วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,525 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    13

    Overall
    14,525

ตอนที่ 22 : แอบรัก(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 668
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 60

                                                                            




                                                                                                               ตอนที่ 8                                                                     

        แอบรัก

 

        ปัทมาวดีเริ่มรู้สึกตัวตื่นและลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดสนิท และต้องตกใจสุดขีดเมื่อเธอพบว่าตนเองอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มซึ่งนอนอยู่ด้วยกันบนเตียง

       “ฮึ๋ย...นี่นายทำไมมานอนกับฉันอย่างนี้ได้ยังไงล่ะ นายทำอะไรฉันบอกมานะ” เธอผลักอกเขาออกรีบผุดลุกขึ้นนั่งและร้องโวยวายขึ้น

        อนิรุทธ์ก็ตื่นด้วยความตกใจลุกพรวดขึ้นนั่งเช่นกัน กำปั้นน้อยๆจึงรัวลงบนหน้าอกเขาไม่นับ “ นายมันเฮ็งซวย ไอ้คนลามกจกเปรต ไอ้คนหื่นกาม นายมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น ฉันอุตส่าห์คิดว่านายเป็นคนดีพอฉันป่วย นายก็รังแกฉัน นี่ๆ”

       “นี่คุณบ้าไปเหรอเปล่า จู่ๆก็ลุกขึ้นมาทำร้ายผมอย่างนี้น่ะ ผมทำอะไรคุณหรือยัง ”

       “ก็ดูสิ..นายขึ้นมานอนกอดฉันทำไม บอกมานะ บอกมา นายข่มขืนคนป่วยใช่ไหม ใช่ไหม นี่ๆไอ้คนหื่นกาม ” หญิงสาวยังคงกรีดเสียงด่าและรัวกำปั้นเข้าใส่

       อนิรุทธ์คว้าข้อมือเธอจับไว้แน่น ซึ่งทำให้หญิงสาวยิ่งโกรธและโถมตัวเองเข้าใส่เขา ร่างหนาหงายหลังลงบนที่นอนในขณะที่ยังจับข้อมือเธอไว้ ทำให้ร่างบางตามแรงฉุดขึ้นมาคร่อมอยู่บนร่างเขา และเมื่อทำอะไรไม่ได้เธอก็ขย่มร่างลงบนกายหนาหวังจะให้เขาเจ็บ  

       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ผู้หญิงหื่นกำลังข่มขืนผม ใครก็ได้ช่วยด้วยคร้าบ” ชายหนุ่มแสร้งร้องตะโกนขึ้น

       “ฮึ๋ยไอ้บ้า ไอ้คนบ้า นายมันร้ายกาจ ปากเสีย หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ หยุด บอกให้หยุด ” หญิงสาวกรีดเสียงด่าอย่างโกรธจัดสะบัดร่างตนเองอย่างแรง แต่ชายหนุ่มกลับพลิกร่างเธอลงกับที่นอนและขึ้นคร่อมกดร่างเธอไว้บ้าง

       “อืม คนบ้าข่มขืนคนดีก็ไม่ผิดสินะ ” เขายื่นหน้ายิ้มทะเล้นจนเกือบชิดใบหน้าเธอ และยังส่งสายตากรุ้มกริ่มเอ่ยบอกเธอ

       “เฮ้ยนายกำลังจะทำอะไรอ่ะ ปล่อยฉันนะ ปล่อยอย่าทับสิ โอ๊ยเจ็บหัวเข่า โอ๊ยจะตายแล้วหัวเข่าคงแตกขาคงหักแน่ๆเลย ” หญิงสาวดิ้นรนและร้องลั่นเพื่อจะให้เขาปล่อย

       คำที่เธอบอกว่าเจ็บเข่าขาหักทำให้เขารีบพลิกกายลงจากร่างบาง จึงโดนลูกถีบเข้าให้อย่างจัง และเมื่อปฏิบัติการอย่างรวดเร็วแล้วหญิงสาวก็กระโดดผลุงลงจากเตียงและวิ่งมายืนชิดผนัง มองเขาด้วยสายตาหวาดหวั่น ชายหนุ่มรู้ทันทีว่าตนเองเสียรู้ ทำให้เขายิ่งอยากกลั่นแกล้งก้าวลงจากเตียง และย่างสามขุมเข้าไปหา

       “อย่านะ แค่ครั้งเดียวฉันก็เจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว ถ้าอีกครั้งฉันต้องตายแน่ สงสารฉันเถอะนะคุณนะ เอ่อ...อย่าทำปัทเลยนะคะพี่รุทธ์ ปัทขอโทษ” เธอรีบเปลี่ยนสรรพนามพร้อมทั้งพนมมือขึ้น

      “นี่ผมทำอะไรคุณ ไหนบอกมาสิ มโนอีกแล้วสินะ หรือว่าอยากให้ทำ” อนิรุทธ์เอ่ยด้วยเสียงที่เกรี้ยวกราด

       “เออะเปล่าทำเหรอ ก็ปัทรู้สึกเจ็บไปหมดทั้งตัวเลยนี่ แล้วเอ่อ...พอลืมตาก็เห็นพี่กอดปัทไว้ ปัทก็เลยคิดว่า...พี่...” เธอเอ่ยอึกอักและกระเถิบหลังหนีไปตามผนัง จนไปจนที่มุมห้อง และที่สุดแล้วเธอก็คลี่ยิ้มแห้งๆออกมา

       “คิดว่าอะไรบอกมา” เขาแสร้งตะคอกถามด้วยสีหน้าเรียบเย็น

       “เอ่อ...ปัทรู้สึกเจ็บหัวเข่ามาก จนจะยืนไม่ไหวแล้วค่ะ ” เธอแสร้งทำเสียงอ่อนและก้มลงกุมหัวเข่าไว้

       “อย่ามาลูกไม้เลยน่าไม่เชื่อหรอก คนเจ็บเข่าทั้งถีบทั้งเตะได้ยังไง แล้วยังโดดลงจากเตียงได้อีก ยังไงก็ต้องบอกมาก่อนว่าคิดอะไร” เขาทำสีหน้าเรียบตึงและเสียงขู่เข้ม

       “ปัทคิดว่าพี่รุทธ์...เอ่อ...ลักหลับน่ะ” เธอเอ่ยเสียงอ่อยและยิ้มแหยๆแก้มแดงก่ำและก้มหน้าลงอย่างเก้อเขิน ทำให้เขายื่นมือไปเชยคางเธอขึ้น

       “จำไว้นะถ้าพี่คิดจะทำ ไม่ต้องรอให้หลับหรอก ทำตอนลืมตาตื่นไม่ดีกว่าเหรอ และพี่ก็เช็ดตัวให้ตามที่พยาบาลเขาบอกมา แล้วก็เห็นทุกอย่างหมดแล้วด้วย แต่ก็งั้นๆแหละเหมือนไม้เสียบผีอย่างนี้ไม่เห็นจะสปาร์คตรงไหนเลยนี่ ” อนิรุทธ์เอ่ยพร้อมทั้งสบตาที่เบิกกว้างของเธอ แล้วหมุนกายเดินออกจากห้องไป

        “เฮ้ยเช็ดตัวให้ อย่างนี้ก็เห็นอะไรๆหมดแล้วละสิ” หญิงสาวทวนคำด้วยสีหน้าตระหนก และรีบยกชายเสื้อขึ้นสำรวจตนเอง ประจักษ์พยานคือแป้งฝุ่นบนหน้าอก เป็นการยืนยันคำพูดของเขาเป็นอย่างดี และทำให้เธอยืนนิ่งงัน

       ‘ไอ้คนบ้าเห็นเราหมดแล้ว ตายละ...เขาต้องสัมผัสด้วยสิ ไม่งั้นจะทาแป้งได้ยังไง และเขายังดูถูกว่าเราเหมือนไม้เสียบผีไม่เห็นสปาร์ค แสดงว่าเราไม่มีอะไรดึงดูดทางเพศเลยน่ะสิ เราไร้เสน่ห์ขนาดนี้เลยเหรอ หรือว่าเขาอาจจะเป็นเกย์แต่แอ๊บแมนก็เลยไม่รู้สึกอะไรกับผู้หญิง แต่ไม่หรอก เขากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิง การบอกว่าเห็นแล้วงั้นๆทำให้เราหมดความมั่นใจ เขาพูดจริงหรือแกล้งพูดกันแน่นะ

       “มากินข้าวกันเถอะ สงสัยลูกหมูเอามาวางไว้ให้ที่หน้าประตูตอนที่เราหลับน่ะ” เสียงเขาตะโกนเข้ามา

       “ไม่กินจะนอนแล้ว” เธอตะโกนกลับออกไปทันที

       เขาจึงเดินกลับเข้ามาและไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรอีก เข้าช้อนกายเธออุ้มออกไป

       “เดินเองได้ไม่ต้องอุ้ม...ปล่อย” เธอเอ่ยบอกเสียงขุ่น

      “ไม่ใช่เวลาต้องงอนหรอกนะ คนป่วยก็ต้องกินข้าวกินปลา เดี๋ยวจะได้กินยาแก้ไข้ก่อนนอนอีกครั้งหนึ่ง จะเป็นไข้นอนเพ้อเจ้อทั้งคืนเหรอไงล่ะ ” เขาเอ่ยพร้อมทั้งวางเธอลง

       “มีข้าวต้มด้วยนะ สงสัยเจ้าลูกหมูคงบอกแม่มันว่าเธอไม่สบายน่ะ นี่มันคงเอามาวางไว้ตั้งแต่เมื่อเย็น พี่ก็หลับสนิทด้วยน่ะ ไม่รู้มันมาเรียกเหรอเปล่า อ่ะกินๆซะจะได้มีเรี่ยวมีแรง เตะถีบอีก ” เขาจัดอาหารและเอ่ยประชดบอกเธอด้วยท่าทางปรกติ

       หญิงสาวมองนาฬิกาที่ผนังห้องซึ่งบอกเวลาแค่หกโมงกว่าๆเท่านั้น แต่บรรยากาศเงียบสงบในป่าเขานี่ ราวกับค่ำมากแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทำให้อนิรุทธ์ไปหยิบผ้าคลุมไหล่ออกมาจากถุงที่เธอซื้อมาคลุมไหล่ให้อย่างเอาใจเมื่อเห็นเธอนั่งเงียบ

       “ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกน่า ก็ปัทเพ้อบอกคุณแม่ให้กอด พี่ก็เลยกอดแทนเท่านั้นแหละ อย่าหวาดระแวงนักเลยนะยังไงเราก็อยู่ในเรือลำเดียวกัน เกิดอะไรขึ้นพี่อาจจะเข้าซังเตในข้อหาลักพามาก็ได้นี่ และไอ้ที่เช็ดตัวให้ก็เพราะพี่ขับรถไปที่อนามัยขอยามาให้ และคุณพยาบาลก็แนะนำว่าถ้าตัวร้อนจัดให้เช็ดตัวให้ พี่ก็ทำตามนั้นและก็ไม่ได้ทำอะไรหยาบคายล่วงเกินเลยสักนิด เพียงแต่ไม่ได้หลับตาเท่านั้นแหละหึๆ ” เขาเอ่ยอธิบายยืดยาวและยังลงท้ายเอ่ยเย้าด้วยเสียงหัวเราะและยังตักข้าวเข้าปาก เธอฟังเขาแล้วย่นจมูกและค้อนให้

      “ต้องให้ป้อนเหรอเปล่าล่ะ” เขาชะงักช้อนและเอ่ยถามเมื่อเห็นเธอยังนั่งเฉย

       “ไม่ต้องกินเองได้” เธอตวัดเสียงใส่และรีบจับช้อน ชายหนุ่มมองด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

 

       เช้าวันรุ่งขึ้นหญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นอย่างรู้สึกสดชื่น อาการไข้หนักศีรษะหายไป มีเพียงเจ็บที่เข่าบ้างเล็กน้อย เธอยังคงลืมตาอยู่ในมุ้งสีขาวสะอาด อมยิ้มน้อยๆเมื่อนึกถึงก่อนนอนเมื่อคืนนี้

       “ปัททานยาก่อนนอนซักสองเม็ดนะ เช้าจะได้หาย แล้วพี่จะได้พาไปเที่ยวที่ไร่ดอกไม้ ตอนนี้ทิวลิปออกดอกสะพรั่งแล้วละ เพราะตัดไปแล้วรอบหนึ่ง เมื่อสองอาทิตย์ก่อน แปลงที่เหลือก็น่าจะตัดได้แล้ว ถ้าปัทอยากเห็นต้องอย่าดื้อ เพราะถ้าพวกคนงานตัดแล้วก็จะอดเห็น มันหมดรุ่นแล้วน่ะ จะออกดอกอีกทีก็อีกหลายเดือนเลยละ”

      “ว้าวดอกทิวลิปเหรอคะ เมืองไทยมีด้วยหรือนี่ เคยเห็นในรูปที่เขาปลูกกันที่ฮอลแลนด์น่ะค่ะ ” เธอร้องอุทานด้วยสีหน้าตื่นเต้น ลืมความโกรธไปได้เป็นปลิดทิ้ง

      “ถ้าปัทอยากเห็นก็ไปทานยาแล้วนอน พรุ่งนี้เช้าจะได้วิ่งปร๋อไงล่ะ ไป..พี่ไปหายาให้ทานแล้วส่งขึ้นเตียง ”

       ความอาทรในน้ำเสียงและกริยาที่อ่อนโยนเหมือนเธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ ทำให้หญิงสาวซาบซึ้งและอบอุ่นในหัวใจ ทำให้เธอมองหน้าเขาด้วยสายตาเปี่ยมสุข เมื่อทานยาแล้วเขาประคองให้นอนลงห่มผ้าให้

       “พี่รุทธ์คะ ขอบคุณที่พี่ทำให้ปัทรู้สึกอบอุ่น นานมากแล้วตั้งแต่คุณแม่เสีย ปัทไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้เลยค่ะ”

       “คนเราก็มีทุกข์บ้างสุขบ้างคละเคล้ากันไป สักวันหนึ่งถ้าปัทจากที่นี่ไป พี่ก็คงเหงาเหมือนกัน และอาจจะย้ายกลับไปอยู่ในเมือง ที่นี่มันเป็นวิมานที่ล่มสลายไปแล้ว และพี่ก็ไม่อยากอยู่กับความหลังอีกต่อไป” เขาเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มเย็นๆก็จริง แต่เธอก็สังเกตได้ว่าสายตาเขาหม่นเศร้า 


*ต้นรักเริ่มถูกบ่มเพาะ ถ้าดอกรักผลิบานแล้วต้องจากพรากจะทนได้งั้นหรือ มาติดตามตอนที่เหลือกันค่ะ*


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #29 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 / 15:54
    ความรักมาจากความอบอุ่นนี่ละ
    #29
    0