ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 8 : กุ๊ก กุ๊ก กู๋ น่ากลัวง้าาาาา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ก.พ. 58

หลังโรงเรียนเลิกนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านกันเกือบหมดแล้วมัทราลิกาเองก็กำลังจะกลับบ้านเหมือนกันถ้าไม่ติดเรื่องนี้เสียก่อน

“มัทราลิกา..” เสียงตะโกนเรียกชื่อเธอเต็มยศแบบนี้ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งที่อาจจะเรียกให้ช่วยงานอะไรบางอย่าง เพราะด้วยความมีน้ำใจของเธอและไม่กล้าปฏิเสธ เธอก็เลยกลายเป็นบุคคลสาธารณะของโรงเรียนไปโดยปริยาย  ทำให้ต้องกลับบ้านเย็นหรือบางครั้งก็มืดค่ำแต่เธอก็เต็มใจทุกครั้งที่ได้รับการไหว้วาน

อาจารย์บุญนภาเอ่ยเรียกจากหน้าประตูข้างห้องสมุดขณะที่เธอกำลังเข็นมอเตอร์ไซค์กำลังจะออกหน้าประตูโรงเรียนซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก

“งานนี้คงได้กลับบ้านมืดอีกแน่พี่” มลธิยากรพูดขึ้นอย่างรู้เชิง พร้อมทำหน้าเนือย ตาปริบๆ

“จะกลับบ้านก่อนหรือจะรอ” มัทราลิกาถามความสมัครใจของน้องสาวอย่างยิ้มๆ

“หิวข้าวแล้ว กลับก่อนแล้วกัน ถ้าให้มารับก็โทรไปนะ” น้องสาวพูดไปมือลูบท้องไป ทำหน้าละห้อยอดให้พี่สาวกลั้นหัวเราะไม่ได้ มลธิยากรสตาร์ทเครื่องแล้วค่อยๆบึ่งออกไป

“เก็บกับข้าวไว้ให้กินด้วยนะ” มัทราลิกาตะโกนไล่หลังแล้วโบกมือให้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในโรงเรียนอีกครั้ง

 

“อาจารย์มีอะไรจะให้หนูช่วยทำหรือเปล่าคะ” มัทราลิกาเอ่ยถามขณะที่เดินมาถึงหน้าประตูห้องสมุด

“เข้ามานั่งก่อนสิ ครูมีเรื่องจะถาม” เสียงนุ่มของอาจารย์บุญนภาลอยออกมา แต่น้ำเสียงนั้นปนไปด้วยความกังวลใจบางอย่าง

“เธอรู้หรือเปล่าทำไมสมพงษ์ไม่มาโรงเรียน” คำถามนี้ทำเอามัทราลิการู้สึกร้อนวูบที่เปลือกตาแล้วก้มหน้าหลบตาอาจารย์บุญนภาไปสักพัก

“คือ...” อาจารย์บุญนภาเอียงคออย่างตั้งใจฟัง

“อาจารย์อาจจะฟังดูเป็นเรื่องงี่เง่าบ้าบอ แต่มันก็เป็นเพราะหนูเองแหละค่ะที่ทำให้เขาไม่มาโรงเรียนอีก หนูขอโทษนะคะ” เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าและพยายามข่มอารมณ์  อาจารย์บุญนภาฉงนในคำตอบของมัทราลิกา

“เรื่องความรักหรือเปล่า”

“ค่ะ” มัทราลิกาพยักหน้ารับ

“วัยรุ่นสมัยนี้ละน๊า คิดอะไรแคบๆ ครูจะไม่ถามนะว่าเรื่องมันเป็นมายังไง แล้วครูก็ไม่โทษอะไรเธอด้วย เพราะสมพงษ์เขาตัดสินใจไปแล้ว”  อาจารย์บุญนภาพูดอย่างเข้าใจสถานการณ์และความรู้สึกของมัทราลิกา “ไหนๆก็ไหนแล้ว เธอช่วยครูเก็บหนังสือใหม่กองนั้นเข้าชั้นทีนะ”  มัทราลิกาหันไปมองตามที่อาจารย์บุญนภาชี้ และพยักหน้างึกๆ

ห้องสมุดเป็นห้องพักของอาจารย์บุญนภา ท่านจึงดูแลรับผิดชอบงานในห้องสมุดด้วย ท่านเห็นมัทราลิกาแวะมาใช้บริการที่ห้องสมุดบ่อยจะได้พูดคุยกันบ่อยจนเริ่มคุ้นเคย และเป็นกันเอง  มัทราลิกาหยิบหนังสือที่กองอยู่ 3-4 กอง เก็บเข้าชั้นอย่างคล่องแคล่วเพราะทำอยู่บ่อย แต่เวลาก็ล่วงเลยมาถึง หกโมงเย็น  แม้จะยังเป็นช่วงหัวค่ำแต่ถ้าเป็นนอกชานเมืองแล้ว บรรยากาศก็ดูมืดเร็วเพราะไม่ค่อยมีแสงไฟเหมือนในเมือง

“เสร็จแล้วค่ะ” มัทราลิกาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “มีอะไรให้หนูช่วยอีกหรือเปล่าคะ”

“เริ่มมืดแล้วเดี๋ยวครูไปส่งกลับบ้านนะ รอครูแปปนึง” อาจารย์บุญนภาเร่งมือตรวจการบ้านที่เป็นกองพะเนินตรงหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูโทรให้น้องมารับ กลับแล้วนะคะ” มัทราลิกายกมือไหว้ลา แล้วเดินดุ่มๆ ไปที่ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญที่ข้างห้องกระจายเสียงซึ่งอยู่คนละฝากกับห้องสมุด

 

ทำไมวันนี้มันเงียบๆ แปลกๆวะ มืดก็มืด มัทราลิการีบจ้ำเพื่อให้ถึงที่หมายเร็วๆ

“อ้าว เหรียญหายไปไหนเนี้ย” เธอบ่นพึมพำเมื่อล้วงหาเหรียญในกระเป๋ากระโปรงแล้วไม่พบ พร้อมกับสายตาที่สอดส่ายไปมา ด้วยความหวาดกลัวท่ามกลางแสงไฟสลัวจากห้องสมุด

แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊บ

เสียงเดินเหยียบใบไม้แห้งดังขึ้นจากข้างอาคาร  ทำเอามัทราลิกาสะดุ้งโหยง แต่ไม่กล้าที่จะหันไปมอง  คงเป็นไอ้ด่างมาเดินหาของกินแหละ อย่าคิดมาก  เธอนึกปลอบใจตัวเอง แม้จะรู้ว่าโรงเรียนนี้มีตำนานเรื่องสยองอยู่ไม่น้อยจากที่อาจารย์ที่อยู่เวรตอนกลางคืนและพวกรุ่นพี่เล่าผ่านหูอยู่บ่อยๆ  จนเหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดออกมาตามไรผมและหน้าผาก

เธอล้วงเจอเหรียญบาทในกระเป๋าแล้วรีบยกหูโทรศัพท์ขึ้นอย่างรีบร้อน เพราะเธอสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างข้างหลังตัวเอง

 

เหรียญเต็ม กรุณาใช้บัตร

ข้อความที่แสดงอยู่บนหน้าจอตู้โทรศัพท์ทำเอามัทราลิกาแทบเข่าอ่อน เพราะอะไรบางอย่างที่เธอกลัวมันเริ่มเข้ามาใกล้แล้ว เธอยังคงกำหูโทรศัพท์ไว้อย่างแน่น เหมือนเตรียมพร้อมรับมือกับมัน

ทุกอย่างเงียบไป มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องออกมาเป็นช่วงๆ

 

มือใหญ่ๆจับที่ไหล่เธออย่างแรง มัทราลิกาก็ไม่รอช้ารีบหันมาแล้วเอาหูโทรศัพท์ฟาดไปอย่างแรง โดยไม่ยั้ง มือข้างหนึ่ง ฟาดๆๆ มืออีกข้างก็ทุบตี ป้องกันตัวเองอย่างสุดชีวิต ปากก็ก่นด่าออกมาอย่างไม่เป็นภาษา แถมยังหลับหูหลับตาไม่สนใจเสียงร้องเอะอะโวยวายของคนถูกฟาดเลย  ฝ่ายคนโดนฟาดเองพอตั้งตัวได้ก็หลบเป็นพัลวัน

“ยัยบ้าเอ๊ย ชั้นเอง” เขาร้องออกมาเมื่อรู้สึกว่ามัทราลิกายังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงไม้ลงมือกับเขา

สิ้นเสียงนั่น มัทราลิกาก็หยุดมือที่กำลังเงื้ออยู่แล้วลดลงมา  ตาที่หลับปี๋อยู่ ค่อยๆเปิดขึ้นทีละข้าง จนสายตาเริ่มปรับแสงมองผ่านความมืดได้ในระยะประชิด เธอก็รีบปล่อยมือออกจากแขนของเขาทั้งสองข้าง แล้วรีบผละออก

“ไอ้บ้านี่ เล่นอะไรไม่รู้เรื่อง หาเรื่องหัวแตกซะแล้ว” พอตั้งตัวได้เธอก็รีบโพล่งออกไป หัวใจเธอยังเต้นแรงอยู่ด้วยอาการตกใจ

“ไอ้เรารึก็หวังดีเห็นเดินมาคนเดียวมืดๆ  จะมาอยู่เป็นเพื่อนแท้ๆ ดันเจ็บตัวซะงั้น”  เขาพูดแล้วเอามือถูที่ข้างหน้าผาก “ถึงไม่แตกก็โนอยู่ดี”

“ก็ถือว่าหายกัน คราวที่แล้วนายก็ทำชั้นหัวโนตั้งหลายวัน” มัทราลิกาพูดไปอย่างฉุนเฉียว

 

“เสียงดังไปถึงนู้น ครูตกใจแทบแย่” อาจารย์บุญนภาวิ่งมาด้วยสีหน้าตื่น พูดด้วยเสียงหอบๆ “กายนุภพ มารออาจารย์ภิวัชร์หรอ”

“ครับ”

“มัทราลิกาโทรให้ใครมารับหรือยัง”

“ยังค่ะ ตู้มันเต็ม” เธอทำหน้าเนือยๆ

“กายนุภพครูวานเธอไปส่งมัทราลิกาหน่อยสิ”

มัทราลิกาทำหน้าละห้อย “เกรงใจเพื่อนน่ะค่ะอาจารย์ หนูขอยืมโทรศัพท์อาจารย์โทรได้มั๊ยคะ?” เธอทำหน้าเว้าวอน

 

 

อากาศตอนหัวค่ำช่างสดชื่นไปอีกแบบ สายลมเย็นที่พัดมาประทะกับใบหน้าและพัดพาเส้นผมหนานุ่มที่มัดอย่างหลวมๆ ให้ล่องลอยไปตามกระแสให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก   คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงแลดูสุกสกาว ดวงดาวก็ลอยอยู่กลาดเกลื่อน  บรรยายกาศโรแมนติกดีแฮะ  ฉันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเปื้อนด้วยรอยยิ้ม อย่างสบายใจ  จนลืมไปว่าตอนนี้ยังนั่งรถมาไม่ถึงครึ่งทาง

“นี่.. ถ้าจะขี่ช้าขนาดนี้นะ ชั้นว่าเข็นไปยังจะเร็วกว่า”  ฉันชะโงกหน้าไปดูเข็มบอกความเร็วซึ่งชี้อยู่ที่ 20

“แหม่... ก็ชั้นเห็นเธอกำลังชื่นชมบรรยากาศอย่างอิ่มเอมใจเหลือเกิน” เขาทำเสียงแซวพร้อมหัวเราะ

ทีแรกฉันก็ไม่อยากจะให้หมอนี่มาส่งนักหรอก  แต่ก็ไม่อยากจะขัดใจอาจารย์บุญนภา สุดท้ายก็ต้องมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ทรงโบราณ เสียงก็ดังหนวกหู

“เธอน่ะโชคดีขนาดไหนที่ชั้นยอมให้เธอซ้อนรถคันเก่งของชั้นเนี้ย” เสียงของเขาดูลําเลิกบุญคุณซะเหลือเกิน ฉันทำเฉยไม่ว่าอะไร เขาก็เลยได้โอกาสพูดโม้ถึงรถที่เขายอมให้ฉันมานั่งซ้อนท้ายอย่างดูมีความสุข

“รถคันนี้น่ะเป็นของขวัญชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่ชั้นร้องขอจากพ่อ ตั้งแต่ยังขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็นเลย ตอนเด็กพ่อขี่พ่วงชั้นไปโรงเรียนทุกวัน  ชั้นชอบมากจนไม่อยากจะลงจากรถเลย”  เขายังคงขี่ในความเร็วคงที่ ฉันเองก็ฟังเรื่องที่เขาเล่าอย่างตั้งใจเพราะมันก็ฟังดูสนุกดีและได้กลิ่นไอของอดีตที่แลดูสดใสของเขา

Kawasaki Z1ชื่อนี่เท่สุดๆไปเลยแหละ พ่อบอกว่าจะยกมันให้ตอนชั้นอายุครบ 16 แล้วตอนนี้มันก็อยู่กับชั้นจริงๆและก็คงเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ชั้นอยากได้จากพ่อ” เล่ามาถึงตรงนี้น้ำเสียงเขาฟังดูเศร้าลงไปเล็กน้อย ฉันแตะไหล่เขาเบาๆ เขาเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งอย่างสดใสขึ้น  “ชั้นยังไม่เคยให้ผู้หญิงไหนซ้อนท้ายเลยนะ นอกจากแม่”

“เจ้าค่า อิชั้นรู้สึกเป็นบุญอันใหญ่หลวงเหลือเกิน” ฉันพูดอย่างแกล้งประชด  เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี จนฉันก็อดหัวเราะตามไม่ได้

“เลี้ยวซอยข้างหน้าตรงไปสุดซอย”  ฉันพูดพลางชี้มือให้เขาดู

“ทำไมถึงเร็วจัง”

“เร็วบ้าบออะไร นายขี่รถอย่างกับเต่าคลาน ชั้นหิวข้าวจะตายอยู่แล้ว”  ฉันว่าไปอย่างไม่จริงจังอะไร

 

“จอดตรงนี้แหละ” มัทราลิการีบกระโดดลงจากรถก่อนจะรีบวิ่งเข้าบ้าน

“ขอบใจนะ..  กาย” เธอหันมาขอบคุณเขา พร้อมยิ้มให้อย่างจริงใจ

 

 

ทุกคนกำลังนอนอืดอยู่หน้าจอโทรทัศน์ดูละครอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะลั่นออกมาถึงหน้าบ้าน

“พ่อแม่ สวัสดีจ้ะ” แม่หันมายิ้มให้ฉันหนึ่งทีแล้วหันกลับไปหัวเราะต่อ  ฉันวางกระเป๋านักเรียนแล้วเดินเข้าครัวไปหาอะไรกิน  พบน้องสาวสุดที่รักนั่งกินข้าวอย่างอ้อยอิ่งตามเคย

“จะกินช้าเอาโล่รึไง” ฉันแซวเหมือนอย่างเคย มลก็ทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวกินแบบใจเย็นต่อไป

“ก็พึ่งจะมากินนี่แหละ ทำการบ้านพึ่งเสร็จ” มลธิยากรบอกไป ในปากยังเคี้ยวข้าวตุ่ยๆ

“ง้าาา..” น้องสาวร้องออกมาเมื่อช้อนของมัทราลิกาตักไข่ปลาตัดหน้าไป

“โอ๋ๆๆ ไม่ร้องๆ เดี๋ยวให้หรอกน่า” มัทราลิกาพูดอย่างอารมณ์ดี แล้วตักไข่ปลาให้น้องครึ่งหนึ่ง

“ใจดีเป็นพิเศษ.. ไปทำอะไรมา”  มลธิยากรจ้องหน้าจับผิดอย่างกวนๆ

“พูดมากไม่ต้องกินเลย”

“ง้าาาา..”  มัทราลิกาจะแกล้งตักไข่ปลาคืนน้องสาวก็ร้องเสียงหลงอีกตามเคย พาเอาเธออดขำไม่ได้

“เบาๆหน่อยเว้ย.... คนจะดูหนัง”  เสียงแม่ตะโกนปราม

สองพี่น้องก็มองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาอย่างสนุกที่กวนประสาทแม่ได้

 

“อาจารย์บุญนภามาส่งหรอ?”  มลธิยากรเอ่ยถาม

มัทราลิกายักไหล่ขึ้นลงทำหน้าตายียวน “ไม่ใช่..”

“ใคร?!!

มัทราลิกายกหน้าเข้าไปใกล้อย่างเจ้าเล่ห์  “ไม่บอก...” แล้วก็เป่าลมเข้าตาน้องสาวเล่นเรียกเสียงร้องโอดโอยอีกตามเคย “ง้าาาาาาา”

© themy butter

19 ความคิดเห็น