ปราชญ์หญิงพลิกแผ่นดิน

  • 99% Rating

  • 23 Vote(s)

  • 159,618 Views

  • 2,075 Comments

  • 2,286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    292

    Overall
    159,618

ตอนที่ 38 : เหมันต์อันร้อนแรง2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5091
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    7 ก.ย. 57

      เหมันต์อันร้อนแรง 2

      หน้าห้องของเรือนพักรับรองตึกบัญชาการ ชายหนุ่มสองคนต่างยืนกระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูก ขนาดแขนของตนทั้งสองข้างยังรู้สึกว่าเกะกะ ไม่รู้ว่าจะวางหรือเอาไว้ตรงไหนกันดี ต้นเหตุก็คือ

      "ผิวของคุณหนูช่างเนียนนุ่มยิ่งนักเจ้าค่ะ ขนาดพระสนมที่ข้าน้อยเคยเห็นมาตั้งหลายคนยังไม่มีใครสู้คุณหนูได้เลย"

      "เจ้าไม่ต้องมายกยอข้าเลย ฟางเอ่อร์"

      "จริงๆนะเจ้าคะ คุณหนูพอจะบอกวิธีบำรุงผิวให้ข้าน้อยทราบได้หรือไม่เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะได้นำไปบอกแก่เหล่าพระสนม พวกท่านจะได้ทรงโปรดข้าน้อยมากขึ้นๆ"

      "เอ่..ก็ปกติไม่มีอะไรมาก ยิ่งตอนเดินทางจากเมืองชิงไห่มาเป่ยจิง บางทีก็ไม่ได้อาบน้ำตั้งสามสี่วัน"

      เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วระหว่างเหมยฮวากับจูเหม่ยฟาง นางกำนัลตัวน้อยอายุสิบเอ็ดสิบสองปี  ที่องค์ชายผู่หลงนำมาให้คอยรับใช้เหมยฮวาระหว่างที่พักที่นี่ ทั้งที่จริงจะมอบคนมาคอยรับใช้สามสี่คน แต่เหมยฮวากลับถูกชะตากับเด็กคนนี้ จึงเอ่ยปากขอแทนคนที่เสนอมาให้

      "โห!...คุณหนูก็ไม่ชอบอาบน้ำเหมือนข้าน้อยด้วยหรือเจ้าคะ ดีจังเลย ผิดกับข้าน้อยวันไหนไม่  ยอมอาบน้ำแม่นมหลันที่เป็นแม่นมของพระชายาต้องจับข้าน้อยไปเฆี่ยนด้วยไม้เรียวทุกที นี่ก็จะเข้าหน้าหนาวที่ข้าน้อยเกลียดที่สุดแล้วด้วย ทว่าปีนี้นับว่าโชคดีที่สุดที่ได้มารับใช้คุณหนู ต่อให้ข้าน้อยไม่อาบน้ำก็ไม่ถูกลงโทษแล้ว ฮิๆ"

      เหม่ยฟางพอได้ยินที่เหมยฮวากล่าว ก็ทำตาโตทั้งน้ำเสียงและแววตาที่แสดงออกมาบ่งบอกว่า อิจฉานางเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ต้องถูกบังคับให้อาบน้ำ ก่อนจะยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข สำหรับคนที่ไม่ชอบการอาบน้ำอย่างนาง หน้าหนาวที่จะมาเยือนนี้ยิ่งทำให้จากไม่ชอบเป็นเกลียดไปเลย พอรู้ว่ามีแนวร่วมไหนเลยจะไม่ยินดีได้

      เหมยฮวาก็ได้แต่อมยิ้ม และไม่อยากแก้ความใจผิดของฟางเอ่อร์ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไปทำลายความสุขของนางเข้า ไว้เรียกตัวมาช่วยอาบน้ำให้แล้วค่อยแกล้งสาดน้ำให้ตัวนางเปียกปอน ทำให้รู้สึกว่าเป็นการละเล่น หาใช่การอาบน้ำที่นางเกลียดไม่ วิธีนี้น่าจะพอช่วยแก้นิสัยไม่ชอบอาบน้ำของฟางเอ่อร์ได้บ้าง เหตุที่เหมยฮวาไม่ได้ชำระร่างกายหลายวัน ก็เพราะต้องรีบเร่งเดินทาง จึงไม่ได้เข้าไปในตัวเมืองเลย เส้นทางที่ใช้แทบจะเป็นเส้นตรง เมื่อเป็นเช่นนี้กว่าจะเจอโรงเตี้ยมซักที่หนึ่งจึงเป็นเรื่องยากเย็นยิ่ง

      "อ๊ะ ข้าน้อยมั่วแต่คุยเพลิน คุณหนูจะไม่ยอมให้ข้าน้อยรู้เคล็ดลับบำรุงผิวของคุณหนูบ้างซักหน่อยหรือเจ้าคะ"

      "จ๊ะๆ...นอกเหนือจากน้ำธรรมดาที่อาบ ก็มีอาทิตย์ละสองครั้ง ที่ท่านแม่ของข้าเอาน้ำนมม้ามาให้ข้าอาบและแช่ คงเป็นเพราะเหตุนี้มั้ง"

      "ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู ฮิๆ อ่อ..ข้าน้อยเกือบลืมคุณหนูจะชโลมผมตอนนี้ด้วยเลยไหมเจ้าคะ ข้าน้อยเตรียมผงเขม่ามาไว้ให้แล้ว"

      "ไม่ต้องหรอก ข้าไม่ชอบเพราะมันรู้สึกเหนียวเหนอะหนะผม ขอบใจเจ้ามาก"

      "เสียดายจัง ถ้าคุณหนูชโลมผมด้วยเขม่านะ ข้าน้อยว่าต้องดำและเงางามจนใครๆต้องอิจฉาแน่เจ้าค่ะ"

      ผงเขม่าที่ว่าก็คือเขม่าที่ขูดจากก้นกะทะที่ใช้ทำอาหาร นำมาบดอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผงละเอียดดี เวลาใช้ก็จะผสมกับน้ำมันคนให้เข้ากัน ก่อนจะนำมาชโลมที่ผม ผู้หญิงทุกคนล้วนใช้วิธีนี้ เพื่อทำให้ผมแลดูดกดำและเงางาม อีกทั้งยังช่วยให้ง่ายต่อการจัดทรง

      'ไม่ว่าจะภพนี้หรือภพก่อนหลายอย่างช่างคล้ายกันจริงๆ ภพก่อนในสมัยโบราณก็มีกรรมวิธีเสริมความงามเช่นนี้ในหมู่หญิงสาว นับว่าโชคดีที่ประเพณีการรัดเท้ายังไม่มีและก็หวังว่าในภพนี้จะไม่มีตลอดไป'

      "ยกแขนขึ้นเจ้าค่ะ.......เรียบร้อยแล้ว ฮืม...น่าจะแต้มชาดที่ริมฝีปากเพิ่มอีกหน่อยนะเจ้าค่ะ"

      "พอแล้วล่ะฟางเอ่อร์ ข้าชอบแบบนี้มากกว่า "

      พอจัดแจงแต่งตัวให้เหมยฮวาเสร็จ เหม่ยฟางก็สำรวจดูอีกรอบทำสีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางอย่างกับผู้สันทัดกรณีจนเหมยฮวาผู้ซึ่งชมดูต้องนึกขันกับท่าทางของนางกำนัลตัวน้อยผู้นี้

      "ยะ.. หย่งเป่า เจ้าไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยเหรอ"

      "ทำอะไร เจ้าจะให้ข้าทำอะไรเล่าหลงอิน"

      "เอ่อ..ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"

      หย่งเป่าและหลงอิน ก็คือชายหนุ่มที่ว่า ด้วยมีหน้าที่อารักขาคุณหนูของตน จึงต้องมายืนอยู่หน้าห้องรับรองที่เหมยฮวาใช้พัก เพื่อคอยดูแลและเผื่อมีเรื่องที่ต้องเรียกหา ไหนเลยจะคาดคิดว่าต้องมาฟังบทสนทนาตามประสาอิสตรีเช่นนี้ อยู่ก็ไม่ได้ไปก็ไม่ได้ เพราะถ้าไปเกิดมีผู้ใดผ่านมาได้ยินเข้า อาจถูกนำไปพูดจาในทางเสื่อมเสีย เลยต้องทนอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนใจเช่นนี้กันต่อไป ก่อนจะเหลือบไปเห็นนายทหารยศไป่ฟุ๊จ้าง(ยศนายทหารที่คุมกองกำลังร้อยนาย)นายหนึ่งกึ่งวิ่งกึ่งเดินมุ่งตรงมาทางด้านตน

      "พี่ชาย พวกท่านใช่เป็นองครักษ์ของท่านปราชญ์ใช่หรือไม่"

      "โอ..ใต้เท้าให้เกียรติพวกข้าน้อยเกินไปแล้ว"

      "ไม่เลยๆ เช่นนั้นรบกวนพี่ชายทั้งสองช่วยไปเรียนท่านปราชญ์ว่า ท่านหัวหน้าองครักษ์ปึงอิง ได้มาถึงแล้วด้วยเถอะ"

      "ขอรับใต้เท้า"

      คำกล่าวที่ว่า ตีสุนัขย่อมต้องดูเจ้าของ นับว่าใช้ได้ดีกับเหตุการณ์นี้ แม้ตนจะเป็นนายทหาร อีกฝ่ายเป็นชาวบ้านธรรมดา ทว่าคนธรรมดากลับมีเจ้านายเป็นผู้มีอิทธิพลในกองทัพ ถ้าทำอะไรที่เป็นการสร้างความไม่พอใจให้แก่อีกฝ่าย ตำแหน่งไป่ฟุ๊จ่างของตนไหนเลยจะยังรักษาไว้ได้  มีแต่ต้องทำเช่นนี้ถึงจะอยู่รอดได้ในแวดวงราชการ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ที่เหมยฮวาบอกว่ารอใครคนหนึ่งเดินทางมาจากด่านซันตง ก็คือหัวหน้าองครักษ์ปึงอิงนั่นเอง เพราะเหมยฮวาต้องการจัดตั้งกองกำลังพิเศษ เพื่อใช้ในการแทรกซึมและซุ่มโจมตี ผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นคนคัดเลือกและฝึกฝนกองกำลังนี้ คงไม่มีใครเกินหัวหน้าองครักษ์ปึงอิง ผู้ซึ่งควบตำแหน่งหัวหน้าด้านข่าวกรอง ที่ถนัดในการลักลอบ แทรกซึมเข้าไปในแดนข้าศึกเพื่อหาข่าว

      หลังจากขบคิดอยู่นานก็ยังนึกแผนการที่จะใช้สยบกองทหารชาวเว่ยไม่ได้ เพราะเมื่อเทียบกันในแง่ของตัวบุคคล ทหารหยวนด้อยกว่าทุกทาง ต่อให้วางกลยุทธ์ยอดเยี่ยมเพียงใด ถ้าผู้กระทำถูกขีดวงจำกัดให้ไม่อาจแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่โอกาสที่จะสำเร็จย่อมมีไม่มาก ขณะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างของรถม้า มองดูทัพม้าที่ตามมาด้านหลัง ก็นึกถึงเรื่องการแข่งม้าที่ซุนปิงชี้แนะเถียนจี้ให้นำม้าเลวแข่งกับม้าดี ม้าดีแข่งกับม้ากลางและม้ากลางแข่งกับม้าเลว พลันฉุกใจคิดทันที ในเมื่อรู้ว่าจุดแข็งของต้าเว่ยอยู่ตรงไหน ก็หลบเลี่ยงเสีย ส่วนหยวนมีจุดแข็งที่การตั้งรับ ก็มาเน้นหนักที่การตั้งรับแทน ส่วนการโจมตีแทนที่จะเอาทัพใหญ่ไปปะทะ ก็ทำเป็นกองกำลังเล็กๆไปจัดการกับสิ่งที่มีโอกาสกระทำได้ง่ายกว่า แต่จะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกองทัพ สิ่งนั้นก็คือเสบียงนั่นเอง

     เสบียงถือว่าเป็นหัวใจหลักของกองทัพ ถ้าขาดหายไปกองทัพย่อมต้องพ่ายแพ้ แต่การป้องกันของอีกฝ่ายก็ต้องเข้มงวดแน่ ถ้าจะให้ส่งกองทหารที่ถนัดในการศึกไปลอบโจมตี โอกาสถูกพบเห็นก่อนย่อมมีสูง ดังนั้นจึงได้มีความคิดจัดตั้งกองกำลังพิเศษ ที่ใช้สู้ศึกได้ประมาณหนึ่ง แต่เน้นหนักที่การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว คล่องแคล่ว มีทักษะในด้านการแทรกซึม และสุดท้ายมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ที่สามารถอดทนต่อความหนาวเหน็บได้เป็นอย่างดี

    ดังนั้นต้องคัดเลือกและฝึกขึ้นมา การคัดเลือกนางพอทำได้ แต่จะให้นางฝึกกองกำลังนี้เช่นไรกันเล่า ยังไม่รวมถึงวิธีการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ครุ่นคิดอยู่นานจึงได้นึกถึง หัวหน้าองค์รักษ์และหัวหน้าการข่าวปึงอิง ประสบการณ์และความรู้ความสามารถทางด้านการเป็นสายลับ ทั่วแคว้นหยวนคงไม่มีผู้ใดสูงล้ำเท่าแล้ว เมื่อเอามารวมกับรูปแบบการฝึกและอุปกรณ์ที่นางเคยจัดสร้างขึ้น ตอนฝึกกองกำลังคุ้มภัย ถ้าสำเร็จย่อมถือว่ากองกำลังนี้อาจเป็นหน่วยซีลหน่วยแรกของภพนี้ได้เลย

      เหมยฮวาจึงได้ขอให้แม่ทัพชิงอู่ส่งสาสน์ไปหาหัวหน้าองครักษ์ปึงอิงมาช่วย โดยให้ไปคัดเลือกทหารที่ด่านซันตงก่อนที่แรก เพราะคนในพื้นที่ย่อมดีที่สุด ด้วยตอนนั้นทัพต้าเว่ยยังมีทั้งสองด่าน จึงต้องหาคนมาจากทั้งสองพื้นที่ คาดไว้ว่าพอฝึกเสร็จจะให้แยกย้ายไปลอบโจมตีค่ายต้าเว่ย ตามพื้นที่เดิมของตน แต่ตอนนี้กลับไม่ต้อง เพราะทางด้านด่านซันตงทัพต้าเว่ยได้ถอยทัพไปแล้ว

      "มีทั้งหมดสี่สิบนายขอรับคุณหนู"

      "ฮืม...ไม่มากไม่น้อย ขาดอีกหกสิบนาย ที่ด่านเป่ยจิงน่าจะพอหาผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้ถึงตามจำนวนที่ต้องการ พรุ่งนี้ค่อยให้ท่านอาปึงอิงไปทำการคัดเลือก"

      "ข้าน้อยหาเหน็ดเหนื่อยไม่ขอรับ สามารถทำการคัดเลือกภายในวันนี้ได้เลย"

      "ตกลงตามที่เจ้าต้องการปึงอิง ข้าจะได้สั่งให้เตรียมการเอาไว้ ช่วงบ่ายจะได้ทำการคัดเลือกได้เลย"

      "ขอบคุณขอรับท่านแม่ทัพชิงอู่"

      การทำสงครามในฤดูหนาวที่จะเกิดขึ้นนับว่าเป็นครั้งที่สองของประวัติศาสตร์การทำศึกในภพนี้ เพราะเท่าที่
เหมยฮวารู้มาไม่มีการศึกไหนมีขึ้นในหน้าหนาวเลย ครั้งแรกเกิดขึ้นตอนที่ต้าเว่ยยกทัพไปตีแคว้นฉิน แม้แคว้นเว่ยเดิมจะรู้ว่าทหารของตนมีร่างกายที่แข็งแกร่ง อดทนต่อสภาพอากาศทั้งร้อนจัดเย็นจัดกว่าชาวแคว้นอื่น แต่ก็ไม่คิดจะลองเสี่ยงทำศึกใหญ่ในหน้าหนาว

      ทว่าตอนที่ยกทัพไปตีแคว้นฉิน หลังจากโจมตีจนทัพฉินถอยรนจนถึงแม่น้ำกลับถูกตรึงไว้จนไม่อาจจะรุกคืบต่อไปได้ ครั้นทำสะพานเพื่อข้ามแม่น้ำไปก็ถูกกองเรือทัพฉินโจมตี จนสูญเสียทหารไปมากมาย ต่อมาจึงส่งทัพเรือของตนออกมารบ ก็พ่ายแพ้ไม่เป็นท่า ด้วยรบชนะมาตลอดจึงรู้สึกเสื่อมเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่ยอมเสี่ยงทำศึกในหน้าหนาว เพราะเมื่อแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง  กองเรืออันเกรียงไกรของฉินย่อมหมดสภาพ ทัพต้าเว่ยก็จะสามารถใช้พื้นน้ำแข็งต่างสะพานเคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำไป  พอได้ทำศึกจึงได้ทราบว่าทหารตนนั้นมีความอดทนต่อความหนาวเหน็บมากกว่าชาวแคว้นฉินมากมายนัก หลังจากสู้รบไปได้ระยะหนึ่งทหารแคว้นฉินก็ไม่ต่างทารกอมมือ แรงจะถือดาบยังแทบไม่มี ด้วยมือและเท้าต่างหมดสภาพเพราะถูกความเย็นทำให้ชาด้าน อีกทั้งเนื้อตัวก็สั่นเทา จนคล้ายดั่งรอรับการเชือดเฉือนจากทหารต้าเว่ยเพียงถ่ายเดียว

      "ผู่หลง การจัดตั้งค่ายกระโจมพักสำหรับกองกำลังนี้ให้อยู่ใกล้กับสถานที่ฝึก ทั้งยังทำการปิดล้อมอย่างมิดชิดแน่นหนาจากคนภายนอก ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอย่าได้แพร่งพรายให้รู้ว่า กองกำลังนี้มีไว้เพื่ออะไร"

      "ขอรับเสด็จอา การจัดทำค่ายข้าจะสั่งการให้แล้วเสร็จภายในสามวันขอรับ"

      "ดี... ความอยู่รอดของหยวนคงต้องฝากไว้ที่กองกำลังนี้แล้ว หากขาดเหลือหรือติดขัดสิ่งใด ก็รีบบอกข้ามา แม้ในภายหลังจะไม่สำเร็จข้าก็จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดไว้เอง"

      "ข้าน้อยจะไม่ทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังขอรับ"

      ปึงอิงถึงกับกล่าวรับเจือเสียงเครือ แม้ตนจะเป็นทหารแต่ก็เป็นทหารองครักษ์ที่ขึ้นตรงต่อท่านอ๋อง จึงไม่ได้พบปะกับแม่ทัพใหญ่ชิงอู่บ่อยนัก ครั้นเหมยฮวาแนะนำปึงอิงให้ทำหน้าที่นี้ แม่ทัพชิงอู่ก็หาได้ลังเลที่จะตอบตกลงไม่ แสดงถึงความไว้วางใจในตัวเหมยฮวาและพร้อมจะวางใจในตัวของผู้ที่ถูกแนะนำ ให้ทำงานที่ถือว่ากำหนดชะตาของแคว้นได้เลย ตรงนี้เองที่ทำให้ปึงอิงซาบซึ้งใจ

      "ขอทุกท่านอย่าได้กังวล ในความคิดของข้าน้อยมีความมั่นใจถึงเจ็ดส่วน ยิ่งต้าเว่ยมั่นใจเพียงใด ก็จะยิ่งผ่อนคลายมากเท่านั้น การป้องกันถึงจะแน่นหนา แต่คงไม่คาดคิดว่าจะมีวิธีนี้อยู่ในการลอบเข้าไปโจมตี ถ้าสำเร็จจากค่ายทหารจะกลายเป็นคุกขนาดใหญ่ในทันที จะรบต่อก็ไม่มีเสบียง จะถอนทัพทันทีก็ไม่ได้ด้วยอุปสรรคจากหิมะ ไม่นานเหล่าทหารย่อมต้องเสียขวัญ ในสภาพที่กองทัพอ่อนเปลี้ยที่ขาดทั้งเสบียงและกำลังขวัญ ต้าเว่ยย่อมพ่ายแพ้อย่างแน่นอน"

      "ในเมื่อท่านปราชญ์กล่าวขนาดนี้แล้ว ข้าไม่มั่นใจก็คงไม่ได้ ฮ่าๆ"

      "ใช่แล้วขอรับ ฮ่าๆ"

      "ฮึๆ"

      ทั้งองค์ชายผู่หลงและปึงอิง เมื่อได้ยินเหมยฮวาพูด ก็เกิดความฮึกเหิมขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม มีเพียงแม่ทัพชิงอู่ที่มองออกว่า ที่นางกล่าวมานั้นเป็นการกล่าวเพื่อให้คนทั้งสองเกิดความมั่นใจ เวลาทำหน้าที่จะได้ทำอย่างเต็มกำลังไร้ซึ่งความกังวล

      ซึ่งก็เป็นจริงตามที่แม่ทัพชิงอู่คาดคิด สำหรับตัวเหมยฮวาเองแผนการนี้มีความมั่นใจเพียงสี่ส่วน แต่ที่ต้องพูดออกมา ก็เพื่อกระตุ้นความมั่นใจขององค์ชายผู่หลงและหัวหน้าองครักษ์ปึงอิง ซึ่งทั้งสองคนนี้ คนหนึ่งคือรองแม่ทัพ อีกคนคือหัวหน้าที่ไปฝึกสอนกองกำลัง เท่าที่สังเกตุดูทั้งสองคนแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้าโดยไม่รู้ตัว แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาที่คลุกคลีใกล้ชิดย่อมต้องรู้สึกได้เอง เมื่อผู้นำมีปัญหาเหล่าผู้ตามย่อมถูกผลกระทบไปด้วย แตกต่างจากแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ที่สามารถกลบเกลื่อนได้มิดชิดทั้งยังดีกว่านางเสียอีก   

      "เอาล่ะ คงไม่มีอะไรแล้วเรื่องนี้ ส่วนเรื่องไส้ศึกมีความคืบหน้าอย่างไรบ้างปึงอิง"

      คำกล่าวของแม่ทัพชิงอู่ดูเผินๆประโยคแยกเหมือนกล่าวกับทุกคน แต่ที่จริงกล่าวกับเหมยฮวา ซึ่งนางก็ทราบถึงความนัยของคำพูดนี้ ความหมายก็คือ ทั้งองค์ชายผู่หลงและปึงอิงไม่มีสิ่งใดมารบกวนจิตใจอีกต่อไปแล้ว

      "เรียนท่านแม่ทัพ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงระดับท่านเจ้ากรมเลยขอรับ"

      "เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้จริงๆ ในเมื่อข้อมูลระดับสูงขนาดนั้นเล็ดลอดออกไป ขุนนางชั้นผู้น้อยไม่มีทางรับรู้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว"

      "ขอรับ หลังจากได้รับคำสั่งให้ปล่อยข่าวลวงตอนที่รบชนะทัพทู่เจีย ภายในเมืองมีการเคลื่อนไหวเป็นอย่างมาก แต่เป็นเพียงผู้คนระดับล่าง ข้าน้อยจึงได้สั่งให้แค่เฝ้าจับตาดู จนกระทั่งมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งตอนที่จะมีการรบกับต้าเว่ย แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลว เพราะจู่ๆไส้ศึกที่ว่าก็หยุดการเคลื่อนไหวหลังจากการศึกหยวนกับต้าเว่ยจบลง"

      ข่าวลวงที่ว่าก็คือทัพทู่เจียโจมตีด่านชิงไห่เช่นไรก็ไม่แตก จนทำให้เสียไพร่พลไปเป็นจำนวนมาก จึงต้องถอนทัพกลับไป ทั้งที่ความจริงคือทัพหยวนบุกโจมตีจนทัพทู่เจียแตกพ่าย ส่วนขุนนางระดับเจ้ากรมในแคว้นหยวนมีถึงหกคนก็คือเจ้ากรมพิธีการ คลัง โยธา พลเรือน กลาโหมและราชทัณฑ์

      "ไม่จับตัวใครมาสอบสวนดูบ้างเลยเหรอ"

      "จับมาขอรับ แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ติดต่อเป็นเพียงคนกลาง จากที่เค้นถามตัวคนกลางที่จับมา ก็ไม่รู้ว่าผู้ว่าจ้างเป็นใคร เพราะทำหน้าที่เพียงถือสาสน์ เวลามีคำสั่งก็จะมีคนมาโยนกระดาษที่มีข้อความบอกว่าให้ไปรับอะไรที่ไหนเท่านั้นเอง อีกทั้งคนกลางที่ทำหน้าที่ล้วนแต่ไม่ใช่คนเดิม แต่ยังดีที่ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมาบ้างเล็กน้อยจากคนที่จับมา เมื่อนำมารวมกับข้อมูลเดิมที่มี พอจะคาดเดาว่าต้องเกี่ยวข้องกับขุนนางระดับเจ้ากรมถึงเจ็ดส่วนขอรับ"

      "คนผู้นี้นับว่าดีดลูกคิดรางแก้วนัก ข้าน้อยคิดว่าคงเริ่มติดต่อกับทางต้าเว่ยหลังจากที่แคว้นฉินถูกต้าเว่ยยึดครอง ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่ขุนนางแคว้นฉีและฮั่นติดต่อลับๆกับทางต้าเว่ย เพื่อให้ตนเองมีทางรอด ครั้นหยวนมีชัยเหนือต้าเว่ยก็ตีตัวออกห่างรอดูการเปลี่ยนแปลง ป่านนี้คงจะรู้ตัวแล้วว่าถูกเฝ้าจับตาดู"

      "ข้าน้อยละอายใจยิ่งนักที่ไม่สามารถหาตัวไส้ศึกได้"

      หลังฟังคำกล่าวของเหมยฮวา หัวหน้าองครักษ์ปึงอิงก็ก้มหน้ากล่าวคำ

      "ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกปึงอิง คนผู้นี้เจ้าเล่ห์กลอกกลิ้ง คงเตรียมการเผื่อเว้นทางถอยให้กับตนเองตั้งแต่ตอนที่เริ่มติดต่อกับต้าเว่ยไว้แล้ว ฉะนั้นย่อมต้องไม่ทิ้งหลักฐานใดๆให้สืบสาวถึงตัวได้ ข้าคาดว่าที่เปลี่ยนคนกลางทุกครั้ง คงเพราะคนเดิมถูกฆ่าทิ้งเพื่อปิดปากไปแล้วเมื่อจบงาน ส่วนเรื่องสายของต้าเว่ยทั้งหมด คงต้องถึงเวลาเก็บกวาดกันเสียที เพื่อเป็นการสะกดพวกที่ยังสาวไม่ถึงตัว ให้ไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆในช่วงนี้"

      "เรื่องคนกลาง ข้าน้อยก็คาดเดาไว้ว่าคงเป็นดั่งเช่นที่ท่านแม่ทัพกล่าว ส่วนเรื่องสายของต้าเว่ย ข้าน้อยจะรีบร่างจดหมายสั่งการไปให้กองทหารองครักษ์ลงมือในทันทีขอรับ"

      "ฮืม ตกลงตามนี้"

      "ขอรับ/เจ้าค่ะ"

      เมื่อกล่าวจบแม่ทัพชิงอู่ก็ลุกขึ้น แสดงว่าการปรึกษาหารือเสร็จสิ้นลงแล้ว ขณะที่เดินออกจากห้อง ปึงอิงมีท่าทางละล้าละลังคล้ายจะเอ่ยสิ่งใดกับเหมยฮวา แม่ทัพชิงอู่และองค์ชายผู่หลง แม้จะสังเกตุเห็นแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ ก่อนจะรีบก้าวเท้าเดินออกไป เพื่อเปิดโอกาสให้ปึงอิงได้สนทนากับเหมยฮวาได้สะดวก

      "เอ่อ คุณหนูขอรับ อาจเป็นการเร็วไปที่จะพูดเรื่องนี้ แต่ถ้าไม่กล่าวออกไป ข้าน้อยคงจะไม่สบายใจไปตลอดชีวิต"

      "ท่านอาปึงอิง มีสิ่งใดเชิญว่ากล่าวได้เต็มที่"

      "หากว่าเหตุการณ์ทางด้านนี้คลี่คลายไปในทางที่ดี ภายภาคหน้าคุณหนูคิดอ่านจะทำเช่นไรต่อไปขอรับ"

      เมื่อรับฟังเหมยฮวาก็งุนงงกับคำถามของปึงอิงนัก แต่ดูจากสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดของผู้พูดย่อมต้องเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ พลันก็นึกออกว่าหมายถึงสิ่งใดกัน

      "มีผู้ไหว้วานท่านอาปึงอิงมาเป็นธุระให้หรือเจ้าคะ"

      "มิ..มิได้ขอรับคุณหนู ข้าน้อยเพียงแต่..."

      ปึงอิงเมื่อถูกคำถามเช่นนี้จากนางก็รีบละล่ำละลั่กตอบ แต่จู่ๆคำพูดที่จะกล่าวออกมาก็คล้ายดั่งถูกกลืนลงคอกลับไป

      "ข้าทราบว่าท่านอาปึงอิงหวังดีและเป็นห่วงข้า แต่ขอให้ท่านอาอย่าได้กังวลใจไป...เฮ่อ..ตั้งแต่ข้ายอมรับปากท่านปู่หลินเซี่ยงก็เตรียมใจไว้แล้ว"

      "คุ...คุณหนู"

      "ท่านอาปึงอิงทราบหรือไม่ แม้ข้าเคยเตรียมใจว่าจะต้องเจอกับเรื่องเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินท่านอากล่าวกระตุ้นเตือน ข้าก็ตกใจไม่น้อยทีเดียว ที่ตกใจมิใช่กลัวเพียงแต่มันช่างเกิดเร็วไป...ช่างเร็วเกินไปแล้ว....ฮึ...ช่างน่าตายยิ่งนักคนพวกนี้"

      จากที่กล่าวออกมาอย่างไม่ยินดียินร้าย พลันแววตาของเหมยฮวาก็แข็งกร้าวขึ้นมา ในประโยคสุดท้ายที่เอ่ย

      "ใช่ขอรับคุณหนู คนพวกนี้ช่างไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว เอ่อ..แล้วก็คราที่ไปคัดเลือกคนที่ด่านซันตงได้พบกับท่านหลินซือ คล้ายดั่งจะพอทราบเรื่องบ้างแล้ว ท่านหลินซือจึงเจตนาเอ่ยเปรยๆเพื่อหยั่งดูท่าทีของข้าน้อย"

      หลินซือทำหน้าที่เป็นกุนซือให้กับองค์ชายเทียนหลงที่ด่านซันตง แม้ทัพต้าเว่ยจะยกทัพกลับไปแล้ว แต่เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นจึงต้องประจำที่ด่านซันตงต่อ ไม่อาจมาช่วยทางด้านด่านเป่ยจิงได้ มีเพียงแบ่งกองกำลังทหารจำนวนสองหมื่นนายจากด่านซันตงมาเสริมที่ด่านเป่ยจิง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเดินทางมา ดังนั้นที่ด่านซันตงจึงเหลือทหารประจำการอยู่เพียงสามหมื่นกว่านาย

      "ขอบคุณท่านอาปึงอิงมากเจ้าคะ ที่ต้องทำให้ท่านอาต้องมาเป็นกังวลกับเรื่องของข้า"

      "คุณหนูกล่าวหนักไปแล้วขอรับ อ๊ะ.ข้าน้อยเกือบลืมไปเลย องค์ชายเทียนหลงฝากคำพูดมาว่า ถ้าสถานการณ์ทางด้านด่านซันตงเรียบร้อยดีแล้ว จะรีบมาที่เป่ยจิงทันทีและขอให้คุณหนูรักษาสุขภาพอย่าได้หักโหมในงานมากนักขอรับ"

      "เฮอะ....."

      "อ่า..แล้วคุณหนูไม่คิดจะฝากคำพูดใดถึงองค์ชายซักหน่อยบ้างหรือขอรับ"

      "ไม่มี"

      "ซักนิ๊ดด..ก็ยังดีขอรับ อะไรก็ได้ ไม่เช่นนั้นองค์ชายคงเล่นงานข้าน้อยเป็นแน่"

      สาเหตุที่ปึงอิงต้องขอร้องให้เหมยฮวาฝากคำพูดถึงองค์ชายเทียนหลง ก็เพราะการที่หญิงสาวเขียนจดหมายถึงชายหนุ่มไปในทางส่วนตัว ถือว่าเป็นการไม่เหมาะไม่ควร ยิ่งถ้าล่วงรู้ถึงคนภายนอกย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางที่เสื่อมเสียทันที โดยไม่สนว่าเนื้อหาในจดหมายจะเป็นอย่างใด เหมยฮวาเมื่อถูกปึงอิงขอร้องมากเข้า จึงได้ยอมฝากคำพูดไปให้

      "ตั้งใจดูแลด่านซันตงให้ดี ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษตามกฏของกองทัพ"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      สามวันต่อมาค่ายที่จัดสร้างตามแบบที่เหมยฮวาร่างขึ้นก็แล้วเสร็จ มีอาณาบริเวณราวยี่สิบมู่(ไร่จีน 1มู่=2.4ไร่) ตั้งอยู่ห่างจากลานฝึกซ้อมและสวนสนามของกองทัพเป่ยจิงราวหกลี้ รอบๆพื้นที่ล้อมรอบด้วยรั้ว ทั้งจัดตั้งเวรยามเพื่อกันคนไม่เกี่ยวข้องเข้ามาภายใน นายทหารที่ถูกคัดเลือกจำนวนร้อยนาย ตอนนี้กำลังยืนเข้าแถวที่ลานฝึกซ้อมหน้าประรำพิธีที่ยกสูงขึ้นมาจากพื้นราวสองเซี๊ยะ บนประรำพิธีมีแม่ทัพใหญ่ชิงอู่ องค์ชายผู่หลง เหมยฮวา หัวหน้าองครักษ์ปึงอิง แม่ทัพหวินโจว หย่งเป่า หลงอินและแม่ทัพระดับสูงอีกสามคน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพชิงอู่จึงก้าวออกมา

      "พวกเจ้าทุกคนคงรู้กันแล้วว่าข้าคือผู้ใด ก่อนอื่นข้าอยากจะสอบถามพวกเจ้าอีกครั้งว่า พวกเจ้าพร้อมแล้วใช่ไหมที่จะยอมเสียสละชีวิต อีกทั้งในการฝึกนี้ก็จะหนักกว่าปกติหลายเท่าตัว"

      แม้จะกล่าวเนิบนาบ แต่น้ำเสียงของแม่ทัพชิงอู่ก็ดูแข็มแข็งอีกทั้งดังก้องกังวาน เมื่อรวมกับการเว้นช่วงที่พอเหมาะพอเจาะ ทุกคำพูดที่เปล่งออกมาก็แทรกลึกเข้าไปถึงจิตใจของผู้ที่ได้รับฟัง เหล่าทหารเมื่อรับฟังจบก็กล่าวคำออกมาพร้อมกันจนดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ

      "พร้อมขอรับ!"

      "จงฟังให้ดี ผู้ใดที่ไม่พร้อมขอให้เดินออกไปได้ ข้าและทุกคนในที่นี่ล้วนจะไม่โทษว่าเจ้าเป็นคนที่อ่อนแอและขี้ขลาด"

      "พร้อมมม!ๆๆ"

      "ดี! ข้างหลังนี้คือ ครูฝึกของพวกเจ้า"

      ปึงอิงเป็นหัวหน้าครูฝึกและควบคุมกองกำลังนี้ หย่งเป่าและหลงอินก็ถูกจัดให้เป็นครูฝึกเพราะคุ้นชินกับอุปกรณ์พวกปีนป่ายที่เหมยฮวาจัดทำขึ้น เมื่อครั้งฝึกกองคุ้มกันภัย

      หลังจากวันนั้นทุกวันตั้งแต่กลางยามอิ๋น(03.00-04.59) เหล่าทหารเวรยามก็จะเห็นกองกำลังนี้ออกมาวิ่งบนหลังแบกไว้ด้วยสิ่งของที่ เรียกว่ากระเป๋าสะพาย ภายในบรรจุไว้ด้วยก้อนหินมีน้ำหนักหลายสิบชั่ง(1ชั่ง=0.6กิโลกรัม) ซึ่งเป็นน้ำหนักเท่ากับสิ่งของที่ต้องนำติดตัวไปในวันที่ต้องออกไปลอบโจมตี ระยะทางวิ่งราวยี่สิบลี้ ก่อนปล่อยให้พัก แล้วต่อด้วยการการฝึกทรงตัวบนแผ่นไม้

      "หลอหู่ ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาจะเบี่ยงซ้าย ให้กดน้ำหนักลงที่เท้าขวา กระทืบเช่นนี้เจ้าก็มีแต่จะกลิ้งลงมาอยู่ร่ำไป"

      "ขะ..ข้าน้อยลืมตัวขอรับท่านปึงอิง"

      "เจ้าด้วยอีกคน เวลาต้องการให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ บอกให้บังคับปลายไม้ทั้งสองเข้าหากัน"

      "เมื่อกี้ข้าน้อยพยายามทำแล้วขอรับ แต่เหมือนมันสะดุดกับอะไรซักอย่าง สงสัยคงต้องเอาน้ำมันมา ชโลมเพิ่มจะได้ลื่นกว่านี้อีก"

      "ไม่ต้องจริงจังก็ได้ท่านอาปึงอิง สิ่งนี้เพียงแค่ฝึกการทรงตัวกับการยืนให้พอคุ้นเท่านั้นเอง รอหิมะตกลงมาก่อนค่อยฝึกอย่างเข้มงวด"

      เสียงตะโกนโหวกเหวกที่ใช้สอนเหล่าทหารของหัวหน้าองครักษ์ปึงอิงดังไปเกือบทั่วค่าย  ก่อนที่จะมีเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นมาจากด้านหลัง

      "คารวะคุณหนูขอรับ"

      "คารวะท่านปราชญ์ขอรับ"

      พอรู้ว่าเป็นเหมยฮวา ทุกคนต่างหยุดมือจากการฝึกซ้อมมาทำความเคารพนาง

      "ไม่ต้องมากพิธี เชิญทุกท่านฝึกซ้อมต่อตามสบาย"

      "ขอรับ"

      "ต้องเข้มงวดขอรับ ถ้าข้าน้อยไม่กระตุ้น พวกนี้ก็จะทำเป็นเล่นไม่ตั้งใจ"

      "ผลการฝึกซ้อมที่จัดให้ เป็นเช่นไรบ้างท่านอาปึงอิง"

      "ห้าวันที่ผ่านมา การวิ่งพร้อมแบกสัมภาระ ทุกคนสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องหยุดพักได้แล้วขอรับ การดึงข้อ ดันพื้นและลุกนั่งสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด"

      การฝึกทหารที่ใช้กันทั่วไปในตอนนี้ มีเพียงไม่กี่อย่าง ส่วนมากจะเน้นหนักที่การฝึกอาวุธ จัดตั้งขบวน ส่วนในด้านอื่นก็แล้วแต่ว่าแม่ทัพนายกองที่คุมกองกำลังจะจัดการให้ฝึก แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากมายนัก ยังคงเน้นในเรื่องจัดขบวน ระเบียบวินัย การต่อสู้ทั้งมือเปล่าและอาวุธ

      เมื่อจัดตั้งกองกำลังนี้ขึ้นมา แม่ทัพชิงอู่ก็มอบสิทธิ์ขาดให้แก่นาง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกองทหารของนางเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเหมยฮวาจึงนำการฝึกเท่าที่พอนึกออกจากภพก่อนมาใช้กับกองกำลังนี้ นับว่าทุกอย่างราบรื่นเป็นอย่างดี ด้วยพื้นฐานเดิมของทหารทุกนายก็มีร่างกายแข็งแกร่งและความอดทนเป็นเลิศอยู่แล้ว ดังนั้นการฝึกที่นางจัดไว้ให้ย่อมไร้ปัญหา มีเพียงแค่ไม่คุ้นชินเท่านั้นเอง ยิ่งการฝึกวิ่งโดยที่แบกของหนักๆบนหลัง ที่ภพก่อนนางดูในสารคดีการฝึกหน่วยพิเศษของกองทัพ ตอนนั้นมันช่างเป็นภาพที่น่าทึ่งมาก ทว่าเมื่อนำมาให้กองกำลังนี้ฝึกกลับกลายเป็นว่าง่ายดายยิ่ง จนนางคิดจะเพิ่มระยะวิ่งขึ้นอีก ถ้าเห็นว่าร่างกายของทุกคนพร้อมเท่าเทียมกันหมด ที่เป็นเช่นนี้คงเพราะเวลาเคลื่อนทัพไปที่ไหน ทหารราบทุกคนก็เดินเท้ากันเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว ระยะทางเพียงยี่สิบลี้เปลี่ยนจากเดินมาวิ่งโดยมีของอยู่บนหลัง ย่อมไม่ต่างจากการละเล่นชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง

      ครั้งที่เหมยฮวาเข้ามาช่วยแคว้นหยวนแรกๆ เคยคิดจะเสนอการฝึกฝนเช่นนี้ให้กับกองทัพ แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ ด้วยนางยังใหม่มากในกองทัพ การเข้ามาแล้วเปลี่ยนแปลงสิ่งที่แม่ทัพนายกองเคยทำอยู่เป็นประจำอาจสร้างความไม่พอใจขึ้นมาได้ แม้ภายหลังจะมีอิทธิพลในกองทัพมากขึ้น แม่ทัพนายกองต่างให้ความเคารพและนับถือ แต่ถ้าการฝึกของตนถูกนางเปลี่ยนแปลงคงต้องรู้สึกไม่พอใจ เพราะคล้ายถูกนางเข้าไปก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวนั่นเอง ขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆชายเสื้อก็ถูกกระตุกเบาๆ เหมยฮวาจึงได้หันไปดู

      "มีอะไรเหรอฟางเอ่อร์"

      "เอ่อ คุณหนู.....ข้าน้อย....ขอเล่นด้วยได้ไหมเจ้าค่ะ"

      "หือ...จะดีเหรอฟางเอ่อร์ อาจเป็นการรบกวนผู้คนที่กำลังฝึกซ้อมก็ได้นะ"

      "ฮ่าๆ คงไม่เป็นไรหรอกขอรับ ดีเสียอีกมีแม่นางน้อยมาร่วมด้วย บรรยากาศจะได้ครึ้กครื้นขึ้น"

      "ถ้าไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นจนเกินไป อย่างนั้นก็ตกลง"

      "ฮิๆ.ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู"

      "จื้อป๋อ ไปเอาแผ่นไม้มาให้แม่นางน้อยนี้ด้วย"

      "ขอรับท่านปึงอิง"

      แผ่นไม้ที่ว่าก็คือ แผ่นไม้ที่เหมยฮวาจัดสร้างเลียนแบบสกี ที่ใช้ไถลบนพื้นหิมะในภพก่อนนั่นเอง ความยาวราวสาม
เซี๊ยะ ความกว้างราวหกชุ่น(1ชุ่น
=2.31ซม.) ตรงที่วางเท้าด้านข้างทำหนาขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ตะปูตอกสายหนังให้ติดกับแผ่นไม้ ซึ่งสายหนังนี้จะใช้ในการรัดฝ่าเท้าให้ติดอยู่กับแผ่นไม้ไม่ให้หลุดออก แต่นี้ก็เป็นข้อเสียที่จะทำให้ไม่อาจขยับข้อเท้าได้อย่างอิสระ ทว่าเหมยฮวาก็ไม่อาจนึกวิธีอื่นมาชดเชยได้ เพราะถ้าจะจัดสร้างให้ทำได้เทียบเท่ากับสกีในภพก่อน คงเสียเวลานานพอดูถึงจะแล้วเสร็จ

      ส่วนตะปูนางก็ให้ช่างเหล็กจัดสร้างขึ้น เพียงแต่อาจหักและคดงอง่ายไปบ้าง เวลาตอกเข้ากับไม้จึงต้องเพิ่มระมัดระวังค่อยๆตอก ด้วยวิธีสกัดโลหะยังไม่ดีพอ จึงทำให้เนื้อโลหะเหล็กที่ได้ยังมีการปนของโลหะอื่น  ครั้งแรกที่ทำตะปูออกมา พอรู้ว่าเอาไปทำอะไร เหล่าผู้คนที่พอมีความรู้ในช่างไม้ต่างก็ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุด ด้วยสิ่งนี้จะทำให้งานทางด้านช่างไม้ลดลงไปเกือบเท่าตัว แต่ข้อเสียก็เป็นดังข้างต้นคือหัก คดงอง่าย และเสียเวลาในการจัดสร้างพอควร

      เรื่องทำตะปูถึงกับทำให้ช่างเหล็กต้องปวดหัวกันเป็นแถบๆ เพราะถูกเหล่าทหารช่างที่เป็นช่างไม้ นำไปรายงานแก่แม่ทัพชิงอู่ ให้สั่งทหารช่างที่เป็นช่างเหล็ก คิดหาวิธีแก้ไขให้สามารถจัดสร้างจำนวนมากๆในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งแม่ทัพชิงอู่ก็เห็นดีด้วย จึงได้มีคำสั่งให้เหล่าทหารช่างเหล็กไปคิดหาวิธีแก้ไขมา ส่วนเหมยฮวาตัวต้นเรื่องก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอาตัวออกนอกวงทันทีเพราะนางเองก็นึกหาวิธีไม่ออก

      การฝึกซ้อมก็แค่เพียงเอาแผ่นไม้มาผูกติดกับเท้า ก่อนจะไถลลงมาตามแผ่นกระดานไม้ที่ถูกขัดจนขึ้นเงา แล้วชโลมด้วยน้ำมัน เมื่อครั้งที่เหมยฮวาขอให้หาเนินดินก็เพื่อการนี้เอง โดยคิดจะให้ใช้เนินดินในการฝึกซ้อมการเล่นสกี แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธี เพราะมันไม่สามารถไถลลื่นอย่างที่ต้องการ สุดท้ายจึงได้เอาแผ่นไม้กระดานมาวางเป็นพื้นแทน เพื่อฝึกซ้อมให้คุ้นชินและรู้จักการทรงตัวบนแผ่นไม้ระหว่างที่รอให้หิมะตกลงมา ภาพของเหล่าทหารที่กำลังไถลลงมาจากที่สูงนี้เอง ทำให้เหม่ยฟางที่มาเห็นเข้าถึงกับอ้าปากค้าง จดจ้องมองแทบไม่กระพริบตา จนอดใจไม่ไหวต้องเอ่ยขอ
เหมยฮวา  พอรู้ว่าตนเองจะได้เล่นก็วิ่งตัวปลิวไปที่เนินดินแทบจะทันที

      "ฟางเอ่อร์ ไม่ต้องรีบ ค่อยๆเดิน ระวังหกล้ม!"

      "เจ้าค๊า!"

      "เฮ่อ. ไม่รู้ว่าคิดถูกคิดผิดที่เลือกนางมา ช่างซุกซนเหลือเกิน"

      เหมยฮวาได้แต่ตะโกนบอก ก่อนจะนึกขันเพราะตกลงนี้เหม่ยฟางต้องคอยดูแลตนหรือตนต้องคอยดูแลเหมยฟางกันแน่

      "เกือบลืม ทำไมถึงไม่เห็นพี่หย่งเป่าและพี่หลงอินเลย"

      "ทั้งสองไปควบคุมการจัดสร้างฐานที่เอาไว้ฝึกการปีนป่ายขอรับคุณหนู คิดว่าคงแล้วเสร็จในอีกสองวัน"

      "ฮืม เท่าที่ดูทุกคนคงคุ้นชินกับการทรงตัวแบบแผ่นไม้แล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปให้ลดเวลาฝึกลง เพิ่มการฝึกสอนในส่วนของท่านอาปึงอิงเข้าไปแทน แล้วการวิ่งในสามวันข้างหน้า ก็ให้เพิ่มระยะทางขึ้นอีกสิบลี้"

      "ขอรับคุณหนู"

      การฝึกสอนในส่วนของหัวหน้าองครักษ์ปึงอิงก็คือทักษะการเป็นสายลับ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบแทรกซึมเข้าแดนศัตรูควรทำเช่นไร จุดไหนควรระวัง การลอบสังหารและหลักการเอาตัวรอดในรูปแบบต่างๆ

      สรุปการฝึกกองกำลังนี้ก็จะมีการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งที่สุดทุกส่วนจากรูปแบบการฝึกของเหมยฮวา ทักษะการบังคับแผ่นไม้หรือสกีและทักษะของงานสายลับจากปึงอิงที่ถูกประยุกต์ให้เข้ากับอุปกรณ์เสริมที่เหมยฮวาออกแบบมาเพื่อช่วยให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม อย่างเช่นทักษะปีนป่าย เป็นต้น

      "ท่านอาปึงอิงศึกษาอุปกรณ์ต่างๆดูแล้วมีตรงไหนที่ติดขัดหรือไม่"

      "ไม่เลยขอรับ หย่งเป่าและหลงอิน ช่วยกันอธิบายและแสดงให้ข้าน้อยดูจนเข้าใจอย่างปรุโปร่งเลยขอรับ"

      "อย่างนั้นอีกสิบวันข้างหน้า จะได้ให้ลองฝึกภาคสนามดู ตอนนั้นหิมะคงตกลงมาพอควรแล้ว"

      การฝึกภาคสนามที่เหมยฮวากล่าวก็คือการสมมุติเหตุการณ์ต่างๆให้เหล่าทหารต้องเจอเมื่อต้องออกไปปฏิบัติงานจริง โดยมีเวลาสามวันซึ่งในสามวันนี้ห้ามนอนหรือพักผ่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆสามารถงีบหลับได้ในเวลาสั้นๆก็คือเพียงหนึ่งในสามเค่อ(1เค่อ=15นาที)ต่อครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นต้องกลับมาฝึกซ้อมต่อ ต้องฝันฝ่าอุปสรรคต่างๆที่ทั้ง
เหมยฮวาและปึงอิงช่วยกันคิดขึ้นมา

      "ช้าเกินไปหรือไม่ขอรับคุณหนู เพราะจะมีเพียงทักษะที่ต้องทรงตัวบนแผ่นไม้เท่านั้นที่ทุกคนไม่คุ้นชิน นอกเหนือจากนี้เหล่าทหารต่างก็พอประสบพบเจอมาบ้าง อย่างมากสิ่งที่ข้าน้อยจะฝึกสอน ก็ไม่เกินสี่วันทุกคนก็น่าจะจดจำและกระทำตามได้แล้ว  ที่ข้าน้อยกล่าวเช่นนี้เพราะกลัวว่าต้าเว่ยจะยกทัพมาก่อน"

      "ไม่หรอกท่านอาปึงอิง ถ้าไม่ทันระลอกแรกที่ต้าเว่ยยกทัพมา ระลอกสองย่อมต้องทัน อย่างไรข้าก็มั่นใจว่าด่านเป่ยจิงสามารถต้านได้ถึงสองระลอกเป็นอย่างน้อย"

      "แต่ว่าคุณหนู...."

      "ท่านอาก็น่าจะรู้ใจข้าดี ว่าถ้าไม่พร้อมและมั่นใจข้าจะไม่มีทางส่งคนออกไปตายเปล่า อันที่จริงนี่ก็เร่งรัดการฝึกมากแล้ว ตามปกติต้องใช้เวลาถึงสามสี่เดือน ชั่วเวลาสิบกว่าวันถือว่าน้อยนิดนัก แต่ก็นับว่าโชคดีที่ทหารทุกคนล้วนร่างกายแข็งแรงและมีทักษะในด้านนี้อยู่พอตัว ไม่เช่นนั้นบางทีข้าอาจจะล้มเลิกความคิดนี้ตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแล้วก็ได้ ถ้าผลของการฝึกซ้อมออกมาไม่เป็นตามที่คาดหวัง"

      "ขอรับคุณหนู"

      "ท่านปราชญ์ขอรับ รีบกลับตึกบัญชาการด่วนขอรับ"

      ระหว่างที่ทั้งสองกำลังปรึกษาในรายละเอียดด้านอื่น พลทหารก็เข้ามารายงานเหมยฮวาให้รีบตึกบัญชาการด่วน พอนางได้ฟังก็ไม่ซักถามอะไร

      "ไปนำม้ามา ท่านอาปึงอิงฝากท่านดูแลฟางเอ่อร์ด้วย บอกนางด้วยว่าไม่ต้องรีบกลับ"

      "ขอรับคุณหนู ข้าน้อยจะเป็นธุระพาไปส่งให้เองไม่ต้องห่วงขอรับ"

      เมื่อพลทหารนำม้ามาถึง เหมยฮวาก็กระโดดขึ้นควบม้าออกจากค่ายมุ่งตรงไปยังตึกบัญชาการในทันที

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ตึกบัญาการทหารเป่ยจิง

      ครั้นเดินผ่านประตูหน้าก็ต้องแปลกใจกับเหล่าผู้คนที่มาชุมนุมอยู่กันมากมาย มีทั้งแม่ทัพนายกองและเหล่าขุนนาง เรื่องที่แม่ทัพนายกองมาชุมนุมที่นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ผิดปกติก็คือเหล่าขุนนางซึ่งเป็นคนในสังกัดกรมกลาโหม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเอกสารทางการทหารทั้งหมด ส่วนมากทำงานแต่ที่ตึกกลาโหมนานๆทีถึงจะเห็นมาที่ตึกทหาร พอเห็นนางมาก็พากันก้มหน้าซุบซิบ

      แม้จะทำงานประสานกันแต่น้อยครั้งที่เหล่าขุนนางกรมกลาโหมจะเหยียบย่างมา ด้วยถือว่าตนเป็นบัณฑิตจึงดูถูกดูแคลนเหล่าแม่ทัพนายกอง ซึ่งส่วนมากเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ในจุดนี้เองที่เหล่าบัณฑิตเอามาค่อนแคะว่าเป็นพวกดีแต่ใช้กำลัง ไร้มารยาทและกักฬะ ด้วยทัศนะคติที่ว่าทำให้เหล่าขุนนางหลีกเลี่ยงที่จะมายังตึกทหาร เพียงเพราะไม่อยากทำความเคารพผู้ที่ตนเองดูแคลน

      "ท่านแม่ทัพชิงอู่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าค่ะ"

      "ต้าเว่ยส่งสาสน์มา"

      "ฮึ...คงมิใช่มาเกลี้ยกล่อมให้ทางหยวนยอมจำนนหรอกนะ"

      "เจ้าไม่ต้องคาดเดาให้เปลืองสมองหรอก สาสน์ที่ว่านี้ก็คือสาสน์ท้าประลองปัญญากับเจ้า"

      เหมยฮวาถึงกับขมวดคิ้ว จู่ๆก็มาท้าประลองต้าเว่ยมีเจตนาอะไรกันแน่

      "กับข้าน้อย...เฮอะ...คิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีกนะต้าเว่ย"

      "ในสาสน์เขียนไว้ว่า เสนาฯขวาเกาเว่ยต้องการประลองปัญญากับเจ้า"

      "ถ้าข้าน้อยไม่รับปากเล่าเจ้าค่ะ"

      "ข้าว่าคงไม่ได้ ตอนเจ้าเดินเข้ามาคงเห็นแล้วว่า ด้านหน้านอกจากทหารแล้วยังมีพวกขุนนางชุมนุมอยู่"

      "เห็นเจ้าค่ะ..แต่..เอ๊ะ ทำไมพวกขุนนางถึงได้รู้เรื่องนี้ได้"

      "ต้องบอกว่า ต้าเว่ยช่างคิดอ่านนัก ส่งสาสน์ไปยังตึกสังกัดกลาโหม ลองถ้าเจ้าไม่รับปาก เจ้าพวกดีแต่ปากพวกนี้คงได้เต้นแร้งเต้นกาเป็นเจ้าเข้าไม่หยุดแน่"

      "คิก..ท่านแม่ทัพกล่าวดังไปแล้ว เดี๊ยวพวกขุนนางได้ยินเข้าจะไม่พอใจเอานะเจ้าค่ะ"

     เหมยฮวาถึงกับนึกขันในคำพูดของแม่ทัพชิงอู่จนหัวเราะออกมา ด้วยแม่ทัพชิงอู่ก็ไม่ชอบเหล่าขุนนางเช่นกัน เพราะรู้ว่าในสายตาพวกเขาคิดและมองผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเช่นไร

      "เหอะ!พวกเอ๊ะอ๊ะ...อ้าปากออกมาถ้าไม่ใช่คำว่าศีลธรรมจรรยา ก็คำว่าศักดิ์ศรี แม้แต่ชีวิตก็สละได้กับสิ่งเหล่านี้ ครั้นเอาจริงๆก็หายหัวไปกันหมด หรือเจ้าไม่เห็นตอนที่รบกับทู่เจีย ก็พวกนี้ไม่ใช่หรือไรที่ขนย้ายครอบครัวหนีก่อนผู้ใด"

      "มันก็ใช่....แต่ก็ยังมีขุนนางที่ไม่ยอมย้ายอยู่มิใช่หรือเจ้าค่ะ"

      "ก็ใช่แต่ว่า..ถ้าไม่ใช่คนในพื้นที่ตั้งแต่เกิด ก็แทบนับหัวได้ที่ยังคงอยู่ไม่ยอมย้าย"

      พอได้เปิดปากเกี่ยวกับเรื่องนี้ คล้ายกับว่ากำลังระบายความอัดอั้นตันใจออกมา แม่ทัพชิงอู่ถึงกับกล่าวเสียยืดยาว เรื่องตอนที่ทัพทู่เจียยกทัพมา เหล่าขุนนางสังกัดกลาโหมหลายคน ถ้าระดับสูงหน่อยก็พยายามใช้เส้นสาย ไม่ก็อ้างว่าญาติอาวุโสป่วยหนัก เพื่อจะได้ขนย้ายครอบครัวหนีออกจากชิงไห่ พวกตำแหน่งต่ำหน่อยไม่มีเส้นสายหรือไม่มีเงินสินบนมากพอ แม้อยากหนี แต่ก็ไม่กล้าได้แต่เพียงให้ครอบครัวย้ายไปแทน ทว่าบางคนก็ใจกล้าหนีหายไปเลยทั้งตัวเองและครอบครัว

      เสนาฯขวาเกาเว่ยคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะถูกปฏิเสธ ถ้าส่งสาสน์โดยตรงมายังแม่ทัพชิงอู่ เพราะการประลองปัญญาหาได้มีความสลักสำคัญไม่ในสายตาของเหล่าทหาร ยิ่งเหมยฮวาถือเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพย่อมไม่มีทางเสี่ยงให้ไปพบแน่  มีทางเดียวคือต้องส่งมายังตึกกลาโหมเป่ยจิง ให้เหล่าขุนนางบัณฑิตเป็นผู้บีบบังคับให้นางออกมาประลองปัญญากับตน ด้วยความที่จัดเจนในวงราชการ ถ้ากองทัพมีปัญหากับเหล่าขุนนาง มักอยู่อย่างไม่เป็นสุข เพราะต้องถูกเพ็งเล็งและฟ้องร้องไม่หยุดหย่อน สารพัดเรื่องราวที่จะใช้กลั่นแกล้งให้ออกจากวงราชการ

      "ในสาสน์มีคำรับรองความปลอดภัยอะไรหรือไม่ ถ้าไม่มีข้าน้อยจะได้มีข้ออ้างปฏิเสธ"

      "มี...เสนาฯขวาเกาเว่ยและองค์ชายไท่ซีเป็นผู้ให้คำรับรอง"

      "ฮึๆ..ไม่น่าเชื่อว่าหัวของข้าน้อยกลับมีค่ามากมายปานนี้ ช่างเป็นเกียรติและภาคภูมิใจยิ่งนัก"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

      ค่ายทัพต้าเว่ย

      "ในสาสน์ที่ส่งมา ทางหยวนตอบตกลงแล้วใช่หรือมัน ท่านเกาเว่ย"

      "พะยะค่ะ เพียงแต่ ฮึๆ...."

      "เพียงแต่อะไรท่านเกาเว่ย ไหนดูซิ"

      ทันทีที่มีสาสน์จากหยวนส่งมาถึงมือเสนาฯขวาเกาเว่ย เมื่อรับทราบเนื้อหา ก็มาปรึกษาเรื่องที่อีกฝ่ายเรียกร้องเกี่ยวกับสถานที่กับแม่ทัพเฉินเยี่ย ขณะที่กำลังพูดคุยกัน องค์ชายไท่อี้และองค์ชายไท่ซี ครั้นทราบเรื่องก็รีบมาสบทบที่กระโจมกลางทันที เมื่อมาถึงองค์ชายไท่ซีก็ทรงตรัสถามเพื่อทราบผลลัพธ์ พอรู้ว่าทางหยวนตอบตกลง ก็ทรงพลุ่งพล่านดีใจจนไม่ได้ยินถ้อยคำต่อไปและท่าทางของเกาเว่ยเลย  มีเพียงองค์ชายไท่อี้ที่ทรงไม่ให้ความสำคัญกับการประลองปัญญาในครั้งนี้ เมื่อเห็นท่าทีของเกาเว่ยที่คล้ายกับเจอสิ่งใดที่ดูถูกใจเป็นอย่างยิ่ง ก็ทรงรู้สึกสนพระทัยขึ้นก่อนจะหยิบสาสน์ขึ้นมาดู เท่านั้นเองจากนิ่งเฉยก็กลับกลายเป็นฟืนเป็นไฟในทันที

      "เฮอะ! นางคิดว่านางเป็นใคร ถึงกล้ากล่าวคำเขื่องโขปานนี้"

      "อะไร ท่านพี่ ไหน....ฮืม...."

      เห็นท่าทางที่อย่างกับจะกินเลือดกินเลือดผู้คนทุกคนขององค์ชายไท่อี้ ทำให้องค์ชายไท่ซีทรงหันมาสนพระทัย จึงได้ฉวยเอาสาสน์มาอ่านดูต่อ ก่อนจะคลี่ยิ้มที่มุมปาก

      "อะ..อะไรกัน ทำไมทุกคนถึงได้นิ่งเฉยไม่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนต้าเว่ย หรืออย่างน้อยก็แทนท่านเกาเว่ยบ้าง"

      "แล้วทำไมกระหม่อมต้องเป็นอย่างที่ทรงตรัสด้วยพะยะค่ะ"

      "ท่านยังกล่าววาจาดั่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ได้อีก นางสบประมาทตัวท่านและต้าเว่ยขนาดนี้แล้ว ท่านยังจะ....ฮึย..."

      "ท่านพี่ก็ทรงพระทัยเย็นลงบ้าง ก็น่าจะรู้ว่านางจงใจยั่วยุ ถ้าใครๆแสดงท่าทีเช่นท่านพี่ก็มิต่างกับหลงกลติดกับที่นางวางไว้นะสิ"

      "หึ..ต่อให้ข้าฟาดงวงฟาดงามากกว่านี้ ก็หาได้มีอะไรเสียหายไม่ ทั้งยังสมควรด้วยเหตุและผลด้วย"

      เหตุที่องค์ชายไท่อี้แทบอยากจะทรงฉีกสาสน์ให้เป็นชิ้นๆนั้น ก็เพราะในสาสน์มีประโยคหนึ่งที่เขียนไว้ว่า 

      'ข้าน้อยหลี่เหมยฮวานับว่าได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งจากท่านเสนาฯขวาเกาเว่ย ในฐานะที่ทั้งท่านเสนาและข้าน้อยต่างก็เป็นผู้ใฝ่หาในความรู้ ย่อมไม่ทิ้งโอกาสอันดีงามที่จะได้พบปะสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ตามประสาของผู้ที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน ส่วนการประลองปัญญานั้นหลังจากพูดคุยค่อยเอ่ยอ้างถึง'

      ความหมายที่ต้องการสื่อก็คือ นางยอมมาพบเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นคนในวงการเดียวกัน ส่วนจะประลองด้วยหรือไม่นั้น คงต้องดูว่าท่านมีความสามารถพอที่จะทำให้นางยอมลดตัวลงมาประลองด้วยได้หรือไม่

      นี้เองที่ทำให้องค์ชายไท่อี้ถึงกับควันออกหู ตั้งแต่ที่เหมยฮวาได้รับสาสน์ท้าประลองปัญญา ก็ทราบในทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการหยั่งดูความตื้นลึกหนาบางของตน การประลองเป็นเพียงข้ออ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งสาสน์ท้าประลองไปยังตึกสังกัดกลาโหมที่เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางที่เป็นบัญฑิต เพื่อให้ตนไม่มีทางบอกปัดได้ ส่วนผลไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ทางต้าเว่ยก็ไม่ใส่ใจ แต่ถ้าชนะถือว่าได้กำไร เพราะจะโยกคลอนความเชื่อมั่นที่เหล่าทหารและเหล่าชาวเมืองหยวนมีต่อนางลง

      หลังจากครุ่นคิดวิธีการรับมือ ก็ได้ร่างข้อความนี้ขึ้นมา ก่อนจะให้เหล่าขุนนางได้อ่านผ่านตา ซึ่งทุกคนต่างยกนิ้วให้กับนาง แม้ว่าขุนนางและบัณฑิตทั่วทั้งแคว้นหยวนจะเชิดชูว่านางมีสติปัญญาเป็นเลิศที่สุดในแคว้นหยวน แต่ใครบ้างจะไม่หวั่นใจ เพราะเสนาฯขวาเกาเว่ยก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เป็นตัวจักรสำคัญ ในการวางกลยุทธ์ให้กับต้าเว่ยจนสามารถกลืนกินทั้งห้าแคว้น สติปัญญาที่มีย่อมมิอาจดูแคลนได้ แต่ทว่าวิธีการรับมือของเหมยฮวาก็เหนือชั้นขึ้นไปอีก ด้วยไม่ต้องเสี่ยงกับผลแพ้ชนะ ทั้งยังได้สะกดข่มอีกฝ่ายไปในตัว โดยที่ไม่ทำให้การบอกปัดการประลองไม่ได้ทำให้ผู้บอกปัดดูขลาดเขลาและด้อยค่าลงเลยเพียงนิดเดียว

      "กำหนดขึ้นวันไหน ข้าจะไปด้วย"

      "ไม่ได้องค์ชาย พระองค์ทรงเป็นถึงรัชทายาทของต้าเว่ย กระหม่อมไม่มีทางเสี่ยงยอมให้พระองค์ไปอย่างแน่นอน"

      จู่ๆองค์ชายไท่อี้ก็ตรัสโพล่งออกมา พอได้ยินแม่ทัพใหญ่เฉินเยี่ยก็ถึงคอแข็งขึ้นมาทันที ก่อนจะกล่าวห้ามปราม ทว่าองค์ชายไท่ซีที่เคยถูกปฏิเสธไม่ให้ไปด้วยในครั้งก่อน เพราะทุกคนต่างไม่เห็นชอบที่จะให้ไปเสี่ยง ซึ่งรวมถึงองค์ชายไท่อี้ด้วยที่เคยห้ามปราม ทว่าตอนนี้กลับเปลี่ยนความตั้งใจโอกาสงามเพียงนี้มีหรือที่องค์ชายไท่ซีจะปล่อยให้หลุดลอยไป

      "อืม..ในความเห็นของข้า นี้หาใช่กิจการของทางกองทัพไม่ เพราะฉะนั้นท่านแม่ทัพเฉินย่อมมิอาจออกคำสั่งได้ ทั้งอีกฝ่ายเป็นเพียงอิสตรียังกล้าออกมา ใยผู้ชายอกสามศอกเช่นข้าและ 'ท่านพี่' จะต้องกลัวด้วย

      "ใช่ น้องข้ากล่าวได้ถูกต้อง ถ้าข้าไม่ไปด้วยเพียงเพราะหวาดกลัวในสตรีนางหนึ่ง หากมีคนรู้เข้าข้ายังจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"

      "ถูกแล้วท่านพี่ อย่าให้ใครมาว่าได้ว่า รัชทายาทต้าเว่ยเราเกรงกลัวแม้แต่สตรีตัวเล็กๆได้"

      "น้องข้ากล่าวได้ถูกต้องยิ่ง พวกท่านอย่าได้ห้ามข้าอีกเลย ถึงอย่างไรข้าก็จะไปให้ได้"

      องค์ชายไท่ซีจงใจเน้นคำว่า ท่านพี่ เพื่อกระตุ้นเสด็จพี่ของพระองค์ให้ทรงหาทางไปด้วยให้ได้ เมื่อนั้นพระองค์ก็จะมีข้ออ้างเพื่อใช้ในการขอติดตามเสนาฯขวาเกาเว่ยไป

      'เฮ่อ องค์ชายไท่ซีก็ช่างทรงเป็นไปได้ นี้คงหวังจะทรงหาข้ออ้างไปด้วยล่ะซิไม่ว่า ยิ่งองค์ชายไท่อี้ทรงถูกยุขึ้นง่ายเสียด้วยสิ'

      แม่ทัพเฉินเยี่ยถึงกับเหนื่อยหน่ายที่องค์ชายไท่ซี ทำมาเป็นกล่าวอ้าง ทว่าคำกล่าวอ้างที่ตรัสออกมาไม่ต่างจากราดรดน้ำมันลงบนกองไฟเลยซักนิด ก่อนจะหันไปมองทางสนาฯขวาเกาเว่ยให้ ช่วยเหลือ เพราะถ้าจะให้ตนพูดค้านกับองค์ชายไท่ซี คงต้องรอให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกเสียก่อนถึงจะชนะได้ แต่เกาเว่ยก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อนๆ เพราะถ้าต้องให้พูดค้านองค์ชายไท่ซียังพอทำได้ แต่กับองค์ชายไท่อี้ที่ทรงดื้นรั้นจนไม่ยอมฟังเสียงใคร เกาเว่ยก็อับจนแล้วด้วยคำพูด สุดท้ายจึงได้ยอมให้องค์ชายไท่อี้ไป และก็ไม่ผิดอย่างที่แม่ทัพเฉินเยี่ยคาด องค์ชายไท่ซีก็ทรงขอติดตามไปด้วยอีกพระองค์








       ปล.นิดเดียวเกือบถึง ฮิๆ ขออภัยตัวพอดีหน้ากระดาษหมดก่อนนะครับ อุๆๆ ไว้บทต่อไปล่ะกัน ที่ทั้งสามจะเจอกัน ฮี่ๆๆ บทนี้ใช้อธิบายในประเด็นที่ผูกไว้ ก่อนจะฝากไว้อีกหนึ่งประเด็น ให้ตัวเอกได้เพลียกันต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

23 ความคิดเห็น

  1. #1438 มุกฝืด (@tat9559) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2557 / 11:35
    ไท่ซีๆ ไท่ซีๆ น่ารัก
    #1438
    0
  2. #1228 ROOM333 (@garnet-t) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2557 / 14:58
    จบศึกแย่งเมือง อย่าบอกว่าเป็นศึกชิงนางนะ แต่อยากให้นางเอกเลือกคนที่รักด้วยตัวเองจัง
    #1228
    0
  3. #1051 yukai (@yukai) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 กันยายน 2557 / 13:43
    รอต่อไปค่ะ
    #1051
    0
  4. #1001 โหล่วโล้ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 10 กันยายน 2557 / 08:01
    ตกลงองค์ชายไท่ซีเป็นพระเอกหรือคะ
    #1001
    0
  5. #998 itself (@penumbra) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กันยายน 2557 / 22:49
    อยากจะกรี๊ดให้ลั่นดีจริง

    ไหงทำกะเราแบบนี้อ่ะ

    ใจร้ายง่ะ

    ตอนหน้าขอเบิ้ล2เลย

    ฮุฮุ

    ไถ่โทษน๊ะ





    สุ้ๆคร่า
    #998
    0
  6. #997 คอกำลังภายในจ้า (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กันยายน 2557 / 10:20
    แซ่บกว่าส้มตำปูปล้าร้าพริก20เม็ดซะอีก

    แซ่บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหวาดเสียว เสียวไส้

    ต่ืนเต้น ลุ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเป็นอะไรที่น่าลองลิ้ม
    #997
    0
  7. วันที่ 8 กันยายน 2557 / 00:21
    อยากอ่านตอนต่อไปอ่ะ เหล่าองค์ชายจะหลงเสน่ห์นางเอกเราหรือป่าวน้าาา อิอิ รอติดตามจ้าาา
    #995
    0
  8. #993 ยัยบ๊อง555 (@Yai_bong555) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 8 กันยายน 2557 / 00:07
    กรี๊ดดดกร๊าดดดด

    เก๊าอยากอ่านต่อแย้ววววอ่าาา
    #993
    0
  9. #991 พัทธนันท์ (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 23:14
    ค้าง อะ ดิ มาอัพไวๆๆ นะครับ ชิ

    ชอบอ่าน สนุกดี การคิดอ่านได้หลายแง่ดี น่าลุ้นและน่าติดตาม ออกมาเป็นหนังสือไวๆๆๆนครับ
    #991
    0
  10. #990 กิมจู (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 22:47
    สนุกมากค่ะ มาอัพเรวนะ
    #990
    0
  11. #989 ~Nu'Bee~ (@babybebee) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 22:41
    ว้าวๆๆๆ จะได้เจอกันแล้ววว ตื่นเต้นๆๆ
    #989
    0
  12. #986 เเพรว (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 20:51
    สนุกมาก
    #986
    0
  13. #985 รุ้งวลี (@lugvle) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 20:38
    จะไผว้กันแล้ว ตื่นเต้นแทบรอตอนต่อไปไม่ไหว
    #985
    0
  14. #984 สรวงแห่งแสง (@zo-chi-eye) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 20:32
    เหมยฮวาาาาาา



    เธอแน่มากกกกกก



    เจอเจ้าองชายเมื่อไร ใส่ให้ยับเลย เจ๊มั่นไส
    #984
    0
  15. วันที่ 7 กันยายน 2557 / 20:30
    จัดไป!!  เอาให้ฝ่ายนู้นอ้าปากค้างในความงามและสติปัญญาไปเลย
    #983
    0
  16. #981 Phirena (@phirena) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 19:28
    อร๊ายยยย ตื่นเต้นๆ อยากอ่านต่อไวๆ ขอให้พวกองค์ชายหลงรักนางเอกเถอะ รอพระเอกมานานแล้ว ยังหาไม่เจอสักที555
    #981
    0
  17. วันที่ 7 กันยายน 2557 / 18:58
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ค้างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
    #980
    0
  18. #978 Nutthawut Sommith (@437892) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 18:17
    ไฝว้เลย เหมยฮวา รอตอนต่อไปคร้าบบ
    #978
    0
  19. #977 yuechan (@yuechan) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 18:13
    ยัยหนู งานนี้ต้องหาตัวช่วยแล้ว
    #977
    0
  20. #976 rukna (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 17:57
    กำลังจะได้พบหน้ากันแล้วค๊า >,.< อิ อิ จะสนุกสนาน โหด มัน ฮา ขนาดไหน เราจะรอติดตามตอนต่อไปปป.......
    #976
    0
  21. #975 คุณหนูวาซาบิ (@sakunpapha) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 17:17
    ไรท์มาลงเร็วๆนะคะ กำลังลุ้นเลย ต้องเอาให้พวกต้าเว่ยหงายเงิบไปเลย อยากให้ถึงตอนเจอกันแล้วอะ
    #975
    0
  22. #974 สุกัญญา (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 16:50
    ว้าวๆจะเผชิญหน้ากันแล้วไรท์รีบมาลงนะค่ะมันค้างค่ะ แล้วก็ขอบคุณนะค่ะสำหรับนิยายดีๆต้องบอกว่ามีครบทุกรสชาดเลยที่สำคัญไรท์เก่งจังเลยค่ะที่สามารถเอาสาระความรู้มาผสมผสานกันลงไปหมดพูดง่ายๆสนุกค่ะ
    #974
    0
  23. #973 yaya (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 กันยายน 2557 / 16:48
    ว้าวๆจะเผชิญหน้ากันแล้วไรท์รีบมาลงนะค่ะมันค้างค่ะ แล้วก็ขอบคุณนะค่ะสำหรับนิยายดีๆต้องบอกว่ามีครบทุกรสชาดเลยที่สำคัญไรท์เก่งจังเลยค่ะที่สามารถเอาสาระความรู้มาผสมผสานกันลงไปหมดพูดง่ายๆสนุกค่ะ
    #973
    0