แรกรักบรรณาการ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 41,253 Views

  • 107 Comments

  • 313 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,412

    Overall
    41,253

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 3 เด็กยังไม่พร้อมยั่ว แต่เกือบหลวมตัวไปแล้ว 2 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    30 ม.ค. 62

 

หนทางที่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขด้วยข้อแม้ที่ว่าอีกสองปีต้องแต่งงานกับลูกสาวคนใดคนหนึ่งของเจ้าสัวสันต์  สิริสกุล ซึ่งมีลูกสาวสี่คน หากเหลือเพียงแค่พิชชุดาคนเดียวที่ยังเป็นโสด

...ว่าที่เจ้าสาวของโจเวยจึงเป็นสาวไร้เดียงสา บริสุทธิ์ผุดผ่อง เสียจนเขาต้องค้นหาข้อดี หาเหตุผลเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีงามเอาไว้

ถึงพิชชุดาจะมีใบหน้างดงาม ผิวพรรณเนียนใส แต่ก็ไม่ใช่สาวเต็มตัวที่จะมีทรวดทรงองค์เอวดึงดูดสายตาผู้ชาย เธอยังไม่โตพอที่จะมีมารยาดึงดูดความสนใจให้เขาอยากสานสัมพันธ์ในเชิงชู้สาว

หากแต่สถานการณ์ความเป็นความตายที่ผ่านมาร่วมกันก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนความรู้สึกให้เอนเอียงมาอยู่ในด้านดี มากกว่าด้านลบ

อย่างน้อยน้ำตาของพิชชุดาก็ทำให้เขารู้ว่าหากสิ้นลมหายใจ จะมีคนร่ำไห้ อาดูรกับการจากไปของเขา

อย่างน้อยก่อนหมดสติ ก็ยังได้ยินเธอพร่ำเรียกชื่อ มองตามอย่างให้กำลังใจ

และอย่างน้อยในตอนที่ลืมตา ยังเห็นเธอนั่งอยู่ข้างๆ รอคอยด้วยหัวใจที่มีความหวัง

อาจมีคำถามว่าผู้ชายที่พร้อมด้วยคุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติอย่างโจเวย ซึ่งเป็นถึงทายาทเพียงผู้เดียวของตระกูลเก่าแก่ ตอนนี้เขายังเป็นประธานใหญ่แห่งโจกรุ๊ป ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากมายกระจายอยู่ในไต้หวัน และจีน  นักธุรกิจหนุ่มโสดจะขาดแคลนความรู้สึกเอาใจใส่เหล่านั้นจากผู้หญิงด้วยหรือ

ไม่เลย...

ถ้าอัลลี่จางไม่ปล้นความรักและความซื่อสัตย์ที่ควรมีให้กับโจเวยเพียงผู้เดียว เอาไปมอบให้กับหวังจินเทา!

แล้วถ้าผู้ชายคนใหม่นั้นไม่ใช่หวังจินเทา เขาคงไม่รังเกียจ ไม่ตะขิดตะขวงใจหากเธอจะกลับมา แต่เพราะหวังจินเทา คือลูกนอกสมรสของผู้เป็นพ่อ คือพี่ชายต่างแม่ที่ไม่เคยได้รับการปลูกฝังให้รัก เคารพกันเหมือนพี่น้อง หากแต่เป็นเหมือนเพื่อนร่วมโลกที่จะอยู่หรือตายก็ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

 สามปีที่ถูกชายหญิงคู่หนึ่งปล้นเอาความซื่อสัตย์ไปจนสิ้น จากที่พูดน้อยอยู่แล้วกลายเป็นคนเก็บตัวมากขึ้นไปอีก การเอาชนะคะคานทางธุรกิจจึงเป็นหนทางเดียวที่เขาจะใช้หยามศักดิ์ศรีหวังจินเทา

ถึงเขาจะล้มเหลวในชีวิตรัก แต่ด้านธุรกิจก็เฟื่องฟูนัก ถ้าไม่นับรวมประกาศิตของผู้เป็นพ่อจากการเปิดพินัยกรรมซึ่งถ้าเขาขัดขืน การควบรวมสองบริษัทระหว่างโจกรุ๊ปและวี อีคอมเมิร์ส ต้องควบรวมกิจการอย่างไม่มีทางเลี่ยง

คิดมาถึงจุดนี้ทีไร โจเวยเป็นต้องถอนหายใจ อับจนด้วยหนทางแก้ไข อีกทั้งยังไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของพ่อผู้ล่วงลับ ว่าท่านหวังให้พี่น้องที่ไม่เคยรู้ซึ้งในความหมายนั้น ทำงานร่วมกันอย่างรักใคร่สามัคคีเช่นนั้นหรือ

...แล้วเพราะเหตุใดแม่ถึงได้ยินดีกับการรับเอาพิชชุดามาเป็นว่าที่ลูกสะใภ้นัก

คำถามเดิมยังไม่มีคำตอบ ตอนนี้กลับเกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก โจเวยคิดพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะที่เหลือน้อยเต็มที ความง่วงงุนเข้าครอบงำ หนังตาหนักจนไม่อาจฝืนได้อีกต่อไป

โชคดีที่โจเวยอยู่ในห้องเพียงลำพัง ไม่เช่นนั้นคงมีคนรู้ว่า... เขากำลังเพ้อถึงเด็กสิบแปด

“รู้ตัวไหมลูกพลับ เวลาเรายิ้มแล้วโลกสดใสจัง”

เปรยออกมาแล้วหาข้อแก้ตัวให้ตนว่า... คงเป็นเพราะฤทธิ์ยากระมังที่ทำให้เขาหลับไปพร้อมกับภาพรอยยิ้มสดใสของพิชชุดา

 

บ่ายจัดของวันต่อมา โจหลินซึ่งเดินทางถึงไทเปก็นั่งรถยนต์มุ่งหน้าไปหาลูกชายที่โรงพยาบาล พอเปิดห้องเข้าไปเห็นลูกชายกำลังนั่งรออยู่บนเตียง เปลี่ยนชุด เตรียมพร้อมจะกลับบ้านก็สร้างความประหลาดใจนัก หากแต่คำยืนยันของหมอว่าอาการเป็นปกติสามารถกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ ก็ทำให้คนเป็นแม่โล่งอกยิ่งนัก

ราวยี่สิบนาทีต่อมาสองแม่ลูกตระกูลดังแห่งเกาะไต้หวันจึงได้มีโอกาสคุยกันหลังอุบัติเหตุที่เกือบพรากเอาชีวิตของลูกชายเธอไป

“มันน่าโมโหจริงๆ ที่ซื้อรถยนต์ราคาแพงอย่างนั้น แบรนด์ดังขนาดนั้นแล้วระบบเบรกยังขัดข้อง แม่ต้องโทร. ไปต่อว่าสักหน่อยแล้ว”

“อย่าเลยครับแม่” โจเวยบอก แต่เมื่อเห็นความไม่พอใจที่ปรากฏอยู่บนสีหน้าของแม่จึงรับคำ อีกทั้งไม่อยากให้แม่ต้องมากังวลใจหากรู้ว่าระบบเบรกและการบังคับพวงมาลัยที่ขัดข้องอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ

“ผมสั่งอาหมิงให้ไปจัดการแล้ว แม่อย่าใส่ใจกับเรื่องขี้ผงพวกนี้เลย”

“ขี้ผงที่ทำให้ลูกเกือบตายนี่นะ” โจหลินตวัดเสียงสูงถาม

“ความจริงผมประมาทเอง ตอนนั้นไม่ได้คาดเบลต์ครับ”

แน่ล่ะว่าเหตุการณ์โดยละเอียดนั้นคุณนายโจหลินซักไซ้ไล่เลียงจากเลขานุการคนสนิทของลูกชายมาแล้ว อุบัติเหตุไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นอาจสร้างความหวั่นวิตกตามวิสัยของคนเป็นแม่ แต่อีกแง่หนึ่งก็รู้ดีว่าความเป็นห่วงเป็นใยที่โจเวยปกป้องพิชชุดานั้นคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกดีๆ

“น้องน่ารักใช่ไหม”

โจเวยหรี่ตามองแม่ซึ่งตั้งคำถามพร้อมการอมยิ้ม “ครับ และน่าจับมาตีก้นเจ็บๆ อยู่หลายที เถียงเก่งเหลือเกิน”

คุณนายโจหลินพยักหน้ารับช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น “มิน่าถึงอยากกลับบ้านเร็วๆ”

“โธ่... แม่ มันคนละเรื่องเลย ผมแค่ไม่ชอบการต้องนอนในโรงพยาบาล นี่ผมแค่จะแวะไปส่งแม่เท่านั้น”

“ไม่ได้นะ ลูกเจ็บออกอย่างนี้จะกลับไปอยู่เพนต์เฮาส์คนเดียวได้ยังไง ใครจะดูแล”

เกิดความเงียบเข้าครอบงำอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแม่ลูกจ้องตากันเหมือนต่างฝ่ายต่างมีคำตอบในใจอยู่แล้ว

โจเวยรู้ในจุดประสงค์ที่แม่พยายามให้ตนได้ใกล้ชิดกับพิชชุดา ก็คล้ายๆ ตอนที่เปลี่ยนแพลนเดินทางไปโรมโดยไม่บอกใครล่วงหน้า

“แม่ครับ...” โจเวยลากเสียงยาวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะตะล่อมด้วยเหตุผล “ผมเข้าใจว่าแม่อยากให้ผมกับลูกพลับใกล้ชิดกัน แต่ทุกอย่างมันต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้อยผมก็มีเวลาอีกตั้งสองปีก่อนอายุครบสี่สิบตามพินัยกรรมของอาป๊า”

“ปีหนึ่งๆ ผ่านไปแป๊บเดียว ต่อให้ลูกมีเวลาอีกสักห้าปี แต่ถ้าขลุกอยู่กับงาน แล้วค้างที่เพนต์เฮาส์จะมีประโยชน์อะไร ยังไงเสียวันที่ลูกต้องบอกเรื่องนี้กับลูกพลับ ดึงเธอเข้างานวิวาห์ก็ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าอยู่ดี” โจหลินแย้ง

...พินัยกรรมสามีของเธอที่ทำไว้นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัว

ข้อดี การแต่งงานจะทำให้ลูกชายเพียงคนเดียวของเธอมีครอบครัว มีลูกหลานสืบสกุล มีสิทธิ์ขาดในการรักษาหุ้นของบริษัทอย่างเต็มร้อย

ข้อเสีย คือมันเป็นเรื่องทำใจยอมรับได้ยากยิ่งกับการคลุมถุงชนในปีสองพันสิบเก้า

โจหลินถอนหายใจ เริ่มใช้อีกเหตุผลเกลี้ยกล่อมบ้าง “ความจริงถ้าไม่ใช่เนื้อคู่หรือเทพอุ้มสมมา ต่อให้แม่จับลูกพลับกับลูกขังไว้ในห้องก็ไม่มีวันที่จะทำตามความต้องการของอาป๊า หรือถ้าทั้งคู่ยอมแต่งงานกัน สุดท้ายก็มีอันต้องเลิกราไปอยู่ดี มันเป็นเหตุผลที่เราทั้งสองฝ่ายเห็นควรว่าต้องให้ทั้งคู่คบหา เรียนรู้กันไป ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ แล้วลูกทั้งสองคนยอมรับซึ่งกันและกันก็โชคดีไป”

โจเวยมองมือของแม่ที่เลื่อนมาวางอยู่บนหลังมือของตน

“พูดมาถึงตรงนี้ แม่ไม่อยากคิดว่าถ้าลูกทั้งสองไม่รัก ไม่เห็นใจกัน แต่ต้องใช้ชีวิตคู่ด้วยกันแล้วมันจะทรมานใจแค่ไหน สงสารลูกพลับ สงสารครอบครัวน้องด้วย ลูกเขาเขาก็รัก  ลูกแม่แม่ก็รัก”

“ก็แปลกที่เจ้าสัวสันต์ยอม” โจเวยเปรยขึ้นบ้าง

“ไม่แปลกหรอก อาป๊ารู้จักคนเยอะ แต่คนที่อาป๊าจะไว้เนื้อเชื่อใจ เรียกว่าเพื่อนนั่นมีน้อยมาก ความจริงแล้วเจ้าสัวสันต์นี่เจอวิกฤตทางธุรกิจมาหลายปี ทรงๆ ทรุดๆ แล้วตอนทรุดก็หยิบยืมทางเราอยู่เสมอ อาป๊าเคยพูดกับแม่ว่า... เจ้าสัวสันต์เป็นคนซื่อตรง ถึงจะเป็นหนี้เราแต่ก็ไม่เคยหนีหาย มีอยู่ครั้งหนึ่งถึงกำหนดคืนเงิน เจ้าสัวสันต์โทร. มาถามอาป๊าว่าถ้าใช้คืนสักครึ่งหนึ่งก่อนจะได้ไหม พออาป๊าตอบว่าไม่ได้ เขาก็ไปรวบรวมเงินมาคืน คราวนี้อาป๊าถามว่าไปเอาเงินมาจากไหน เขาก็ตอบว่าเอาโฉนดบ้านที่อยู่ไปจำนองชั่วคราว”

“แล้วอาป๊าทำยังไงครับ”

“ก็คืนเงินส่วนที่เอามาจากการจำนองบ้านไป คงรู้จักกันมานานด้วยถึงได้มั่นใจว่าเป็นคนดี เลยอยากได้ลูกสาวเจ้าสัวสันต์มาเป็นสะใภ้ มีแค่ช่วงหลังๆ ที่ไม่สบายหนักถึงยกหน้าที่ให้ลูกสาวคนโตบริหาร แล้วอาป๊าก็เจ็บออดๆ แอดๆ ถึงได้ห่างกันไป”

ไม่ต้องถามต่อโจเวยก็รู้ว่าหนี้สินที่หยิบยืมไปคงใช้คืนมาจนครบแล้ว ด้วยตอนนี้หนอนบ่อนไส้จนทำให้ธุรกิจซวนเซถูกกำจัดออกไปจนหมด หนำซ้ำยังได้พ่อมดทางการเงินของโลกมาเป็นที่ปรึกษา พักหลังที่ภรรยาของเขาคลอดลูกฝาแฝดชาย-หญิง ก็ดูเหมือนว่าลินเนอุสจะเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัวแล้ว

“นั่นก็เป็นความรู้สึกส่วนตัวของอาป๊า แล้วทำไมแม่ถึงได้เอ็นดูลูกพลับนัก”

“อ้าว ก็น้องน่ารัก เอาใจเก่ง พูดจาดี แล้วแม่ก็ไม่ใช่คนปากกับใจไม่ตรงกัน เห็นคนน่ารักจะให้บอกว่าน่ารังเกียจก็เสียผู้ใหญ่น่ะสิ”

เห็นลูกชายมีท่าทีที่สงบขึ้น ด้วยไม้นวมและไม้แข็ง คุณนายโจหลินจึงตบท้ายอีกครั้ง “แม่อยู่มาจนอายุหกสิบปี มีหรือจะไม่รู้ว่าจิตใจคนบังคับกันไม่ได้ แต่ตอนนี้แม่แค่อยากดูแลลูก อยากหาอาหารที่มีประโยชน์ให้กิน อยากรู้ความเป็นไปว่าลูกเจ็บปวดตรงไหน ถ้าแข็งแรงดีแล้วจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แม่จะว่าอะไรได้”

“ครับ... ยอมแล้ว” โจเวยลากเสียรับคำอย่างไม่มีทางเลี่ยง 

หากในใจกลับคิดถึงพ่อผู้ล่วงลับซึ่งอยากชี้แจงความจริงข้อหนึ่งให้เข้าใจว่า... การที่พ่อเป็นคนดีย่อมถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้กับคนเป็นลูก ซึ่งเขาไม่ปฏิเสธความดีมีสัมมาคารวะของพิชชุดา แต่การจะบังคับจิตใจเธอให้ยอมรับเขาเป็นสามี เป็นคู่ชีวิตนั้นมันคนละเหตุผลกับเรื่องของความดี

อย่างน้อยสาววัยสิบแปดก็ไม่ได้เด็กเกินกว่าที่จะมีความรัก แล้วบางครั้งรักในวัยเรียนก็ยืนยาว มั่นคงจนถึงขั้นใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน คิดมาถึงจุดนี้ก็เกิดคำถามผุดขึ้นมาในหัวว่า...

คนที่มีใบหน้างดงาม ผิวขาวเนียนละเอียดกับรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบดูสดใสอย่างพิชชุดานั้น จะไม่มีความรักในวัยเรียนจริงหรือ?

 

ถ้าหากพิชชุดาล่วงรู้ในข้อคาใจของโจเวย เธอก็คงไม่รีรอที่จะตอบออกไปว่า... มี

ถึงเธอจะเรียนโรงเรียนหญิงล้วน แต่อย่าลืมว่าตอนนี้โลกแคบลงด้วยโซเชียลมีเดีย เพื่อนของเพื่อน พี่ชายของเพื่อนรู้จักกันผ่านแอปพลิเคชันมากมาย แล้วสวยใส คุยสนุกอย่างพิชชุดาจะเล็ดลอดจากสายตาหนุ่มๆ ได้อย่างไร

แต่ก็แค่รักเด็กๆ ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง แล้วยังมีความเข้มงวดของผู้เป็นแม่ที่คอยพร่ำสอนอยู่เสมอนั่นทำให้พิชชุดาไม่กล้าที่จะคิดนอกลู่นอกทาง อย่างมากก็แค่นัดกินไอศกรีม ดูหนังซึ่งแต่ละกิจกรรมก็มีเพื่อนๆ ไปด้วยเป็นกลุ่มใหญ่

เช่นตอนนี้ที่นั่งรอการกลับมาของโจเวย สาวน้อยก็นั่งดูรูปที่พราวพุธส่งมาให้ซึ่งพี่สาวของเธอนั้นอยู่ในช่วงฮันนีมูนที่ไม่ได้มีแค่คู่สามีภรรยา แต่กลับมีหมูน้อยมาดี้-เคอุส และลิงน้อยแฟรี่-ฟรีออนคอยเป็นตัวป่วน แย่งชิงเอาเวลาโรแมนติกไปจนเกือบหมด

รูปที่ทำให้พิชชุดาหัวเราะร่วนก็เห็นจะเป็นรูปที่พี่เขยอุ้มฝาแฝดสองคู่ไว้ในอ้อมกอด แล้วเชิดหน้าอย่างพึงพอใจซึ่งพี่สาวส่งข้อความสำทับว่ามา

 

Proud   ที่กร่างขนาดนี้เนี่ยนีลภูมิใจนะ เพราะคนที่เดินผ่านไปมานึกว่าลูกเขา มีทีตั้งสี่คน บ้าบอจริงๆ ถามพี่คนอุ้มท้องบ้างไหม

Plub     พี่นีลไม่ถามเดี๋ยวพลับถามเอง มีทั้งทีต้องแฝดสามเลยนะ เดี๋ยวน้อยหน้าคุณเพลงกับคุณพรีม

Proud   ตรงไหนคำถาม นี่มันยัดเยียดชัดๆ ไม่เอาๆ ยังไม่มีตอนนี้หรอก ตกลงกันแล้วว่าอีกสักสี่ห้าปีค่อยคุยเรื่องลูกกัน อีกอย่างพี่ยังอยากเที่ยว อยากทำงาน นีลเองก็ยังยุ่งๆ อยู่เลย

Plub     จริงจังเหรอคะเนี่ย

Proud   ที่สุด

Plub     ถึงตอนนั้นแล้วพี่นีลจะช่วยเลี้ยงลูกไหวเหรอคะ คุณพราวเลี้ยงคนเดียวเหนื่อยนะ

Proud   ฮ่า... เด็กแสบ เรื่องแก่นี่นีลยิ่งยั่วขึ้นนะ แต่เคยได้ยินไหมว่าชีวิตผู้ชายเริ่มต้นตอนสี่สิบ

Plub     เคยค่ะ แต่พลับว่าแก่ไป

Proud   ไม่ได้หมายความว่าเริ่มทุกเรื่องแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วมันหมายถึงผู้ชายวัยสี่สิบ ผ่านการใช้ชีวิตสำมะเลเทเมามาแล้ว เริ่มมีประสบการณ์ในชีวิต มีการงานที่มั่นคงก็สามารถแบ่งเวลามาให้ความสำคัญกับเรื่องครอบครัวได้มากขึ้น เหมือนทุ่มเทกับงานมาพักใหญ่ มีทุนรอนมากพอก็ใช้เงินทำงานแทน อะไรประมาณนี้

Plub     ว้าว ล้ำลึกสมกับเป็นพี่สาวลูกพลับจริงๆงี้... พลับก็ต้องหาหนุ่มแก่อายุสักสี่สิบใช่รึเปล่า แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียกหนุ่มหรือแก่ดี คงค่อนไปอย่างหลังมากกว่า

Proud   แก่ที่ไหน ดูอย่างคนใกล้ตัวเราสิ หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวแถมยังเป็นฮีโร่ ช่วยเราไว้อีกต่างหาก

 

พิชชุดาพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ แล้วส่งสติกเกอร์เป็นเด็กผู้หญิงผมหน้าม้าทำหน้าตกใจสุดขีดไปให้พี่สาว

 

Plub     เอาใจยากเกิน เดาอารมณ์ไม่ถูกเหมือนคนวัยทองเลยค่ะ เกือบฟิวส์ขาดตั้งหลายหน แต่พอจะโต้กลับทีไรภาพตอนที่เฮียเวยเอาตัวบังเศษกระจกก็ผุดขึ้นมาในหัวทุกที

Proud   อา... เป็นสัญญาณที่ดี

Plub     โถ... น้องเป็นคนไม่มีไฟอย่าผลักไสให้น้องมาอยู่กับเจ้าชายน้ำแข็งเลย อีกอย่างพลับว่าเฮียเวยต้องมีสาวเยอะ เมื่อวานก็มาเยี่ยมคนหนึ่ง แต่เหมือนเป็นแฟนเก่าค่ะ

 

ซุบซิบตามประสาสาวๆ ซึ่งพิชชุดาไม่ได้มีใจคิดลึกซึ้งแต่อย่างใด ระหว่างที่กำลังพิมพ์ข้อความใหม่นั้น เสียงของพ่อบ้านตระกูลโจก็ดังขึ้นด้วยความดีใจ เขาสั่งให้เด็กในบ้านไปเตรียมชาร้อนมาไว้ให้เจ้านาย พิชชุดาจึงต้องจบการสนทนากับพี่สาวลง

 

Plub     อึ้มหลินกับเฮียเวยกลับมาแล้ว แค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวพลับค่อยทักไปใหม่ ฝากบอกทุกๆ คนด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง พลับสบายดี จุ๊บ...

 

ส่งข้อความออกไปแล้วพิชชุดาก็ได้รับสติกเกอร์จากพี่สาวตอบกลับ สาวน้อยจึงรีบหย่อนโทรศัพท์เครื่องใหม่ลงในกระเป๋าหลังกางเกงสกินนี่สีเทาพร้อมเดินแกมวิ่งออกไปยืนอยู่ข้างพ่อบ้านตระกูลโจ ซึ่งเป็นชายวัยกลางคนและปฏิบัติตัวต่อเธออย่างเป็นมิตร

“พลับลืมบอกไปว่าพายสับปะรดอร่อยมาก กินหมดไปตั้งสามชิ้นแล้วนะคะ” พิชชุดาบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสลับกับมองรถยนต์ที่กำลังแล่นใกล้เข้ามา

“โอ... พรุ่งนี้คุณพลับต้องกลับคำพูด ถ้าได้ลองพายแครนเบอร์รีสูตรของผมเอง” พ่อบ้านโจโอ่ตัวพร้อมด้วยรอยยิ้มจนตาหยีเพราะคนฟังหลุดเสียงครางออกมาแบบเดียวกัน หากแต่ดังกว่า

“โอ... งี้พลับต้องออกไปปั่นจักรยานทุกเย็นแล้วใช่ไหมคะ”

“คุณพลับตัวเล็กไปนิด ต้องบำรุงให้มีน้ำมีนวลอีกสักหน่อย ถึงเวลาเปิดเรียนจริงๆ ผมจะทำของบำรุงให้กินทุกวันเลยครับ”

เรื่องเข้าหาผู้ใหญ่ยกเว้นเจ้าชายน้ำแข็งไม่ต้องห่วงพิชชุดา เพราะมีความขี้อ้อน ช่างพูด และยิ้มพิมพ์ใจเป็นทุนอยู่แล้ว หากการที่สาวน้อยไปยืนเคียงข้างพ่อบ้านโจโดยไม่ตั้งใจ แล้วยังมีแม่บ้านอีกสามคนที่รีบออกมาต้อนรับด้วยความดีใจหลังจากรู้ว่าเจ้านายประสบอุบัติเหตุ จึงเป็นเหมือนสาวใช้กำลังยืนรอเจ้านาย

ภาพดังกล่าวทำให้โจเวยส่ายหน้า หันไปเปรยกับคนเป็นแม่ท่าทางเอือมระอา

“ก่อนจะเอามาเป็นเมียก็คงต้องตัดความเจียมเนื้อเจียมตัวออกให้หมด ดูสิ... ใครใช้ให้ไปยืนเข้าแถวอย่างนั้น”

ก็จริงอย่างที่ลูกชายของเธอว่า แต่โจหลินเข้าใจในเหตุผลที่พิชชุดาระมัดระวังท่าทีจนเกินกว่าสาวรุ่นราวเดียวกัน แต่ก็เลือกที่จะรับหน้าแทนสาวน้อย

“เรื่องนั้นมันก็ต้องอาศัยเวลาปรับตัวกันบ้าง เดี๋ยวแม่จะจัดการเอง หรือลูกอยากได้เมียจุ้นจ้าน ชี้นิ้วสั่งคนในบ้านเสียงแว้ดๆ อย่างนั้นเรอะ”

“ก็ต้องไม่อยู่แล้ว แต่อย่าลืมด้วยล่ะว่าผมเป็นลูก นั่นแค่ว่าที่สะใภ้”

จบคำพูดที่เหมือนจะประชดคนเป็นแม่อยู่มากโข โจเวยก็ก้าวลงจากรถยนต์ หากไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขาปั้นหน้าไม่ถูกเมื่อได้รับรอยยิ้มสดใสเป็นการทักทายจากเธอ

...เหมือนเมื่อวานที่เขารู้สึกตัว แล้วเธอก็ต้อนรับด้วยรอยยิ้มดีใจ ยิ้มจนเห็นบางส่วนของฟันขาวสะอาด ยิ้มที่เปิดเผยความยินดีในการพบหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง

แต่ถึงพิชชุดาจะยิ้มให้อย่างจริงใจมากแค่ไหน ก็มีเพียงสีหน้าเรียบเฉย มองทีไรก็ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ทุกที แล้วก็คงจะเป็นนิสัยของลูกสาวคนสุดท้องกระมังที่มักทำหน้าคว่ำ ปากจู๋เมื่อไม่ได้ดังใจ

จากที่วางตัวไม่ถูก พอได้เห็นคนสวยหน้าคว่ำ โจเวยเลยเกือบหลุดหัวเราะจนต้องเบนสายตามองคนอื่นก้าวนำเข้าไปด้านใน

“ลูกพลับ เป็นยังไงบ้างจ๊ะ เมื่อคืนหลับสบายไหม” โจหลินเป็นฝ่ายทักทาย หลังจากที่พิชชุดาพนมมือไหว้ตามมารยาท

โจหลินรู้ว่านี่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และถึงพิชชุดาจะไหว้หรือไม่ไหว้ก็ไม่ได้ถือสา แต่สาวน้อยก็เลือกที่จะทักทายเช่นนี้ทุกครั้งซึ่งถือเป็นความประทับใจที่ยกย่องเพกาว่าอบรมลูกสาวได้ดียิ่งนัก

“มานี่มา มาให้แม่กอดที”

ฟังดูแล้วแปลกหูกับคำเรียกขานที่เปลี่ยนไป แต่พิชชุดาก็ยอมเดินเข้าสู่อ้อมกอดของคุณนายโจหลิน หากยังมองตามร่างสูงที่เดินผ่านหน้าไปไม่วางตาพลางคิดในใจว่า... นี่ขนาดไม่ได้ปริปากพูดยังชักสีหน้าใส่เธอแล้ว ต้องปรับอารมณ์วันละกี่ร้อยรอบถึงจะคุยกันดีๆ

ดูเหมือนว่าคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนจะรู้ทันความคิดของสาวน้อย หลังจากหอมแก้ม ลูบแผ่นหลังบอบบางขึ้นลงเร็วๆ เป็นการรับขวัญแล้วถึงได้พูดปลอบใจ

“เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า อย่าไปสนใจคุณเวยเลย คงหงุดหงิดเพราะเจ็บแผลละมั้ง”

พิชชุดาเอียงตัวเข้าไปกระซิบกระซาบในขณะที่เดินเข้าบ้าน “ต้องเรียกเฮียเวยนะคะ ไม่งั้นพลับจะกลายเป็นเด็กแก่แดด”

ฟังแล้วต้องลูบต้นแขนเรียวปลอบใจอีกครั้ง โจหลินได้แต่มองลูกชายที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างคาดโทษ พลางคิดในใจว่าคนที่ต้องปรับพฤติกรรมอาจจะเป็นพิชชุดา แต่คนที่ต้องละลายพฤติกรรมแย่ๆ คงหนีไม่พ้นลูกชายของเธอเอง

“เฮียเวย จะกินรังนกสักหน่อยไหมค่อยไปนอนพัก”

การเรียกขานและวิธีการมองของผู้เป็นแม่นั้น ทำให้โจเวยเข้าใจทันทีว่าตอนนี้แม่มีสายลับในบ้านเพิ่มขึ้นอีกคน “กินก่อนครับ ขอพายสับปะรดเพิ่มด้วยนะพ่อบ้านโจ จะได้ไม่ต้องแย่งเด็กกิน”

“เอ่อ... เหลือกล่องสุดท้ายแล้ว คุณเวยรับเป็นพวกบิสกิตหรือเค้กแทนได้ไหมครับ” พ่อบ้านโจถาม

“ไม่ล่ะ เอาแค่รังนกตามขึ้นมาก็พอ”

จบคำพูดก็ยืดตัวลุกขึ้นเต็มความสูง เดินตัวปลิวขึ้นบันไดไปเสียดื้อๆ กลายเป็นว่าเธอไปแย่งกินพายสับปะรดของเขาอีก

“จะโกรธพลับอีกรึเปล่าคะ” พิชชุดาหันมาถามโจหลิน

“ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย ลูกพลับอย่าเก็บเอามาคิดให้หนักใจเลย ความจริงแล้วเฮียเวยของเราเป็นคนใจดีนะ ปกติก็ไม่เคยเห็นกินหรอกพายสับปะรดเนี่ย”

“เฮียเวยหายดีแล้วเหรอคะ ทำไมออกจากโรงพยาบาลเร็วอย่างนี้”

“ไม่รู้สิ แม่ไปถึงเฮียเวยของเราก็ใส่ชุดเตรียมพร้อมจะกลับแล้ว” โจหลินบอกพร้อมยิ้มอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นสาวน้อยขมวดคิ้วอย่างสงสัยในสรรพนามที่เปลี่ยนไป

ทว่าในความรู้สึกของพิชชุดาแล้ว คำว่า เฮียเวยของเราฟังดูแล้วไม่คุ้นชินเอาเสียเลย

“มาคุยเรื่องของเราดีกว่า ความจริงแล้วอยากจะพูดกับลูกพลับตั้งแต่อยู่คาตาเนีย แต่เห็นลูกวุ่นๆ อยู่กับงานแต่งเลยไม่ได้พูดสักที ความจริงไม่อยากให้เรียกอาอึ้มเลย เพราะความจริงแม่ดีใจมากที่ได้ลูกพลับมาอยู่ด้วย มาเป็นลูกแม่อีกคนได้ไหม ไหนๆ ก็เรียกเฮียเวยแล้ว”

“ก็ดีค่ะ แต่พลับกลัวเฮียเวยจะไม่ดีด้วยน่ะสิคะ ตอนอยู่บนเครื่องยังบอกอยู่เลยว่าไม่อยากนับญาติพลับ”

เห็นรอยยิ้มขยาดแล้วนึกสงสารนัก โจหลินจึงยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกที่อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้อย่างเอ็นดู “ก็ถ้าไม่อยากนับญาติกับเราจะบอกให้เรียกเฮียเวยทำไม คนอื่นก็เรียกได้แค่ประธานโจหรือไม่ก็คุณเวย อีกอย่างถ้าเฮียเวยไม่รัก ไม่เป็นห่วงจะเอาตัวเข้าบังเราไว้ทำไม ก็ปากไม่ตรงกับใจไปอย่างนั้น”

ความจริงแล้วไม่ต้องพูดถึงเรื่องอุบัติเหตุ เธอก็ซาบซึ้งในความมีน้ำใจของเขาอยู่ตลอดเวลา พอนึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาทีไรเป็นต้องใจอ่อนทุกที

“แล้วนี่ลูกพลับจัดข้าวของเรียบร้อยรึยังจ๊ะ อยากได้อะไรเพิ่มก็บอกพ่อบ้านโจได้เลย อย่าเกรงใจนะ” โจหลินบอก

“ครบถ้วนทุกอย่างแล้วค่ะ ตอนนี้พลับกำลังศึกษาเส้นทางจากบ้านไปมหาวิทยาลัย พรุ่งนี้เลยว่าจะออกไปซื้ออีซี่การ์ดแล้วลองนั่งรถไฟไปมหาลัยดูค่ะ”

พิชชุดาเตรียมตัวที่จะมาใช้ชีวิตในไต้หวันมาพอสมควร เธออ่านกระทู้ในเว็บไซต์บ้าง อ่านจากหนังสือท่องเที่ยวบ้างว่าอีซี่การ์ดเป็นบัตรเติมเงินที่ใช้ชำระค่าบริการในร้านสะดวกซื้อ และระบบขนส่งมวลชนซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รถไฟทุกประเภท รถบัส แท็กซี่ รวมไปจนถึงเช่าจักรยาน

ได้ฟังแล้วคุณนายโจหลินต้องนิ่งอยู่ครู่หนึ่งด้วยรู้ดีว่าการออกปากห้ามสาวน้อยวัยนี้ อาจนำมาซึ่งคำถามที่แปลความหวังดีไปในทางที่ไม่ดี ซ้ำร้ายยังจะคิดว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพไปเสียอีก คิดได้ดังนั้นจึงตะล่อมบอกด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

“เอาอย่างนี้ดีไหม ช่วงแรกๆ ก็ให้คนรถไปรับไปส่งก่อน พอลูกพลับปรับตัวได้ดี รู้จักเส้นทางในไทเปมากกว่านี้สักหน่อยแล้วค่อยหันไปใช้พวกรถไฟดีกว่า แม่เป็นห่วงด้วย เพิ่งมาอยู่แท้ๆ ซ้ายขวาก็ยังไม่รู้ดี”

พิชชุดายิ้มอย่างเกรงใจ แต่ความที่โจหลินนั้นค่อยพูดค่อยจา เลยไม่กล้าปฏิเสธ

“นะลูกนะ...” โจหลินยิ้มอย่างพอใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งรับกับข้อเสนอของตน ก่อนจะหันไปถามแม่บ้านที่เพิ่งเดินกลับลงมาจากชั้นบนอีกครั้ง

“คุณเวยทำอะไรอยู่ กินรังนกรึยัง”

“ยังไม่กินค่ะ ให้ดิฉันเอาตั้งไว้บนโต๊ะ แต่ได้ยินคุณเวยบ่นว่าอยากสระผมค่ะ” รายงานแล้วเลี่ยงออกมาทำหน้าที่ของตนต่อ

“สระผมแล้วแผลจะไม่โดนน้ำหรือไง ไม่ได้การแล้ว จะทำอะไรไม่เคยห่วงตัวเองเลย” โจหลินบ่นอุบพลางรั้งฝ่ามือของลูกสาวหมาดๆ เดินตามขึ้นไปชั้นบน

แน่นอนว่าพิชชุดาก็ต้องตามขึ้นไปอย่างเสียมิได้ แต่การได้เดินเข้าไปในห้องนอนของเจ้าชายน้ำแข็งก็ไม่น่าตกใจเท่ากับได้รู้ว่า... ห้องนอนของเธออยู่ตรงกันข้ามกับห้องนอนของเขา!

***********

วันนี้เฮียเวยยาวมาก หวังว่าคงจุใจคนอ่านนะคะ

คราวนี้ห้องนอนก็อยู่ตรงกันข้าม จะอดทนไปได้สักกี่น้ำน้าาา

เฮียเวยยยย

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #29 Rapeepan_muay (@Rapeepan_muay) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 12:08

    ไปสระผมให้เฮียเวยกันค่ะ

    #29
    1
  2. #28 dekbanna (@dek-banna) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 มกราคม 2562 / 05:36
    น้องก็อยากดูแล เฮียก็เล่นตัวจริงจ้ะ
    #28
    1
    • 26 มกราคม 2562 / 21:08
      ใกล้เกินไปเดี๋ยวสปาร์กแล้วจากเอ็นดูน้อง จะกลายเป็นเฮียดูเอ็นน้องนะจ๊ะ
      #28-1