Choose a job you love,
and you will never have to work
a day in your life
-- Confucius
จงเลือกจะทำในสิ่งที่คุณรัก
แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต
-- สุภาษิตขงจื๊อ
คุณเคยมีความฝันในวัยเด็กบ้างไหม?
แล้วเมื่อคุณเติบโตขึ้นมา คุณได้พยายามเดินเข้าหาความฝันนั้นรึเปล่า แล้ววันนี้ ความฝันนั้นของคุณเป็นจริงหรือยัง
-------
ร้างลาจากการอัพบล็อกมานานแสนนาน (จะเห็นได้ว่าปีนึงๆ ไม่ค่อยมีอะไรเวิ่นเว้อมาก ชอบทำตัวผลุบหายไปบ่อยๆ) วันนี้ขอปัดฝุ่นพื้นที่บล็อกตรงนี้สักที
ขึ้นต้นมาด้วยอะไรเวิ่นเว้อเกี่ยวกับความใฝ่ฝันจะทำอะไรสักอย่างในวัยเด็ก ซึ่งสำหรับตัวเราเอง.. ก็ไม่ต้องเอาเด็กมากหรอก เพราะตอนเด็กมากๆ นั่นอยากเป็นอะไรหลายอย่างที่เว่อร์ทั้งนั้น แต่เอาตอนที่ค่อยรู้เรื่องขึ้นมาแล้วกัน นั่นก็คือช่วงเวลาแห่งวัยหัวเลี้ยวหัวต่อตอนมัธยม ที่เราเคยวาดฝันว่าอยากทำงานด้านมนุษยธรรมกับสหประชาชาติ
ตอนเด็กๆ เราเป็นคนชอบดูข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะข่าวความขัดแย้งทางการเมืองที่นำมาสู่การสูญเสีย หรือข่าวภัยพิบัติในโลกใบนี้ ในภาพข่าวเราจะได้เห็นการทำงานของหน่วยบรรเทาทุกข์ที่ทำงานกันในพื้นเสี่ยงภัย..พื้นที่กันดารเพื่อช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดและมีจุดมุ่งหมายเพื่อสันติภาพของโลกก็คือ สหประชาชาติ
ยอมรับว่า.. ตอนนั้นชอบดูข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของหน่วยงานบรรเทาทุกข์สากลต่างๆ ก็เลยคิดว่าอยากทำงานเพื่อคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา คนที่ต้องการความช่วยเหลือ อยากทำงานในหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ (ฝันสูงนิดๆ นะนั่น)
ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วที่เราชอบเรียนรู้เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเมืองชายแดนพม่า เพราะสงครามชาติพันธุ์ของที่นั่นคุกรุ่น และมีผู้หลบหนีภัยสงครามจำนวนไม่น้อยที่หลบหนีมาชายแดนไทย
แต่หลังเรียนจบ และเข้าสู่โลกความจริงในช่วงวัยทำงาน เราก็เข้าใจว่าความฝันวัยเยาว์นั้นดูจะเป็นหนทางที่ไม่ได้มาง่ายๆ ใครต่อใครก็บอกว่าระบบรับเข้าทำงานของสหประชาชาตินั้นขึ้นชื่อเรื่องมหาหิน ว่ากันว่าคนที่จะเข้าได้ต้องเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องโปรไฟล์เลิศๆ ต้องเรียนจบโทจากยูดังๆ ระดับโลก บลาๆๆ เราก็เลยไม่หวังอะไรแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากทำงานองค์กรบรรเทาทุกข์ เรียกว่าไปองค์กรใหญ่ไม่ได้ ก็ขอทำในสิ่งที่หวังในองค์กรแบบอื่นก็ได้
ยอมรับว่าเส้นทางสู่สายงานที่เราอยากทำนั้นในตอนแรกเรียกว่าหาทางไปยากสักนิด เราเลยโต๋เต๋ทำงานออฟฟิศอยู่ปีกว่าๆ สุดท้ายก็พยายามเบนเข็มเข้าสมัครงานด้านองค์กรต่างประเทศที่ทำงานด้านจัดส่งคนเหล่านั้นไปประเทศที่สาม (เรียกว่า resettlement) ซึ่งเป็นโชคดีที่ NGO อเมริกันเจ้านี้รับเราเข้าทำงาน นับเป็นจุดหักเหที่ทำให้คนที่บ้านงงไปเหมือนกัน เพราะเค้าไม่รู้จักว่าองค์กรเอกชนพวกนี้คืออะไร ทำไมเราถึงเลือกเดินออกจากสายงานเลขาฯ แบบเดิมที่น่าจะมั่นคงกว่า
แต่นี่คือการเติบโตทางสายงานองค์กรต่างประเทศอย่างที่เรานึกอยากทำมานานจริงๆ เพราะแม้เราจะไม่ได้ไปถึงขั้นยูเอ็น.. แต่นี่ล่ะคือสิ่งที่เราอยากทำ
เราทำงานกับ NGO แห่งนี้ค่อนข้างนาน (ในความรู้สึก) คือเกือบห้าปี เป็นการทำงานที่รู้สึกว่าได้เป็นตัวของตัวเองที่สุด ได้พัฒนาตัวเองกับการเรียนรู้ระบบของการจัดส่งผู้ลี้ภัยในการเดินทางไปประเทศที่สาม (ซึ่งองค์กรนี้ทำเฉพาะการส่งไปประเทศสหรัฐอเมริกา) อีกทั้งเป็นการทำงานที่เรียกว่าเริ่มนับหนึ่งไปพร้อมกับองค์กร เพราะทางหน่วยงานเพิ่งได้งบประมาณโดยตรงจากทางสหรัฐฯ เพื่อทำโปรเจคท์นี้
งานเราเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่มีชีวิตเดินทางตามชายแดนพม่าบ้าง และเดินทางในประเทศแถบเอเชียเพื่อจัดการเคสผู้ลี้ภัยนานาชาติเหล่านั้น
ได้พบเจอผู้คนมากมาย ซึ่งโดยมากเป็นผู้ลี้ภัยสงครามหรือการเมืองจากพม่า รวมทั้งผู้ลี้ภัยสัญชาติต่างๆ จากทั่วโลกด้วย
และถ้าจะว่าไป หน่วยงานเราก็ประสานงานกับสหประชาชาติด้านผู้ลี้ภัยตลอด คือเราไม่ได้เข้าไปในนั้น แต่ก็เรียกได้ว่าทำงานใกล้เคียงแล้วล่ะ ชอบงานที่ทำ.. นั่นล่ะที่พอใจ
ตอนนั้นใช้ชีวิตเพื่อเดินทางแบบหัวหกก้นขวิด ได้ใช้กระเป๋าเดินทางแบบโคตรคุ้ม ช่วงที่งาน peak มากๆ นั้นขึ้นเครื่องบินสะสมไมล์กระฉูดจนได้บัตร Silver จากการบินไทย (แต่ยังไม่ถึงบัตรทองนะ มันเยอะเกิน) ระหว่างทำงานก็พักโรงแรมเดียวกับเพื่อนร่วมทีม บางทีเราก็ร่วมลำบากด้วยกันตามตะเข็บชายแดนพม่า (บางครั้งต้องเข้าป่าลึกหน่อย) ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าพวกเราเหมือนเป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยมากกว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ชีวิตการทำงานของเราตอนนั้นค่อนข้างแฮปปี้เพราะงานก็โอเค เพื่อนก็สนิทกันหลายคน พวกเรามักเป็นคนวัยเดียวกัน เริ่มต้นนับหนึ่งที่นี่เหมือนกัน ดังนั้นสังคมการทำงานในตอนนั้นนับว่าอบอุ่นมาก
จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าบางครั้งความสุขก็มีข้อเสีย.. เพราะเรากลัวว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องเสียมันไป
และเมื่อทำงานได้เกือบห้าปี.. มันก็มีจุดหักเหที่ที่ทำให้เราได้เลือกทางอีกเส้นหนึ่ง นั่นคือการเรียนต่อปริญญาโท
ตอนนั้นตัวองค์กรเราก็เริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงเพราะโปรเจคท์ที่เราทำนั้นงานเริ่มน้อยลงและมีการเปลี่ยนผู้บริหารทำให้บรรยากาศไม่เป็นกันเองเหมือนก่อน มันเป็นจังหวะเดียวกับที่เราเริ่มมองหาการเรียนปริญญาโท และก็สมัครทุนของโครงการป.โทหลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าโชคดีมากที่สอบได้ทุนเต็ม
แต่พอได้ทุนนี้แล้ว เรากลับคิดหนักว่าจะลองพลิกเส้นทางเดินชีวิตดูไหม เพราะถ้าจะเรียนป.โท นั้นเราจะต้องลาออกจากงานเพราะมันเป็นหลักสูตรเรียนวันปกติ ด้วยงานเราเองมันต้องเดินทางตลอด ถ้าจะเรียนคือต้องหยุด และเราเองก็ไม่สามารถเลือกจะ Leave without pay ได้เพราะองค์กรเราไม่ใช่ราชการที่ลาไปเรียนแล้วกลับมาทำงานได้ แถมระยะเวลาที่จะลาเรียนนั้นคือหนึ่งปี ซึ่งนานกว่าจะขอใช้สิทธิ์ลางานไปเรียนได้
ที่สุดแล้ว เราก็เลือกจะเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ เพราะยังไงเสียก็อุตส่าห์ได้ทุนเรียนฟรี เป็นการตัดสินใจที่ลำบากใจ แต่ก็เลือกจะยุติโลกการทำงานไปหนึ่งปีเศษเพื่อมุ่งเรียนป.โท (ซึ่งก็ให้อะไรเราเยอะ แม้ว่าจะรู้สึกว่าการเรียนโทไม่ใช่คำตอบของชีวิตเท่าไหร่)
หลังเรียนจบปริญญาโท เราก็สมัครงานอีกรอบ เป็นการหางานอีกครั้งที่ความรู้สึกเปลี่ยนไปจากตอนจบใหม่ๆ ที่เราไม่เกี่ยงอะไรมาก แต่ตอนนี้ประสบการณ์เฉพาะทางก็ทำให้เราไม่เหมาะกับหลายองค์กร ปริญญาโทก็ทำให้ดูสูงไปสำหรับงานบางตำแหน่ง เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมหลายคนมักบ่นว่าสมัยนี้งานหายาก (หรือความจริงมันก็ยากมาแต่ไหนแต่ไร?)
ตอนนั้นรู้สึกว่าตลาดแรงงานเป็นเรื่องโหดร้ายนิดๆ นะเพราะความสามารถที่เรามีมันหาลู่ทางไปได้ยาก หน่วยงานด้านเดิมที่เคยทำก็ใช่ว่าจะมีตำแหน่งว่างมากมายเพราะองค์กรก็ลดขนาดลงเรื่อยๆ ตอนนั้นเราสมัครงานไปหลายที่ แต่มีเรียกสัมภาษณ์เพียงห้าแห่งเท่านั้น
สี่หน่วยงานที่เรียกสัมภาษณ์.. สุดท้ายก็ไม่ได้เลือกเรา หรือไม่ก็ทำเงียบไปไม่ตอบรับ.. ซึ่งนั่นคือการปฏิเสธทางอ้อม
บอกตรงๆ ตอนนั้นรู้สึกท้อกับชีวิตเลยนะเพราะเป็นคนเคยทำงานมาตลอดตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี ทั้งที่เมื่อก่อนเราเคยคิดด้วยซ้ำว่าบางทีก็อยากพักผ่อนบ้างอะไรบ้างเพราะหลังจบป.ตรีก็ทำงานแบบไม่เคยหยุดว่างเลย
แต่.. พอกลายเป็นคนว่างงานหลังเรียนจบโท.. เรากลับรู้ซึ้งว่าส่วนหนึ่งของชีวิตได้ขาดหายไป เคยคิดถึงขนาดคิดว่าตัวเราไม่น่าลาออกมาเรียนต่อเลยทั้งที่ไม่รู้ว่าเรียนจบโทแล้วจะได้งานทำไหม ด้วยเพราะสายงานองค์กรต่างประเทศที่เราทำอยู่นั้นเขาก็ไม่ดูกันที่ปริญญาบัตร แต่เขาเน้นกันที่ความสามารถและประสบการณ์ล้วนๆ
ตอนนั้นเคว้งคว้างในชีวิตไปเหมือนกันนะ แต่ก็ยังดีมีเหล่ากัลยาณมิตรคอยปลอบใจเวลาโทร.ไปปรับทุกข์กับเพื่อนเรื่องว่ายังสมัครงานเรื่อยๆ (ต้องขอบคุณจริงๆ ที่ชีวิตนี้มีเพื่อนดีๆ)
และในวันที่เรายังคงเตะฝุ่นไม่มีอะไรทำนั้น.. มีวันนึงที่ฟุ้งซ่านจนตัดสินใจไปนั่งอ่านหนังสือธรรมะแก้ขัดในภาวะว่างงานหลังเรียนจบโทของตัวเอง และพบหนังสือดีๆ ที่บอกกับเราว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้นมีเหตุผลของมันเอง เรารู้สึกทุกข์เพราะเรามองแต่แง่ไม่ดีของมันอย่างเดียว แต่เรากลับไม่รู้จักจะมองในแง่ดีของสิ่งที่เป็นอยู่.. เพราะเรากำลังมองเห็นความทุกข์ของตัวเองเป็นสำคัญ
และนั่นทำให้เราถามตัวเองว่า ชีวิตเราในขณะนั้นมันบัดซบมากเลยเหรอ?
ไม่นะ.. เงินเก็บเราก็ยังมีอยู่มากพอควรทีเดียว นึกๆ ไปก่อนหน้านี้เราก็เคยต้องการเวลาว่างมาตลอดหลายปีที่ทำงานและเรียนโทอย่างหนักหน่วงไม่ใช่เหรอ? เวลาว่างที่อยากขีดเขียนหรือทำอะไรได้เสรี เวลาว่างที่ไม่ต้องเขียนใบลาเพื่อขออนุมัติไปพักผ่อน.. ชีวิตเรายังไม่เลวร้ายสักหน่อย
เอาล่ะ.. พรุ่งนี้ฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ฉันจะพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองว่างมากเกินไปแล้ว ฉันจะต้องมีความสุขกับปัจจุบันที่มี
และทันที่ที่เราเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง วันถัดมาก็มีข่าวใหญ่เข้ามาในชีวิต ข่าวเรื่องการทำงานที่ทำให้เราได้ก้าวเข้ามาสู่องค์กรที่เคยฝันในวัยเด็ก
หนึ่งในจำนวนห้าแห่งที่เรียกสัมภาษณ์งานและยังไม่ได้บอกผลสัมภาษณ์กับเรา คือหน่วยงานยูเอ็นเอชซีอาร์ (หน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ) ซึ่งสุดท้ายแล้ว.. กลายมาเป็นที่เดียวที่เลือกฉันเข้าทำงาน
ในวันนี้ เราก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแห่งนี้แล้ว เป็นตำแหน่งเล็กๆ และเป็นเพียงการจ้างสัญญารายปี ไม่ได้มั่นคงอะไร แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า.. ความฝันเป็นจริงแล้วเหรอเนี่ย..
และเมื่อมองย้อนกลับไปถึงการเดินตามความฝันของตัวเอง ก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะได้ในสิ่งที่ฝัน แต่ก็ไม่ยากหากเรามุ่งมั่นจริงๆ การมาถึงความฝันไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าสิ่งที่เราเรียนรู้ระหว่างเส้นทางที่เดินมา ประสบการณ์เหล่านั้นต่างหากคือความคุ้มค่า
และปัจจุบันที่ฉันได้อยู่ตรงนี้..เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นที่จะก้าวต่อไป
To Be Continued
ความคิดเห็น