้ำเสียงทุ้มติดอารมณ์แข็งกระด้าง แต่ก็เลือกใช้คำพูดสุภาพดี

“นายจะไปที่ไหน” ผมถาม

“ฉันบอกไม่ได้” เขาตอบ พร้อมเบือนหน้าหนี

“ต่อให้รีบยังไงก็ไม่ทันหรอก”

“แล้วยังไง!” ใบหน้าอีกฝ่ายหันกลับมาอย่างไม่พอใจ เขากัดฟันกรอด “ฉันทนดูโนอาห์เจ็บปวดโดยไม่ทำอะไรไม่ได้หรอก ..นายจะช่วยฉันไหมล่ะ? ฉันรู้ว่ามันบ้า แต่ แบบว่า พาโนอาห์ไปหาหมอได้ไหม นายอาจรู้จักใครสักคนหรือเปล่า หมอสักคนเขาเป็นแบบนาย..”

ผมผงะถอยหลังไปเมื่ออีกฝ่ายก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้นระหว่างพยายามโน้มน้าวขอความช่วยเหลือจากผม ใครสักคนที่เป็นแบบผมงั้นเหรอ หมายความว่ายังไง คนตรงหน้าต้องการจะเจอเผ่าค้างคาวเหรอ? แต่ที่สำคัญกว่านั้น.. “หมอ? หมอคืออะไร?”

“ว่าไงนะ”

“หมอคืออะไร” ผมย้ำ

“หมอก็คือ..” ร่างตรงหน้าชะงักคำพูดตัวเองไปเล็กน้อย ก่อนจะมองผมอย่างเหลือเชื่อ ผมจ้องมองเขากลับ อันที่จริงคำว่าหมอ มันฟังดูคุ้นหูไม่น้อย คล้ายว่าผมอาจเคยได้ยินมาจากเพลงของมนุษย์สักเพลง แต่ผมไม่รู้ความหมายของมัน “หมอก็คือคนที่รักษาอาการเจ็บป่วยของคนอื่น”

“ฉันไม่เคยได้ยินอาชีพอย่างนั้นมาก่อน”

“เป็นไปไม่ได้” เขาว่า ผมส่ายหน้า

“เรารักษาตัวเองได้” ผมพูด ก่อนจะยกข้อมือที่เคยโชกเลือดของตัวเอง ตอนนี้แผลได้ปิดและเริ่มสมานกันแล้ว อีกฝ่ายตาโต “แต่ต่อให้บาดเจ็บหนักจนรักษาไม่ได้ ตายมันก็แค่...ตาย”

“ไม่..” เขาส่ายหน้าบ้าง กำชับร่างเล็กในอ้อมแขนตัวเองแน่น ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาใช้ผ้าห่มเปื้อนเลือดของผมห่อร่างของโนอาห์เอาไว้ เพราะอย่างนี้นี่เองผมถึงหายใจได้ง่ายขึ้น “โนอาห์จะตายไม่ได้ ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ แต่เราคงไม่ได้เจอกันอีก เขารีบพูด แล้วเปลี่ยนทิศทางการเดินออกไปยังประตูด้านหน้า

“แต่ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไม่อยากตายระหว่างโดนอุ้มวิ่งกระหืดกระหอบผ่านพายุทรายหรอก”

ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องติดใจกับมนุษย์คนนี้มากนัก

ผมไม่ใช่คนที่รักจะออกความคิดเห็นมากมายอย่างนี้ ผมไม่เคยทำตัววุ่นวายแบบนี้มาก่อน..

“แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง! จะให้ฉันมองดูคนที่ฉันรักตายไปต่อหน้างั้นเหรอ ฉันทำไม่ได้หรอก! ฉันไม่ได้เย็นชาตายด้าน แบบพวกแกนะ!” ร่างโปร่งหันมาตะคอกใส่ผมจนใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แต่วินาทีถัดมา อีกฝ่ายก็ทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น “โธ่เว้ย ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำมันงี่เง่า แต่ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันต้องทำอะไรสักอย่างจริงๆ”

เขาคร่ำครวญขณะมองใบหน้าที่หมดสติไปแล้วของเด็กที่ชื่อว่าโนอาห์ เท่าที่ผมมองเห็นในตอนแรก เด็กคนนี้โดนทำลายส่วนลำตัวจนเหวอะหวะ เครื่องในได้รับความเสียหายมาก แม้ว่าส่วนหัวใจจะถูกยกเว้นไว้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง และกำลังจะตาย

ผมมองไปรอบตัว แล้วคิดไปว่าผมเอาตัวเองมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไง .. ถ้าเรื่องนี้ฉาวออกไปว่าผมช่วยเหลือมนุษย์ และยังเป็นมนุษย์ที่ถูกหมายหัวจากฝูงงู มันจะต้องมีอะไรน่ารำคาญและยุ่งยากตามมาอีกนับไม่ถ้วนแน่ๆ

“..นายยอมรับหรือยัง ว่าโนอาห์กำลังจะตาย” ผมถามเพราะอยากรู้จริงๆ

“...หุบปาก” เสียงสั่นเครือนั่นตอบออกมาทั้งที่ยังก้มใบหน้านิ่ง เขาร้องไห้อย่างนั้นเหรอ?

มนุษย์เปราะบางแล้วก็อ่อนแออย่างคำบอกเล่าไม่มีผิด

ใช่.. มนุษย์นั้นอ่อนแอ

และผมก็กำลังเสียสติ

“ฉันอาจทำให้เขารอดได้” ผมพูดกับเขา ก่อนจะพูดกับตัวเอง “ถ้าเรื่องเล่าพวกนั้นมันเป็นความจริง”

“หมายความว่าไง” อีกฝ่ายรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที เผยให้เห็นคราบน้ำตาที่เปียกแฉะทั่วทั้งใบหน้า นัยน์ตาสีน้ำตาลนั่นไม่ได้ประกายแสงเจิดจ้าเหมือนดวงตาของแวมไพร อันที่จริง มันออกจากจะทำให้ผมนึกถึงเปลือกไม้ ธรรมดาและไม่น่าสนใจถึงเพียงนั้น แต่อย่างไรก็ตาม สายตาที่ร่างตรงหน้าส่งมาให้กลับทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ อีกครั้ง และอีกครั้ง

กลิ่นดอกไม้ไหลลงปอดของผม หากเปรียบมนุษย์ใกล้ตายเหล่านั้นเป็นดอกไม้สวน ..ร่างตรงหน้าก็คงเหมือนดอกไม้ป่า..

“ให้เขาดื่มเลือดฉัน เปลี่ยนเขาเป็นแวมไพร”






100%
นักเขียนยังไม่ตาย

CHARACTER IMAGE                                                                                                


NOAH (โนอาห์)

35 ความคิดเห็น

  1. #35 เธเธฅเธฒ 11! (@Mox20) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 01:03
    ภาษาน่าอ่านมากก
    เสียดายนิดหน่อย อยากให้เคย์เป็นนายเอก/ไม่ทันแล้วว
    #35
    0
  2. #33 mamodzetou (@mamodzetou) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 06:36
    มาใหม่ค่า 5555
    น่าสนใจมาก ติดตามค่า
    #33
    0
  3. #32 mamodzetou (@mamodzetou) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 06:36
    มาใหม่ค่า 5555
    น่าสนใจมาก ติดตามค่า
    #32
    0
  4. #25 kwqn (@kawinpakk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 13:15
    ดีใจที่นักเขียนยังไม่ตายนะคะ เราจะเป็นแวมไพร์ไปด้วยกัน ตลอดชีวิตก็จะรอ;____; ฮือ
    #25
    0
  5. #22 Seathink (@ladyseagame) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 21:04
    เคย์ดูใสซื่อ น่าเอ็นดู... จริงๆ คนอ่านก็อยู่ดีนะคะ ยังจำได้อยู่ ????
    #22
    0
  6. #21 Seathink (@ladyseagame) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 08:15
    ดีใจที่ยังไม่ลืมเรื่องนี้ค่ะ T T
    #21
    1
    • #21-1 benny66 (@bennylove) (จากตอนที่ 4)
      27 ตุลาคม 2560 / 20:43
      ดีใจที่ยังมีคนตามเหมือนกันค่ะ
      #21-1