war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,508 Views

  • 392 Comments

  • 1,254 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    880

    Overall
    19,508

ตอนที่ 59 : บทที่ 61

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1378
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 68 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ทันใดนั้นหวางเอี๋ยนซูก็พุ่งตัวกลับไปหาซูยี มือใหญ่คว้าไหล่ผอมบางบีบแน่น ดวงตานั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือด ก่อนจะเค้นคำพูดแต่และคำด้วยความโกรธ “เจ้ามีตาเพื่อมองประชาชนต้าฉีเท่านั้น แล้วตัวข้าเล่า เจ้าเคยรู้ถึงจิตใจของข้าบ้างหรือไม่ รู้บ้างไหมว่าข้าเจ็บปวดหัวใจเพราะเจ้ามากมายขนาดไหน พวกประชาชนของเจ้าทุกคนสบายดี แต่ข้าใกล้จะตายด้วยความทุกข์ บางครั้งข้าก็คิดว่าน่าจะตายไปให้พ้น แม้จะถูกประณามว่าเป็นคนอ่อนแอแต่มันก็คุ้มค่าที่จะตาย ดีกว่าต้องอยู่เพื่อทนทรมานกับความเจ็บปวดนี้ แต่ข้าก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเหล่าพสกนิกร โจวเอ๋อร์ พระมารดา และ...และเจ้า เจ้าวางใจเถิด ข้าไม่ทำร้ายประชาชนของเจ้าเพราะข้ายังต้องการให้เจ้ามีชีวิตอยู่กับความทุกข์และความอัปยศ ถ้าข้าเจ็บ เจ้าต้องเจ็บกว่าข้าสิบเท่า ในเมื่อเจ้าเกลียดชังข้าแล้ว ข้าก็ขอให้เจ้าเกลียดชังข้าให้มากที่สุด”

            ซูยีมองอีกฝ่ายนิ่งเงียบ หัวไหล่ของเขาถูกจับแน่นด้วยมือของหวางเอี๋ยนซู ราวกับจะส่งความเกลียดชังที่มีอยู่ไปให้ซูยีด้วยมือทั้งสองข้างนี้ ไหล่ของซูยีนั้นปวดร้าวราวกับกระดูกจะแตก แต่เมื่อเทียบกับความปวดร้าวในใจของซูยีแล้ว ความเจ็บปวดทางกายดูเหมือนจะเทียบกันไม่ได้

            คนทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันในความเงียบ ทั้งสองคนมองตากันและกัน แต่กลับไม่มีใครแสดงความรู้สึกที่แท้จริงผ่านสายตา ในที่สุดหวางเอี๋ยนซูก็ปล่อยตัวซูยี และค่อย ๆ เดินถอยห่างจากซูยี เมื่อหวางเอี๋ยนซูเดินไปถึงประตู เขาก็หัวเราะขึ้นมาเบา ๆ และพึมพำราวกับพูดกับตนเอง “ใช่แล้ว ความเกลียดชัง...เพียงแค่ความเกลียดชังที่พวกเราควรมีให้กัน” พูดจบก็หันหลังให้กับซูยีและเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่มั่นคง

            เมื่อซูยีแน่ใจว่าอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว ซูยีก็ล้มตัวลงนอนราวกับไร้ชีวิต อารมณ์หลายหลายวิ่งวนเวียนอยู่ในร่างกายนี้จนอยากจะร้องไห้เพี่อปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดและความอยุติธรรมที่ได้รับ แต่หลังจากนั้นซูยีกลับพบว่าตนเองไม่สามารถหลั่งน้ำตาได้แม้แต่หยดเดียว ซูยีหัวเราะอย่างขมขื่นกับตัวเอง บางทีนี่อาจจะเป็นบาปที่เขาก่อขึ้นจนสวรรค์ก็ไม่สามารถให้อภัยเขา

            “หวางเอี๋ยนซู ข้าขอโทษ” หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานในใจ ซูยีก็พบว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาต้องการบอก ซูยีหลับตาและพยายามผ่านพ้นคืนนี้กับความฝันที่มืดมิดและบาดลึก

 ****

            “องค์รัชทายาท พวกเราต้องกลับแล้ว อากาศหนาวแบบนี้แต่ท่านไม่ยอมสวมเสื้อคลุม ถ้าไม่สบายขึ้นมา ผู้น้อยก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้” ที่ริมทะเลสาบในพระบรมหาราชวัง เสี่ยวหยางพยายามบอกผู้เป็นนายด้วยการทำสีหน้าเคร่งขรึมราวกับผู้ใหญ่

            หวางเอี๋ยนโจวแค่นหัวเราะแล้วกล่าว “เสี่ยวหยาง เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าน่ารำคาญมากขึ้นทุกวัน จู้จี้จุกจิกราวกับยายแก่ ถ้าข้าทนไม่ไหวขึ้นมาจะบอกให้พระบิดาปลดเจ้าออกจากตำแหน่งองครักษ์ ข้าจะใส่สีตีไข่เพิ่มอีกนิดว่าเจ้ามักจะบ่นเรื่องข้าให้แม่ทัพหยูฟัง  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่เชื่อฟังข้าซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของเจ้า และยังทำลายความภาคภูมิใจของข้าอีก รับรองว่าพระบิดาต้องสั่งโบยเจ้าแน่ถ้าได้ยินแบบนี้” เมื่อเขาพูดจบก็เห็นว่าใบหน้าของเสี่ยวหยางนั้นแดงก่ำ จึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้

            เสี่ยวหยางนั้นทั้งตกใจและร้อนใจได้แต่ขยี้เท้าด้วยความแค้นเคือง “องค์รัชทายาท ท่านช่างไร้เหตุผลสิ้นดี  ถ้าซูยียังเป็นองค์จักรพรรดินี ท่านคงไม่กล้าพูดเช่นนี้” เพียงคำพูดที่หลุดออกจากปาก เด็กชายก็ตระหนักว่าได้ทำพลาดไปแล้วรีบตะครุบมือปิดปากตัวเองทันที แต่ก็สายเกินไป หวางเอี๋ยนโจวมีสีหน้าเคร่ง “เสี่ยวหยาง เจ้าควรตัดลิ้นตัวเอง ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่าห้ามเอ่ยชื่อคนผู้นั้นต่อหน้าข้า ข้าจะไปรายงานให้พระบิดาฟังเดี๋ยวนี้ รับรองว่าเจ้าไม่ได้เป็นองครักษ์ของข้าอีกแล้วแน่นอน แถมยังต้องถูกลงโทษอีกด้วย” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนและเดินห่างไป

            เสี่ยวหยางทั้งหวาดกลัวและไม่พอใจ โดยธรรมชาติแล้วเขาเป็นคนที่ตรงไปตรงมาและพูดไม่เก่ง ไม่ทราบวิธีการลดโทษด้วยการพูดเยินยอผู้อื่น จึงทำได้เพียงพูดตะกุกตะกักขณะเดินตามผู้เป็นนาย และยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงห้องพระอักษรขององค์จักรพรรดิ์ แต่ระหว่างทางพวกเขาก็ได้ยินเสียงดังตะโกนโหวกเหวกมาตามลม

            หวางเอี๋ยนโจวหยุดชะงัก นึกสงสัยว่าคนในวังกลุ่มใดกันที่ส่งเสียงด่าทอคนรับใช้ด้วยถ้อยคำหยาบคายในที่โล่งแจ้งแบบนี้ หากต้องการสอนคนของตนก็ควรจะยับยั้งชั่งใจควรรอให้กลับไปในที่รโหฐานหรือในตำหนักของตน หวางเอี๋ยนโจวนั้นธรรมดาเป็นคนที่ไม่สนใจสิ่งอื่นใดรอบข้าง แต่เวลานี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงทำให้ต้องการดูว่าเป็นพระสนมหรือขุนนางคนใดที่กล้ากระทำการหยาบคายถึงเพียงนี้

            เสี่ยวหยางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ถูกลงโทษแล้ว จึงรีบตามหลังหวางเอี๋ยนซู ทันใดนั้นเขาก็เห็นผู้เป็นนายรีบหลบกระทันหันหลังต้นไม้ใหญ่ ด้วยความประหลาดใจเสี่ยวหยางจึงโผล่ศีรษะออกไปดูแล้วก็เกือบร้องออกมาด้วยความตกใจ ตรงหน้าของพวกเขานั้นเป็นกลุ่มนางกำนัลและขันทีที่กำลังยืนรายล้อมตัวชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนก้มหน้าเหมือนทำความเคารพในขณะที่ถูกตวาดด่าทอ คนผู้นั่นไม่ใช่ใครอื่นกลับเป็นซูยี ส่วนผู้ที่กำลังตะโกนด่านั้นเป็นสตรีแต่งกายหรูหราท่าทีเย่อหยิ่ง ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระสนมหยินที่เป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ์

            เสี่ยวหยางหันกลับไปดูหวางเอี๋ยนโจวก็พบว่าในดวงตาของผู้เป็นนายของตนนั้นมีหลายอารมณ์ผสมผสานกันอยู่ แต่กลับไม่ขยับตัวเคลื่อนไหว เสี่ยวหยางเข้าใจดีว่าตอนนี้ในหัวใจของหวางเอี๋ยนโจวนั้นมีความรู้สึกต่อซูยีทั้งซับซ้อนและแปลกประหลาด เพราะรักและเคารพซูยีมาก เมื่อถูกซูยีทรยศและทิ้งเขาไปจึงรู้สึกเกลียดชัง แต่ถ้าเขาก้าวเท้าออกไปช่วยเหลือซูยี เขาจะต้องโดนผู้คนเยาะเย้ยลับหลังว่าใจอ่อนให้กับคนที่ทรยศตนเอง

            ในฐานะพระสนมหยิน ก่อนที่ซูยีจะเข้ามาในชีวิตของพวกเขา หญิงสาวเคยเป็นที่โปรดปรานของหวางเอี๋ยนซู จนคิดฝันไปว่าอาจจะได้รับตำแหน่งจักรพรรดินีในไม่ช้า แต่ความฝันก็สลายเมื่อมีซูยี แม้จะเกลียดชังสักปานใดแต่ที่ทำได้ก็เพียงเก็บความเกลียดชังนี้ไว้ในใจเพราะซูยีเป็นที่โปรดปรานของหวางเอี๋ยนซู แต่ใครจะคิดว่าเพียงชั่วพริบตา องค์จักรพรรดินีที่สูงศักดิ์และทรงอำนาจวาสนากลับต้องถูกลดสถานะลงมาเป็นทาส

            ดังนั้นเมื่อซูยีโชคร้ายเดินมาพบกับขบวนของพระสนมหยินบนทางถนนแคบ ๆ จึงคิดจะระบายความแค้น เพราะซูยีนั้นพิการขาข้างหนึ่งการเคลื่อนไหวจึงไม่สะดวก พระสนมหยินให้ขันทีคนหนึ่งแกล้งเดินไปชนซูยีจนล้มมาขวางเส้นทางเดิน ต่อมาจึงสั่งให้ขันทีและนางกำนัลลากตัวเขามาด่าทอด้วยเสียงอันดัง

            แน่นอนว่าซูยีไม่ได้โกรธที่โดนกลั่นแกล้งหรือด่าทอ แต่ยิ่งซูยีทำสีหน้าเรียบเฉยก็ยิ่งกระตุ้นให้พระสนมหยินแค้นเคืองมากขึ้น จึงตะโกนสั่งขันทีให้นำแส้มาให้เพื่อจะใช้สั่งสอนบทเรียนให้ทาสที่ต่ำต้อยให้มีความเคารพขึ้นมาบ้าง ในใจของพระสนมหยินนั้นเริ่มจะสนุกกับความคิดที่ชั่วร้าย แต่เมื่อได้ยินเสียงใครบางคนดังขึ้น “พอได้กลับมาเป็นคนโปรดของพระบิดา พระสนมก็เริ่มสร้างความประทับใจแล้ว” ด้วยความตระหนก พระสนมหยินหันศีรษะไปตามเสียงก็พบหวางเอี๋ยนโจวที่กำลังเดินออกมาจากหลังต้นไม้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 68 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #321 Rium (@knightmam) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 21:46
    ฝ่าบาทคือสู้ลูกไม่ได้เลยว้อยย
    #321
    0
  2. #218 punngirigiri (@punngirigiri) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 18:59
    พระเอกที่แท้จริงของเรื่องนี้ เอี๋ยนโจว ค่ะ!!
    #218
    0
  3. #121 galaxyxx (@mokomook) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 18:15
    น้องซูช่วยคิดถึงความสุขตัวเองบ้างลูก พี่กราบบบบ พี่สงสารหนู
    #121
    0