The mentalpower open the north อำนาจพลังจิต ภาค เปิดทิศเหนือ

ตอนที่ 7 : สภา การตัดสินที่ไม่เป็นธรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 พ.ย. 57

ตอนที่ 7 สภา  การตัดสินที่ไม่เป็นธรรม

 

        เมื่อไม่กี่นาทีก่อนอาเธอร์ได้บอกแผนการสุดธรรมดาที่ไม่น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองให้โลแลนได้ฟัง  ซึ่งนั่นก็ทำให้โลแลนถึงกับอึ้ง  จนพูดไม่ออกกันไปพักหนึ่งเลยทีเดียว  แผนการเบนความสนใจของอาเธอร์  มีอยู่ว่า...ตัวใครสักคนต้องล่อสัตว์ทดลองลิงบ้าไปทางอื่น  ในขณะที่คนที่เหลือวิ่งไปที่ที่ปลอดภัย...เรื่องแบบนี้ใครๆก็รู้...ซึ่งปัญหาหนักใจมันอยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนออกไปล่อสัตว์ทดลองไปทางอื่นนี่สิ  แต่แล้วอาเธอร์ก็เกิดมีความกล้าเหมือนมีฮีโร่เข้าสิง  ทำให้อาเธอร์วิ่งออกไปเสียสละเป็นผู้ถูกตามล่าเสียเอง

        โลแลนรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่มีมากล้นของอาเธอร์  รวมถึงความกล้าของอาเธอร์  หรืออย่างน้อยๆ  เขาก็ไม่เคยเห็นใครที่มีความกล้ามากพอที่จะวิ่งเข้าไปให้สัตว์ทดลองลิงบ้าตบเล่นแบบอาเธอร์อีกแล้ว

        เพราะอาเธอร์ล่อและถ่วงเวลาสิ่งมีชีวิตอันตรายให้  พวกโลแลนจึงสามารถวิ่งไปหาที่ปลอดภัยได้  ซึ่งระหว่างทางแม่ของโลแลนก็เกิดหมดแรงและเข่าอ่อนลงกะทันหัน  ทำให้โลแลนต้องพยุงแม่และเดินหน้าต่อไป  ถึงจะช้าลง  แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ควรหยุดพักในระหว่างที่อาเธอร์ทำทุกวิถีทางเพื่อถ่วงเวลาให้พวกเขา

        แต่แล้วในตอนนั้นเองที่กำแพงของศูนย์วิจัยที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาเปิดแยกออกจากกัน  โดยหลังกำแพง  เต็มไปด้วยกองกำลังคนติดอาวุธที่สวมเสื้อคลุมแบบเดียวกันกับโลแลน  (หมายความว่าเป็นพวกเดียวกันสินะเนี่ย)  พวกคนกลุ่มหนึ่งที่มือพร้อมด้วยอาวุธแยกตัวออกจากกลุ่มและวิ่งตรงดิ่งไปทางอาเธอร์ที่กำลังนอนแหมะอยู่กับพื้นน้ำแข็ง  ส่วนกองกำลังคนที่เหลือก็คอยยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...เอ่อ  จะพูดแบบนั้นมันก็เกินไปหน่อย  คนพวกนั้นแค่ยืนดูอยู่เฉยๆ  แต่โลแลนกลับรู้สึกเหมือนคนพวกนั้นกำลังเก็บออมพลังของตนเอาไว้ใช้เมื่อถึงยามคับขันมากกว่า

        ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้า  คนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำของพวกคนเหล่านั้นส่งสายตามองโลแลนและแม่  โลแลนรู้สึกคุ้นเคยกับสายตาคู่นี้  เหมือนเขาเคยชายคนนี้มาก่อน

        แม่มองชายคนนั้นด้วยสายตาโหยหา  “เคน...”

        คำพูดของแม่ที่ใช้เรียกชายคนนั้น  ทำให้โลแลนหายใจไม่ออก  ในท้องก็รู้สึกปั่นป่วนไปหมด

        ชายคนนั้น คือ...พ่อของเขา  คนที่โลแลนควรจะรู้สึกโกรธและเกลียดที่สุด  แต่ตอนนี้  ไอความรู้สึกอย่างที่เคนมีมันกลับหายไปจนหมดสิ้น  ซึ่งโลแลนไม่รู้เลยว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น...

        เมื่อลองมองดูให้ดีๆแล้ว  ชายคนนั้นเองก็มีผมสีน้ำตาลที่ตัดสั้นยุ่งเหยิงและดวงตาที่เหมือนกันกับโลแลน  แต่ภาพในบางจุดของชายคนนั้นมันดูต่างจากเขา  บางอย่างที่ชวนให้สะกิดใจ...ว่าทำไม  ชายคนนั้นถึงดูมีอำนาจ  และมีความเป็นผู้นำ  เขาดูไม่เหมือนพ่อแย่ๆอย่างที่โลแลนจินตนาการเอาไว้  มันตรงกันข้ามกันหมดเลย...

        “โลแลน!”  แม่ร้องและผลักโลแลนไปด้านหน้า  เขาล้มลงและเมื่อหันกลับไปมอง  แม่ของเขาก็ถูกฝ่ามือใหญ่ยักษ์ของสัตว์ทดลองเหวี่ยงปัด  แล้วร่างของแม่ก็ลอยออกไป

        “แม่ครับ!!”  โลแลนร้องเรียก โดยหวังว่าจะได้ยินเสียงของแม่ตอบกลับ  แต่เขาก็ต้องพบกับความเงียบที่ทำให้รู้สึกใจหาย

        แม่ของเขานอนสลบอยู่กับพื้นน้ำแข็ง  แล้วพ่อของเขาก็วิ่งเข้ามาประคองร่างของแม่เอาไว้  สีหน้าของเขาดูกังวลใจในตอนแรก  ก่อนจะค่อยอ่อนโยนลง  เขาถอนหายใจซึ่งนั่นทำให้โลแลนรู้ว่าแม่ของเขายังไม่ตาย...ถึงอย่างนั้นโลแลนก็ยังดีใจไม่ได้  เพราะตัวเขายังต้องพบเจอกับสิ่งที่ไม่อยากเจออยู่...โจทย์เจ้าเก่าของเขา  สัตว์ทดลองลิงบ้าหมายเลข 1

        พวกหน่วยรบเคลื่อนย้ายตำแหน่งจากที่คอยคุ้มกันอาเธอร์  มาเป็นการคอยกู้ชีพโลแลนแทน  พวกเขากระจายตัวเป็นครึ่งวงกลมล้อมรอบสัตว์ทดลอง  แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าถึงตัวสัตว์ทดลองได้  เพราะลูกตุ้มขนาดใหญ่ที่อยู่ที่หางของสัตว์ทดลอง  มันปิดโอกาสไม่ให้ใครเข้าใกล้  แต่มันกลับให้สิทธิพิเศษกับโลแลน  โดยการเข้ามาหาเขาเอง  ต่อให้โลแลนจะไม่ได้อยากได้สิทธิพิเศษนั้นก็ตามที

        เสียงโห่ร้องเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสัตว์ทดลองของพวกหน่วยรบดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โลแลนที่กำลังยืนประจันหน้ากับมันอยู่สามารถบอกได้เลยว่าสัตว์ทดลองตัวนี้ไม่ได้สนใจเสียงแหกปากโวยวายแสนน่ารำคาญพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย  อีกทั้งสายตาที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลและบ้าเลือดของมันยังจับจ้องมาที่โลแลนเพียงคนเดียวอีกต่างหาก...คงจะไม่มีใครช่วยเขาได้หรอก  โลแลนหายใจถี่และหัวใจเองก็เต้นเร็วขึ้นด้วย  ถึงที่แห่งนี้จะเป็นขั้วโลกเหนือ  แต่บนใบหน้าของโลแลนก็ยังคงเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

        ในตอนนั้นเองที่สัตว์ทดลองทุบกำปั้นลงมาที่โลแลน  ซึ่งปฏิกิริยาตอนสนองทำให้โลแลนหมุนตัวหลบโดยอัตโนมัติ  สัตว์ทดลองจึงได้ทุบพื้นน้ำแข็งเล่นไปแทน  มีเสียงแรงกระแทกดังตูม!!  พื้นที่ ณ จุดที่สัตว์ทดลองทุบกำปั้นลงไปนั้นมีรอยแตกร้าวของพื้นน้ำแข็ง  โลแลนพยายามไม่สภาพของตัวเองตอนถูกกำปั้นยักษ์นั้นทุบ  สัตว์ทดลองไม่หยุดการโจมตีแต่เพียงเท่านั้น  มันยังคงตามทุบโลแลนอยู่เรื่อยๆ  รอยแตกที่พื้นเริ่มใหญ่และกว้างขึ้น  โลแลนได้แต่ภาวนาให้พื้นน้ำแข็งนี้มีความหนามากพอที่จะลองรับแรงกระแทกจากำปั้นของสัตว์ทดลอง...โลแลนต้องคอยกลิ้งตัวหลบอยู่เรื่อยๆจนเขาแทบจะไม่มีแรงเหลืออีกแล้ว  ห่างออกไป  เขามองเห็นอาเธอร์กำลังยืนมองภาพเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่  สภาพของอาเธอร์เองก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไร  เสื้อคลุมของเขามีรอยฉีกขาดที่น่าจะเกิดจากการต่อสู้กับสัตว์ทดลอง  และบนใบหน้าของเขายังมีรอยถลอกเต็มไปหมด  ข้างๆอาเธอร์มีเด็กสาวผมทองคนหนึ่งยืนอยู่  เธอสวมเสื้อคลุมแบบเดียวกันกับโลแลนทับชุดกระโปรงสีชมพูตัวยาว  เธอน่าจะมีอายุพอๆกับโลแลน  ด้วงตาสีฟ้าที่เป็นประกายของเธอสามารถทำให้หัวใจของโลแลนมีปีกงอกออกมาได้เลยทีเดียว...แต่ทำไมเธอถึงยืนอยู่กับอาเธอร์ล่ะ  ทำไมกัน...!!

        ...นี้มันใช่เวลามั้ยเนี่ย...

        เหตุผลไร้สาระเหล่านั้นทำให้โลแลนเสียสมาธิ  ในเวลานั้นเองที่สัตว์ทดลองทุบกำปั้นลงมาที่โลแลนอีกครั้ง  โชคดีที่เขาสามารถถอยเท่าได้ทัน  แต่ก็ถอยได้ไม่ดีเท่าที่ควร  โลแลนสะดุดชายเสื้อคลุมที่ยาวจนเกินไปของตัวเองล้มลง  หงายหลังไม่เป็นท่า

        “แย่แล้วไง...”  โลแลนพูดเสียงหลง

        สัตว์ทดลองยืนอยู่เหนือโลแลน  พวกหน่อยรบเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม  พวกเขาก็ยิ่งตะโกนว่า ทางนี้  มาฆ่าพวกเรา ดังยิ่งขึ้น  สัตว์ทดลองไม่ใส่ใจเสียงเอะอะโวยวายพวกนั้น  มันคำรามใส่หน้าโลแลนในระยะประชิด  ซึ่งโลแลนอยากจะขอเวลานอกให้สัตว์ทดลองไปแปลงฟันเสียก่อนและค่อยมาคำรามใส่หน้าเขาด้วยกลิ่นปากที่ดีกว่านี้  สัตว์ทดลองกางกรงเล็บฟาดใส่โลแลนที่ทำได้แค่หลับตาและยกแขนขึ้นป้องกันตัว

        แกร้บ!!...

        เสียงที่ฟังดูเหมือนขวดพลาสติกถูกบิดทำให้โลแลนเปิดเปลือกตาขึ้น  เขาเห็นสัตว์ทดลองกำลังร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน  ผิวหนังขอมมันเต็มไปด้วยรอยกรีดเล็กๆที่โลแลนไม่ทราบว่ามันมาได้อย่างไร  ผู้คนแถวๆนั้นเองก็ต่างพากันยืนนิ่งและอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น...ว่าแต่  โลแลนยังไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

        โลแลนควรจะโดนกรงเล็บของสัตว์ทดลองเสียบแล้วก็ตายในสภาพทุเรศๆสิ  แต่ร่างกายของเขายังอยู่ครบสมประกอบ  ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน  และแน่นอนไม่มีบาดแผลใหญ่ๆที่ชวนให้คลื่นไส้  ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ควรจะมี...

        ภายในท้องของโลแลนรู้ปั่นป่วนไปหมด  สัตว์ทดลองคำรามขู่พวกหน่วยรบ  แสดงให้เห็นว่ามันยังมีแรงมากพอที่จะกระชากหัวใครก็ตามที่คิดจะเข้ามาใกล้  มันยกกำปั้นขึ้นเหนือหัวและทุบลงมาที่โลแลนอีกครั้ง  แต่หนนี้โลแลนไม่ได้หลับตา  เขาตั้งแขนรับ  ซึ่งเมื่อมือของสัตว์ทดลองสัมผัสกับแขนของเขามันก็มีเสียงผิวหนังของสัตว์ทดลองแตกแยกตัวออกจากกัน  พื้นรอบๆตัวโลแลนแตกและยุบตัว  เหมือนเขานั่งอยู่ในหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่  สัตว์ทดลองยังไม่ยอมแพ้  แม้ผิวหนังของมันจะแตกและมีเลือดที่ปรอดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก  แต่มันก็ยังคงเคลื่อนไหวตัวอย่างยากลำบากเข้ามาหาโลแลน  มันชกหมัดตรงใส่โลแลน  และคราวนี้ก็กางมือรับหมัดของมัน...เขารู้สึกทึ่งที่แขนของเขายังมีแรงเหลือมากพอที่จะรับน้ำหนักแขนใหญ่ยักษ์ของสัตว์ทดลองได้

        มีเสียงดัง กร๊วบ!!  ดังมาจากสัตว์ทดลอง  แล้วแขนข้างที่มันใช้ชกโลแลนก็บิดม้วนเป็นขด  จนผิดรูปร่าง  จากนั้นร่างกายของมันก็เริ่มบิดงอเหมือนร่างกายของมันไม่มีกระดูก  ภาพที่อวัยวะส่วนต่างๆของสัตว์ทดลองบิดไปมาผิดธรรมชาติทำให้โลแลนอยากจะอาเจียน  เสียงร้องของสัตว์ทดลองดังโหยหวนท่ามกลางพื้นน้ำแข็งที่มีผู้คนยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ  ทุกคนต่างจ้องมองสัตว์ทดลองและโลแลนด้วยความตกตะลึง  ในที่สุดร่างกายของสัตว์ทดลองก็หยุดบิดไปมา  เลือดสีปรอดของมันพุ่งเป็นน้ำตกเล็กๆออกมาตามจุดที่ผิวหนังผิดตัว  แล้วร่างกายมันก็แตกสลายไปเป็นฝุ่นควันสีน้ำตาลที่ดูสกปรกโสโครก...สัตว์ทดลองหายไปแล้ว  โลแลนคิดว่ามันเป็นตัวประหลาดที่ตายไม่เป็นเสียงอีก  แต่มันก็ตายไปแล้วจริงๆ...ด้วยฝีมือของเขาเอง

        โลแลนรู้สึกหายใจไม่ออก  เขาก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง

        “นะ  นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย...”

        เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำแบบนั้นได้อย่างไร...ทำให้สัตว์ทดลองหายไปในลักษณะบิดผันแบบนั้น  มือของเขาก็ยังคงเป็นมือของมนุษย์ธรรมดาอยู่...แล้วทำไม...

        ดวงตาของโลแลนพร่ามัว  แขนขาของเขาสั่นไปหมด และจู่ๆเขาก็เกิดหมดแรงขึ้นมากะทันหัน  โลแลนล้มตัวลงไปนอนกับพื้นน้ำแข็ง  แล้วสติของเขาก็หายไปพร้อมๆกับห่วงนินทราที่มาเยือน

        โลแลนสลบไปท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนที่อยู่โดยรอบ

 

        “เขาตายหรือเปล่า?...”

        “ยังหรอกค่ะ”

        “ก็นะ  ถ้าเขาเป็นคนที่เธอพูดถึง  เขาก็ไม่น่าจะตายง่ายๆแบบนี้”

        “นั่นไง...เขาตื่นแล้ว”

        เปลือกตาของโลแลนค่อยๆเปิดขึ้นทีละน้อย  เสียงการสนทนาของคนสองคนทำให้โลแลนรุ้สึกตัว  และตื่นจากห่วงนินทรา

        แสงสีขาวของหลอดไฟส่องเข้าตาของโลแลน  เขากระพริบตาปริบๆและหันไปมองรอบๆห้องที่ดูเหมือนห้องพยาบาล  ตัวเขานั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่ตั้งอยู่กลางห้องเล็กๆ  ด้านข้างมีบานหน้าต่างและโซฟาสำหรับญาติผู้ป่วย  มันดูเป็นห้องพยาบาลธรรมดาทั่วๆไป  โลแลนก้มลงมองตัวเอง  เขายังอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำที่ดูแฟนตาซีชุดนั้นอยู่  ตามตัวของเขาไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ  แต่หัวของเขากลับหมุนวนเหมือนเขาเพิ่งทำท่าปั่นจิ้งหรีดไปสักห้าสิบรอบได้

        “ที่นี่...ที่ไหนเนี่ย?”  โลแลนจับท้ายทองของตนเอง

        “ห้องพยาบาลค่ะ”  เสียงสดใสของใครบางคนที่ดังขึ้นทำให้โลแลนถึงกับสะดุ้งโหยง  ที่ปรายเตียงมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่  เธอกำลังส่งยิ้มแบบนางฟ้าแสนสวยให้เขา

        โลแลนจำเธอได้  เธอคือคนที่ยืนอยู่กับอาเธอร์ในตอนนั้น...คนที่ทำให้หัวใจของโลแลนมีปีกงอก

        “ธะ...เธอ  คือ”  โลแลนพูดตะกุกตะกัก

        เด็กสาวฉีกยิ้ม  “แอวีแอสเน่  โชว์ค่ะ...ยินดีที่ได้รู้จัก  โลแลน”

        “อ่า...”  โลแลนแทบจะไม่ได้สนใจเลยว่าเธอไปรู้ชื่อของเขามาจากไหน  แต่ตอนนี้เขาก็แค่หวังว่าตัวเองจะไม่ได้กำลังหนแดง  หรือแสดงกิริยาท่าทางที่ดูผิดปกติออกไป

        “สมแล้วล่ะนะที่เธอเป็นลูกชายของเคน  ทำให้สัตว์ทดลองหายไปสักตัวคงจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วสินะ”  เสียงหนึ่งดังขึ้น

        โลแลนกวาดสายตาหาต้นเสียง  ชายวัยกลางคนร่างสูงคนหนึ่งกำลังยืนพิงกำแพงห้องอยู่  เขาสวมชุดเสื้อคลุมสีขาวดูเหมือนบาทหลวงในโบสถ์  หรือไม่เขาก็กำลังแต่งตังเลียนแบบพระสันตะปาปา  ชุดเสื้อคลุมสีขาวของเขาลากยาวถึงพื้น  ที่คอของเขามีสร้อยลูกปัดประหลาดๆคล้องอยู่  แถมบนศีรษะของเขายังมีหมวกทรงสูงที่รูปร่างชวนให้ฮาแตกอีกตั้งหาก

        มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกลั้นหัวเราะ  เมื่อมีชายคนนี้ยืนอยู่ตรงหน้า

        “คุณลุงคนนี้เป็นใครเหรอ?”  โลแลนกระซิบถามแอวีแอสเน่  แต่ดูเหมือนเขาจะกระซิบดังเกินไปหน่อย

        คุณลุงคนนั้นขมวดคิ้ว  “ลุง...งั้นหรือ?

        คุณลุงคนนั้นไม่พูดอะไรต่อ  เขาดูเหมือนกำลังควบคุมตัวเอมไม่ให้พุ่งเข้ามาหักคอโลแลน  แอวีแอสเน่หัวเราะเบาๆเหมือนจะช่วยแก้ต่างให้โลแลน

        “เขาคือหนึ่งในสมาชิกสภาผู้ตัดสินคดีความของศูนย์วิจัย  เป็นคนใหญ่คนโตของที่นี่น่ะ”  แอวีแอสเน่อธิบาย

        “อ้อ...แล้วลุงเขาชื่ออะไรเหรอ?”  โลแลนถามเสียงเลียบ

        เป็นอีกครั้งที่คุณลุงคนนั้นส่งสายตาไม่ปรารถนาดีมาหาโลแลน

        “คือ...พวกเราไม่ถามชื่อของสมาชิกสภาหรอกนะ”  แอวีแอสเน่บอกอย่างระมัดระวัง  ไม่ให้คุณลุงที่กำลังฉุนระเบิดลงกับโรคกวนประสาทที่รักษาไม่หายของโลแลน  “มันถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติสมาชิกเบื้องบนน่ะ”

        โลแลนเอียงคอ  “อืม...ถามอย่างนั้นผมควรจะเรียกลุงว่าอะไรดีล่ะ”  โลแลนเอ่ยถาม

        คุณลุงชุดขาวหัวเราะฮึ  “ก็ตามที่เอเห็นว่าสมควรจะใช้เรียกกับผู้ที่อยู่ชั้นสูง...คงจะรู้ใช่มั้ย?

        ไม่เลยลุง...โลแลนคิด

        สิ่งที่เห็นว่าสมควร...นั่นแหละที่ยากที่สุด  โลแลนไม่ใช่คนที่มีสัมมาคารวะต่อคนที่...ชั้นสูง...สมองที่ช่วยในการคิดวิเคราะห์ของโลแลนเริ่มเปิดทำการในทันที

        “สภา...”  โลแลนพึมพำ

        “อืม...”  คุณลุงชุดขาวพยักหน้า  ราวกับว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่

        “ชั้นสูง...”

        “อืม...”

        “...?”  โลแลนพยายามนึกชื่อที่น่าจะเข้ากับคุณลุงชุดขาวคนนี้มากที่สุด  “เอาเป็นว่า...ผมจะเรียกคุรว่า  คุณลุงสภาชั้นสูงหมายเลขหนึ่ง  ก็แล้วกัน”

        คุณลุงสภาตากระตุก  “มะ...หมายเลขหนึ่ง?

        หน้าตาของคุณลุงสภาดูรับไม่ได้แบบสุดๆ...นี่เองก็เป็นหนึ่งในนิสัยแย่ๆที่โลแลนแก้ไม่ได้  การเติมหมายเลขน่ารักๆเอาไว้ท้ายชื่อ  ถึงใครๆจะคิดว่ามันงี่เง่า  แต่มันไม่ได้งี่เง่าสำหรับโลแลนเลย  เข้าคิดว่ามันเป็นการเรียกที่เข้าใจง่าย  และมันก็จำง่ายเสียยิ่งกว่าชื่อจริงๆเสียอีก  ถ้าคุณลุงสภารู้ว่าโลแลนใช้ตัวเลขแบบเดียวกันนั้นกับสัตว์ทดลองลิง  คุณลุงคงรับไม่ได้จนเป็นอัมพาตไปเลยแน่ๆ

        ...เอาเป็นว่า  เราลืมเรื่องนั้นไปจะดีกว่า...

        “เอ่อ...”  แอวีแอสเน่มองโลแลนสลับกับคุณลุงสภา

        แต่แล้วคุณลุงสภาก็หัวเราะ  วางอำนาจ  “นิสัยไม่รู้ที่ต่ำที่สูง  เหมือนพ่อจริงๆเลยนะ...เจ้าหนู”

        โลแลนก้มสายตาลงต่ำ  “นั่นไม่ใช่คำชมสำหรบผมหรอกนะ...”

        “หืม...”  คุณลุงสภาเลิกคิ้ว  “ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น  แต่ก็เอาเถอะ...จากเท่าที่ฉันมอง  เธอคงจะเป็นพวกเด็กที่ชอบสร้างความวุ้นวาย  หรือไม่ก็พวกเด็กชอบก่อเรื่อง”  โลแลนรู้สึกแย่ที่จู่ๆคนที่เพิ่งจะรู้จักชื่อกัน  มาพูดจาสบประมาทเขาแบบนี้  แต่ก่อนที่โลแลนจะทันได้แย้งกลับไป  คุณลุงสภาก็เดินมาหาเขาที่ปรายเตียงและพูดว่า  “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงนะ...”

        โลแลนชักสีหน้าไม่พอใจ  “ผมไม่รู้ว่าลุงกำลังพูดเรื่องอะไร...”

        “จะให้ฉันอธิบายมันก็ได้อยู่หรอกนะ  แต่คงไม่ละเอียดสักเท่าไร”  คุณลุงสภาบอก  “เจ้าหนุ่ม มีแกรน คงจะอธิบายเรื่องพลังจิตให้เธอฟังไปบ้างแล้วสินะ”

        โลแลนพยักหน้า  “ก็นิดหน่อย”  แม้เขาจะจำไม่ค่อยได้  แต่เรื่องพลังแปลกๆนั่น  โลแลนไม่มีทางลืม...ที่จริงต้องบอกว่าลืมไม่ลงต่างหาก

        คุณลุงสภากระแอม  “ถ้าอย่างนั้นเธอก็คงจะรู้รูปแบบของสิ่งนั้นแล้ว  พลังที่ออกมาจากการควบคุมด้วนจิตใจ  คือพลังจิต  ซึ่งมนุษย์น้อยรายที่จะสามารถควบคุมพลังเหล่านั้นได้อย่างอิสระ  และที่แห่งนี้  ก็คือสถานที่ที่รวบรวมผู้ที่มีความสามารถเหล่านั้นให้มาอยู่ด้วยกัน...โยปกติแล้ว  ข้อจำกัดด้านพลังมันก็มีอยู่  พลังพื้นฐานคือการเร่งหรือเพิ่มทักษะการใช้ร่างกายจากปกติให้เพิ่มขึ้น  ซึ่งมันจะต่างจากพวกคนที่ไม่มีพลัง  เป็นแค่คนปกติ  เช่น  การเคลื่อนไหวร่างกายที่รวดเร็ว  หรือการมีประสาทสัมผัสด้านต่างๆที่ดีเยี่ยม...ทั้งหมดที่ฉันพูดไปนั้น  ล้วนเป็นต้นกำเนิดความสามารถของผู้มีพลังจิตระดับปกติ”

        “ระดับปกติ?”  โลแลนทวนคำ

        “ใช่...ปกติ”  คุณลุงสภาย้ำ  “ซึ่งเธอก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีพลังที่ตรงกันข้ามกับคำว่าปกติ

        โลแลนเกาหัว  “นี่ลุงจะบอกว่าผม...ผม  ไม่ปกติอย่างนั้นหรือ...”

        “ใช่แล้ว...!”  คุณลุงสภาว่า  “เธอไม่ปกติ  ตอนที่ฉันยังไม่ได้เจอเธอ  มันก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานลมๆแล้งๆ  ก็เพราะไม่มีอะไรมายืนยันนี่เนอะ..แต่ว่า  เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน  ที่เธอมาที่นี่และทำให้สัตว์ทดลองหายไปในลักษณะของการบิดผัน  ซึ่งฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน  ถึงจะไม่รู้ว้ารูปแบบหลักๆของมันเป็นยังไง  แต่ฉันก็กล้าพูดได้เลย  ว่าพลังที่เธอมีอยู่ในตัวนั้น...เป็นพลังที่อันตราย”

        “อันตราย...?  อันตรายที่ว่า  มันยังไง...ผมไม่เข้าใจ”

        โลแลนรู้สึกหัวเสียที่มีคนมาหาว่าเขาทำอะไรแย่ๆลงไป  มันเหมือนกับว่า  ตัวเขามันไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง...

        “เธอจำตอนที่เธอทำให้สัตว์ทดลองหายไปได้หรือเปล่า...”  คุณลุงสภาเอ่ยถาม

        ภาพที่แสนน่ากลัวยังคงฝังอยู่ในสมองของโลแลน  ไม่หายไปไหน  สัตว์ทดลองลิงบ้าที่สลายไปด้วยมือของเขา  จนถึงตอนนี้ภาพของสัตว์ทดลองที่ร่างกายบิดม้วนไปมาและแตกสลายไปยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของโลแลน...หลังจากที่สลบไป  โลแลนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น  ไม่รู้ว่าแม่ของเขาไปอยู่ที่ไหนและเป็นอย่างไรบ้าง...เขารู้ก็แค่ว่าตัวเองเป็นตัวอันตราย...

        โลแลนก้มลงมองฝ่ามือของตัวเอง

        “กะ  ก็พอจำได้”  โลแลนตอบด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย  “แม่ของผมเป็นยังไงบ้าง...”

        คุณลุงสภาถอนหายใจยืดยาว  ราวกับว่าเขาเบื่อที่จะต้องพูดเรื่องนี้  “อา...ครอบครัวของเธอสบายดี  ตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่...แต่ว่านะ  ตอนนี้เธอควนจะสนใจเรื่องของตัวเอวให้มากจะดีกว่านะ  เพราะถ้าเธอตอบคำถามของฉันได้ไม่ดีพอ  ฉันคงจะให้เธอเจอหน้าครอบครัวตอนนี้ไม่ได้”

        คำพูดของคุณลุงสภาทำให้โลแลนรู้สึกฉุน

        “หมายความว่ายังไง..ลุง”  โลแลนถามเสียงแข็ง

        แอวีแอสเน่กระแอมขึ้นขัดจังหวะ เธอหันไปหาคุณลุงสภา   “ขอฉันอธิบายให้เขาฟังก่อนได้หรือเปล่าคะ...”

        คุณลุงสภาผายมือ  “เชิญตามสบายเลย”

        จากนั้นแอวีแอสเน่ก็หันมาสบตาโลแลนด้วยสาตตาที่เป็นประกายฉายแววจริงจัง

        “แต่เดิมที่คุณคนนี้มีหน้าที่สอบสวน  ถึงจะเป็นสมาชิกของสภาผู้ตัดสินคดี  แต่เพราะในกรณีของเธอมันไม่ใช่เรื่องปกติ  เขาคนนี้เลยได้รับมอบหมายให้คอยจับตาดูเธอ  รวมถึงควบคุมความประพฤติของเธอในช่วงนี้ด้วย”  แอวีแอสเน่อธิบาย  “ดังนั้นในตอนนี้เธอก็อยู่ในการดูแลของคนๆนี้...”

        “พูดอีกอย่างก็คือ...เธอเป็นคนที่ฉันกำลังจับตาดูอยู่  ในฐานะที่เป็นตัวอันตรายยังไงล่ะ”  คุณลุงสภาพูดแทรก

        แอวีแอสเน่ทำหน้ามุ่ยเมื่อถูกตดทบ  เธอกอดอกและหันหน้าหนีไปทางอื่น  “ก็ตามนั้นแหละค่ะ!

        โลแลนมองแอวีแอสเน่สลับกับคุณลุงสภา  เขายังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของแอวีแอสเน่สักเท่าไร  ในใจของโลแลนยังคงมีแต่ความเป็นห่วงเรื่องของแม่  ซึ่งความเป็นห่วงนั้นก็ไม่ยอมลดลงเลย  ตราบใดที่เขายังไม่ได้พบหน้าแม่ตรงๆ...จากที่คุณลุงสภาได้กล่าวมา  โลแลนจะยังไม่ได้พบหน้าแม่  จนกว่าเขาจะตอบคำถามอะไรซักอย่างได้ถูกใจคุณลุงสภาชั้นสูงหมายเลข 1

        “ควบคุมการประพฤติ  จับตาดู...?”  โลแลนพูด  “ทำไมถึงพูดเหมือนผมเป็นตัวอันตรายแบบสุดๆอย่างงั้นล่ะ”

        “ก็เธอเป็นตัวอันตรายจริงๆนี่นา...แถมเป็นแบบสุดๆเลยด้วย”  คุณลุงสภาย้ำ

        “ของคุณที่ช่วยตอกย้ำ  ให้รู้สึกช้ำใจนะครับ”  โลแลนพูดประชด

        “โอ้!...สำเนียงดีนี่  เจ้าหนู!

        “ไม่ใช่เจ้าหนู...!

        “นี่ทั้งสองคน  ช่วยอย่าออกนอกเรื่องได้หรือเปล่าค่ะ!”  แอวีแอสเน่ดุ

        คุณลุงสภายกมือ  ยอมแพ้  “ก็ได้ๆ...ถ้าอย่างนั้นเจ้าหนู...”

        “ก็บอกว่าไม่ใช่เจ้าหนูไง!!”  โลแลนโวย

        “งั้นก็  เจ้าตัวอันตราย...”

        คำๆนี้เล่นเอาโลแลนเถียงไม่ออกเลยจริงๆ  แถมเขายังรู้สึกว่ามันฟังดูเจ็บยิ่งกว่าคำว่าเจ้าหนูเสียอีก

        “เอาตามนั้นนะ”  คุณลุงสภาว่า  “เอาล่ะ  ถึงไหนกันแล้ว...อา  ใช่ๆ  ในเมื่อเธอจดจำเรื่องราวหรือช่วงเวลาที่เธอทำให้สัตว์ทดลองหายไปได้ก็ดีแล้ว  เพราะอย่างนั้น  ฉันขออธิบายถึงความอันตรายของพลังที่เธอมีเลยก็แล้วกัน”  คุณลุงสภากระแอม  โลแลนเองก็พยายามตังใจรับฟังในสิ่งที่คนๆนี้จะพูด  “อย่างที่เคยบอกไป  ว่าสัตว์ทดลองตัวนั้นหายไปในลักษณะการบิดผัน  เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ฉะนั้นพลังของเธอจึงถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ  พลังรูปแบบใหม่  และพลังที่เกิดใหม่ก็ถือว่ามีความอันตรายสูง  พลังจิตปกตินั้นไม่สามารถใช้กับสิ่งอื่นได้...อืม  ยกตัวอย่าง  รูปแบบพลังของเธอ  การบิดผันแบบนั้น  ถ้าเป็นในรูปแบบปกติมันจะไม่สามารถแผ่ขยายอาณาเขตพื้นที่ของพลังครอบคลุมไปบิดร่างกายของสัตว์ทดลองแบบนั้น  กลับกัน  พลังที่เธอมีมันควรจะบิดผันร่างกายของเธอที่เป็นผู้ใช้เสียมากกว่า...แต่ก็  พลังที่ทำร้ายร่างผู้ใช้น่ะ  ไม่มีอยู่ในโลกหรอก  พลังของเธอมีรูปแบบการพัฒนา  ให้สามารถใช้กับผู้อื่นหรือสิ่งของอื่นๆได้  ซึ่งถ้าเธอไม่สามารถควบคุมพลังนั้นได้...เธอก็จะเป็นตัวปัญหาของศูนย์วิจัยเลยล่ะ...”

        “คือ...ผมยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่คุณพูดซักเท่าไหร่”  โลแลนพูด

        “เดี๋ยวเธอก็จะเข้าใจเอง”  คุณลุงสภาบอก  “ถ้าอย่างนั้น...ในฐานะที่ฉันมีหน้าที่จัดตาดู  รวมกับตัดสินเธอเบื้องต้น  ฉันขอถามคำถามเธอเลยก็แล้วกัน”

        โลแลนรู้สึกคอแห้งขึ้นมาฉับพลัน   คำถามที่คุณลุงคนนี้จะถามเขา  เป็นสิ่งที่จะตัดสินว่าเขาจะได้เจอแม่ของเขาหรือไม่...มันเหมือนเป็นการพนันหรือไม่ก็การแข่งขัน  ที่ซึ่งถ้าเป็นไปได้โลแลนอยากจะขอถอนตัวจากเกมบ้าๆนี่...แต่มันคงเป็นไปไม่ได้  โลแลนรู้สึกกังวลใจ  เขาเหลือบไปมองแอวีแอสเน่ที่ยืนอยู่ข้างๆคุณลุงสภา  เธอส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้เขาเหมือนจะบอกว่า  ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง  นั่นทำให้โลแลนรู้สึกดีขึ้นมามาพอสมควร  ท้ายสุดโลแลนก็สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อเรียกความมั่นใจ  และบอกคุณลุงสภาว่า...

        “ผมพร้อมแล้ว  ว่ามาเลย”

        คุณลุงสภาพยักหน้าพออกพอใจ  “ดี...ใจกล้าดี  งั้นทางฉันก็ขอถามแบบไม่เกรงใจเลยก็แล้วกันนะ...โลแลน  สตาฟเฟอร์  เธอในตอนนี้สามารถควบคุมพลังที่อยู่ในตัวได้หรือไม่!

        ประเด็นที่ว่าคุณลุงสภาคนนี้รู้ชื่อของโลแลนได้อย่างไรนั้นไม่สำคัญ  คำถามแบบไม่เกรงใจของคุณลุงสภากำลังทำให้โลแลนกลายเป็นคนบ้า  สติแตก  หรือไม่ก็สมองมีปัญหาเหมือนคนปัญญาอ่อน  บางที่เขาอาจจะคิดผิดที่พูดออกไปว่าพร้อมสำหรับการตอบคำถามแล้ว  เพราะเขาไม่คิดว่ามันจะเป็นคำถามที่ชวนให้สติแตกแบบนี้...คุณลุงสภาชั้นสูงหมายเลข 1 ถามว่าโลแลนสามารถควบคุมพลังของตนเองได้หรือไม่  ซึ่งโลแลนก็มีแต่คำตอบบ้านๆแบบ...ไม่มีโว้ย!...ทำไม่เขาถึงควบคุมไม่ได้?  ถ้ามีใครถามโลแลนแบบนั้น  เขาขอยอมย้อนเวลากลับไปให้สัตว์ทดลองลิงบ้ากระทืบเล่นยังจะดีเสียกว่า  ไม่ใช่โลแลนไม่อยากที่จะควบคุมมัน  แต่เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร  อย่างที่คุณลุงสภาได้บอกเอาไว้  ว่าพลังของเขาเป็นพลังที่แปลกใหม่และมีอันตราย  โลแลนถึงได้ไม่กล้าลองทำอะไรกับร่างกายของตัวเองทั้งนั้น  ถ้าเกิดเขาหายไปในลักษณะเดียวกันกับสัตว์ทดลอง  มันคงจะเป็นภาพที่ไม่น่าดูเสียเท่าไร

        อันที่จริงโลแลนแทบจะไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่คุณลุงสภารวมถึงอาเธอร์พูดถึงมันเป็นเรื่องจริง  แต่เขาก็ได้พบเจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมามากตลอดทั้งวัน  โลแลนยังอยากให้เรื่องนี้เป็นเพียงแค่การเล่นตลกแบบแกล้งกันในวันเกิด  หรือไม่ก็เป็นอะไรที่ใกล้เคียง  ท้ายที่สุดโลแลนก็ทำได้แค่ยอมรับว่า  ความจริงที่หลายๆคนไม่รู้  ความจริงของโลกใบนี้...มันทั้งบ้าบอ  และไม่สนุกเอาเสียเลย

        สายตาที่มุ่งเน้นจะเค้นเอาคำตอบของคุณลุงสภา  ทำให้โลแลนถึงกับต้องหลบสายตาลงต่ำ  ถ้าเป็นไปได้โลแลนขอเลือกที่จะไม่ตอบคำถามที่มีความกดดันระดับสูงแบบนี้จะดีกว่า  มันเสี่ยงมากเกินไป  ยิ่งเมื่อคำถามข้อนี้เป็นตัวชี้ชะตาว่าเขาจะได้พบแม่หรือไม่  นั่นยิ่งเพิ่มความกดดันเข้าไปมากกว่าเดิมอีก

        “เอ้านี่!...ทำไมถึงเงียบไปล่ะ”  คุณลุงสภาส่งเสียงเรียก  “ฉันกำลังรอคำตอบที่ดีที่สุดของเธออยู่นะ”

        “อย่าไปเร่งเขาสิค่ะ!”  แอวีแอสเน่ดุคุณลุงสภา  เธอทำปากบอกโลแลนว่า  ไม่ต้องคิดมาก

        ถึงโลแลนจะรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจสุดประเสริฐของแอวีแอสเน่  แต่เขาก็ทำตามที่เธอบอกไม่ได้  เขาสามารถตอบคุณลุงสภาไปว่าเขาทำได้  ยืนยันให้ชายคนนั้นได้รู้ว่าเขาควบคุมพลังได้...ทว่าจิตใต้สำนึกในด้านดีที่อยู่ในตัวของโลแลนก็บอกว่า  เขาไม่ควรที่จะโกหก  และจากเท่าที่ดู  คุณลุงสภาคนนี้น่าจะเป็นคนฉลาดพอสมควร  เขาจะต้องจับผิดท่าทางและอาการผิดปกติของโลแลนได้อย่างแน่นอน...เมื่อเป็นแบบนั้น  คำโกหกของโลแลนก็จะไม่มีความหมายเลย  และเขาก็จะเสียภาพพจน์คนดีไปโดยปริยาย

        โลแลนต้องรู้สึกแย่มากๆแน่ถ้าเขาพูดโกหก...

        “ผม...ผมติดว่า”  โลแลนลังเล  “ผมคิดว่า...ผมทำไม่ได้  ผมควบคุมไอพลังแบบนั้นไม่ได้หรอก”

        ...

        แอวีแอสเน่พยักหน้าให้เขา  เหมือนกับว่าเธอรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว  เธอชำเลืองตามองคุณลุงสภาที่กำลังยืนนิ่งไม่พูดไม่จา...โลแลนเผลอคิดว่าตัวเองทำเรื่องแย่ๆลงไปอีกแล้ว

        แต่แล้วคุณลุงสภาก็หัวเราะออกมา  “น่าทึ่ง  น่าทึ่งจริงๆ  สารภาพว่าทำไม่ได้เองเลยหรือเนี่ย  เธอนี่เกินความคาดหมายจริงๆ”

        โลแลนกระพริบตาปริบๆ  “เอ่อ...สรุป  ผมผ่านการทดสอบนี้ไหม?

        “ไม่...เธอไม่ผ่าน “  คุณลุงสภาพูดเสียงเรียบ

        “หา...”

        “ฟังไม่ชัดหรือ?...ก็ได้  เธอ...ไม่...ผ่าน!”คุณลุงพูดซ้ำ

        แล้วโลแลนก็สติแตก  “ทำไมกัน!!!

        “โทษทีนะเจ้าหนู  เมื่อครู่นี้ฉันก็แค่ทดสอบความกล้าของเธอนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง  ส่วนเรื่องผ่านหรือไม่ผ่านอะไรนั่น  มันถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ...”  คุณลุงสภาฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์

        “เล่นอะไรเป็นเด็กนะคะ”  แอวีแอสเน่พูด  เธอรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกจริงๆด้วย

        คุณลุงสภาพยายามกลั้นหัวเราะ  ซึ่งภาพกวนประสาทแบบนั้นก็ทำให้โลแลนรู้สึกรำคาญอย่างถึงที่สุด   “ก็นะ  แต่หน้าตอนที่กำลังงงของเจ้าหนูนี่มันสุดยอดจริงๆ!

        โลแลนหรี่ตา  “หมายความว่าไอที่ถามไปทั้งหมด  มันไม่มีความหมายสินะ”

        “ก็ตามนั้นแหละ...”  คุณลุงสภาตอบ

        “แล้วลุงถามผม...เพื่อ!!!

        “เป็นความบันเทิงเล็กๆน้อยๆน่ะ  “  คุณลุงสภาตอบ  “ไม่คิดว่ามันสนุกหรือ?

        โลแลนพูดไม่ออกเลยจริงๆว่าการล้อเล่นของคุณลุงสภามันสนุก  แล้วนี่เขาจะนั่งปวดสมองกับคำถามโลกแตกแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน  ในเมื่อท้ายที่สุดแล้วเขาก็ต้องเป็นฝ่ายผิด  แล้วเป้าหมายของการตอบคำถามในครั้งนี้ล่ะ...

        “แล้วสรุป  ผมจะได้เจอแม่เมื่อไหร่”  โลแลนถาม  “ในเมื่อท้ายที่สุด  ไม่ว่าจะยังไงผมก็ต้องตอบผิด  ในเมื่อเป็นแบบนั้น  เรื่องแม่ของผมก็ควรจะเป็นโมฆะไปด้วย”

        คุณลุงสภาส่ายหน้า  “มันก็จริงอย่างที่เธอพูดนะ  แต่ต้องขอโทษด้วย  เธอคงจะพบหน้าครอบครัวตอบนี้ไม่ได้หรอก”  คุณลุงสภาหยิบปากกาลูกลื่นแท่งหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุม  “เหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงให้เธอพบครอบครัวไม่ได้นั้น...ฉันจะให้เธอดูอะไรนี่...”

        คุณลุงสภาโยนปากกาลูกลื่นด้ามนั้นมาทางโลแลน  ปฏิกิริยาตอบสนองทำให้โลแลนเอื้อมมือไปรับมันไว้  แต่แล้ว  เมื่อด้ามปากกาสัมผัสโดนปลายนิ้วมือของโลแลน  มันก็ส่งเสียงดังเปรี้ยะ!  เหมือนเสียงพลาสติกแตก  ในเวลาต่อมาด้ามปากกาก็เริ่มบิดงอ  และเปลี่ยนรูปร่างไปจนดูเหมือนปากกาพิการ  แล้วในที่สุดก็มีเสียงดัง ฟุ่บ!...ปากกาลูกลื่นด้ามนั้นแตกสลายกลายเป็นเพียงกลุ่มควันในอากาศ

        โลแลนอ้าปากค้าง  ภาพแห่งความทรงจำที่เขาทำให้สัตว์ทดลองหายไปนั้น  เป็นภาพแบบเดียวกันกับที่เขาทำให้ปากกาลูกลื่นสลายไป  นิ้วมือของโลแลนสั่นไปหมด  บางทีการที่คุณลุงสภาเรียกเขาว่าตัวอันตรายมันอาจจะจริงก็ได้...ยิ่งโลแลนจ้องมองฝ่ามือของตัวเองนานเท่าไร  เขาก็ยิ่งรู้สึกกลัวตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

        “ก็เพราะแบบนี้นี่แหละ...”  คุณลุงสภาพูด

        แอวีแอสเน่ยืนนิ่งไป  แววตาที่เป็นประกายของเธอยากที่จะอ่านออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่  แต่ดูเธอจะไม่ค่อยประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

        “เหมือนกับที่ฉันบอกเลย..นะคะ”

        แต่คุณลุงสภาก็ทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพูด  เขาจ้องโลแลนตาเขม็งและพูดว่า

        “...มีอะไรอยากจะถามฉันมั้ย...?

        โลแลนสูดหายใจเข้าดังเฮือก  “ก็...มีอยู่  เมื่อกี้นี้...มันคืออะไร”

        “พลังจิต...”  คุณลุงสภาตอบ  “เป็นความสามารถที่ทำให้วัตถุต่างๆบิดผันและสลายไป  ฉันให้เธอพบครอบครัวไม่ได้  ก็เพราะพลังของเธอที่ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้นั้น  อาจจะไปทำให้คนอื่นๆได้รับบาดเจ็บได้”

        “พลังของผมทำร้ายคนทั่วไปได้ด้วยหรือครับ?”  โลแลนถามเสียงสั่น

        “ไม่แน่นอน”  คุณลุงสภาถอยเท้าออกห่างจากปรายเตียง  เหมือนเขากำลังกลัวว่าโลแลนอาจจะทำให้เขาหายไปแบบปากกาลูกลื่นด้ามนั้น  (ซึ่งความจริงโลแลนก็อยากทำอยู่เหมือนกัน)  “พลังที่อยู่ในตัวเธอมันไม่เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆเขา...พลังนี้สามารถบิดผันวัตถุได้  ดูตัวอย่างจากปากกาของฉันที่เธอทำให้มันหายไป  ส่วนเรื่องที่ว่ามันใช้กับมนุษย์โดยตรงได้มั้ย  อืม...อันนั้นฉันตั้งข้อสังเกตเอาจากตอนที่เธอทำให้สัตว์ทดลองหายไป  ถ้าพลังของเธอสามารถใช้กับสิ่งมีชีวิตที่มีเนื้อหนังได้...มันก็คงจะมีผลกับมนุษย์ด้วยเหมือนกัน”

        ยิ่งคุณลุงสภาอธิบายถึงความอันตรายของพลังที่เขามีมากเท่าไร  โลแลนก็รู้สึกแย่มากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว  แม้ในตอนที่เขายังเป็นเด็กตัวน้อย  เขาจะเคยชื่นชอบและอยากที่จะมีพลังพิเศษแบบในการ์ตูนหรือในภาพยนตร์  แต่ตอนนี้โลแลนกลับไม่อยากได้พลังเหล่านั้น  หลังจากที่ได้เห็นและได้สัมผัส  เขาถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเหมือนอย่างที่ใครหลายๆคนคิดเอาไว้  กลับกัน  มันเป็นอะไรที่น่ากลัว  ยิ่งถ้าพลังที่โลแลนมีสามารถทำให้ผู้คนรอบข้างเป็นอันตรายได้  นั่นยิ่งน่ากลังเข้าไปใหญ่

        “นี่ลุงกำลังจะบอกว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงทุกคนที่มาแตะต้องตัวผม...จะหายไปแบบปากกาลูกลื่นด้ามนั้นน่ะหรือ...”  โลแลนถาม

        คุณลุงสภาพยักหน้า  “ใช่แล้ว...ไม่ใช่แค่คนที่มาแตะเธอ  แต่มันรวมถึงทุกคนและทุกสิ่งที่เธอสัมผัสด้วยเช่นกัน...ทุกๆอย่างเลย”

        “ทุกอย่าง?”  โลแลนขมวดคิ้ว  “ถ้าทุกอย่างที่โดนตัวผมจะหายไป  ถ้าเป็นแบบนั้น...”  โลแลนดึงปกเสื้อคลุมขึ้น  “ทำไมเจ้านี่ถึงไม่หายไปล่ะ”

        “เพราะเสื้อคลุมนี้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการสะท้อนของพลังจิต  พลังของเธอจึงไม่ทำให้มันหายไปแบบสิ่งอื่น  ทั้งเตียงพยาบาล  รวมถึงเครื่องใช้ต่างๆในที่แห่งนี้ล้วนถูกออกแบบมาให้กันการทำลายด้วยพลังจิตทั้งนั้น  ยกเว้นพวกของจุกจิกเล็กๆน้อยๆบางชิ้นน่ะนะ”

        โลแลนก้มหน้าก้มตา  “ถ้าเป็นแบบนั้น  ผมควรจะทำยังไงดี”

        “โดยปกติถ้าผู้ใช้พลังจิตที่มีพลังสูงและไม่สามารถควบคุมพลังนั้นได้  เราก็จะใช้วิธีการยับยั้งพลังของคนๆนั้นเอาไว้”  คุณลังสภาบอก

        คำพูดนั้นทำให้โลแลนรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก

        “ยับยั้งยังไงครับ!

        “ก็ใช้ไอนี่”  คุณลุงสภาหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากเสื้อคลุม  มันมีขนาดใหญ่  มีลักษณะเหมือนท่ออะไรสักอย่างที่มีปลายส่วนหัวเป็นเท่งเหล็กยาวๆติดอยู่  ถ้าดูแบบผิวเผินมันก็ดูเหมือนเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดีๆนี่เอง

        โลแลนกระเถิบตัวออกห่างจากคุณลุงสภาจนหลังติดกำแพง  “นะ  นะ  นะ  นั่นมันอะไรน่ะ!!

        คุณลุงสภาจ่อปลายเข็มมาทางโลแลน  “เข็มฉีดยา  ดูไม่ออกหรือไง?

        แน่นอนว่าโลแลนดูออกว่ามันคืออะไร  และมันอันตรายแค่ไหน  ต่อให้เป็นเด็กอนุบาลก็เถอะ  แค่ได้เห็นปลายเข็มนี่ก็คงจะวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตเหมือนกันนั้นล่ะ...ขนาดแอวีแอสเน่ที่ยืนอยู่ข้างๆคุณลุงสภายังเขยิบตัวออกห่าง  ซึ่งนั่นไม่ใช่ความผิดของเธอเลย  โลแลนเองก็รู้สึกหวาดผวากับเข็มอันตรายอันนี้เหมือนกัน

        “เรื่องนั้นผมรู้หรอกน่า!!...แล้วนั่นลุงคิดจะใช้มันทำอะไรกับผม!!”  โลแลนตวาดพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงเพื่อหลบปลายเข็มฉีดยาที่จ่ออยู่ตรงหน้า

        “นี่เจ้าหนู  อย่าได้ดูถูกเจ้าเข็มอันนี้เชียว  มันไม่เหมือนเข็มทั่วไป  พวกเราใช้มันดูดพลังจิตที่มีมากเกินไปของเธอออกมา  ถึงจะไม่ถาวรแต่มันก็ยับยั้งพลังของเธอได้นานและมีประสิทธิภาพ  เธอจะได้ไม่ต้องถึงมองเป็นเจ้าตัวอันตรายในสายตาคนอื่น  ไม่รู้หรือไงว่าเจ้าเข็มนี้เป็นสิ่งที่จะช่วยเธอน่ะ  สำนึกบุญคุณมั่งสิเจ้าหนู...!”  คุณลุงสภาว่า

        โลแลนส่ายหน้าปฏิเสธอยู่ใต้ผ้าห่ม  “จะด้วยวิธีไหนก็แต่  แต่ผมขอปฏิเสธวิธีนี้!!  เด็ดขาดเลย!

        คุณลุงสภาเลิกคิ้ว  “ทำไมล่ะ?

        “นี่ลุงบ้าไปแล้วหรือไง!!...ผมไม่รู้นะว่าลุงโกรธเกลียดผมมาตั้งแต่ชาติไหน  ถ้าลุงคิดจะฆ่าผมล่ะก็  มันยังมีอีกหลายวิธีที่ทรมานน้อยกว่านี้  อย่างน้อยๆผมก็ยังไม่อยากไปเกิดใหม่เพราะถกเข็มฉีดยาเสียบหรอกนะ  ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย!!

        คุณลุงสภาถอนหายใจ  “เฮ้อ...เป็นลูกผู้ชายใจปลาซิวจริงๆด้วยสินะ”

        “หนวกหูน่า!

        “เอาเถอะ!...ถ้าไม่ชอบวิธีนี้เพียงเพราะเธอมันปอดแหกก็ช่วยไม่ได้  งั้นใช้เจ้านี่แทนก็แล้วกัน...”  คุณลุงสภาล้วงมือเข้าไปในเสื้อคลุมและหยิบเอาแหวนสีเงินวงหนึ่งออกมา  มันเป็นเพียงแหวงธรรมดาๆที่ดูเรียบๆและไม่มีลวดลายใดๆ  “มันเป็นแหวนควบคุมพลัง  คล้ายกับการสะกดพลัง  ตราบใดที่เธอยังสวมมันอยู่เธอก็สามารถมั่นใจได้ว่าเธอจะไม่ไปทำให้บางคนแถวๆนั้นหายไป...ถึงเรื่องประสิทธิภาพมันจะไม่เท่าเข็มฉีกยาก็ตาม”

        “ก็แล้วทำไมลุงไม่บอกผมก่อนว่ามีทางเลือกนี้อยู่ด้วยเล่า!”  โลแลนบ่น

        “ก็บอกแล้วนี่ไง”

        “หัดบอกกันก่อนเด้!!....”

        “อย่าโวยวายเป็นแม่บ้านหัวเสียแบบนั้นสิ...”  คุณลุงสภาโยนแหวนในมือมาให้โลแลน  “เลิกบ่นแล้วก็รีบใส่มันซะ  เจ้าหนู”

        โลแลนกัดฟันกรอด  เขายังไม่อยากเปิดสงครามประสาทกับคุณลุงสภาตอนนี้  และต้องไม่ใช่ต่อหน้าแอวีแอสเน่ด้วย  โลแลนเพียงแต่รับแหวนวงนั้นเอาไว้  เนื่องจากแหวนมีขนาดเล็กโลแลนจึงสวมมันไว้ที่นิ้วก้อย  ซึ่งเขาก็ไม่คุ้นชินกับการใส่ของแบบนี้เอาเสียเลย

        ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่เขาสวมแหวน  โลแลนไม่รู้สึกว่าร่างกายมีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

        “เป็นยังไงบ้าง...?”  แอวีแอสเน่เอ่ยถาม

        “ก็...มาลองทดสอบกันหน่อยก็แล้วกัน”  คุณลุงสภายื่นมือมาหาโลแลน  “ส่งมือของเธอมาซิเจ้าหนู...”

        “ก็บอกว่าไม่ใช่เจ้าหนูไง”  โลแลนเถียง  แต่ก็ยอมยื่นมือให้คุณลุงสภาแต่โดยดี

        คุณลุงสภาจับมือของโลแลนเอาไว้...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น  ฝ่ามือของคุณลุงสภายังคงเป็นปกติ  มันไม่ได้ถูกบิดและหายไปแบบสัตว์ทดลอง  ทุกอย่างยังคงเป็นปกติดี  ต่อให้โลแลนจะแอบผิดหวังเล็กๆก็ตาม

        “อืม...ใช้ได้”  คุณลุงสภาว่า  “สะกดพลังเอาไว้ได้มากพอสมควรเลยนะ  แหวนวงนี้น่ะ...ถึงจะรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ฝ่ามืออยู่บ้างก็เถอะ  แต่ก็ดีกว่าถูกบิดผันร่างกายจนตายแหละนะ...”

        โลแลนชักมือกลับอย่างรวดเร็ว  “เท่านี้...พลังของผมก็ไม่เป็นอันตรายกับคนอื่นๆแล้วสินะ!

        สีหน้าของคุณลุงสภากลับมาจริงจังอีกครั้ง  “ไม่ใช่...แค่นี้ยังไม่พอหรอก  ตัวฉันเป็นผู้มีพลังจิตเช่นเดียวกับเธอ  ซึ่งพวกเราจะมีแรงต้านพลังมากกว่าคนทั่วไป  แล้วยังเสื้อคลุมที่เป็นตัวป้องกันพลังคอยช่วยอีกด้วย  เพราะงั้นพลังของเธอเลยไม่โดนตัวฉันแบบตรงๆ  และดูเหมือนไม่ค่อยจะมีผลสักเท่าไร...แต่ถ้าเทียบกับคนธรรมดาแล้ว  พลังของเธอก็ยังคงถูกจัดอยู่ในขั้นอันตรายอยู่ดี...”

        คำพูดของคุณลุงสภาทำให้โลแลนคอแห้งและพูดอะไรไม่ออก  มันฟังดูย่ำแย่และน่าหงุดหงิด  ไม่แฟร์เลยที่โลแลนจะต้องกลายเป็นตัวอันตรายต่อผู้อื่นแบบนี้  นี่ไม่ใช่สิ่งที่เข้าต้องการ  ไม่ใช่เลยสักนิด...

        ในระหว่างนั้นเอง  แอวีแอสเน่ก็เดินมาจับมือโลแลน  “อย่าคิดมากไปเลย...ไม่ต้องห่วง  ตราบใดที่เธอยังอยู่ที่นี่  ที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้  ทุกคนจะปลอดภัย  พลังของเธอจะไม่ทำให้ใครที่นี่ได้รับบาดเจ็บ  ก็เพราะทุกคนไม่ใช่คนธรรมดา  ดังนั้น  ไม่ต้องคิดมากหรือกังวลไปหรอก”

        ถ้าเป็นเวลาปกติ  โลแลนคงจะเลือดกำเดาพุ่งไปตั้งแต่ตอนที่แอวีแอสเน่จับมือของเขาแล้ว  ฝ่ามือของเธอทั้งนุ่มและอบอุ่น  อีกทั้งคำพูดให้กำลังใจของเธอก็ทำให้โลแลนมีกำลังใจขึ้นมากทีเดียว...ตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่  เรื่องที่เขาเป็นกังวลที่สุดก็จะไม่เกิดขึ้น  แอวีแอสเน่ทำให้เขารับรู้เรื่องนั้นได้...

        โลแลนพยายามกลืนน้ำลาย  “ขะ...ขอบใจนะ  ที่ให้กำลังใจฉัน”

        รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของแอวีแอสเน่  เธอตอบว่า  “ด้วยความยินดีค่ะ”

        พวกเขาทั้งสองจ้องตากันอยู่นาน  แล้วตอนนั้นเอง  คุณลุงสภาก็กระแอมขึ้นขัดจังหวะ...เห็นได้ชัดเลยว่าตาลุงนี่จงใจ...

        “โทษทีที่ขัดจังหวะของหนุ่มสาว”  คุณลุงสภาว่า  “แต่ฉันคงต้องให้เจ้าหนูสตาฟเฟอร์นี่ไปกับฉันก่อน...ถึงยังไงเขาก็ต้องถูกพิพากษาเหมือนเดิม  และคืนนี้ฉันก็เตรียมที่พักเอาไว้ให้เขาแล้ว  ดังนั้น...”

        โลแลนเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ  ตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงคืน  เมื่อลองทบทวนดูภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้  มันช่างเป็นช่วงเวลาที่สั้นเสียเหลือเกิน  เหมือนเป็นความโชคดีในความโชคร้าย  ที่เหตุการณ์วุ้นวายในวันนี้ได้จบลงไปพร้อมๆกับวันเกิดของเขา...แล้วโลแลนก็กลับมาเป็นเจ้าแห่งความซวยเหมือนเดิม

        “ไป...?  ผมต้องไปไหน...”  โลแลนเอ่ยถาม

        “ห้องขัง”  คุณลุงสภาตอบเสียงเลียบ

        “เอ่อ...คือ  ผมทำอะไรผิดไปหรือ  ช่วยบอกทีว่าช่วงที่ผมสลบไป  ผมไม่ได้ทำให้ใครหรืออะไรหายไป...”

        คุณลุงสภาส่ายหน้า  “เปล่าเลย  เธอสลบชนิดที่จับไปโยนทะเลก็ไม่ตื่น  แบบนั้น...สบายใจได้  เธอไม่ได้ก่อความวุ้นวายอะไรช่วงที่สลบ”

        ความจริงโลแลนก็อยากจะดีใจ  แต่น้ำเสียงของคุณลุงสภาที่ฟังดูเหมือนมันเป็นเรื่องตลกแบบนั้น  ทำให้โลแลนยิ้มไม่ออก  “อา...ถามงั้น  ทำไมผมจะต้องไปห้องขังด้วย...”

        เสียงหัวเราะชอบใจดังมาจากคุณลุงสภา  “ฮะฮ่า  ลูกชายเจ้าสตาฟเฟอร์นี่ปอดห้องขังเหมือนพ่อเลยแฮะ  น่าเอาไปเปิดโปรงให้สาธารณะชนได้รับรู้จริงๆ...พวกนี้นี่ชอบทำให้คนแก่เหนื่อยซะจริงๆ...”

        โลแลนมั่นใจแล้วว่าเขาจะไม่มีทางญาติดีกับลุงแก่คนนี้  ทั้งชีวิต 

        “หนวกหูจริง!”  โลแลนบ่น

        แอวีแอสเน่ส่งเสียงกระแอมให้คุณลุงสภากลับเข้าเรื่องเหมือนเดิม  “ท่านคะ...”

        ท่าน...?  โลแลนอยากจะทำเครื่องหมายคำถามต่อท้ายคำๆนี้ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้  แอวีแอสเน่เรียกคุณลุงสภาบ้าบอคนนี้ว่า...ท่าน!!...บางที่นี่อาจจะเป็นการเรียกสมาชิดสภาที่สุภาพที่สุดของที่นี่ก็เป็นได้  โลแลนรู้สึกดีใจจริงๆที่เขาได้ตั้งชื่อให้คุณลุงสภาไปก่อนที่เขาจะต้องงัดปากตัวเองให้เรียดตาแก่คนนี้ว่า  ท่าน...

        คุณลุงสภาหยุดหัวเราะ  และกลับมาตั้งท่าให้เคร่งขรึมดังเดิม  “ก็...ไม่ใช่ว่าเธอมีความผิดอะไรหรอกนะ  เพราะพรุ่งนี้เข้าเธอจะต้องถูกตัดสิน  เลยต้องกักบริเวณเธอเอาไว้  มันก็เพื่อความปลอดภัย...และแน่นอน  เธอไม่มีสิทธิปฏิเสธจะไม่ไปกับฉันเพียงเพราะความปอดแหกที่เป็นโรคติดต่อของวงตระกูลหรอกนะ”

        คำพูดของคุณลุงสภาเหมือนคมหอกที่ทิ่มแทงมาที่ร่างกายของโลแลน  ถึงจะรู้สึกเจ็บปวดจิตใจ  แต่โลแลนก็ไม่ได้โวยวายหรือโต่เถียงอะไรกลับไป  เพราะความกังวลที่ยังคงอัดแน่นอยู่ในสมองมันไม่ยอมหายไปเสียที

        “ตามนั้น  เจ้าหนู  เธอต้องมากับฉัน...เดี๋ยวนี้”  คุณลุงสภาออกคำสั่ง

        โลแลนอยากจะส่ายหน้า  และตอบปฏิเสธไปประมาณว่า  ไม่ไปเฟ้ย  ฝันไปเถอะ...อะไรแบบนั้นแต่แอวีแอสเน่ก็พูดขึ้นก่อนว่า

        “ไปเถอะ...ไม่ต้องห่วงนะ  มันจะไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งนั้น  ฉันรู้ดี  ไม่ว่าจะเรื่องการตัดสินพรุ่งนี้หรือเรื่องความกังวลใจที่เธอรู้สึกได้  ทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี  ดังนั้น  สบายใจได้...”  น้ำเสียงของแอวีแอสเน่สามารถทำให้โลแลนเดินไปเข้าห้องขังเองโดยไม่ต้องมีตาลุงงี่เง่ามาบังคับได้เลย

        “อา...”  ร่างกายของโลแลนร้อนขึ้นมา  เหมือนเขากำลังอยู่ในเตาอบ

        แล้วคุณลุงสภาก็เดินมาดึงโลแลนให้ลุกขึ้นจากเตียงแบบไม่มีความปราณี  เขาค่อยเดินตามคุณลุงสภาไปแบบไม่ค่อยจะเต็มใจ  แอวีแอสเน่นั้งลงบนเตียงผู้ป่วย  โลแลนรู้สึกเสียดายที่เธอไม่ได้นั่งลงบนเตียงในตอนที่เขายังนอนแหมะอยู่กับที่  โลแลนรู้สึกแย่ที่เขายังไม่ได้แน่ะนำตัวหรือทำความรู้จักกับแอวีแอสเน่เลยตั้งแต่เจอกัน  ที่จริงเธอรู้ชื่อของเขาเองโดยที่เขายังไม่ได้บอกด้วยซ้ำไป...อย่างน้อยๆโลแลนก็ไม่อยากจากไปง่ายๆแบบนี้

        แต่แล้วความปอดแผกก็เข้าครอบงำจิตใจของเขา  ทำให้เขาไม่ยอมพูดอะไรออกไป  และปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น  โลแลนรู้สึกงี่เง่า  และหงุดหงิดตัวเองที่กลายเป็นคนปอดแหกอย่างที่คุณลุงสภาว่าเอาไว้...

        ทว่า  ก่อนที่โลแลนจะทันได้เดินออกจากห้องไป  แอวีแอสเน่ก็พูขึ้นว่า

        “คนๆนั้น  ช่วยเธอได้นะรู้มั้ย  เป็นฉันจะลอง...ขอร้องเธอคนนั้นดูสักครั้ง”

        โลแลนหันกลับไป  “อะไรนะ?...”

        แอวีแอสเน่ส่ายหน้าเบาๆ  “ไม่มีอะไร...ก็แค่  ฉันอยากจะให้เธอจำคำพูดของฉันเอาไว้ให้ดี  เมื่อถึงเวลา  เธอก็จะเข้าใจเอง...เร็วๆนี้”

        “เอ่อ...”  โลแลนเกาหัวอย่างมึนงง  นี่ไม่ใช่บทสนทนาที่เขาคาดหวังเอาไว้  “คือ..ฉันไม่ค่อยเข้าใจ”

        “ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ  ฉันบอกแล้ว  เมื่อถึงเวลาเธอจะเข้าใจเอง  แล้วก็นะ...”

        โลแลนเอียงคอ  “แล้วก็...?

        แอวีแอสเน่ฉีกยิ้ม  “...คำสัญญา  จะเปลี่ยนชะตากำ...”

        แอวีแอสเน่ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น  ถึงโลแลนจะยังไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เธอพูด  แต่เขาก็ยอมที่จะเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้ถามหรือพูดอะไรต่อจากนั้น...

 

        “เธอหมายความว่ายังไงครับ  ที่พูดกับผม...แอวีแอสเน่น่ะ”  โลแลนเอ่ยถามคุณลุงสภาหลังจากที่เดินออกจากห้องพยาบาลมาได้พักใหญ่  โดยโลแลนเป็นฝ่ายเดิมตามคุณลุงสภาที่เดินด้วยความเร็วแบบที่ถ้าเป็นคนแก่ปกติคงจะเอวเคล็ดหรือไม่ก็หมอนลองกระดูกเคลื่อน  พวกเขาเดินไปตามทางเดินกระเบื้องที่ทอดตัวเป็นทางยาว  ทั้งสองข้างทางมีห้องพยาบาลแบบเดียวกับห้องที่โลแลนเคยอยู่  ตลอดทางเดินจะมีเสียงดนตรีเบาที่ฝังแล้วสบายหูเปิดดังอยู่  ทั้งแสงไฟสีขาวอ่อนและบรรยากาศระหว่างทางเดินบวกกับเสียงดนตรีที่ดังอย่างต่อเนื่อง  มันทำให้โลแลนอยากจะล้มตัวลงไปนอนกับพื้นแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกเลย...แต่ก็นั่นแหละ  สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำแบบนั้น  โลแลนเดินต่อไปเรื่อยๆจนสุดทางเดินโดยพยายามปิดหู  ไม่ฟังเสียงดนตรีที่ลอดเข้ามาในโสนประสาทการได้ยินของเขา...เมื่อได้เดินผ่านทางเดินซึ่งใช้เวลานานพอสมควร  โลแลนก็รู้สึกทึ่งกับสถานพยาบาลแห่งนี้  มันทั้งกว้างใหญ่  และสะดวกสบาย  บางที่มันอาจจะมีขนาดใหญ่กว่าโรงพยาบาลปกติทั่วไปเสียด้วยซ้ำ  ทั้งความกว้าของพื้นที่  ที่สามารถรับดูแลเหล่าทหารผ่านศึกนับพันได้  ยังไม่นับอุปกรณ์การแพทย์ที่ทั้งทันสมัยและมีพร้อมอย่างครบครัน  เห็นแบบนี้แล้วโลแลนก็เริ่มอยากจะเดินไปให้รถสิบล้อช้าเล่นสักสองสามที  เขาจะได้มานอนที่นี่ทุกวัน...จะดีขึ้นมากถ้าแอวีแอสเน่เป็นคนประถมพยาบาลเขาด้วย  แบบนั้นโลแลนอาจจะต้องหาวิธีทำให้ตัวเองได้รับบาทเจ็บที่แรงกว่าเดิม...

        ...บางทีโลแลนก็อยากจะลากตัวเองไปตรวจสุขภาพจิตของตัวเองซะบ้าง  ว่าตอนนี้เขายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า  แล้วทำไมในสมองของเขามันถึงได้มีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง...แบบนี้

        คุณลุงสภาไม่ได้ตอบคำถามของโลแลน  เขาเพียงแต่สูดหายใจอย่างหัวเสียแล้วก็เดินเร็วขึ้นกว่าเดิม  ขนาดโลแลนที่เดินตามยังอดเป็นห่วงไม่ได้  ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา  คุณลุงสภาอาจจะต้องไปเที่ยวนรกแบบไม่รู้ตัวเลยก็ได้

        “ลุง...”  โลแลนร้องเรียก

        ...

        “ลุงครับ...”

        คุณลุงสภายังคงก้าวเท้าต่อไปโดยไม่คิดจะสนใจเสียงเรียกของโลแลน

        “ลุง...ลุงครับ...คุณลุงครับ...ท่านลุง  ...ตาลุงแก่!!!”  โลแลนแหกปาก

        “ว่า-ยัง-ไง-นะ-เจ้าหนู....”  คุณลุงสภาหันมาสนใจคำพูดของโลแลนในที่สุด  บนใบหน้าของคุณลุงสภาเต็มไปด้วยรอยยับย่นที่เกิดจากความหงุดหงิดที่พุ่งปรี๊ดจนถึงขีดสุด  เขามองโลแลนด้วยสายที่ไม่เป็นมิตร  “ตาลุงแก่...งั้นหรือ...!

        โลแลนก้าวถอยถ่อยหลัง  “อะ...อ๋อ  คือผมเห็นลุงเงียบไป  ไม่ยอมตอบคำถามของผม  ก็เลย...ต้องพูดแบบนั้น”

        สายตาของคุณลุงสภายังคงแฝงไปด้วยความอันตรายแบบสัตว์ร้ายที่กำลังกระหายเลือด  “นี่เจ้าหนู  บางเรื่องถึงเธอจะไม่รู้  ก็ไม่ตายหรอกนะ”

        โลแลนเกาคาง  “ตรงๆนะ  ผมไม่ได้อยากจะถามลุงเลยสักนิด  แต่เพราะผมไม่เห็นใครคนอื่นแถวๆนี่  ผมเลยต้องจำใจถามลุง  ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าการกระทำแบบนั้นมันเป็นการหาที่ตาย...แต่ผมก็คาใจอยากรู้ให้ได้อยู่ดี  ว่าที่แอวีแอสเน่พูดกับผม  มันหมายความว่ายังไง...และผมก็คิดว่าผู้อาวุโสอย่างลุงน่าจะรู้อะไรเรื่องนี้บ้าง...เอ  หรือว่าไม่รู้?

        คุณลุงสภาเงียบไปพักหนึ่ง  ก่อนจะเดินมาเคาะหัวโลแลนดัง  โป๊ก!!

        “โอ๊ย...!!”  โลแลนร้อง  เขาเอามือกุมขมับ  “นี่ลุงทำบ้าอะไรเนี่ย...!!

        “อย่าแก่แดดให้มันมากนักนะเจ้าหนู!”  คุณลุงสภาไม่มองสภาพหัวของโลแลนเลยแม้แต่น้อย  “คำพูดของโชว์น่ะ  เป็นอะไรที่เข้าใจได้ยาก  ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากปากของเธอเต็มไปด้วยคำปริศนาที่ทำให้สมองคนชราอย่างฉันเสื่อมเอาได้ง่ายๆ...และก็ใช่  ฉันไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงคนนั้นหมายความว่ายังไง  ทุกคนที่นี่เองก็ไม่น่าจะรู้ด้วยเช่นกัน...แต่เธอควรจะจดจำคำพูดน่าปวดหัวพวกนั้นเอาไว้ให้ดี  เพราะคำพูดของผู้พยากรณ์น่ะ  มักจะเป็นจริงเสมอ...”

        ใช้เวลาพักหนึ่งกว่าสมองของโลแลนจะกลับมาทำงานอีกครั้ง

        “ผู้พยากรณ์?”  โลแลนเลิกคิ้ว  “ลุงหมายถึง  พวกหมอดู  แบบคนที่มองเห็นอนาคตอะไรแบบนั้นน่ะเหรอ”

        “แบบนั้นแหละ...”  คุณลุงสภาตอบเสียงเลียบ  “...แอวีแอสเน่  โชว์ เป็นผู้ที่สามารถมองเห็นอนาคตได้  ดวงตาของเธอพิเศษ  มันคือความสามารถ  คือพลังของเธอ...และพลังแบบนี้ก็ไม่ได้หากันง่ายๆคล้ายๆกับพลังการบิดผันของเธอนั่นแหละ  เจ้าหนู  โชว์เองก็มีพลังที่อันตราย  ถ้าไม่สามารถควบคุมได้มันก็เป็นอันตราย  แต่จะต่างกันก็ตรงที่โชว์ได้รับพลังจากการสืบทอด  ซึ่งเธอไม่สามารถปฏิเสธที่จะไม่รับมันได้...”

        “สืบทอด...?”  โลแลนพูด  “งั้นแอวีแอสเน่ก็เป็นคนในตระกูลของผู้พยากรณ์อะไรแบบนั้นใช่มั้ยครับ”

        คุณลุงสภาพยักหน้า  “ใช้...เธอได้รับพลังนั้นมา  พลังที่หนึ่งในร้อยล้านคนจะมี”

        “ระ  ร้อยล้าน...?”  โลแลนใช้หลังมือปาดเม็ดเหงื่อที่อยู่บนใบหน้า  บางทีในครั้งหน้า  โลแลนอาจจะต้องเรียกแอวีแอสเน่ว่า  ท่านหญิงหรือไม่ก็อะไรที่สูงส่งกว่านั้น  มันเหมือนกับว่าเธอกำลังออกห่างจากเขาเข้าไปทุกที  “ถ้าอย่างนั้น...เธอก็เป็นคนสำคัญของที่นี่เลยสินะ...”

        “อา...สำคัญจริงๆนั่นแหละ”  คุณลุงสภายอมรับ  แล้วเขาก็หันมาทำหน้าบึ้งใส่โลแลน  “ได้คำตอบแล้ว  ที่นี่  ก็หุบปากเสียงที  ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”

        หลังจากนั้นโลแลนก็ไม่ได้ปริปากพูดหรือถามอะไรต่อจากนั้นเลย  เขาได้แต่เดินตามคุณลุงสภาต่อยๆ  เหมือนเป็นสุนัขที่เดินตามเจ้าของ...โลแลนได้เดินชมศูนย์วิจัยทางฝั่งใต้  เขาได้พบสิ่งอัศจรรย์มากมาย  ทั้งพื้นถนนภายในศูนย์วิจัยที่ถึงจะอยู่ท่ามกลางพื้นน้ำแข็งของขั้วโลกเหนือ  แต่พื้นภายในที่แห่งนี้ก็ยังคงเป็นพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์  มันอุดมสมบูรณ์ในแบบที่ชาวนาสามารถย้ายถิ่นฐานมาทำการเกษตรในที่แบบนี้ได้เลยทีเดียว  ศูนย์วิจัยถูกออกแบบให้เป็นเหมือนเมืองขนาดเล็กที่มีกำแพงวงกลมล้อมรอบ  เมื่อมองจากด้านบน  คุณจะเห็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางพื้นน้ำแข็งแห่งขั้วโลกเหนือ  ซึ่งวงกลมนี้มีขาดเท่าเทียมกับเมืองๆหนึ่งเลย...โลแลนรู้สึกแปลกใจที่เมืองแบบนี้สามารถตั้งอยู่บนพื้นน้ำแข็งโดยที่ไม่โดนเหล่านักอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ามาตรวจสอบได้อย่างไร  แต่ก็นั่นล่ะ...เรื่องเล็กน้อยแบบนั้นมันกลายเป็นปัญหาโดยพื้นฐานไปแล้ว

        เมื่อออกจากห้องพยาบาลทางด้านหลังมีตึกอาคารทรงสี่เหลี่ยมที่ทำจากอิฐชั้นดีตั้งอยู่ติดกัน  มันมีความสูงเท่ากับตึงห้าชั้น  และกว้างมากพอสำหรับการเป็นกิจการสวนสนุกขนาดใหญ่

        “นั่นเป็นโรงฝึก”  คุณลุงสภาบอก  “พวกผู้มีพลังจิตจะต้องฝึกฝนตนเองให้สามารถควบคุมพลังได้อย่างคล่องตัวเสมอ  ทุกๆวันพวกเขาจะต้องฝึกกันที่นี่...แน่นอน  เธอก็ด้วย”

        แล้วพวกเขาก็ออกเดินต่อไป  ทางเดินเป็นกระเบื้องสีขาวที่มีสีเหมือนน้ำแข็ง  ตลอดทางเดินมีแสงไฟจากหลอดไฟข้างทางค่อยส่องสว่าง  เมื่อแสงไฟส่องกระทบพื้นกระเบื้องจะเกิดเป็นประกายระยิบระยับ  โลแลนเงยหน้ามองท้องฟ้า  ขณะนี้หิมะกำลังตกเหมือนสายฝนที่เป็นก้อนสีขาวอ่อนกำลังตกจากฟากฟ้าเบาๆ  ที่น่าตกใจคือ  หิมะเหล่านั้นไม่ได้ตกลงมาที่ศูนย์วิจัย  เมื่อก้อนหิมะหล่นลงมาถึงความสูงระดับหนึ่งเหนือศูนย์วิจัย  ก้อนหิมะก็จะสลายไปราวกับว่ามีโดมใสๆปรกคลุมศูนย์วิจัยอยู่...

        ใจกลางของศูนย์วิจัยคือปราสาทขนาดใหญ่ที่กำแพงเต็มไปด้วยประกายที่เกิดจากน้ำแข็ง...มันคือปราสาทน้ำแข็งขนาดใหญ่  แม้จะอยู่ในที่ๆมีความอบอุ่นแต่ปราสาทหลังนี้ก็ไม่ละลาย...และมันก็คือปราสาทของเหล่าสภา  ที่ๆโลแลนจะต้องเข้าไปในวันพรุ่งนี้  แม้มันจะเป็นสถานที่ๆสวยงาม  แต่โลแลนก็อดไม่ได้ที่รู้สึกหวาดกลัวปราสาทนี้

        ถัดไปเป็นสนามจำลอง  ซึ่งเป็นลานกว้างขนาดเท่ากับสนามบิน  มันเป็นที่ๆใช้ในการประลองหรือการแข่งขันต่างๆ  นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกรูปแบบของสถานที่จำลองได้อีกด้วย  ให้ทั้งสนามกลายเป็นสถานที่ฝึกที่เราต้องการ  มันสามารถเปลี่ยนเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่  ลานกว้าง  ไปจนถึงสนามกีฬาโคลอสเซียมแบบเสมือนจริงได้เลย...โดยลานกว้างแห่งนี้จะฉายภาพโฮโลแกรมเสมือนที่สามารถจับตองได้ขึ้นมา  ทำให้เหมือนกับเรากำลังอยู่ในสถานที่แห่งนั้นจริงๆ...นั่นมัน  เจ๋งสุดๆไปเลย!

        ต่อจากลานกว้างไปก็เป็นคลังแสง  ที่เป็นเหมือนโรงงานผลิตอาวุธเถื่อนขนาดใหญ่ยักษ์  อา...โลแลนคิดว่าสถานที่แห่งนี้คงจะเป็นที่ไม่พอใจของรัฐบาลโลกแหงๆ  ตังโรงงานเป็นเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่ด้านในยังคงเปิดไฟสว่างอยู่  โลแลนเดาว่าคนที่ทำงานอยู่ในนั้นคงจะไม่เป็นมิตรกับเขาสักเท่าไร  และแน่นอนว่าโลแลนไม่ได้เข้าไปสำรวจภายในโดนละเอียด  เพราะเขากลัวว่าภายในโรงงานจะทีการติดตั้งกลไกลบางอย่างที่เมื่อผู้แปลกหน้าแอบเดินเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต  จะต้องพบจุดจบแบบที่ตับไตใส่พุงถูกระเบิดโดยที่คนๆนั้นยังไม่ทันได้รู้ตัว...ท้ายที่สุด  โลแลนก็มาลงเอยที่เรือนจำ  สถานที่คุมขังนักโทษ  เขารู้สึกประหลาด  เพราะรูปลักษณ์โดยรวมของเรือนจำแห่งนี้...มันดู  น่าอยู่ใช้ได้ทีเดียว  มันต่างจากภาพเรือนจำที่โลแลนจินตนาการเอาไว้  ทั้งกำแพงที่ตอนแรกโลแลนคิดว่ามันน่าจะเป็นกำแพงแบบที่สกปรกโสโครกแบบที่ไม่ได้ทำความสะอาดมา 25 ปี  อะไรทำนองนั้น  แต่กำแพงที่อยู่ตรงหน้าเขา  มันทั้งสะอาดและใหม่เอี่ยมจนทอประกายสีขาวอ่อนๆ  แสงไฟหน้าประตูยังคงสว่างไสวในความมืด  อีกทั้งประตูด้านหน้าก็ยังเป็นประตูกระจกแบบเลื่อนอัตโนมัติ โดยมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม  ประตูนี้จะไม่ปล่อยให้นักโทษในเรือนจำหนีออกไปได้  ด้านในมียาม2-3คนนั่งเฝ้าประตูอยู่  พวกเขาสวมชุดสีน้ำเงินของยามและที่ห้อยอยู่ที่เข็มขัดของพวกเขาก็คือกระบองเหล็กและปืนพกแบบเดียวกับปืนเลเซอร์สุดอันตรายของแม่ที่อาเธอร์ทำหายไป  ใบหน้าของพวกเขาดูเคร่งเครียดกันทุกคน  พวกเขาแทบจะไม่กระพริบตาเลย...แน่ล่ะ  โลแลนก็ไม่คิดว่าในเรือนจำมันจะมีเรื่องน่าขำขนาดที่ยามคนเฝ้าประตูเหล่านี้จะมานั่นล้อมวงแล้วเม้าแตกกันได้...ระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยมจริงๆ

        โลแลนเดินผ่านยามเหล่านั้นไปโดยที่คนพวกนั้นไม่ได้มองตามเลย  เหมือนพวกเขาไม่ได้สนใจโลแลน  ซึ่งท่าทางเยือกเย็นผิดมนุษย์แบบนั้นทำให้โลแลนถึงกับกลืนน้ำลายอย่างสยดสยอง

        “คนพวกนั้น...ต้องทำหน้าตาไม่เป็นมิตรแบบนั้นตลอดเวลาเลยหรือ”

        คุณลุงสภาเหล่มองโลแลน  “คน...?  ฮึ  พวกนั้นไม่ใช้คนหรอกนะ  เป็นหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงต่างหาก  และแน่นอนพวกนั้นก็ทำหน้าไร้อารมณ์ขันแบบนั้นตลอดแหละ  เธออยากจะลองไปถ่ายรูปคู่ดูก็ได้นะ...ถ้าอยากล่ะก็”

        โลแลนขำไม่ออก “ลุงนี่...เล่นมุกไม่ตลกเอาเสียเลยนะ”

        “เล่นมุข?”  คุณลุงสภาทวนคำ  “ใครเล่นมุขกัน  เจ้าหนู”

        “ก็ลุงไง...ลุงคงคิดจะหลอกผมล่ะสิ  คนพวกนั้นจะเป็นหุ่นยนต์ไปได้ยังไงกัน”  โลแลนพยายามหัวเราะ

        คุณลุงสภาเดินกลับไปจับมือของยามคนหนึ่งแล้วก็มีเสียงเครื่องจักรทำงาน  นัยน์ตาของยามคนนั้นเป็นประกายทีทองสว่างวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง  แล้วเขาก็พูดว่า  “สวัสดีครับท่านสภา”  ซึ่งเป็นการพูดด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึกแบบสุดๆ

        “อา...สวัสดีหุ่นเฝ้ายาม  ผมแค่จะบอกว่าคุณทำงานได้ดี”  แล้วคุณลุงสภาก็ปล่อยมือหุ่นยนต์ยาม

        “ขอบคุณครับท่านสภา”  หุ่นยนต์ตอบและหันกลับไปทำหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง

        คุณลุงสภาเดินกลับมาหาโลแลนที่กำลังยืนอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น  คุณลุงหัวเราะกับท่าทางของโลแลน  “ไง...เจ้าหนู  ฉันบอกไปแล้วนี่  ถ้าอยากจะไปถ่ายรูปคู่กับหุ่นพวกนั้นก็ตามสบายเลย”

        “มะ...ไม่ดีกว่า”  โลแลนพึมพำ

        แล้วพวกเขาก็เดินต่อไปจนถึงสุดทางเดินของเรือนจำชั้นที่หนึ่ง  ที่สุดทางมีบันไดวนที่ตรงหัวมุมทั้งสองข้างที่ทอดตัวไปยังชั้นใต้ดินที่เต็มไปด้วยห้องขังดูเหมือนห้องพักของโรงแรงห้าดาว  ที่ชั้นใต้ดินนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรือนจำชั้นบนและสว่างกว่า  ทุกห้องขังตั้งอยู่ต่อกันเหมือนเป็นห้องแถว  ทว่าทุกห้องขังกลับว่างเปล่า  สงใสคนที่นี่จะไม่ค่อยกระทำเรื่องไม่ดีกันสักเท่าไร...อย่างที่บอกไป  ห้องขัวที่นี่มีคุณภาพพอๆกับโรงแรงห้าดาวเกรดA  ทั้งความหรูหราของห้องที่ทำให้โลแลนอยากจะกระโจนเข้าไปข้างในห้องขังเองโดยอัตโนมัติ  ตัวห้องมีความกว้างพอๆกับห้องนอนห้องหนึ่ง  ภายในมีเตียงนอนแสนสะอาดและในห้องยังมีตูหนังสือรวมถึงอุปกรณ์แก้เบื่ออีกมากมาย  ทั้งวิดีโอเกมวิทยุไร้สาย  และของเล่นน่าสนใจอีกมากมาย...นี่มันสวรรค์ชัดๆ  ผนังที่ขั้นระหว่างห้องขังเป็นแผ่นกระจกใสๆที่มีช่องวงกลมเล็กๆให้สามารถพูดคุยกันกับคนข้างห้องได้...สาบานเถอะ  โลแลนไม่คิดว่าที่แห่งนี้คือเรือนจำที่แสนทรามานเลยสักนิด
        “อย่ามัวแต่เหม่อสิเจ้าหนู”  คุณลุงสภาเรียก  “ห้องของเธออยู่ทางนี้...”

        ประตูของห้องขังเองก็ถูกทำจากกระจกใส  ที่สามารมองเห็นทะลุผ่านไปด้านในได้  คุณลุงสภาไขกุญแจเปิดประตู  ในขณะนั้นเองโลแลนก็ชำเลืองมองห้องข้างๆ  มันดูโล่งและว่างเปล่า  แต่แล้วโลแลนก็มองเห็นรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเตียง  โลแลนพยายามมองดูว่าใครกันที่จะมาเป็นเพื่อนที่ติดคุกอยู่ห้องข้างๆเขา  แต่โลแลนก็มองไม่เห็นคนๆนั้น  บนเตียงมีผ้าห่มที่กำลังคุมอะไรสักอย่างอยู่  บางทีนั่นอาจจะเป็นคนที่ถูกขังอยู่ห้องข้างๆ...เยี่ยมเลย  ในที่สุดเขาก็ได้เจอเพื่อนที่ก่อความวุ้นวายเหมือนกันกับเขาเสียที

        ประตูห้องขังของเขาเปิดออก

        “เข้าไปสิเจ้าหนู”  คุณลุงสภาสั่ง

        “คร้าบๆ  เข้าใจแล้วครับท่านลุง”  โลแลนพูดประชดก่อนจะก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องขังด้วยความเต็มใจ  ในขณะที่คุณลุงสภากำลังล็อกประตูห้องขังโลแลนก็ถามว่า  “ใครอยู่ข้างห้องของผม  คนๆนั้นน่ะที่นอนอยู่”  โลแลนชี้ไปที่เพื่อนข้างห้องที่กำลังหลับอยู่บนเตียง

        คุณลุงสภาหันไปมองห้องข้างๆ  ก่อนจะถอนหายใจ  ราวกับว่ามันควรจะเป็นแบบนั้นที่มีคนอยู่ในห้องขัง  หรือไม่เขาก็เห็นภาพแบบนี้จนชินและคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  “อา...นั่นเจ้าประจำของที่นี่เลยล่ะ  เธอชอบเข้าห้องขังเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว  ไม่ต้องใส่ใจหรอก”  คุณลุงสภาหันกลับไปสนใจแม่กุญแจต่อ  “วันพรุ่งนี้ฉันจะมารับตัวเธอไปขึ้นศาล  เธอควรจะหาข้อแก้ตัวที่ดีให้ตัวเองสำหรับวันพรุ่งนี้นะ  หรือไม่ก็นอนๆไปซะแล้วไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น...เลือกเอาเองแล้วกันว่าจะทำอย่างไร”

        โลแลนแทบจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่คุณลุงสภาพูดเลย  เขากำลังใจจดจ่ออยู่กับเพื่อนข้างห้องปริศนาที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่อง  “เขาเป็นใคร...คนๆนั้นน่ะ”

        “หืม...เธอชื่อเซลีน  ทราเซีย”  คุณลุงสภาบอก  “รู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย  เธอฝีมือดีทีเดียว...แล้วก็  ตอนนี้เธอก็มีเพื่อนข้างห้องแล้วนะ  ยินดีด้วย...ฉันก็ไม่ได้อยากจะพูดอะไรไปมากกว่านี้หรอกนะ  แต่ขอเตือนเลยแล้วกัน  ว่าการทำให้เธอคนนั้นตื่น  มันไม่ใช่เรื่องดี...”

        โลแลนขมวดคิ้ว  “ไม่ใช่เรื่องดี?...ลุง  ที่พูดนี่หมายความว่ายังไง”

        คุณลุงสภาเลิกคิ้ว  “โอ้...นี่สนใจด้วยงั้นหรือ  วัยรุ่นสมัยนี้นี่วัยไฟกันจริงๆเลยน้า...น่าอิจฉาจริงๆ”

        “งี่เง่าน่าลุง...ผมก็แค่ถามไปเรื่อยเอง”  โลแลนตะกุกตะกัก  “อีกอย่างผมชักจะเบื่อหน้าลุงแล้ว...”

        “อา...พวกปากไม่ตรงกับใจ  ฉันเจอมาเยอะแล้ว”

        “เงียบน่าลุง!”  โลแลนโวย

        คุณลุงสภาหัวเราะ ฮึ  “ได้ๆ  ไปแล้วๆ  บอกเอาไว้ก่อนนะ  ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ที่แบบนี้นานๆเหมือนกันนั่นแหละ...แล้วก็นะเจ้าหนู  จำคำพูดของโชว์เอาไว้ให้ดีล่ะ”

        ก่อนที่โลแลนจะทันได้ถามว่าคำพูดของคุณลุงสภาหมายความว่าอย่างไร  คุณลุงสภาก็เดินอาดๆออกไปเสียแล้ว

        เป็นเวลานานหลายนาที  ที่โลแลนต้องนั่งเล่นกับตัวเอง  เขานอนไม่หลับอย่างไม่มีสาเหตุ  อาจเพราะเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่เขาได้พบเจอ  มันยังเป็นภาพติดตาที่ทั้งหน้ากลัวและน่าสนใจไปพร้อมๆกัน  และยังมีภาพของแอวีแอสเน่ที่ผลุดขึ้นมาในสมองของเขาเป็นช่วงๆอีกด้วย  โลแลนนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงเอนหลังพิงกำแพงห้อง  เขาคอยชำเลืองมองเพื่อนข้างห้องที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มทุกๆนาที  แต่คนๆนั้นก็ไม่ยอมตื่นเสียที  ด้วยเหตุนี้โลแลนจึงต้องนั่งคุยกับตัวเอง  ช่างเป็นบทสนทนาที่เงียบสนิทและช่วนให้เบื่อหน่ายเสียจริง  โลแลนชักจะเข้าใจแล้วว่าห้องขังนี้มันทรมานตรงไหน  ต่อให้ห้องถูกสร้างมาให้มีความหรูหรามากมายเพียงใด  แต่ถ้าโลแลนหาอะไรทำแก้เบื่อไม่ได้มันก็เปล่าประโยชน์  พวกวิดีโอเกมดูเหมือนของรกหูรกตาไปเลย  มันให้ความทรมานพอๆกับขังจริงๆเลยทีเดียว

        โลแลนพยายามข่มตาให้หลับ  และหวังว่าวันพรุ่งนี้ทุกๆอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี...อย่างน้อย  ก็เป็นไปอย่างที่มีควรจะเป็น  เพราะโลแลนไม่คิดว่าชีวิตของเขาจะมีอะไรที่เป็นเรื่องธรรมดาได้อีกต่อไปแล้ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น