ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,588 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,287 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    262

    Overall
    159,588

ตอนที่ 24 : ฝึกฝนกองทัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 99 ครั้ง
    19 พ.ค. 57

ฝึกฝนกองทัพ

      บรรยากาศอึ้มครึ้มในห้องทรงอักษรของฮ๋องเต้แคว้นต้าเว่ย ทำให้คนที่อยู่ภายในห้องแม้จะหายใจก็ยังต้องค่อยๆทำ เพราะกลัวว่าเสียงของลมหายใจที่ดัง จะไปรบกวนบุคคลผู้สูงศักดิ์ของต้าเว่ยให้รำคาญใจยิ่งกว่าเดิม

      "ลูกไม่คิดว่า ทางต้าเว่ยเราจะต้องหยิบยื่นไมตรีใดๆแม้แต่เพียงเล็กน้อยให้กับแคว้นหยวนที่ไร้น้ำยานั่นเลยซักนิด สู้ส่งทหารไปกดดันที่แนวชายแดนมากๆเข้า มินานก็ต้องยอมแพ้เอง ในความคิดเห็นของกระหม่อมพะยะค่ะ"

      "เหอะ....เจ้าก็ดีแต่ใช้อารมณ์ ไม่เคยที่จะใช้ความคิดเลยซักนิด เพราะแบบนี้ถึงทำให้พวกซ่งหนูมันบุกมายึดจนเกือบถึงฟูหลิง ทั้งที่ข้าไว้ใจมอบให้เจ้าดูแล ช่างทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก"

      "ฮึ...เสด็จพ่อเรื่องซ่งหนูกับเรื่องนี้ ลูกมิเห็นว่ามันจะเกี่ยวกันพะยะค่ะ"

      "ไม่เกี่ยวเช่นนั้นรึ หรือจะต้องให้ข้าแจกแจงว่าเจ้าผิดพลาดเช่นไร"

      "ละ...ลูก....."

      "โดนพวกซ่งหนูใช้แผนเข้ามาก่อกวนนิดหน่อย เจ้าก็สั่งให้ยกกำลังทหารทั้งหมดออกไปไล่ล่าสุดท้ายโดนตลบหลัง จนเสียเมืองซีจ้าง พอกองทหารที่ออกไปไล่ล่ากลับมาก็ถูกตีกระหนาบทั้งหน้าหลังจนสูญเสียทหารทั้งหมด กับมองโกลก็เช่นเดียวกัน ผิดแล้วผิดอีกจนต้องถอยร่นเข้ามา ถ้าข้ารู้ข่าวช้ากว่านี้ มิใช่ด้านตะวันตกจะเสียทั้งหมดรึ"

      "เรื่องยกกองกำลังทั้งหมดไปไล่ล่า ลูกทราบถึงความผิดพลาดครั้งนี้ยิ่ง แต่ทว่า เสด็จพ่อก็อย่าทรงลืมว่า พวกซ่งหนูชำนาญในพื้นที่ตามหัวเมืองชั้นนอก ส่วนชั้นในพวกมันไม่รู้พื้นที่ทำให้ต้าเว่ยยังตรึงไว้ได้ ว่าไปแล้วก็มิใช่ความผิดของลูกซะทั้งหมด"

      "นะ...นี่เจ้าๆ ดียิ่ง ดียิ่งนัก"

      "เสด็จพี่!.....เสด็จพ่อทรงใจเย็นๆพะยะค่ะ อย่าทรงได้กริ้วเสด็จพี่ไท่อี้เลย เท่านี้เสด็จพี่ก็เสียใจมากแล้วที่สูญเสียทหารคนสนิทไปหลายคน จนทำให้ขาดสติยั้งคิด ถึงได้พูดเช่นนี้ออกมา"

      "เจ้าไม่ต้องออกมารับแทนพี่เจ้าเลย ไท่ซี เห้อ...ถ้าเจ้ายังคงใจร้อนไม่เปลี่ยนเช่นนี้ ข้าจะวางใจมอบต้าเว่ยให้เจ้าดูแลได้อย่างไรกัน"

      องค์ชายใหญ่ไท่อี้จะเอ่ยปากอะไรก็ชะงัก ก่อนก้มหน้าลง เพราะองค์ชายสี่ไท่ซีที่กำลังลูบหน้าลูบหลังให้กับเว่ยไท่หวงตี้ ส่งสัญญาณให้อย่าได้พูดอะไรอีก

      เว่ยไท่หวงตี้ทรงมีพระโอรสธิดารวมเพียงห้าคน ถึงตอนนี้จะมีสนมนางในมากมายจากการที่เหล่าขุนนางต่างๆนำมาถวาย แต่ด้วยมีพระราชกิจกองเป็นภูเขาเลากาและทำสงครามไม่หยุดหย่อน ทำให้ละเลยในเรื่องเหล่านี้ จะมีก็เพียงองค์ชายห้าเว่ยไท่หวู่ที่ประสูติในภายหลังมีพระชนมายุเพียงสองชันษา ที่เกิดจากเวินซู่กุ้ยเฟย สตรีจากตระกูลเผิง เพื่อเป็นการเอาใจอำมาตย์เผิงพระสัสสุระ ที่เคยเป็นเสนาฯของฉิน ช่วยจัดการดูแลแคว้นฉินหลังจากถูกต้าเว่ยยึดครอง

      ฮองเฮาของเว่ยไท่หวงตี้ก็คือ ฮุ่ยจือฮองเฮาเป็นสตรีจากเชื้อพระวงค์ของเว่ย ให้กำเนิดพระโอรสพระธิดาอย่างล่ะหนึ่ง คือองค์ชายใหญ่เว่ยไท่อี้ กับองค์หญิงสามเว่ยผิงซุน ส่วนพระโอรสธิดาอีกสองพระองค์ กำเนิดจากกงเจียหวงกุ้ยเฟย สตรีจากตระกูลขุนนางเล็กๆแซ่หวัง ที่ได้รับพระราชทานจากอ๋องเทียนเฉา เพื่อเตือนให้ประมาณตนในช่วงที่ยังเป็นตัวประกันที่แคว้นเทียนเฉา ก็คือองค์หญิงรองเว่ยไท่เจาจวินกับองค์ชายสี่เว่ยไท่ซี ซึ่งทั้งหมดรักใคร่กันดี ด้วยตอนที่ตกเป็นตัวประกันนั้น ลำบากยิ่งนัก ถูกคนอื่นๆในเทียนเฉาดูถูกดูแคลน เมื่อเกิดปัญหา ตระกูลหวังของกงเจียหวงกุ้ยเฟยที่เป็นขุนนางเล็กๆก็วิ่งเต้นช่วยเหลือไม่ขาด แม้ส่วนมากจะช่วยไม่ได้แต่ก็พยายามเต็มกำลัง จากทีแรกแต่งเข้ามาใหม่ๆ เว่ยไท่หวงตี้กับฮุ่ยจือฮองเฮา ต่างเห็นว่ากงเจียหวงกุ้ยเฟย เป็นความอัปยศที่เทียนเฉามอบให้ ก็แปรเปลี่ยนมารักใคร่กลมเกลียวในเวลาไม่ถึงปีหลังแต่งเข้ามา แม้ตอนนี้ฐานะจะเปลี่ยนแปลงไปทุกอย่างก็ยังเป็นดุจเดิม  

      องค์ชายใหญ่เว่ยไท่อี้ อายุยี่สิบชันษา รูปร่างสมส่วนสูงใหญ่ยิ่งตามสายเลือดชาวเว่ยแท้ๆ สูงถึงเก้าเชี๊ยะ(180)ได้ ปากรูปกระจับ จมูกถึงไม่โด่งแต่ก็พอมีสันตามปกติของชาวจงหยวนทั่วไป ดวงตาเรียวยาวแฝงแววดุดัน คิ้วเข้มหนาเล็กน้อยมักจะขมวดหมุ่นเป็นประจำ ผิวขาวเนียนละเอียด ฉลาดเฉลียว ดั่งพระบิดาแต่อุปนิสัยใจร้อนมุทะลุ คงเกิดจากการอดกลั้นที่เห็นพระบิดาถูกกระทำเหยียดหยามต่างๆนานาในตอนที่เป็นตัวประกันที่เทียนเฉาและตนเองกับน้องๆก็ถูกรังแกเป็นประจำ เพื่อปกป้องตนและน้องๆจึงได้เป็นเช่นนี้ พร้อมที่จะเอาคืนคนหรืออะไรก็ตามที่เข้ามาคุกคามจนถึงที่สุดโดยไม่สนสิ่งใด

      องค์ชายสี่เว่ยไท่ซี อ่อนกว่าสามชันษา รูปร่างสะโอดสะอง เค้าหน้าดุจดั่งองค์ชายใหญ่ไท่อี้ ต่ำ เตี้ยอยู่ครึ่งศีรษะ ผิวคล้ำกว่าเล็กน้อยแต่ก็เนียนละเอียด ใบหน้ามักระบายด้วยรอยยิ้ม แววตาแสดง ถึงความอ่อนโยนที่พระองค์มี ใครอยู่ใกล้รู้สึกอบอุ่น ด้วยความที่เป็นคนเล็กที่สุดจึงเป็นที่โปรดปรานของทุกพระองค์ สนใจแต่ศิลปะวิทยาการ เกลียดการรบราฆ่าฟันและการบ้านการเมือง ด้วยเหตุนี้เว่ยไท่หวงตี้ จึงห่วงมากที่สุดถ้าไม่มีพระองค์ซักคนจะผ่านพ้นความวุ่นวายในราชสำนักไปได้เช่นไร จนต้องบังคับให้มาเข้าประชุมประจำหวังว่าจะทำให้เปลี่ยนใจหรือพอรู้ลู่ทางเอาตัวรอดในตอนที่พระองค์ไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว ส่วนเหล่าองค์หญิงพอแต่งงานไปก็คล้อยตามสามี พระองค์จึงมิได้ห่วง

      "เอ่อ ฝ่าบาทกระหม่อมอยากขอกล่าวซักหลายคำ"

      "มีอะไรว่ามาเถอะ เกาเว่ยระหว่างเรายังต้องมีพิธีรีตองอะไรอีก"

      เฟิงหัวกับเกาเว่ยก็ถึงกับถอนหายใจ เมื่อความอึ้มครึ้มในห้องได้เบาบางลงไป เพียงแค่องค์ชายสีออกหน้า การปะทะกันระหว่างฝ่าบาทกับองค์ชายใหญ่ก็เป็นอันยุติ เกาเว่ยถึงได้มีโอกาสกล่าวคำ

      "กระหม่อมคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีไม่น้อยพะยะค่ะ"

      "หือ..."

      พอได้ฟังเกาเว่ยที่เป็นเสนาฯขวา เว่ยไท่หวงตี้ก็ถึงกับเลิกคิ้ว

      "พวกซ่งหนูถึงแม้จะยึดครองหัวเมืองชั้นนอกได้ ก็มิอาจสร้างความเสียหายได้เพิ่ม ถ้าเทียบกับที่ก่อนหน้านี้ต้าเว่ยเราต้องทุ่มงบและกำลังทหารตรึงไว้ที่ชายแดนไปอย่างมากมาย พอเป็นเช่นนี้งบและกำลังทหารที่ใช้ไปลดลงกึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ทางมองโกลที่เข้าร่วมกับซ่งหนูก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีความเสียหายมากขึ้น ส่วนทางทิศเหนือพวกต่อต้านกับทู่เจีย ก็ทำให้พวกมีอำนาจในฉี ฮั่นและฉู่เดิมไม่กล้าก่อความวุ่นวาย เพราะถ้าต้าเว่ยแพ้หรือปล่อยมือ พวกนั้นก็จะปะทะกับทู่เจียตรงๆ หรือจะให้เลือกข้างระหว่างยอมอยู่ใต้อาณัติต้าเว่ยที่ยังคงผลประโยชน์และอำนาจไว้ได้กับทู่เจียที่ขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อนโหดร้ายทำอะไรล้วนแล้วแต่อารมณ์ไร้ซึ่งเหตุผล อย่างแรกนับว่ามั่นคงกว่า ทำให้เรามีเวลาจัดการเรื่องภายในต้าเว่ยให้ปึกแผ่นได้ง่ายขึ้นพะยะค่ะ"

      "ที่เจ้าว่ามาก็มีส่วนถูกยิ่ง"

      เกาเว่ยกล่าวจบก็ถึงกับหายใจโล่งขึ้นทันที ที่ฝ่าบาททรงครุ่นคิดแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย  ถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงได้มีกริ้วกันบ้าง ตั้งแต่องค์ชายสี่เข้ามาประชุมหรืออยู่ด้วย ฝ่าบาทก็ทรงกลับมาเป็นเช่นดังเดิมเหมือนตอนที่ยังเป็นรัชทายาทแคว้นเว่ย ที่พระทัยเย็น รอบคอบและรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่กราบทูลเรื่องต่างๆ มีองค์ชายสี่พระองค์เดียวสบายไปสิบอย่างจริงๆ

      "ส่วนทางแคว้นหยวน สายในราชสำนักหยวนได้รายงานมาว่า เหล่าเชื้อพระวงค์ของหยวนต่างบีบบังคับให้อ๋องหยวนกะเกณฑ์ผู้คนมาประจำการแล้วก็จะสังหารผู้เป็นภาระของแคว้นและคนจากแคว้นอื่นที่อพยพหนีภัยสงครามเข้าไปในแคว้นทั้งหมดเพื่อนำเสบียงส่วนนั้นมาบำรุงกองทัพ เตรียมสู้ตายโดยไม่ขอยอมแพ้แก่ต้าเว่ยพะยะค่ะ"

      "ฮ่าๆ ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้ เพียงเพื่อจะเอาคืนข้าซักครั้งก่อนตายเช่นนั้นรึ ฮ่าๆ"

      "หึๆ พวกมดปลวกดิ้นรนเช่นไรก็มีค่าเท่าเดิม แล้วเช่นนี้เสด็จพ่อจะยอมให้มันเกิดขึ้นหรือพะยะค่ะ"

      "เหอะ...ก็ดีข้าจะได้ให้พวกมันยอมทั้งกายและใจ เวลาลงสู่ปรโลกจะได้ไม่มาโอดครวญหาข้ออ้างแก้ตัวได้"

      "ใช่แล้วพะยะค่ะเสด็จพ่อ ฮ่าๆ"

      เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้ฟังรายงานจากเกาเว่ย องค์ชายใหญ่ไท่อี้ก็ประสมโรงเข้าไปด้วย ซึ่งน้อยครั้งที่จะได้เห็นที่ทั้งสองพระองค์คิดเห็นไปในทางเดียวกัน ส่วนองค์ชายสี่ไท่ซี ถึงกับส่ายหน้าเมื่อฟังเสร็จแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา

      "แล้วก็มีอีกข่าว เกี่ยวกับ ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ที่ทางแคว้นหยวนต้องการตัวเพื่อให้มาช่วยแคว้น"

      "หือ...ใครกัน ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่"

      "ใช่ ใครกันท่านเกาเว่ย รีบกล่าวมาข้าอยากรู้"

      "เหอะ...ได้ยินแค่คำว่าปราชญ์ก็คงเป็นพวกชอบทำตัวอยู่เหนือโลก ไม่ต่างจากพวกหมอผีของพวกมองโกลนักเท่าไหร่หรอก ข้าว่า"

      พอได้ยินรายงานเกี่ยวกับปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ทั้งสามพระองค์ก็แสดงท่าทางแตกต่างกัน เว่ยไท่หวงตี้ทำสีหน้าสงสัยแต่คร้านจะรับรู้ องค์ชายสี่ไท่ซีจากที่เงียบมานานก็หันมาสนใจซักถามด้วยสีหน้ากระตือรือร้น ส่วนองค์ชายใหญ่ไท่อี้ ถึงกับพูดจาดูถูกสีหน้าทอแววเหยียดหยาม ก่อนที่เฟิงหัว เสนาฯซ้ายจะหยิบสิ่งของสี่สิ่งไปวางไว้ที่โต๊ะทรงอักษร พร้อมทั้งเอ่ยปาก

      "ที่พระองค์เห็น แผ่นขาวๆแกมน้ำตาลเรียกว่ากระดาษ ใช้เพื่อการจดบันทึก ที่อยู่ในขวดใบเล็กๆก็คือน้ำหวานจากต้นเฟิงเหมือนกันกับก้อนกลมๆอยู่ในรูปที่แห้งแล้ว อีกสิ่งที่เป็นผ้าก็คือผ้าขนสัตว์ที่ทำมาจากขนแกะเอามาทำเป็นด้ายแล้วค่อยถักทอเป็นผ้า สิ่งเหล่านี้คือที่ปราชญพิศดารแห่งชิงไห่

คิดและทำขึ้นมาพะยะค่ะ"

      "อ๊า!"

      หลังฟังเฟิงหัวอธิบายถึงชื่อและคุณสมบัติคราวๆ ทั้งสามพระองค์ก็อุทานมาพร้อมๆกัน เว่ยไท่หวงตี้กับองค์ชายสี่ดูจะสนใจเจ้าสิ่งที่เรียกว่ากระดาษมากที่สุด ต่างหยิบอย่างเบามือมาพิจารณาดู ส่วนองค์ชายใหญ่ไท่อี้คว้าหมับเอาก้อนน้ำหวานมากัดกินดูทันที ขันทีข้างๆจะห้ามก็ไม่ทันเพราะ กลัวมียาพิษ แต่ขณะจะอ้าปากก็โดนส่งสายตาให้แบบมีมิตรไมตรีเหลือศูนย์

      "เสด็จพ่อ ลูกขอลองเขียนได้หรือไม่พะยะค่ะ"

      "เอาสิ ข้าก็จะลองดูเหมือนกัน พวกเจ้าฝนหมึกเตรียมพู่กันมาให้ข้ากับลูก"

      "พะยะค่ะ"

      "ฮืม....ทั้งหอมทั้งหวานยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้จะมาจากต้นเฟิง"

      องค์ชายไท่ซีหลังจากดูจนละเอียดแทบทุกซอกมุมของกระดาษเสร็จก็เอ่ยปากขอลองเขียนดูอย่างรวดเร็วเพราะอดใจความอยากรู้ไว้ไม่ได้ เว่ยไท่หวงตี้ก็เช่นกัน ก่อนจะกล่าวกับขันทีให้เตรียมฝนหมึกและหาพู่กันมาลองเขียน  องค์ชายไท่อี้หลังเอ่ยชมก้อนน้ำตาลก็ไปหยิบผ้าถักทอจากขน สัตว์ขึ้นมาดู

      "นุ่มมือยิ่งนัก นอกจากทำเสื้อผ้าได้ยังมีอะไรอีกหรือไม่ท่านเสนาฯซ้าย"

      "ช่วยให้ความอบอุ่นได้ไม่ต่าง จากที่ทำจากหนังขนสัตว์ แต่ก็มีข้อเสียที่โดนน้ำมากๆไม่ได้จะ  หดตัวพะยะค่ะ"

      "ฮืม...สมควรแล้วที่ได้รับคำว่าปราชญ์ ข้ารู้สึกนับถือในสติปัญญาของคนผู้นี้ยิ่งนัก เสด็จพ่อคิดแบบลูกหรือไม่พะยะค่ะ"

      "ใช่ นับว่าคนผู้นี้ คู่ควรกับชื่อปราชญ์อย่างเจ้าว่า ไท่ซี"

      "ฮึ....."

      ระหว่างที่รอฝนหมึก เมื่อรู้ถึงคุณสมบัติของผ้าขนสัตว์ที่เฟิงหัวบอก องค์ชายไทซีก็หันมามองสิ่งที่อยู่ในมือของพระเชษฐาด้วยดวงตาที่สนใจใคร่รู้และตื่นเต้นยิ่งนัก ก่อนจะเอ่ยชื่นชมออกมา ส่วนองค์ชายไทอี้ถึงจะแค่นเสียงแต่ในใจก็เริ่มยอมรับนับถือ พอขันทีฝนและเอาพู่กันจุ่มหมึกยื่นให้ทั้งสองพระองค์ องค์ชายไท่อี้ก็หันเหความสนใจจากผ้ามาจ้องมองแผ่นกระดาษเขม็ง

      "ดูดซับน้ำหมึกดียิ่ง วาดพู่กันได้อย่างคล่องมือ และไม่ต้องระวังการลงน้ำหนักมือมากเท่าผ้า คนผู้นี้ช่างคิดได้ แล้วมันทำมาจากสิ่งใดกัน เฟิงหัว"

      "รายละเอียดกระหม่อมไม่ทราบมากนักพะยะค่ะฝ่าบาท รู้เพียงคร่าวๆว่าทำจากเปลือกไม้ นำมาแช่น้ำ ก่อนทำเป็นชิ้นเล็กๆเอาไปต้มจนเปื่อยยุ่ยก่อนจะเอาผ้าตาข่ายรูเล็กมาร่อนให้เต็ม ยกขึ้นมาตาก พะยะค่ะ"

      "ข้าพอนึกภาพออกบ้าง ไม่มีคำจะเอ่ยเพื่ออธิบายถึงสติปัญญาของคนผู้นี้แล้ว

      แววตาของทั้งสามพระองค์ เกาเว่ย และเฟิงหัวต่างก็แสดงถึงความชื่นชม แล้วเฟิงหัวก็อธิบายถึงวิธีการที่ได้มาและทำเท่าที่ได้รับข้อมูลมาจากสายในแคว้นหยวน ระหว่างที่กำลังชื่นชมของทั้งสามสิ่ง เกาเว่ยก็เอ่ยขึ้นมา

      "ยังมีอีกสิ่งหนึ่งพะยะค่ะที่ คนผู้นี้ทำ"

      "รีบเอาออกมาสิ ท่านเสนาฯขวา"

      "เอ่อ ของสิ่งนี้กระหม่อมคงเอามาให้ดูมิได้พะยะค่ะ องค์ชายสี่ เพราะมันคือการทำฝ่ายกั้นลำธารเล็กๆ ที่แทบไม่ต้องใช้งบอะไรมากมาย เพียงขนหินหรือสิ่งต่างๆมาก่อเป็นฝายกั้นก็สามารถทำให้เป็นแหล่งพักน้ำขนาดย่อมๆแล้วพะยะค่ะ"

      "โอ้....พอข้านึกภาพตามก็นับว่าจริง ถ้าทำมากจุดก็ได้แหล่งกักเก็บน้ำมากมาย ฮ่าๆ เรื่องง่ายดายเช่นนี้ใยถึงไม่มีผู้ใดคิดออก ข้าช่างดักดานยิ่งนัก ฮ่าๆ"

      "นับว่าความคิดประเสริฐยิ่งนัก นับถือๆ"

      องค์ชายไท่ซีถึงกับหันขวับมาจ้องเกาเว่ย ลุ้นว่าจะเอาอะไรออกมาให้ดู พอรู้ก็ชอบใจยิ่ง เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับพูดด้วยความชื่นชมอีกรอบ

      "เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่"

      "ทูลฝ่าบาทเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ค่อยๆเป็นที่รู้จักจากชิงไห่แล้วค่อยรู้กันทั่วทั้งแคว้นหยวนเมื่อซักสองสามปีก่อนพะยะค่ะ"

      "บัดซบ แล้วทำไมสายที่หยวนถึงเพิ่งรายงานมาเอาป่านนี้ เกาเว่ย"

      "ทูลฝ่าบาท ก่อนหน้านั้นเป็นเพียงข่าวลือ ที่สายในเมืองหลวงรู้มาจนเมื่อปีที่แล้ว ถึงชี้ชัดว่าเป็นความจริงทั้งหมด แต่คิดว่าไม่สำคัญจึงไม่ได้รายงาน"

      เว่ยไท่หวงตี้ถึงกับทุบโต๊ะ กับความไม่ได้เรื่องของสายลับ ที่ไม่ยอมรายงานมายังต้าเว่ย องค์ชายสี่ต้องรีบห้ามปรามถึงได้สงบลง

      "เหอะ...ทำไมไม่รายงานเอาตอนที่ต้าเว่ยบุกหยวนจนฆ่าคนผู้นี้หรือหลบหนีจนหายไปซะเลยล่ะ ถึงจะยอมรายงาน"

      "เรื่องนี้กระหม่อมได้กำชับทางนั้นแล้วพะยะค่ะ ว่าถ้ามีข่าวให้รีบส่งมาไม่ว่าจะเป็นข่าวลือหรืออะไร ถ้าเกี่ยวกับคนผู้นี้ ก็ให้รีบรายงาน ส่วนที่สายรายงานเรื่องคนผู้นี้ก็เพราะว่ามีความพยายามจะดึงเข้ามาช่วยแคว้นหยวน แต่ทว่าแทบไม่มีผู้ใดพบเห็น คล้ายพยายามหลบหลีกผู้คน ข้อมูลที่ให้มารู้เพียงว่า แซ่หลี่ มีเชื้อสายชาวหูและอาจจะเป็นอิสตรีด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท"

      "แซ่หลี่ มีเชื้อสายชาวหูและอาจจะเป็นอิสตรีด้วยอย่างนั้นรึ"

      "เหอะ ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้ สายเลือดชาวหูที่ป่าเถื่อนถึงกับฉลาดกว่าเราชาวจงหยวน"

      "เสด็จพี่ป่านนี้แล้ว ท่านยังไม่ยอมรับอีกรึ แล้วเรื่องตามหาเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด"

      องค์ชายใหญ่พอได้ยินว่ามีเชื้อสายชาวหู ก็ทำท่าไม่พอใจขึ้นมา เพราะที่พระองค์ถูกพระบิดาว่ากล่าวจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะชาวหู ก่อนจะอ่อนลงเมื่อถูกองค์ชายสี่เอ่ยขึ้นมา

      "เกิดเมื่อสองเดือนก่อนพะยะค่ะ ที่มีการนำเข้ามาคุยในการประชุมแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป สายทางนั้นก็ส่งข่าวมา กระหม่อมจึงสั่งให้ส่งสิ่งที่ว่าเหล่านี้มาให้ดู แต่เนื่องด้วยไม่ใช่เรื่องด่วนเพื่อป้องกันการถูกจับได้จึงเพิ่งมาถึงไม่กี่วันก่อนพร้อมกับข่าวว่าจะตามหาคนผู้นี้ กระหม่อมถึงได้นำมารายงานต่อฝ่าบาทพะยะค่ะ"

      "เช่นนั้น ถ้าคนผู้นี้ยอมมาช่วย ด้วยสติปัญญาระดับนี้นับว่า แคว้นหยวนช่างโชคดียิ่งนัก"

      เฟิงหัวและเกาเว่ยทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่น้อยต่างพูดคุยกันจนรู้เรื่องก่อนที่จะมารายงาน ทั้งยังช่วยเป็นที่ปรึกษาของกันและกัน ไม่ว่าจะถามผู้ใดก็สามารถตอบแทนกันได้ ขณะ ทุกคนตกอยู่ในความเงียบเพื่อใช้ความคิดเกี่ยวกับปราชญพิศดารแห่งชิงไห่ ก็มีคนมารายงานว่าคนของเกาเว่ยมาหา พอเกาเว่ยกลับเข้ามาด้วยหน้าตาตื่น ทุกคนก็ขมวดคิ้วทันที จนเว่ยไท่หวงตี้ต้องทรงเอ่ยปาก

      "เกิดเรื่องอันใด เกาเว่ย"

      "เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะฝ่าบาท เมื่อกี้คนของกระหม่อมได้รับรายงานจากสายที่แคว้นหยวน ส่งม้าเร็วมาบอกว่าตอนนี้ ปราชญ์พิศดารแห่งชิงไห่ ยอมช่วยเหลือแคว้นหยวนแล้ว"

      "ว่าอย่างไรนะ"

      "ยังมีข้อมูลอื่นอีก นางชื่อหลี่เหมยฮวา อายุเพียงสิบเจ็ดปี"

      เกาเว่ยทั้งพูดทั้งหอบหายใจเพราะต้องวิ่งเข้ามารายงาน พูดจบประโยคทีก็หอบหายใจที พอคนอื่นรู้ว่าคนผู้นี้ เป็นเพียงหญิงสาวอายุสิบเจ็ดปีต่างก็ตกใจจนลืมทุกอย่าง มีแค่เสียงครางออกมาเบาๆ ก่อนที่จะพากันตกใจยิ่งกว่าเดิมจากปากของเกาเว่ย

      "นอกจากนั้นนางยังมอบตำราพิชัยยุทธซุนวู แก่แคว้นหยวนด้วย แต่ไม่รู้รายละเอียดในตำราที่ว่า มีเพียงอ๋องหยวนและเหล่าแม่ทัพนายกองที่ได้อ่าน รู้แค่ว่าเขียนเกี่ยวกับกลศึกต่างๆพะยะค่ะ"

      "ห๊า!"

      "ต้องส่งคนไปลอบสังหารนางพะยะค่ะ เสด็จพ่อ"

      "เสด็จพี่ป่านนี้แล้ว สังหารนางจะได้ประโยชน์อะไร ในเมื่อตำราที่ว่ามีคนอ่านไปแล้วตั้งเยอะแยะ ไหนจะยังไม่รู้ว่าตำราที่ว่านั้นจะดีจริงหรือไม่ด้วย"

      หลังจากพากันอุทาน องค์ชายไท่อี้ก็จะส่งคนไปสังหารเหมยฮวาทันที ก่อนที่จะถูกเหตุผลขององค์ชายไท่ซี กล่าวออกมาทำให้หยุดคิดกลับมาทบทวน

      "ไท่ซีกล่าวได้ถูกต้อง สายเกินไปแล้วที่จะลอบสังหารเพียงเพราะตำราเล่มเดียว"

      "สายยังรายงานมาอีกว่า หลังจากอ๋องหยวนและเหล่าแม่ทัพนายกองได้อ่านเสร็จ ต่างก็พูดกันว่าเป็นตำราที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับการศึกที่ลึกซึ้งยิ่งนักพะยะค่ะ"

      "เหอะ แล้วจะเป็นเช่นไร ในเมื่อกำลังทหารเรามากกว่า รู้กลยุทธ์ใช่ว่าจะนำมาใช้จริงได้ แต่เพื่อตัดปัญหาส่งคนไปลอบสังหารนาง ก็สิ้นเรื่อง จริงไหมพะยะค่ะเสด็จพ่อ"

      "ใช่แล้วพะยะค่ะฝ่าบาท เพื่อตัดปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง ควรทำอย่างที่องค์ชายใหญ่ไท่อี้

กล่าวออกมาพะยะค่ะ"

      "ฮืม เช่นนั้นข้า....."

      "เสด็จพ่อ นางเป็นอิสตรีที่เพิ่งจะสิบเจ็ดปีเอง เช่นไรก็ไม่อาจคุมทัพได้ ถ้าสังหารนางข้ารู้สึกเสียดายสติปัญญาของนางยิ่งนัก ได้โปรดอย่าได้ลงมือเลยพะยะค่ะ"

      "น้องไท่ซี เจ้าก็ใจอ่อนเช่นนี้อยู่ร่ำไป ปล่อยไว้ก็มีแต่จะเป็นหอกข้างแคร่"

      "ข้าๆ....."

      " ตัดไฟแต่ต้นลม ย่อมดีที่สุดพะยะค่ะฝ่าบาท"

      เฟิงหัวรีบกล่าวสนับสนุนองค์ชายไท่อี้ทันที ในการวางแผนลอบสังหารเหมยฮวา ถึงแม้องค์ชายไท่ซีจะกล่าวคัดค้านก็ไม่เป็นผล ส่วนเว่ยไท่หวงตี้ก็กำลังครุ่นคิด

      "ถวายบังคมเพคะ องค์ชายเทียนหลง"

      "อ๊ะ มิต้องๆ ลุกขึ้นเถอะ คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธี ท่านหลินซือก็กลับขึ้นเตียงเถอะ คนป่วยไม่ควรลงมาจากที่นอนมาถวายบังคมข้า"

      "เช่นนั้นองค์ชายเทียนหลงก็ปล่อยมือด้วยเพคะ ข้าน้อยจะได้ไปพยุงท่านอาซือขึ้นเตียง"

      "ได้ๆ ม่ะ ข้าช่วยประคองเจ้าตอนพยุง เดี๋ยวจะล้มขึ้นมาได้"

      ข้าถึงกับปวดหัวตุ๊บๆ กับองค์ชายพระองค์นี้ จากปากเสีย มาฉวยโอกาส ตอนนี้มาปลาหมึกอีก แทนที่จะไปพยุงหรือห้ามท่านอาซือกลับมาจับที่ต้นแขนข้าพยุงให้ลุกขึ้น ปากก็พูดเหมือนจะห่วงท่านอาซือ แต่กลับไม่สนใจที่ท่านอาซือปีนลงปีนขึ้นเตียงอย่างยากลำบาก ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร อ๊ะ พูดถึงเวรกรรม ก็คงไม่พ้นกรรมตามทันที่ไปหลอกคนอื่นๆรวมถึงท่านอ๋องเมื่อวานเป็นแน่ ถึงได้ป่วยแล้วยังต้องมาเจอเช่นนี้ ท่านอ๋องหยวนมีลูกชายกี่คนนะ ถ้าฆ่าทิ้งหมกจวนไปซักคนจะเป็นอะไรมากหรือเปล่า

      "ข้ามาแทนเสด็จพ่อเพื่อมาเยี่ยมอาการป่วยท่านหลินเซี่ยง ใจจริงเสด็จพ่อจะมาเอง แต่ด้วยติดราชกิจอื่น ข้าถึงได้รับอาสามาเยี่ยมแทน"

      "ขอบพระทัยท่านอ๋องและองค์ชายมากพะยะค่ะ ที่ทรงเป็นห่วงท่านพ่อของข้าน้อย แล้วองค์ชายทำไมถึงได้สเด็จมาเพียงลำพังพะยะค่ะ"

      "มิได้ๆ ตอนเข้าไปเยี่ยมท่านหลินเซี่ยงถึงได้รู้ ว่าท่านหลินซือเองก็ล้มป่วย พอเยี่ยมท่านหลินเซี่ยงเสร็จ ข้าก็เลยปลีกตัวมาดูอาการของท่านหลินซือก่อน ปล่อยให้ทางนั้นจัดการกันไป"

      "ขอบพระทัยองค์ชายพะยะค่ะ"

      "ที่พวกท่านล้มป่วยพร้อมกันถึงสองคน ก็คงไม่พ้นตรากตรำจากเรื่องของแคว้นเรา ทำให้ข้าก็ยิ่งปวดใจยิ่งนัก ควรเป็นข้ามากกว่าที่จะกล่าวขอบใจพวกท่าน แล้วอาการเป็นเช่นไรหนักหนาหรือไม่ คงต้องรอให้หมอหลวงที่มาตรวจท่านหลินเซี่ยงเสร็จก่อน ข้าจะบอกให้มาตรวจท่านหลินซือด้วย"

      "ไม่เป็นอะไรมากเพคะ เพียงแค่อ่อนเพลียเท่านั้นเอง ข้าน้อยตรวจดูแล้ว"

      องค์ชายเทียนหลงช่างเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วยิ่งนัก ตอนนี้ไม่มีวี่แววของความขี้เล่นให้เห็นเลย จนข้าตามไม่ทัน สีหน้าดูจริงจังขึ้น กล่าวอะไรก็ดูน่าเชื่อถือ นี้ล่ะมั้งคือลักษณะของคนที่มีอำนาจบารมี ดูไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่พอเอาเข้าจริงก็มีดีและทำให้คนพบเห็นคล้อยตามได้ง่ายๆ

      "หามิได้พะยะค่ะ ทั้งหมดเพราะตระกูลหลินเป็นข้าแผ่นดินหยวน ต่อให้ตายเพื่อแคว้นหยวนคนตระกูลหลินก็ไม่เสียดายพะยะค่ะ"

      "พูดแต่เรื่องตาย ถ้าจะตายจริงข้าอยากให้ท่านตายในสนามรบมากกว่า ไม่ใช่มาตายเพราะป่วย แบบนี้ เอาเถอะพักผ่อนมากๆจะได้มาช่วยแคว้นหยวนของเราเร็วๆ"

      "พะยะค่ะ ข้าน้อยจะทำตามคำสั่งขององค์ชาย"

      "เดี๋ยวข้าห่มผ้าให้ ท่านอาซือ"

      "แม่นางหลี่ ข้าขอทำให้เองดีกว่า อย่างน้อยก็พอให้ข้าได้ทำอะไรตอบแทนตระกูลหลินบ้าง"

      "เพคะ"

      "อง...องค์ชายพะยะค่ะ"

      ท่านอาซือพยายามขืนตัวเพื่อไม่ให้ตาองค์ชายบ้าห่มผ้าให้แต่ก็ถูกกดให้นอนลงแล้วห่มผ้าจนเสร็จ ท่านอาถึงกับน้ำตาคลอด้วยความซึ้งใจ แม้แต่ข้าก็เผลอจ้องมองด้านข้างอย่างลืมตัว และ พิจารณาบุคคลตรงหน้าละเอียดขึ้น ถึงจะเจอกันมาสองครั้งแต่เพราะถูกอารมณ์โกรธครอบงำ ทั้งสองครั้งจนไม่สนใจจะดูหน้าให้ชัดๆ

      พอสังเกตุดูภาพที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ก็คือชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่มีใบหน้าเรียว ริมฝีปากได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาเรียวแต่ไม่หยีแบบคนจงหยวนแฝงแววขี้เล่น ถึงแม้ตอนนี้จะจ้องมองท่านอาหลินซืออย่างอ่อนโยนก็ยังคงเห็นอยู่ คิ้วคมเข้มแต่ไม่หนาจนเกินไป ผิวกายขาวเนียนละเอียด รูปร่างสูงโปร่งถึงไม่บึกบึนแต่ก็ดูไม่อ่อนแอ ช่างแตกต่างจากอ๋องหยวนนักหรือว่าตอนหนุ่มๆอ๋องหยวนจะเป็นแบบนี้   จู่ๆตาองค์ชายบ้าก็หันมา ข้ามัวแต่มองและคิดเพลินๆถึงกับสะดุ้ง

      "หือ... หน้าข้ามีอะไรติดอยู่เหรอ แม่นางหลี่"

      "ปะ....เปล่าเพคะ"

      "หึๆ คงไม่ใช่คิดอะไรกับข้าหรอกนะ เอาเถอะ ข้าอนุญาตให้คิด ฮ่าๆ"

      "เหอะ....ฝันไปเถอะเพคะ"

      เพิ่งชมไปแมบๆเผลอแปปเดียวกลับมาเป็นอย่างเดิมอีกแล้ว ข้านึกด่าอยู่ในใจ แต่ก็รู้สึกหน้าร้อนวูบเมื่อถูกจับได้ว่าแอบมอง

      "ฝันก็ฝัน ข้าไม่อยากจะเถียงด้วยแล้ว จุ๊ๆ เกลียดจริงคนที่ปากกับใจไม่ตรงกัน"

      "ใครเถียง ใครปากไม่ตรงกับใจเพคะองค์ชาย พูดดีๆนะ....."

      เจอคำนั้นเข้า ข้าก็เริ่มขึ้นเสียงแต่ก็ยังรักษามารยาทอยู่ ก่อนจะชะงัก เพราะตาองค์ชายบ้าทำหน้าจริงจังอีกแล้ว

      "ข้ามีเรื่องจะคุยกับแม่นางหลี่ เพื่อไม่เป็นการรบกวนท่านหลินซือ ขอเชิญด้านนอกซักครู่"

      ตาองค์ชายเทียนหลงเดินออกมาหยุดยืนรอ ที่ด้านนอก ข้าจะเอ่ยปากถามว่ามีเรื่องอะไร ก็ถูกชิงกล่าวขึ้นมาก่อน

      "ข้าขอเรียกเจ้าว่าเหมยฮวาได้หรือไม่ ดูสนิทกันดี เช่นไรก็จะมาร่วมงานกันแล้ว"

      "เพคะ"

      "เจ้าคงเคยพบเสด็จพ่อเป็นการส่วนตัวมาแล้วใช่หรือไม่ เหมยฮวา"

      "เพียงครั้งเดียวก่อนน้านี้เพคะ"

      "เจ้าว่าเสด็จพ่อดูไม่ค่อยจริงจังกับเรื่องต่างๆใช่หรือไม่"

      "เอ่อ...."

      "ที่ข้าถามเช่นนี้เพราะว่า ข้าพอรู้อะไรมาบ้าง หลังจากกลับจากเข้าเฝ้าท่านหลินเซี่ยงก็ล้มป่วย เจ้าคงจะไม่พอใจเสด็จพ่อในเรื่องนี้อยู่ใช่หรือเปล่า"

      ถามมาได้ว่าพอใจไม่พอใจ ใครจะไปกล้าตอบว่ามีไม่พอใจบ้างเล่า ข้าแอบบ่นในใจ ตาองค์ชายเทียนหลงเห็นเงียบไปจึงเอ่ยออกมาอีก

      "แต่ข้าอยากให้เจ้ามั่นใจในเสด็จพ่อของข้าว่า ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ถ้าต้องตัดสินใจอะไร เสด็จพ่อรอบคอบพอไม่เคยผิดพลาดมาก่อน ที่ข้ากล้าพูดเช่นนี้เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ข้ายังไม่เคยเห็นเสด็จพ่อตัดสินใจในเรื่องอะไรที่ผิดพลาดมาก่อน"

      "คิก....."

     ข้าถึงกับหลุดหัวเราะออกมา เพิ่งเข้าใจว่าทำไมตาองค์ชายเทียนหลงถึงทำสีหน้าจริงจังแบบนั้น คงเพราะห่วงว่าภาพพจน์ของอ๋องหยวนที่ไปเจอมาเพียงสองครั้งจะทำให้แคลงใจในตัวเสด็จพ่อของตนเอง จนทำงานให้แบบไม่เต็มกำลังจึงได้กล่าวอย่างยืดยาว ก็แค่อาการของลูกห่วงพ่อนั่นเอง

      "องค์ชายทรงสบายใจได้เพคะ จริงอยู่ที่ข้าอาจไม่พอใจ แต่ว่า ข้าก็เข้าใจในตัวของเสด็จพ่อขององค์ชาย ถ้าองค์ชายกลัวว่า ข้าน้อยจะมั่นใจแค่ลมปาก ก็ลองฟังตำนานซักเรื่องดีไหมเพคะ"

      "เอาซิ ข้าก็อยากรู้ว่าตำนานจากปราชญ์อันดับหนึ่งในแคว้นหยวนจะเป็นเช่นไร"

      "นานมาแล้วมีมหาบุรุษสองท่าน ชื่อเซี่ยงอวี่กับหลิวปัง ทั้งสองรบกันเพื่อครอบครองแผ่นดิน ผลปรากฏว่ารบร้อยกว่าครั้งก็ชนะหลิวปังร้อยกว่าครั้ง องค์ชายว่าสุดท้ายใครจะได้ครอบครองแผ่นดิน"

      "ตามที่กล่าวมาใครๆก็ต้องคิดว่า เซี่ยงอวี่ แต่สำหรับนิทานของท่านปราชญ์เหมยฮวา คิดว่าคงมิได้เป็นเช่นนั้นแน่ เชิญท่านปราชญ์เฉลย ข้าน้อยพร้อมล้างหูฟัง"

      "คิก...ฮึ"

     พอเล่าเสร็จ ตาองค์ชายบ้าก็ประสานมือทำท่านอบน้อมสีหน้าจริงจัง ก่อนเอ่ยคำ ข้าถึงกับหลุดหัวเราะในท่าทางดังกล่าวอีกรอบ จนลืมเรื่องราวที่ไม่เคยพอใจ เผลอค้อนควับให้ทีหนึ่งตาองค์ชายบ้าถึงกับจ้องตาค้าง ข้าทำเป็นไม่สนใจยังคงเอ่ยปากต่อ

      "คนที่ได้ครอบครองแผ่นดินคือ หลิวปัง ที่เป็นเช่นนี้เป็นทั้งใช่เพราะตัวหลิวปัง และทั้งไม่ใช่เพราะตัวของหลิวปัง ด้วยตัวหลิวปัง มีสามผู้ช่วยที่เก่งกาจ ดั่งคำกล่าวที่หลิวปังพูดไว้ว่า ความคิดอ่านสติปัญญาในการวางแผนข้าสู้จางเหลียงไม่ได้ ฝีมือในการสู้รบและนำทัพข้าก็สู้หานซิ่นไม่ได้ ความรู้ความสามารถในการระดมพล ฝึกพล และสนับสนุนเสบียงอาหารแก่กองทัพข้าก็สู้เซียวเหอไม่ได้ แต่ความสามารถในการใช้ทั้งจางเหลียง หานซิ่น และเซียวเหอไม่มีใครสู้ข้าได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้กองทัพของเราได้รับชัยชนะ"

      "อ๊า.."

      ตาองค์ชายเทียนหลงถึงกับอุทานออกมา แล้วพึมพำทวนคำพูดดังกล่าว ข้าก็เลยพูดต่อ

      "ที่ข้าน้อยอยากจะบอกก็คือ ผู้นำใช่ว่าต้องเก่งทุกด้าน ดั่งเช่นเซี่ยงอวี่ สุดท้ายการตัดสินใจอย่างรอบคอบ และการรู้จักเลือกใช้คนให้ถูกที่ถูกเวลา นับว่ามีประโยชน์สูงสุด ดั่งเช่นท่านอ๋องมีการตัดสินใจอย่างรอบคอบและรู้จักใช้คน สิ่งที่ยืนยันก็คือความสงบสุขและรุ่งเรืองของแคว้นหยวนก่อนที่ต้าเว่ยจะรุกราน ข้าเปรียบเทียบเช่นนี้ องค์ชายคงวางใจได้แล้วว่า ข้าน้อยไม่แคลงใจในตัวท่านอ๋องหยวนเพคะ"

      "นับว่า ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว นับถือๆ"

     ตาองค์ชายเทียนหลงกล่าวออกมาอย่างชื่นชมและนับถือ จนข้าสัมผัสได้ถึงความจริงใจจากทุกคำพูดที่เปล่งออกมา แสดงถึงการเป็นคนเปิดใจรับฟังคนอื่น ซึ่งหายากยิ่งสำหรับคนที่สูงศักดิ์

      นับตั้งแต่วันนั้นข้าก็เริ่มมองตาองค์ชายเทียนหลงในแง่ดีขึ้น และเรื่องที่ชอบโผเข้ากอดเวลาที่ดีใจนั่นก็เป็นเรื่องจริงหลังจากลองเลียบๆเคียงๆคนในจวนตระกูลหลินดูถึงจะเป็นนิสัยเวลาเอามาใช้กับหญิงสาวแล้วจะดูไม่ดี แต่เรื่องแค่นี้ เหอะ อย่าให้มีครั้งหน้า แม่จะเจี๋ยนให้

      "เหมยฮวา เจ้าว่างอยู่หรือไม่"

      อ๊อย ไม่น่าคิดถึงเล๊ย ไม่ทันไรก็มาโผล่ให้เห็นอีกแล้ว ถึงข้าจะมองในแง่ดี ก็ใช่ว่าข้าอยากจะเจอนะ คนยิ่งกำลังคิดไม่ค่อยออกอยู่ด้วย

       เหมยฮวาถึงกับปวดหัว เมื่อองค์ชายเทียนหลงมาหาที่กระโจมบัญชาการที่จัดเตรียมไว้ให้นาง นี้ก็เกือบสิบวันแล้วที่นางเริ่มงานการฝึกฝนทหาร แต่ไม่ใช่ทั้งกองทัพเพราะต่อให้ท่านอ๋องหยวนและเหล่าแม่ทัพนายกองจะยินยอม พวกขุนนางก็หายินยอมไม่ เพียงแต่ให้ทหารมาห้าร้อยนาย เพื่อนางทดลองฝึกก่อน โดยได้จายาตู อาเช่อปา หย่งเป่า ช่วยฝึก ส่วนคนอื่นๆให้กลับไปที่ชิงไห่เพื่อรายงานกับที่บ้าน และกลับไปทำงานคุ้มกันต่อ

      "ถวายบังคมเพคะ องค์ชายทรงมาถึงที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเพคะ"

      "ลุกขึ้นๆ ข้าบอกหลายครั้งแล้ว ว่าข้างนอกไม่ต้องมากพิธี"

      "ได้"

      "เจ้าฝึกอะไรกัน นี้จะสิบวันแล้ว ข้าเห็นเอาแต่ให้ทหารเดินทัพ แล้วก็แยกเป็นกลุ่มๆยี่สิบคนบ้าง สิบคนบ้าง ถึงการแยกเป็นกลุ่มข้าจะไม่เคยเห็น แต่ฝึกเดินทัพมันก็ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างที่พวกข้าฝึกกัน แล้วแบบนี้จะให้พวกตาแก่ขุนนางยอมรับได้เช่นไร เหมยฮวา"

      "องค์ชายก็ไหนว่า จะให้ข้าฝึกในแบบของข้าล่ะ"

      "ก็ถ้าการฝึกเจ้าไม่เป็นผล ความน่าเชื่อถือของเจ้าก็จะลดลงนะ เหมยฮวา"

      "ข้าจะฝึกจนกว่าพวกทหารจะแยกกลุ่มอย่างพร้อมเพรียงและรวดเร็วไม่เช่นนั้นก็ ต้องฝึกทำเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะทำได้ ไว้พร้อมเมื่อไหร่ข้าจะให้องค์ชายดูผลการฝึกพร้อมกับคนอื่นๆเอง"

      "แล้วเจ้าจะไม่ยอมบอกอะไรข้าบ้างเลยรึว่าทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร เหมยฮวา"

      "ถ้าบอกว่าเกี่ยวกับทหารม้า ล่ะองค์ชาย ข้าคงบอกมากกว่านี้ไม่ได้ จนกว่าข้าจะตรวจสอบเรื่องว่ามีสายลับที่จะเป็นภัยต่อแคว้นว่าเป็นใครและมีเท่าไหร่บ้างแล้วเสร็จ"

      "ทหารม้า ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เอาเถอะ เช่นนั้นข้าจะเร่งให้ปึงอิงรีบรวบรวมเรื่องสายลับให้เร็วที่สุด"

      สุดท้ายองค์ชายเทียนหลงก็ไม่ได้คำตอบที่กระจ่างของการฝึกแบบที่ว่า ก่อนที่จะเดินกลับออกไป




      
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 99 ครั้ง

45 ความคิดเห็น

  1. #1997 GN88 (@GN88) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 18:04
    เปลี่ยนข้างยังทันไหมองค์ชายใหญ่แคว้นเว่ย นึกว่าจะเป็นคนที่สุขุมและรอบคอบซะอีกเฮ้ออออ
    #1997
    0
  2. #1433 มุกฝืด (@tat9559) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2557 / 22:24
    ชอบไท่ซีอ่ะ แลจะเป็นพวกชอบฉลาดดีแฮะ ถ้าเป็นพวกซ่อนคมคงจะได้ใจไปเลย แต่แค่นี้ก็ชอบแล้วนะ ส่วนเทียนหลงเห็นแววเหมือนพระเอกมาตั้งแต่โผล่เลยอ่ะ คาดหวังในใจว่าจะไม่ใช่... ไม่ค่อยชอบเลยแฮะ (เพิ่งมาไม่ชอบตอนที่ทำเนียนกอดนางเอก กะตอนแวะมาเยี่ยมหลินซือเนี่ยแหละ = = )
    #1433
    0
  3. #1280 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2557 / 00:55
    ไปอยู่กับต้าเว่ยดีกว่า มีคนรอตั้ง2คน รวบสองเลย ฮิฮิๆๆๆๆ
    #1280
    0
  4. #1223 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 04:19
    สู้ๆนะคะไรเตอร์ขา
    #1223
    0
  5. #750 Pearendless (@pear-narin) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2557 / 23:57
    เอาเทียนหลงมาเป็นพระเอกเลยเห๊อะ -..-'
    #750
    0
  6. #714 เมมฟิส (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2557 / 20:56
    เเทียนหลงคะแนนนำ ดูภายนอกขี้เล่น ไม่เอาไหน แต่จริงๆแล้วน่าจะเก่ง เว่ยอี้ดูแล้วไม่ฉลาด ใจร้อน ไม่ไหวๆ เว่ยซีดูแล้วฉลาด สุขุม แต่รูปร่างสะโอดสะอง ไม่ชอบการเมือง ไม่ชอบการต่อสู้ แบบนี้จะปกป้องเหมยฮวาได้ไง
    #714
    0
  7. #535 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 11:37
    เทียนหลง เข้าใกล้ความเป็นพระเอกมานิดหนึ่งแล้ว
    #535
    0
  8. #412 Nisara N.R (@25112523) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 10:15
    มาอัพต่อด่วนเลย
    #412
    0
  9. #411 ดวงนภา (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2557 / 07:08
    ขออีกสิค่ะ....พรีสสสสส
    #411
    0
  10. #409 •ปีกสีเทา• (@pui_pui) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 23:58
    สนุกมากค่ะ ^^
    #409
    0
  11. #405 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 12:20
    สนุกมากจ้า

    อัพต่อเร็วๆนะ
    #405
    0
  12. #404 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 12:16
    สรุกมากเลยจ้ะ ลุ้นต่อไป
    #404
    0
  13. #402 555 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 08:59
    ควรเว้นวรรคต้อนเปลียนฉากนะคับ
    #402
    0
  14. #401 กรรดึก (@angel-dimond) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 00:40
    จะสาวไส้ (ศึก) ยังไงหนอ
    #401
    0
  15. #400 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 / 00:37
    ไรเตอร์อัพไว ชอบๆ ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ^^
    #400
    0
  16. #399 buleberry_heven (@buleberry-heven) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 23:33
    เห็นด้วยกับ คห .400 ค่ะ
    ควรเว้นวรรคนิดนึง ตอนเปลี่ยนฉากเพื่อง่ายต่อการอ่านและการเข้าใจ ขอบคุนคร้า
    #399
    0
  17. #397 ChaNomYen (@blackgaluda) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 22:20
    ผมขออะไรไรเตอร์อย่างนึงได้ไหมครับ คือว่าตอนที่เปลี่ยนฉากของเรื่อง ช่วยใส่เส้นคั่นหน่อย จะได้ไหมครับ เพราะว่าบางทีเวลาอ่านต่อกันยาวๆแล้วมันจะงงมากๆเลยครับ
    #397
    0
  18. #396 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 22:14
    #396
    0
  19. #395 gie (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 21:59
    ต่ออีกตอนเถอะค่ะไรเตอร์ พลีสสสสสสสสสสส

    สนุกมากค่ะ
    #395
    0
  20. #394 วิหคจันทรา (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 21:53
    ยังเชียร์เทียนหลงเหมือนเดิมค่า ถึงจะดูเหมือนไม่เก่งอะไรเท่าไร แต่น่าจะเป็นคนเอาตัวรอดและพัฒนาได้ อีกอย่างอยากให้เป็นคนแคว้นหยวนเหมือนกันมากกว่าเป็นคนจากต้าเว่ยที่เป็นศัตรูกัน
    #394
    0
  21. #393 bigbowka (@bigbowka) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 20:35
    ไปลอบสังหารเค้า คงโดนฆ่ากลับมาละสิ คนข้างตัวก็มีแต่โหดๆทั้งนั้น
    #393
    0
  22. #390 xeliilex (@xeliilex) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 19:41
    เราว่าเมืองหยวนน่าจัดทัพรับศึกได้เผลอๆๆจะโต้กลับแบบสุดๆๆ แต่ต้องล่มสลายเพราะใส้ศึก กับคนทรยศนี่เหลาะ 

    เพราะนางเอกเราก็วิจารอยู่แล้วว่าเมืองหยวนน่ะล่อแล่และเน่าในจนเกินเยียวยา แถม ผู้นำก็เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เรื่องทั้งพ่อทั้งลูก 
    #390
    0
  23. #389 bee (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 19:27
    รอออ รออออออออ รอออออัพพพพพพค่ะ
    #389
    0
  24. #388 An-amethyst (@annlovehenrylau) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 17:10
    อยากให้พระเอกเป็นเทียนหลง แต่แววเหมือนพระรอง 5555 ไท่อี้หน้าจะเป็นพระเอกนะ แบบตอนแรกคิดจะฆ่านางเอก ถ้าเจอตัวจริงเกิดหลงรักนางเอก แล้วจะทำยังไงต่อไป ~ จากศัตรูจะกลายเป็นรักกันได้ไหม
    #388
    0
  25. #385 cattodive (@cattodive) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2557 / 15:33
    รออ่านทุกกกกวันจร้า
    #385
    0