บทนี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่ปนอย่างอื่นเลย
ต่อๆๆ ขอคุยเพิ่มเติมอีกสักนิดสำหรับนิยายเรื่องนี้ เพราะเค้าก็ทำได้ดีในแบบของเค้านะ โดยเฉพาะในเรื่องของการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการต่อสู้ของกะเหรี่ยง
ชื่อสถานที่ต่างๆ (ฐานทัพทหารกะเหรี่ยงในเขตพม่า) ก็ค่อนข้างถูก แถมการเรียกชื่อแคมป์ผู้ลี้ภัยในไทยยังแม่นยำด้วย อย่างในเรื่องมีพูดถึงแคมป์ชื่อ แบล-กลอ
ซึ่งเป็นชื่อภาษากะเหรี่ยงของแคมป์บ้านแม่หละ แคมป์ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตาก (อยู่เขตอ.ท่าสองยาง) และแคมป์อื่นๆในแม่ฮ่องสอน เข้าใจว่าอาจเพราะไม่อยากเอ่ยถึงชื่อจริง เลยตั้งชื่อให้เพี้ยนบ้างนิดหน่อย
แต่จุดสำคัญในเรื่องนี้ คือความรักชาติอันเหลือล้นของทหารหารชาวกะเหรี่ยง และชาวกะเหรี่ยงคนอื่นๆที่ยอมพลีทุกอย่างกระทั่งชีวิตเพื่อชาติ
จุดนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเน้นย้ำแทบจะทุกสองหน้า เรียกได้ว่าหายใจเข้าก็ปกาญอ หายใจออกก็ปกาญอ (คนกะเหรี่ยงเรียกตัวเองว่า ปกาญอ)
แต่จุดนี้ก็กลายเป็นจุดด้อยของเรื่องไปด้วย เพราะทำให้ตัวละครทุกตัวแทบไม่มีอะไรในหัวนอกจากสิ่งนี้ จนบางครั้งอ่านความคิดของโปเชวา เค้าก็จะคิดเหมือน ลากะปอวา ซึ่งก็จะเหมือนกับชาวกะเหรี่ยงคนอื่นๆๆๆๆๆ จนตัวละครดูมิติแบน เพราะไม่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง แม้กระทั่งตัวละครไทยในเรื่องก็ไม่เว้น เรียกได้ว่ากะเหรี่ยงนิยม
ภาษา อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่เน้นพลิ้วไหว อ่านทั้งเรื่องก็จะรู้สึกได้ว่าเค้าเขียนบรรยายได้ดี โดยเฉพาะในช่วงท้ายเล่มที่โปเชวาหนีหัวซุกหัวซุน ช่วงนั้นน่าลุ้น คนบางคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่าห้วนไปหน่อย แต่เราก็เข้าใจเพราะมันเป็นเรื่องของโปเชวาเป็นหลัก นักรบผู้ชายเวลาคิดเวลาทำอะไรมันก็จะ dryอยู่แล้ว แต่อย่าว่าโง้นงี้เลย ลากะปอวา ก็คิดและทำอะไรทื่อๆ เหมือนกัน คือไม่ได้ว่าเธอเป็นหุ่นยนต์นะ แต่เธอคิดและทำอะไรเหมือนๆ โปเชวาเลย ถึงได้เข้าใจว่าทำไมตอนจบคนเขียนปล่อยให้เธอไม่ได้คู่กับโปเชวา เพราะต่างคนต่างเหมือนกันเกินไปนั่นเอง (สันนิษฐานเอง ไม่มีมูลใดๆ) ส่วนหมอวัชรินค่อยอ่อนโยนหน่อย ดูๆน่าจะไปกับลากะปอวาได้ดี (ยุ่งอะไรกับเค้า)
พูดถึงหมอวัชรินแล้วก็มีติงนิดนึง ตรงที่จริงๆแล้ว UNHCR ไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ในแคมป์ใดๆ เลยในประเทศไทย UNHCR จะทำหน้าที่เหมือนเป็นกระทรวงมหาดไทยของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ คือจะรับลงทะเบียน จัดหาอาหาร ที่พักอาศัย (ซึ่งบางทีจ้างองค์กรอื่นทำด้วยซ้ำ) ส่วนการบริการด้านการแพทย์ มักเป็นองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์โดยตรง เช่น MSF (Medicine Sans Frontier) หรือ IRC (International Rescue Committee)
แต่คิดว่าการที่ผู้เขียนให้หมอวัชรินทำงาน UN คงเป็นเพราะถ้าพูดถึงองค์กรอื่นก็คงไม่มีใครรู้จัก พูดถึงแคมป์ผู้ลี้ภัยก็ต้องนึกถึง UN ลูกเดียว น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
แต่ประเด็นอย่างหนึ่งที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ กะเหรี่ยงจะทำอย่างไรในการกอบกู้เอกราช? ในเรื่องคือการต่อสู้ๆๆๆ เพื่อปกป้องตัวเอง แต่กะเหรี่ยงในเรื่องเองก็แตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายนึงที่เชื่อมั่นที่จะสู้ๆๆๆๆ แม้จะตาย ในขณะที่อีกฝ่ายเริ่มหันมาคิดว่า สู้ๆๆๆ แล้วตายจะมีประโยชน์อะไรหากไม่หาทางต่อสู้อื่นหรือหาทางแก้ไขอย่างอื่น อันนี้เป็นประเด็นน่าคิด เพราะทุกวันนี้ปัญหารัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยแทบไม่มีวันจบสิ้น ทางแก้ไขมันมี..แต่ยาก และใช้เวลานานมาก และเรื่องนี้ก็ทำให้เรา (ตัวเราคนเดียวนะ) คิดว่าแท้จริงการสู้รบแบบใช้กำลังห้ำหั่นกันอาจใช้เวลานานมากก็ได้ และบางทีมันก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง
เอาละ ขอเอวัง review นิยายเรื่องนี้ด้วยประการฉะนี้
ความคิดเห็น
แต่ที่อยากนอกเรื่องคือ สนพ. กษมา เนี่ย
ดูรายชื่อทีมงาน มาจากสำนักพิมพ์นิยายยักใหญ่ของนักเขียนหญิงปากกาน้ำหมึกม่วงเกือบยกทีม
เรียกว่าทีมงานมีประสบการณ์ แต่การออกแบบปกคงต้องปรับปรุงอีกนิดนะ มันยังดูเชยๆ
นานๆ อ่านนิยายมีสาระแล้วมารีวิวอีกนะหล่อน
แบบนี้ก็ดี เพราะเธอก็มีข้อมูลเรื่องพวกนี้แน่น เลยพูดได้เยอะ
ขอบคุณครับ