war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,721 Views

  • 395 Comments

  • 1,269 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,093

    Overall
    19,721

ตอนที่ 91 : บทที่ 93

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1513
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 74 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ซูยีตกใจอย่างรุนแรง รีบผละจากอีกฝ่ายและกล่าวว่า “ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร ท่านคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่” ซูยีตื่นตระหนกจนลืมอาการเจ็บปวดของตนเอง แล้วพยายามยกแขนของหวางเอี๋ยนซูเพื่อตรวจสอบบาดแผล ซือน่งและคนอื่น ๆ ที่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องของซูยี เมื่อคนพวกนั้นเดินเข้ามาในห้องด้วยอาการตกใจ หวางเอี๋ยนซูจึงพูดขึ้นมาว่า “ซือน่ง พวกเจ้ากลับไปนอน ข้าจะจัดการทุกอย่างที่นี่เอง”

            หลังจากที่ซือน่งเดินออกไป หวางเอี๋ยนซูก็รั้งร่างซูยีที่ยังมีทีท่าตื่นตระหนกเข้ามากอด “ทำไมเจ้าต้องทำท่าตกใจถึงเพียงนี้” ขณะพูดก็ดันร่างซูยีออกห่างเล็กน้อยแล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของซูยี “ซูซู ข้าเคยบอกต่อเจ้าแล้วว่าถ้าเจ้าเจ็บปวดก็ให้ข้าได้เจ็บปวดร่วมกับเจ้าด้วย คิดหรือว่าเมื่อเจ้าแกล้งหลับ ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเจ็บปวดขนาดไหน ที่ข้าต้องแกล้งทำเป็นหลับก็เพื่อให้เจ้าไม่ต้องฝืนทำท่าเป็นปกติทั้งที่เจ้าเองนั้นเจ็บปวดแทบตายแล้ว”

            แม้ว่าความเจ็บปวดจะทวีขึ้นมาอีกครั้ง ซูยีกลัวว่าหวางเอี๋ยนซูจะไม่สบายใจจึงได้แต่กล่าวว่า “นี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ท่านไม่เป็นกังวล และถ้าจะไม่ให้ข้าเป็นกังวลท่านก็ควรนอนจริง ๆ แม้ว่าข้าจะเจ็บปวดแต่ก็พอจะทานทนไหว” แม้ว่าปากจะพูดเช่นนั้น แต่ขาของเขากลับสั่นสะท้าน ได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าข้าไม่ได้มีความแข็งแกร่งเท่าเทพเจ้ากวนอู ที่สามารถเล่าเรื่องตลกขณะขูดพิษออกจากกระดูก”

            หวางเอี๋ยนซูกล่าวว่า “เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น หรือถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง ความเจ็บปวดของเขาอาจจะน้อยกว่าความเจ็บปวดของเจ้าในตอนนี้” พูดจบก็ยกแขนของตนไปที่ริมฝีปากของซูยีอีกครั้ง “ซูซู ถ้าเจ้าเจ็บก็ให้กัดข้า เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากัดริมฝีปากของตัวเองจนเป็นแผลไปหมดแล้ว”

            ซูยีดันแขนของหวางเอี๋ยนซูออกห่างตัวแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ให้คนเอาผ้ามาให้ข้ากัด ข้าจะไม่ฝืนตัวเองให้กลั้นเสียงร้องอีกต่อไปแล้ว ยาชนิดนี้ช่างออกฤทธิ์ร้ายแรงเหลือเกิน” ซูยีร้องครางด้วยความเจ็บปวด แต่เมื่อเห็นหวางเอี๋ยนซูยังนิ่งเงียบ ก็ให้รู้สึกประหลาดใจ จู่ ๆ หวางเอี๋ยนซูก็พูดขึ้นมาว่า “ซูซู...ถ้าเจ้ากัดข้า ให้ข้าได้แบ่งปันความเจ็บปวดจากเจ้า หัวใจของข้าจะรู้สึกสบายใจ...อีกอย่าง เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าข้ารู้สึกอนาถตัวเองขนาดไหนที่ช่วยเจ้าไม่ได้”

            ซูยีถอนหายใจแล้วยิ้ม “ถ้าให้ข้ากัดท่าน แล้วหัวใจของข้าเล่าจะรู้สึกเช่นไร ท่านคิดแต่เรื่องของตัวเองไม่ได้คิดถึงข้า...” ก่อนที่จะพูดจบ หวางเอี๋ยนซูก็ตะโกนออกมาว่า “นี่ย่อมไม่ถูกต้อง ซูซู เจ้าไม่เข้าใจความรู้สึกของข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าขาของเจ้าต้องหักเพราะข้า ข้าเป็นคนที่สั่งให้คนพวกนั้นโบยตีเจ้า” ซูยีมีสีหน้าเจ็บปวดพยายามจะพูดบางอย่าง แต่หวางเอี๋ยนซูก็ปิดปากของซูยีไว้ “ให้ข้าพูดให้จบ เจ้าสามารถหาเหตุผลมากมายมาบอกว่านั่นไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เพื่ออะไรกันเล่า ในเมื่อข้าเองก็รู้แก่ใจดีว่าถ้าในตอนนั้นข้าไม่รีบด่วนลงสรุปแล้วตรวจสอบหลักฐานให้ดี บางทีเรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นและเจ้าก็ไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้ ทุกครั้งที่ข้าคิดเรื่องนี้ หัวใจของข้าก็รู้สึกเหมือนอยู่ในหม้อต้มน้ำมันที่เดือดพล่าน”

            หัวใจของซูยีนั้นเจ็บปวด เมื่อคิดว่าคนอย่างหวางเอี๋ยนซูที่มักจะจัดการเรื่องทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ต้องรู้สึกสำนึกผิดเช่นนี้ ซูยีกอดหวางเอี๋ยนซูแล้วพูดว่า “เป็นข้าที่เลือกเองว่าจะช่วยชีวิตเหล่าบัณฑิตพวกนั้น ข้าไม่ได้นึกถึงจิตใจของท่านกับโจวเอ๋อร์ แต่กลับยอมรับสารภาพว่าเป็นกบฏ หวางเอี๋ยนที่จริงแล้วเป็นข้าเองที่ทำให้ท่านเป็นเช่นนี้...” ทันใดนั้นหวางเอี๋ยนซูก็พูดขึ้นมาว่า “แต่หัวใจของข้านั้นเจ็บปวด ไม่ต้องสนใจว่าเรื่องนี้ใครเป็นคนผิด ข้าสนใจแค่ว่าหัวใจของข้าไหลเป็นเลือดด้วยบาดแผลนี้ ซูซู ความเจ็บปวดนี้...ไม่สามารถหายไปได้โดยง่าย”

            ซูยีนิ่งเป็นเวลานานก่อนที่จะคว้าจับแขนของหวางเอี๋ยนซูขึ้นมาแล้วกล่าวพร้อมน้ำตา “ถ้า...ถ้านี่จะเป็นหนทางเดียวที่จะบรรเทาความเจ็บปวดในหัวใจของท่าน ข้าก็จะทำ หวางเอี๋ยน...” แล้วซูยีก็กัดลงที่แขนข้างนั้นทั้งที่ยังพูดไม่จบประโยค ปล่อยให้คำพูดที่เหลือหายลงไปในลำคอ

            ในคืนนี้ แม้ว่าความงามของตำหนักมโนรมย์ก็ไม่อาจซ่อนความจริงได้ว่า หลังม่านมุ้งบนเตียงนอนกว้างใหญ่นั้น คนสองคนต่างก็ทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดไปด้วยกัน แม้จะอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานแต่หัวใจของคนทั้งคู่กลับเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน มือทั้งสองประสานกัน นัยน์ตาของคนทั้งสองมองสบกัน แต่ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดจากปาก

            ซือน่งที่ยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูห้องร้องไห้สะอึกสะอื้น เมื่อได้ยินฝีเท้าของซือหยวนวิ่งเข้าไปในห้องอย่างเร่งร้อน ก่อนจะหยุดที่หน้าประตูแล้วรายงานด้วยเสียงเคร่ง “กราบทูลฝ่าบาท มีรายงานด่วนจากชายแดน รองแม่ทัพโหยวคอยอยู่ที่ด้านนอกตำหนักมโนรมย์เพื่อรอรับคำสั่ง” ทันทีที่กล่าวจบ ซือน่งและคนอื่น ๆ ต่างก็ตระหนกไปตาม ๆ กัน เพราะภายหลังจากจินเหลียวเอาชนะต้าฉีและย้ายเมืองหลวงมาที่จงหยวน แม้ว่ารากฐานยังไม่มั่นคงแต่หวางเอี๋ยนซูก็ปกครองอย่างทรงพระปรีชาสามารถจนเป็นที่รักของประชาชน ตอนนี้จินเหลียวเป็นประเทศที่ทั้งแผ่นดินและประชาชนต่างก็เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ การที่ได้ทราบข่าวเรื่องสงครามในตอนนี้จึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ

            ขณะที่คนทั้งหมดกำลังตกอยู่ในอาการตะลึง หวางเอี๋ยนซูก็เดินออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขามว่า “ให้เขาไปรอข้าในห้องโถงที่ตำหนักข้าง ๆ ข้าจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้” แล้วหันไปที่ซูยี พร้อมกับถามว่า “ซูซู..เจ้าต้องการไปด้วยหรือไม่?” เขารู้ดีว่าแม้จะแต่งตั้งให้อีกฝ่ายเป็นจักรพรรดินี แต่ซูซูกลับไม่ชมชอบที่จะอยู่ในสถานะนี้เท่าใดนัก การถามเช่นนี้ก็คล้ายกับยอมรับว่าเขายังเคารพซูยีในฐานะแม่ทัพ อีกทั้งความเจ็บปวดของซูยีในตอนนี้ถ้าได้มีจุดสนใจอย่างอื่นก็อาจจะเบนความสนใจจากความเจ็บปวดนี้ได้บ้าง แม้เขาจะคิดเช่นนี้แต่ไม่รู้ว่าซูยีจะตอบกลับว่าอย่างไร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 74 ครั้ง

0 ความคิดเห็น