เจี่ยเจียชะตานี้ ข้าจะเปลี่ยนให้ท่าน

ตอนที่ 8 : บทที่7 ข้าจะแต่งชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,051
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 454 ครั้ง
    18 ก.ค. 62


การที่นางจะกลับไปส่วนหนึ่งเพราะเนื่อเรื่องในหนังกำลังจะเกิดขึ้นอีกส่วนหนึ่งเพราะนางคิดถึงครอบครัวหากว่านางจำไม่ผิดเรื่องล่ะก็ หลังจากที่เยว่เฟินหลันตายทั้งบิดามารดาและพี่ชายต่างก็เกลียดองค์ชายเจ้าหยางหลันเซ่อ

เพราะเดิมทีครอบครัวของนางนั้นสนับสนุนองค์ชายทรงไท่หยางเฉินหรือก็คือพระรอง ยิ่งเยว่เฟินหลันตายด้วยน้ำมือขององค์ชายจ้าวหยางหลานเซ่อหรือก็คือพระเอกเป็นการทำให้เเก้วที่เกิดรอยร้าวอยู่แล้วแตกภายหลังพี่ชายนางก็เริ่มร้ายกาจขึ้นคอยสร้างความเดือดร้อนให้พระเอกอย่างลับๆอีกทั้งยังคอยกลั่นแกล้งนางเอก

จนในที่สุดพระเอกก็กู่เรื่องข้อหากบฏให้โทษประหาร ทั้งครอบครัวสกุลเยว่จึงลอบหนีออกจากแคว้นจ้าวไปยังแคว้นฉีและได้ช่วยองค์รัชทายาทของแคว้นฉีที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบสังหาร

ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นกุนซือแคว้นฉีและนั่นแหละตั้งตนเป็นศัตรูพระเอกอย่างเต็มตัว ทั้งๆที่เยว่จื่อหรานเก่งไม่เป็นรองใคร แต่ด้วยองค์ชายจ้าวหยางหลานเซ่อมีสกิลพระเอกติดตัว จึงทำให้ท้ายที่สุดพี่ชายของนางตาย
หากจะเรียกว่าพี่ชายของนางเป็นลาสบอสก็ดูไม่ผิดนักมีพี่ชายเป็นลาสบอสมีพี่สาวเป็นนางร้ายไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนางถึงตายก่อนวัยอันควรแต่ถึงอย่างนั้นก็เรียกได้ว่าเยว่เฟินหลันเองก็เป็นตัวประกอบที่มีบทบาทสำคัญเป็นดั่งกุญแจนำไปสู่ลาสบอส

เยว่จื่อหรานเป็นพี่ชายที่รักน้องขนาดไหนถามใจดูถึงขนาดยอมสระชีวิตเพื่อแก้แค้นให้น้องสาวนั่นแหละที่นางรู้สึกโชคดีมากที่มีครอบครัวรักเช่นนี้

จากที่เล่ามาพระเอกไม่น่าเป็นพระเอกเลยตอนดูยังรู้สึกขัดใจแทนอะไรคือโทษว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดนางร้ายนางผิดหรอยะที่แค่อยากได้คู่หมั้นคืน

ยิ่งตอนที่วางแผนตลบหลังนางและหลิวเหมยกุยแทนที่จะรีบนำยาแก้พิษมาให้พระรองแต่กลับรอให้พิษทำลายลมปราณสุดท้ายพระรองจึงไม่ได้เป็นองค์รัชทายาท

ยิ่งดูยิ่งรู้สึกไม่ชอบเพราะพี่แกเล่นฆ่าพวกขุนนางฝ่ายดีที่ความคิดไม่ตรงพี่แก
ยิ่งตอนหลังๆยิ่งเหมือนตัวร้าย

ส่วนฉากจบในหนังเรื่องนี้ก็เหมือนฉากจบในนิยายจีนทั่วๆไปคือ นางเอกตายในคืนวิวาห์เพราะพระเอกมัวแต่ดื่มเหล้าจนมีคนลอบเข้าไปฆ่านางเอกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นครอบครัวของนางร้ายนั่นเอง

จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็ชวนปวดหัวปวดตับจริงๆ เยว่เฟินหลันคิดพลางถอนหายใจ

คืนนั้นหลังจบงานเลี้ยงวันเกิด เยว่เฟินหลันม้วนกระดาษเล็กๆไว้ในกรงเล็บของนกพิราบเยว่เฟยก่อนจะปล่อยให้มันส่งไปให้ช่างเทียนก่อนจะกลับไปนอนในห้อง

รุ่งเช้ายามเฉินนางเดินไปหาอาจารย์ทั้งสองเพื่อบอกลา

“ศิษย์ขอคารวะอาจารย์ทั้งสอง เรียนอาจารย์ทั้งสองตัวข้านี้ก็มีอายุ13หนาวอีกทั้งยังจากครอบครัวมานานจึงขออาจารย์ทั้งสองโปรดพิจารณาให้ศิษย์กลับจวนไปหาครอบครัวด้วยเจ้าค่ะ”

เยว่เฟินหลันประสานมือกล่าว ยามนี้นางตระเตรียมของทุกอย่างไว้เรียบร้อยเหลือก็แต่รอให้อาจารย์ทั้งสองอนุญาต

“อาหลันตัวข้าเองก็เล็งเห็นว่าเจ้าจากครอบครัวมานานตั้งแต่ยังเด็กๆข้าไม่คิดจะห้ามหากเจ้าจะกลับแต่ข้าขอให้เจ้าดูแลตัวเองดีๆก็พอ”
ลู่จิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นเด็กน้อยตรงหน้าจากครอบครัวมานานถึง8ปีคงคิดถึงครอบครัวมิใช่น้อย

“ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นห่วงศิษย์จะดูแลตัวเองอย่างดี”
นางเอ่ยจบก่อนจะหันไปทางอาจารย์อีกคน

“ข้าเองก็มิได้ห้ามหากเจ้าจะกลับแต่ข้าได้ยินว่าจวนของกระกูลเจ้าอยู่ที่แคว้นจ้าว”

“เจ้าค่ะ”

“ที่นี่อยู่ไกลจากแคว้นจ้าวมากนักหากจะกลับต้องใช้เวลาอีกนานไม่ทราบว่าระหว่างทางจะมีอันตรายหรือไม่อย่างไรเจ้าก็ดูแลตัวเองดีๆ”

เยว่เฟินหลันก้มศีรษะ ประสานมือกล่าวอีกรอบ
“ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองไม่ว่าจะเจออะไรศิษย์จะรักษาให้ดีขอลา”
นางว่าอย่างมั่นอกมั่นใจหากระหว่างทางไปเจอเสือหรืออะไรนางจะใช้วิชาทั้งหมดที่เรียนมาเข้าช่วยแน่นอนว่าวิชานี้นางไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอนไม่ใช่ศาสตร์การต่อสู้แต่เป็นศาสตร์การเอาตัวรอดจากหมาที่นางเรียนมานั่นเอง


ครึ่งชั่วยามต่อมาข้าวของจำเป็นของเยว่เฟินหลันก็ถูกยกมาในรถม้าจนหมด เวลานี้นางยืนอยู่ข้างรถม้าบอกลาศิษย์พี่ทั้งสาม

“ศิษย์พี่ทั้งสามข้าคงต้องขอลาก่อน”นางกล่างขึ้น
“ศิษย์น้องรักษาตัวให้ดี”
ศิษย์พี่รองเอ่ยขึ้น”หากโชคดีเราอาจได้เจอกัน”
ความฉงนทำให้นางเผลอขมวคคิ้วไปยังศิษย์พี่รอง
ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดเสียงศิษย์พี่สามก็ดังขึ้น

“เจ้าไปแล้วพรรคคงเหงาน่าดูรีบกลับไปแล้วกลับมาที่นี่เล่า”
เยว่เฟินหลันอมยิ้มมองศิษย์พี่สาม กลับมาให้ท่านแกล้งใช่หรือไม่เล่า

ตลอดระยะเวลาที่นางอยู่ที่นี่ ศิษย์พี่สามคอยหาทางแกล้งนางตลอด
ตั้งแต่โยนตัวบุ้งยันตุ๊กแกให้นางล่าสุดโยนงูเป็นมาให้นางกริ๊ดลั่นสิทีนี้และทุกครั้งที่นางตกใจศิษย์พี่สามก็มักจะหัวเราะแล้วบอกว่านางช่างหน้าแกล้งโดยเฉพาะเวลาตกใจนางมักจะทำสีหน้าแปลกประหลาด

นางเองก็อยากจะบอกศิษย์พี่คนนี้เหมือนกันว่าท่านช่างน่าชังนัก

ถัดจากศิษย์พี่สามนางก็หันมามองศิษย์พี่ใหญ่ที่ตอนนี้จ้องนางนิ่ง ซึ่งนางเดาอารมณ์ของเจ้าตัวไม่ออกจริงๆลองขมวคคิ้วลองยิ้มหรือแม้กนะทั่งจ้องตากลับศิษย์พี่นางยังคงหน้าเดิมจนนางทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะศิษย์พี่ใหญ่”
แปลกคนจริงๆนางว่าก่อนจะขึ้นรถม้าไป

พอรถม้าเคลื่อนไปจนลับตา มู่เฮยอันกระพริบตาสองสามทีเรียกสติ คราแรกที่ได้ยินว่านางจะกลับจวนเขาก็แทบใจหายแล้วแต่ไม่คิดว่านางจะไปเร็วเช่นนี้โดยที่เขายังตั้งสติไม่ได้ด้วยซ้ำทั้งยังไม่ทันได้เอ่ยลา


ต่อ

รถม้าของเยว่เฟินหลันเคลื่อนไปตามแนวชายป่า เนื่องด้วยในรถม้ามีนางเพียงคนเดียวนางจึงมานั่งด้านนอกด้านในเป็นของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น

ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากมีเพียงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยน1ชุดผ้าห่มผืนบางอีก1ธนูและขลุ่ย

เวลานี้รถมาเคลื่อนตัวมาไกลพอสมควรยามบ่ายตะวันคล้อยนางจึงหยุดรถมาแล้วลงไปเล่นน้ำในลำธารให้ชื่นใจในนะหว่างนั้นเจ้านกเยว่เฟยก็บินกลับมาหานางพร้อมกับม้วนจดหมายเล็กๆจากช่างเทียน

‘ถึงสหายรักเจ้าจะกลับใยจึงมาบอกข้าช้านักข้าเองก็จะกลับจวนไปดูท่านเเม่ไว้ข้าจะรอพบเจ้าที่เเคว้นเว่ย’

อ่านจบนางจึงขึ้นจากน้ำเดินทางต่อแล้วจึงส่งจดหมายม้วนเล็กไปยังจวนเสนาบดีเยว่

แคว้นหานที่นางอยู่ค่อนข้างใกล้กับแคว้นเว่ยหากนางเดินทางต่อโดยไม่เเวะพักคาดว่าคงไปถึงแคว้นเว่ยก่อนนวันรุ่งขึ้น คืนนั้นนางไม่ได้พักค้างคืนที่ใดแต่เร่งเดินทางให้ถึงแคว้นเว่ยโดยเร็ว

แม้ว่านางจะพอรู้เส้นทางแต่ทว่าคนเราย่อมมีข้อผิดพลาดในคืนที่มืดมิดไร้แสงจันทร์สาดส่องมีเพียงความมืดสลัว

เยว่เฟินหลันจึงหลงไปยังอีกเส้นทางในป่าที่ค่อนข้างอันตรายเยว่เฟินหลันบังคับรถม้ามาจนถึงเที่ยงคืนด้วยความอ่อนล้านางจึงเข้าไปข้างในเกี้ยวและเข้าสู่ห้วงนิทรา

รุ่งเช้าก่อนยามเฉินเยว่เฟินหลันก็รีบตื่นมาทำกับข้าวกินก่อนจะรีบออกเดินทางเพราะนางเห็นผิดสังเกตมันไม่ใช่เส้นทางที่นางจะกลับจึงเตรียมออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดและในระหว่างทางนางดันโชคร้ายเจอโจรดักปล้นจนได้

โจรป่าสิบกว่าคนมาล้อมหน้าล้อมหลัง เยว่เฟินหลันเหลือบตามอง แต่ละคนตัวใหญ่กันทั้งนั้นอีกทั้งยังถืออาวุธกันครบมือหน้าตาดุดันสมคำว่าโจรป่าจนเยว่เฟินหลันนึกหวั่นใจว่านางจะตายด้วยคมดาบของเจ้าพวกนี้หรือไม่

“อาจหาญยิ่งนักหนุ่มน้อยเจ้าตัวแค่นี้อิอ่านมาในเขตของพวกข้าหากไม่มีของมีค่าให้พวกข้าล่ะก็เตรียมขุดหลุมฝังตัวเองได้เลย”

โจรป่าหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นมานำพาให้โจรทั้ง9คนต่างพากันหัวเราะ

เยว่เฟินหลันเม้มปากเเน่นอย่างวิตกเหงื่อเม็ดเริ่มผุดขึ้นมาโชคดีก่อนจะออกเดินทางนางแต่งตัวเป็นชายและใช้ผ้าปิดหน้าไว้ พวกโจรจึงเห็นเพียงบริเวณรอบดวงตา

“แต่ข้าว่าเจ้าคงไม่ต้องขุดหลุมให้เสียเวลาหรอกเพราะอย่างไรเจ้าคงได้ตายก่อนฝังตัวเองแน่ๆ”

เอ่ยจบก็พากันหัวเราะอีกรอบ

“เอาของมีค่ามาซะเจ้าหนูอย่าให้พวกข้าต้องลงมือ”โจรหน้าเหี้ยมอีกคนเอ่ยเร่ง

แหมพูดอย่างกับว่านางทำตามแล้วนางจะรอด

เยว่เฟินหลันนับหนึ่งถึงสิบในใจนางเป็นน้องสาวของตัวร้ายหากจะโชคร้ายก็มิเเปลกแต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะนางยังไม่พร้อม

แต่ช่างประไรไหนๆนางก็เป็นถึงศิษย์ของหมอเทวดาและประมุขพรรคกระยาจกเชียวนะจะให้เสียชื่ออาจารย์ได้อย่างไร ขายขี้หน้าแย่

แต่วรยุทธนางไม่เก่งกาจถึงขั้นต่อสู้กับชายฉกรรจ์ถึงสิบคนได้หรอก งั้นเจรจาก่อนแล้วกัน

“โปรดช้าก่อนพี่ชายทั้งหลายตัวข้านั้นหาได้มีของมีของมีค่าติดตัวไม่ในเกี้ยวมีเพียงของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ไว้ข้าไปถึงตัวเมืองแคว้นเว่ยเมื่อใดข้าจะยกรถม้าให้พวกท่าน”

นางกล่าวขึ้น

ฟังอย่างไรก็เหมือนหนุ่มน้อยตรงหน้ากำลังหลอกพวกเขาทำให้บางคนจากที่ไม่พอใจอยู่แล้วกล่าวเสียงเหี้ยม

“เจ้าคิดว่าพวกข้าโง่นักหรืออย่างไรฆ่าเจ้าหนุ่มนี่ซะ”

พอกล่าวจบก็ตามมาด้วยเสียงอีกหลายเสียง

เยว่เฟินหลันเปิกตากว้างเมื่อหนึ่งในนั้นเริ่มจู่โจม

นางหลบกระบี่ที่หาดมาก่อนจะกระโดดเข้าไปในเกี้ยวคว้าเสื้อผ้าขลุยหลกและธนู

ยังไม่ทันไรเกี้ยวที่นางอยู่ก็ถูกกระบี่ฟันจนแตกแยกเป็นสองฝั่งเปิดโลง

ดาบกระบี่แซ่ถูกฟาดมาทางนางฉับพลันใจกระตุกด้วยความกลัว ลูกธนูมีเพียงสิบดอกจะให้ยิงคนละดอกคงเป็นไปไม่ได้ตัวใหญ่เช่นนี้ลูกธนูดอกเดียวคงไม่สะท้านเเน่

ด้วยความที่เคยหนีหมาหลบไผ่ทำให้เยว่เฟินหลันหลบอาวุธเหล่านั้นได้อย่างฉิวเฉียดก่อนจะใช้ธนูตีสวนกลับไป

การได้ปะทะฝีมือกับโจรพวกนั้นทำให้นางรู้ว่าฝีมือของโจรป่าเหล่านี้กระจอกยิ่งอีกทั้งการโจมตีก็แสนช้านางที่ตัวเล็กจึงขยับได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

ทว่านางกลับเสียเปรียบด้านพละกำลังยิ่งกว่านั้นนางเป็นหญิงโดยธรรมชาติแรงของผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชายอยู่แล้วด้วยนั่นจึงทำให้นางพลาดท่า

ชึก!!

เฟยช่างเทียนที่ร่ำลาอาจารย์เรียบร้อยรีบออกจากสำนักก่อนจะขี่ม้าออกไปในขณะนั่นก็เห็นว่าเจ้านกเยว่เฟยมาบินรอบๆตัวเขาแล้วบินจากไป

“เยว่เฟย”

นกเยว่เฟยกลับมาบินรอบตัวเขาอีกรอบก่อนจะบินไปยิ่งสร้างความฉงนให้เขา

ถึงจะเหมือนเจ้านกนั่นดีใจที่เจอเขาเเต่ท่าทางกลับดูเร่งรีบชอบกลเหมือนมันกำลังบอกอะไรบางอย่างกับเขา

หรือว่าเกี่ยวกับเยว่เฟินหลันไม่ได้การละ

ช่างเทียนควบม้าห้อตะบึงตามเจ้านกไปจนถึงทางเข้าป่าเขามองอย่างลังเลปนสงสัยเกิดอะไรขึ้นกันแน่พลันได้ยินเสียงกระทบกันของเหล็กดังแว่วมา

ฉับพลันในใจก็นึกกังวลถึงสหายรักก่อนตัดสินใจควบม้าเข้าไปในป่า

ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็เห็นการต่อสู้ตรงหน้า เยว่เฟินหลัน นางกำลังปะทะกับโจรป่านับสิบ

ช่างเทียนแอบทึ่งนางที่สามารถรับมือกับบรรดาโจรที่ค่อนข้างมีแรง ไม่รอช้าเขารีบปามีดสั้นใส่โจรคนหนึ่งที่กำลังง้างดาบใส่เยว่เฟินหลันก่อนจะเข้าไปช่วยเยว่เฟินหลันต่อสู้ในวงล้อม

“เจ้ามาแล้ว”



ต่อ

เยว่เฟินหลันเห็นว่าช่างเทียนเข้ามาช่วยก็พลันใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็แอบสงสัยว่าเขาหานางเจอได้เช่นไรในเมื่อนางหลงทาง

ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสองก็สามารถทำให้เหล่าโจรป่าทั้งหลายถอยหนีออกไปจากที่ตรงนั้น

“แล้วจะทำเช่นไรเกี้ยวของเจ้าพังอีกทั้งม้ายังหนีไปอีก”เยว่เฟินหลันกวาดตามองเห็นเป็นดั่งเช่นที่ช่างเทียนกล่าวไม่มีผิด

เกิดความโกลาหลจนม้าตกใจหนีเตลิดไปไหนแล้วก็ไม่รู้

เยว่เฟินหลันจึงมองไปที่ม้าของช่างเทียนก่อนจะเอ่ย

“เช่นนั้นข้าขี่ม้าตัวเดียวกับเจ้าก็ได้”นางว่าอย่างสบายแต่ทว่าช่างเทียนกลับหน้าค้างตะลึงมองนางอย่างอึ้งๆ

ชายหญิงจะนั่งด้วยกันได้เช่นไร!!นางเองก็ใกล้จะถึงปักปิ่นแล้วแท้ๆแต่เหมือนเยว่เฟินหลันจะมองเห็นถึงความกังวลนั้นของช่างเทียน

“เวลานี้ใช่เวลาที่เจ้าจะกังวลหรือไรยามนี้ข้าแต่งตัวเป็นชายอยู่หากจะให้เดินคงใช้เวลามากนักกว่าจะถึง”

พอฟังนางเอ่ยจบเสียงของช่างเทียนก็เอ่ยสวนขึ้นมาทันทีจนเยว่เฟินหลันถึงกับถอนหายใจ

“แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นหญิงมันไม่งาม”นางลืมไปได้เช่นไรกันนะว่ายุคสมัยนี้เขาถือเรื่องพวกนี้กันอย่างเคร่งครัดแค่ไหน

“ช่างเทียนเจ้าจะทำใจหญิงเช่นนั้นหรือกับแค่ขี่ม้าตัวเดียวกัน”นางว่าขึ้นช่างเทียนเองก็เหมือนจะจนใจเดินไปหยิบมีดที่ปาเมื่อกี้มาเก็บ

“ช่างเทียน!”เขามองนางอีกครั้งก่อนจะถอยหายใจ

“หาใช่เช่นดังเจ้าว่าแต่ยามนี้ทั้งตัวข้าและเจ้าก็เริ่มโตเข้าสู่วัยกำดัดจะให้ข้าเเตะเนื้อต้องตัวเจ้าได้เช่นไรเอาเช่นนี้เจ้าขี่ม้าเดี๋ยวข้าจูง”

ว่าจบก็เคลื่อนมือไปจับเชือกจูงม้ารอให้เยว่เฟินหลันขึ้น แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เห็นนางขึ้นไปสักทีจึงหันไปมองปรากฎว่าเยว่เฟินหลันกำลังหน้าเเดง

พลันในใจก็นึกคิดว่าบางทีสหายอาจพึ่งนึกได้นี่คงเป็นปฏิกิริยาของสาวแรกแย้มเป็นเเน่

“เจ้าหน้าเเดงเป็นเพราะข้าพูดถึงหนุ่มสาวเช่นนั้นหรือ”

“ใช่ที่ไหนเล่า”

เยว่เฟินหลันตอบกลับแทบจะทันที ยอมรับว่านางอายทว่าหาใช่เรื่องหนุ่มสาวไม่

ทำไม ช่างเทียนจึงไม่นึกถึงเหตุผลอื่นบ้างล่ะ

ช่างเทียนทำหน้าฉงนสงสัยมองเยว่เฟินหลันที่ทำท่าเอียงอายก่อนที่สายตาของนางจะหลุบต่ำ

“ความจริงแล้วข้า..ข้า”เยว่เฟินหลันเม้มปากแน่นอย่างช่างใจว่าควรจะกล่าวออกไปดีหรือไม่แต่สุดท้ายก็ยอมกล่าวออกมา

“ข้าขี่ม้าไม่เป็น”ช่างเทียนมองตาค้างเยว่เฟินหลันเพียงยิ้มแหย่กลับเพราะเวลานี้นางไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไรหรือไม่

ตลอดมาเขาคิดว่านางขี่ม้าเป็นซะอีกแต่เขาลืมนึกไปต่อให้นางเก่งแค่ไหนแต่นางก็ต้องมีด้านที่ไม่เก่งบ้างล่ะในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็คง

“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”ท้ายที่สุดช่างเทียนก็จำยอมขึ้นขี่ม้าตัวเดัยวกับนาง

เนื่องจากต้องคอยควบม้าและคอยจับไม่ให้เยว่เฟินหลันร่วงจากหลังม้าพอไปได้สักระยะเหมือนเยว่เฟินหลันจะนึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยถาม

"จริงสิช่างเทียนเหตุใดเจ้าจึงหาข้าเจอทั้งทีข้าหลงป่าแท้ๆ"

ช่างเทียนที่ได้ฟังก็พลันยิ้มขึ้นมาก่อนจะเงยหน้าไปมองเจ้านกเยว่เฟยที่บินตามคนทั้งสองไม่ได้ห่างไปไหนอย่างนึกเอ็นดู

เห็นเช่นนั้นเยว่เฟินหลันจึงมองไปที่เจ้านกอย่างงุนงงระคนสงสัย

"เป็นเพราะเจ้าเยว่เฟยมันฉลาดนักมันนำทางข้ามาหาเจ้าคราวนี้เจ้าติดค้างบุญคุณมันแล้วนะ"

พอนกเยว่เฟยได้ฟังก็กู่ร้องขึ้นราวกับจะบอกคนทั้งสองว่า ใช่แล้วมันนี่เเหละที่เป็นคนนำทาง

เยว่เฟินหลันที่ได้ยินเช่นนั้นก็ระบายยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเเกะผ้าปิดหน้าออก

"ขอบใจนะข้าคงติดค้างบุญคุณเจ้าดั่งช่างเทียนว่าไว้ไปถึงจวนเจ้าอยากกินอะไรข้าจะเอามาให้เจ้าด้วยช่างเทียนขอบใจนะถ้าข้าไม่ได้เจ้าช่วยคงเเย่"

เมื่อเยว่เฟินหลันกล่าวจบก็ไม่เห็นอีกฝ่ายมีทีท่าอะไรเยว่เฟินหลันจึงเอนหลังพิงกับอกกว้างของช่างเทียนนางรู้สึกง่วงเกินกว่าจะรับฟังสิ่งใด

หลังจากที่อดนอนอีกทั้งยังรับมือกับบรรดาโจรป่านัยน์ตาสวยปรือลงก่อนจะปิดสนิท

ช่างเทียนสะดุ้งอย่างตกใจที่จู่ๆร่างบางตรงหน้าก็เอนศีรษะมาพิง เขาจ้องใบหน้างามที่หลับตาพริมด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

เขานึกไม่ถึงจริงๆว่าเด็กสาวหน้าตาน่าเอ็นดูในวันนั้นจะกลายมาเป็นสาวงามในตอนนี้ได้แต่คงไม่แปลกเท่าใดนักนางงามทั้งจิตใจนี่นา

หากนึกย้อนไปเมื่อ9ปีก่อนเป็นเพราะได้เจอนางเขาจีงมีชีวิตที่ดีได้เช่นทุกวันนี้และยิ่งกว่านั้นคือนางยังยอมเป็นสหายกับเขาพอคิดว่าถึงจุดนี้ก็เลื่อนสายตากลับมาจ้องใบหน้างาม

ก่อนจะเอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบ

"ข้าเต็มใจช่วยเจ้าอยู่แล้วเยว่เฟินหลัน"โดยที่สายตาอ่อนโยนลงโดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้รู้ตัว

ยิ่งมองใบหน้างามนานฉับพลันใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจทราบสาเหตุ


ต่อ

ใช่เวลาเพียงไม่นานเยว่เฟินหลันและช่างเทียนก็เดินทางมาถึงแคว้นจ้าวตอนนี้ทั้งสองกำลังอยู่ตรงแนวป่าใกล้ทางเข้าเมือง

"อยู่บนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง"ช่างเทียนเอ่ยถามอย่างห่วงใยเมื่อเห็นท่าทางจะล้มไม่ล้มของสหาย

เยว่เฟินหลันที่นั่งอยู่บนหลังม้ากำเชือกเเน่นก่อนจะทำใจยิ้ม

ก่อนหน้านี้นางและช่างเทียนได้ทำข้อตกลงกันไว้ว่าพอถึงทางเข้าเมืองช่างเทียนจะลงจากหลังม้ามาจูงแทนเพื่อปัดคำครหาที่อาจเกิดขึ้นเพราะเยว่เฟินหลันในเวลานี้จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดแต่งหญิงดั่งเช่นเดิม

ชุดที่นางใส่เป็นสีฟ้าอ่อนตรงแขนปักลวดลายดอกเหมยเล็กๆและสวมผ้าปิดหน้าไว้

"โอเคอยู่"

ช่างเทียนที่ได้ฟังก็เออออพยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจไม่แปลกที่เจ้าตัวจะเข้าใจเพราะตั้งแต่ที่นางและเขาเป็นสหายกันนางก็มักพูดคำนี้กับเขาบ่อยๆทีแรกเขาก็ทำหน้ามึนงงแต่พอนานไปเขาชักชินแล้วล่ะ

เมื่อเห็นว่าเยว่เฟินหลันนั่งดีแล้วช่างเทียนจึงจูงม้าเข้าไปยังเมืองเดินผ่านตลาดที่แสนแออัดไปเรื่อยๆมีบางคนที่เห็นภาพธิดาตัวน้อยนั่งบนหลังม้าพร้อมกับหนุ่มน้อยที่จูงม้ามาช่างน่าชื่นชมทั้งสองเดินไปหยุดที่จวนเสนาบดีเยว่

"นั่นใช่เยว่เฟินหลันหรือไม่"ท่านเสนาบดีเยว่เห็กเด็กหญิงบนหลังม้าก็ถามอย่างตื่นเต้นเยว่ฮูหยินเองก็รอฟังอย่างใจจดใจจ่อบ่าวรับใช้ต่างก็รอต้อนรับการกลับมาของคุณหนูรอง

ลี่ฟ่านเป็นหนึ่งในนั้นที่รอหารกลับมาของคุณหนูหลังจากที่ออกไปร่ำเรียนกับอาจารย์นานนับ9ปี

"ใช่เจ้าค่ะท่านพ่อข้าเอง"เยว่เฟินหลันดึงผ้าปิดหน้าออกก่อนจะตอบเสนาบดีเยว่เเละฮูหยินต่างดีใจจนเนื้อเต้นไม่รอช้าเสนาบดีเยว่รีบถลาเข้าไปอุ้มธิดาตัวน้อยของเขาลงจากหลังม้าเยว่ฮูหยินเดินเข้าไปกอดนางแน่น

"หลันเอ๋อร์พ่อคิดถึงเจ้ายิ่งนัก"

พูดไปก็กอดนางแน่น

"เเม่เองก็คิดถึงเจ้ามากเช่นกัน9ปีที่ไม่ได้เจอเจ้าสบายดีหรือไม่"

เยว่เฟินหลันยิ้มก่อนตอบกลับมารดาด้วยความดีใจไม่ว่าจะชาติที่แล้วหรือชาตินี้นางยังคงโชคดีเจอครอบครัวที่รักและห่วงใยนางคิดแล้วก็ตื้นตันใจ

"ข้าสบายดีเจ้าค่ะท่านแม่ไม่ได้เจอกันนานพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง"

เยว่ฮูหยินคลายกอดเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบบุตรสาวด้วยความสุข

"พ่อกับแม่สบายดีเพียงแต่มีบ้างที่คิดถึงลูกคิดถึงลิงตัวน้อยที่คอยปีนต้นไม้ไปทั่วจวน"

เยว่เฟินหลันฟังแล้วก็ยิ้มนางมีความสุขจนน้ำตาไหลพลางกอดบิดามารดาเเน่นขึ้นราวกับโลกทั้งใบมีเพียงแค่3คน

ช่างเทียนมองพ่อแม่ลูกที่กอดกันกลมด้วยอารมณ์สงบนิ่งบอกไม่ถูกจริงๆว่าเขาควรรู้สึกอย่างไรทุกคนต่างยิ้มปรื้มปริ่มกับภาพตรงหน้าเขาเองก็อยากกลับไปกอดมารดาเช่นนี้บ้าง

"ช่างเทียนก็อยู่ด้วยหรือ"

เสนาบดีเยว่พลันได้สติว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเขา3คนก่อนจะสังเกตเห็นช่างเทียน

"ขอรับข้าเป็นคนมาส่งนาง"

ว่าจบก็มองไปยังเยว่เฟินหลันดูเหมือนนางเองก็พึ่งได้สติก่อนจะยิ้มแหยส่งไปให้ช่างเทียน

และแล้วการต้อนรับก็จบแบบหอมปากหอมคอเสนาบดีเยว่จึงชวนช่างเทียนมาพักดื่มชาให้หายเหนื่อย

ซึ่งช่างเทียนบอกปัดเพราะตนรีบกลับไปหามารดาเพราะเช่นนี้นี่เองเยว่เฟินหลันจึงอาสามาส่งสหาย

"ขอบใจเจ้าอีกครั้งนะช่างเทียนที่มาส่งข้า"

นางกล่าวพลางยิ้มส่งไปให้โดยที่ไม่รูเลยว่าอีกฝ่ายนั้นเริ่มใจเต้นอีกแล้ว

เขาเริ่มรู้สึกไม่อยากจากใบหน้างามนี้แม้แต่น้อยคิดพลางก้มหน้าลงก่อนจะนึกอะไรออกแล้วเอ่ยขึ้นมา

"เจ้าจะกลับจวนกับข้าหรือไม่"ช่างเทียนมองใบหน้าฉงนของเยว่เฟินหลันพลางนึกขันก่อนจะเอ่ยอีกประโยคเพื่อไขข้อข้องใจ

"ไปเยี่ยมมารดาของข้าอย่างไรเล่า"จริงสินะหลังจากที่บิดาของนางช่วยเหลือมารดาของช่างเทียนนางได้ไปเยี่ยมมารดาของอีกฝ่ายอยู่บ่อยๆแต่หลังจากที่นางเดินทางไปกับอาจารย์ก็ไม่ได้เจออีก

"ข้าก็อยากไปนะแต่ยามนี้ข้าง่วงยิ่งนักไว้พรุ่งนี้ข้าจะไปหาเจ้านะ"นางว่าก่อนตบบ่าสหายไปสองสามทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"เช่นนั้นไว้พรุ่งนี้ข้าจะมารับเจ้า"กล่่วทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากประตูจวน

ช่างเถอะแม้ว่าวันนี้นางไม่มาพรุ่งนี้นางก็มาอยู่ดี

เนื่องจากเดินทางมาหลายวันหลังจากส่งช่างเทียนเป็นที่เรียบร้อยเยว่เฟินหลันจึงกลับมาที่เรือนของตนจัดการอาบน้ำก่อนจะเข้าไปนอนในห้องห้องของนางยังคงสภาพเดิมเนื่องจากบิดานางใช้ลี่ฟ้านดูแลทำความสะอาดทุกวันพอหัวถึงหมอนเยว่เฟินหลันก็หลับสนิท

วันรุ่งขึ้นยามปลายเฉิน

เช้านี้หลิวเหมยกุยมาทานข้าวร่วมกับครอบครัวของนางเนื่องจากหลิวเหมยกุยทราบว่านางกลับถึงจวนแล้ว

ตนจึงมาเยี่ยมน้องสาวร่วมสาบานผู้นี้

"พี่หลิวเหมยกุยท่านเป็นอย่างไรบ้าง"นางถามขึ้นหลังจากที่ทานข้าวเช้าด้วยกันเรียบร้อย

ยามนี้คนทั้งสองกำลังนั่งจิบน้ำชาที่ศาลาริมน้ำหลิวเหมยกุยหันมาตอบ

"ข้าสบายดีมีเหงาบ้างแล้วเจ้าเฃ่าเป็นอย่างไรบ้างไปเสียนาน"

นางได้ข่าวมาว่าเยว่เฟินหลันได้เป็นศิษย์ของหมดเทวดาซ้ำยังเป็นศิษย์เพียงคนเดียวเสียด้วย

"ข้าเองก็สบายดีมีบ้างที่เเอบคิดถึงพวกท่าน"เยว่เฟินหลันตอบกลับอย่างยิ้มแย้มนานแล้วสินะที่นางไม่ได้มาจิบชาเช่นนี้กับหลิวเหมยกุย

ยามอู่ช่างเทียนก็มารับเยว่เฟินไปที่จวนนางได้ขออนุญาตบิดาโดยคราแรกเสนาบดีเยว่ไม่ยินยอมทั้งสองจึงยกเหตุผลว่ามารดาของช่างเทียนอยากพบนางและเเน่นอนนางเองก็อยากพบอีกฝ่ายสุดท้ายเสนาบดีเยว่จึงจำยอม

"เชิญคุณหนูเข้ามาด้านในก่อนเจ้าค่ะด้านนอกร้อนนัก"

เยว่เฟินหลันได้รับการต้อนรับอย่างดีจากมารดาของช่างเทียนเพราะสำหรับนางแล้วคุณหนูเยว่เฟินหลันเปรียบดั่งผู้มีพระคุณของนางและช่างเทียนเดราะหากไม่มีคุณหนูไม่รู้ปานนี้ชีวิตนางจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร

ตแนนี้ชีวิตของนางและบุตรชายดีขึ้นมามากนัก

เยว่เฟินหลันคุยกับช่างเทียนได้ครึ่งยามก็ลากลับจวนนางอยากกลับไปแต่งตัวเป็นชายเพราะไม่ค่อยชินกับการแต่งชุดสตรีมันค่อนข้างยุ่งยากสำหรับนางนางอยากแต่งชุดบุรุษซึ่งใส่สบายกว่าแต่ก็กลัวบิดาจะตกใจสุดท้ายเลยตัดสิ้นใจว่าจะไปขอก่อน

แต่พอกลับถึงจวนปรากฎว่าบิดาของนางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับงานเลี้ยงชทบุปผาที่ใกล้จะถึง

ทำให้นางตระหนักได้ว่าเนื้อเรื่องในหนังใกล้จะปรากฎแล้วทว่านางยังนึกไม่ออกว่าควรทำเช่นไรดีได้แต่บอกกับหลิวเหมยกุยว่ามีปัญหาอยากปรึกษาก็เขียนจดหมายมาให้นางช่วย

พอตอนเย็นบิดาของนางกลับมาถึงนางจึงรีบไปหา

"ท่านพ่อได้โปรดอนุญาตให้ข้าแต่งชายด้วยเถอะเจ้าค่ะ"นางคุกเข่าเอ่ย

เสนาบดีเยว่ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ถึงกับสำลักนำ้ชาไอคอกแคก

หลังจากเหนื่อยๆมาทั้งวันกลับมาเจอหน้าบุตรสาวเขาก็ชื่นใจขึ้นมาบ้างหวังจิบชาให้ชื่นคอแต่นึกไม่ถึงว่าบุตรสาวที่ตนถนุถนอมจะขอแต่งงาน

บุตรสาวที่เขาอุส่าต์ดูแลทั้งๆที่คิดไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้นางรับหมั้นกับใครแต่บุตรีของเขากลับมาขอแต่งซะเอง

หลันเอ๋อร์เจ้าพึ่งกลับมาในอ้อมอกบิดาก็คิดจะไปซบอกผู้อื่นแล้วหรือบิดาเสียใจยิ่งนัก

เยว่เฟินหลันตาค้างจ้องบิดาที่ตอนนี้นิ่งค้างราวกับวิญญาณหลุดจากร่างไปเสียแล้ว









แค่นี้ก่อนนะช่วงนี้ไรท์ปรมาจารย์ลัทธิมารหนักมาก5555



ถถถถท่านช่างน่าสงสารศิษย์พี่ใหญ่มามะมาซบอกไรท์ก่อน55555

เอาล่ะๆเราจะมาเปิดเผยตัวพระคนที่สองกันแล้วนะคะรอติดตามสั้นๆก่อนยังไม่จบบทนะเดี๋ยวมาต่อ

และไรท์จะมาพร้อมกับการเผยตัวพระคนที่สองนะจ๊ะ^^อิอิอยากรู้ว่าเป็นใครต้องติดตามนะ


ฮั่นแน่ที่นี้รู้กันแล้วนะ อีก40%หลังจะมาพร้อมความตะมุตะมิ้งรออ่านด้วยเด้อ


คำไหนที่ผิดช่วยบอกด้วยนะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 454 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. #51 KaedB (@KaedB) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 / 06:34
    พูดดีๆสิลูก

    พ่อเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว555
    #51
    0
  2. #50 Jira123 (@Hwoung) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 22:36
    555 คิดได้นะค่ะ
    #50
    0
  3. #47 mirain3112 (@mirain3112) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 23:14
    โถ. แต่งเป็นชาย ไม่ใช่ แต่งชาย พูดให้ถูกสิลูก
    #47
    0
  4. #46 rossukon2531 (@rossukon2531) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 22:26
    ท่านพ่อคิดไปถึงไหนแล้วนั้น
    #46
    0
  5. #45 Thnoon (@Thnoon) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 22:13

    เข้าใจกันไปคนละทางเลยจ้า555+
    #45
    0
  6. #44 chamee (@chamee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 22:05
    ท่านพ่อเข้าใจผิดแล้ว
    #44
    0
  7. #43 LukiMemory (@LukiMemory) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 / 21:46
    รอนะคะ
    #43
    0
  8. #38 chamee (@chamee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 / 16:58
    รอติดตามนะคะ
    #38
    0
  9. #37 LENG555* (@5843430012) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 13:41

    รออ่าน

    #37
    0
  10. #36 LukiMemory (@LukiMemory) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 20:20
    รอนะคะ
    #36
    0
  11. #35 YuukiHo (@YuukiHo) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 / 23:38
    นึกว่ารวมเป็นซะอีก ใครกันแน่นะ
    #35
    0
  12. #34 YuukiHo (@YuukiHo) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 21:49
    พระคนที่ 2 แปลว่า ศิษย์หรือเพื่อน คือ พระคนที่ 1

    พระเอกจร้า555
    #34
    0
  13. #32 my-name-is-p (@my-name-is-p) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 / 20:47
    คืออะไร? ทำไมมีแต่คนเขียร์พี่ใหญ่ ไม่เข้าใจ แต่เราจะไม่ลงเรือใครจนกว่าจะเปิดตัวหมด //กำมืออย่างแน่วแน่
    #32
    0