guaoza
ดู Blog ทั้งหมด

ตัวคันจิภาษาญี่ปุ่น

เขียนโดย guaoza
Used Dirt BikeWho Invented The Dirt BikeX15 Pocket BikeYamaha Dirt BikeDirt Bike MechanicDirt Bike RampsFolding Mountain BikeGary Fisher Mountain BikesIndian Dirt BikeLow Cost Recumbent Bike TrikeMini Dirt BikesMonster Energy Dirt BikeMountain Bike TrailsPit Bike RacingRupp Mini BikeStationary Exercise BikesStreet Legal Dirt BikesX1 Pocket Bike ManualX7 Pocket Bike Frame24 Inch Mountain BikeCarbon Road BikesDirt Bike AccessoriesMini Moto Dirt BikeMini Pocket BikesMountain Bike SaleSuper Pocket Bikes In Phoenix950 Dirt BikeBmx Racing BikesCustom Painted Street BikesDiamondback Wildwood BikesIronman Recumbent BikeNext Mountain BikePit Bikes At Low CostRaleigh Mountain BikeUsed Pocket BikesWomen'S Mountain Bikes29er Mountain Bikes80cc Dirt BikesCheap Dirt Bikes Around 200 DollarsDirt Bike BootsDirt Bike TiresDirt Bike TrailerDirt Bike WrecksHardtail Mountain BikesInformation On Dirt BikesMountain Bike Accessories StoreMountain Bike HelmetRepoed Street Bikes For SaleSchwinn Electric BikeVertical Mountain BikeVintage Mini BikeWeslo Pursuit Exercise BikeBest Exercise BikesBonanza Mini BikeCheap Mountain BikesCustom Mini BikesDiamondback Mountain BikesDirt Bike Air FiltersDirt Bike Coloring PagesDirt Bike Flag HolderDirt Bike ManiaDirt Bike StandDirt Bike TricksDoodle Bug Mini BikeElectric Bike MotorsFit Bmx BikesGiant Mountain BikeMaking Dirt BikesMini Bike Chain GuardMini Bike KitMongoose Dxr Mountain BikeOld Schwinn BikesRoad Bikes For SaleSchwinn Stationary BikesSingle Speed Mountain BikeSpecialized Road BikesTen Best Mountain Bike BrandsWeslo Exercise BikeWorlds Smallest Pocket BikesYamaha Street Bikes110 Dirt BikesBmx Race BikesDirt Bike JumpingDirt Bike Riding GearDirt Bike RimsDirt Bike WreckDirt Bikes JumpingElectric Bike ConversionFox Mini BikeFreestyle Bmx BikesFull Suspension Mountain BikeHonda 250 Dirt BikesHow To Mod Ur Pocket BikeMagna Mountain BikesMerlin Mountain BikesMini Bike TiresMini Bikes For SaleMountain Bike RacingMountain Bikes UsedPro Pit BikeBlogBlogBlogBlogBlog
ตัวคันจิภาษาญี่ปุ่น
เรียนรู้ ตัวคันจิกานครับ
คัน ความหมาย และ ที่มา 漢字 จิ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ถ้าต้องการเก่งภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะการอ่าน เขียน ต้องรู้มีความรู้ตัวคันจิ เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือ มีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ใช้เวลาหลาย ๆปี ก็ยังจดจำคันจิ ได้ไม่ถึง สองร้อยตัว จากคันจิที่ต้องรู้ 1,945 ตัว บางคนถึงกับท้อแท้ สิ้นหวัง ยอมแพ้ไปเลยก็มี

สำหรับคนไทยแล้ว การจดจำตัวอักษร ในภาษาอื่นเช่น ภาษาอังกฤษ 26 ตัว กลายเป็นของเด็กเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับ การต้องจดจำ คันจิ เกือบสองพันตัว แต่ควรรู้ไว้ว่า ไม่มีปาฎิหารย์ใดๆ ในการเรียนภาษาญี่ปุ่น ท่านต้อง ใช้ความอดทน ฝีกฝน ไม่ย่อท้อ เท่านั้น เพราะอักษรคันจิ นั้น แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังยอมรับว่ายาก

จริง ๆแล้ว ปัญหาดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจาก ความสลับซับซ้อนของระบบการเขียนตัวคันจิ ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเกิดจาก วิธีการเรียนที่ไม่ถูกต้อง คือโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเรียน คันจิ หลับหูหลับตา ท่องจำอย่างเดียว ลองคิดดูว่า ตัวคันจิตัวหนึ่ง อาจมีสิบ ยี่สิบกว่าขีด อาศัยการท่องจำอย่างเดียว โดยไม่รู้ที่มา ไม่รู้รากศัพท์ ย่อมก่อความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และล้มเหลวในที่สุด

การเรียนตัวคันจิ ในช่วงเริ่มแรก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง ทำความเข้าใจเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของระบบการเขียน ระบบนี้เสียก่อน นั่นก็คือ ระบบนี้เกิดจากการวาดภาพของคนโบราณ เรียกว่า อักษรภาพ ซึ่งเป็นระบบการเขียนที่ต้องอาศัย รูปร่างของตัวหนังสือ มาแสดงความหมาย นี่คือการชี้แจงให้ผู้เรียน มองเห็นภาพรวมก่อน จะได้จับจุดและเดินถูกทาง หลังจากนั้น ควรค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นจากตัวหนังสือเดี่ยว หรือส่วนประกอบที่ใช้บ่อย เพราะว่าส่วนใหญ่สามารถหาอักษรภาพโบราณมาอธิบายได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน เกิดความรู้สึกสนใจและสนุก จีงเรียนรู้และท่องจำตัวหนังสือได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตัวคันจิที่ดูสลับซับซ้อนก็จะไม่น่าปวดหัว หรือน่าสพรึงกลัวสำหรับผู้เรียนอีกต่อไป

การเรียนรู้บนพื้นฐานแห่งความเข้าใจนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ ตามวิถีธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และมีความสุขในการเรียนรู้ด้วย ที่สำคัญ ตัวหนังสือเดี่ยวกับส่วนประกอบที่ใช้บ่อยมีจำนวนค่อนข้างจำกัด มีอยู่ไม่มากนัก แต่ถูกนำไปใช้ในตัวหนังสือผสมอย่างกว้างขวาง จึงเป็นพื้นฐานและด่านแรกในการเรียนตัวคันจิ

เว็บไซท์ "คันจิ ความหมายและที่มา" ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ เกิดจากแนวความคิดดังกล่าว มีผู้เรียนจำนวนมากเคยใช้ได้ผลมาแล้วเป็นอย่างดี และดูเหมือนเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธี ที่สามารถช่วยให้ เรียนรู้ระบบการเขียนของอักษรคันจิ ได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เว็บไซท์นี้ ได้รวบรวม รากศัพท์ของอักษรคันจิ (หรือ ที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า "บุชุ") จำนวน 218 ตัว รวมกับ อักษรคันจิ พร้อมกับที่มาและความหมาย จำนวน 1,945 ตัว โดยแสดงในรูปแบบตาราง ซึ่งเป็นรูปแบบที่คิดค้นขึ้นมา เพื่อช่วยให้เรื่อง ยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องง่าย จึงเหมาะกับผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น ทุกระดับ โดยมีข้อแนะนำในการเรียนดังนี้

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น ท่านไม่ต้องอ่านเว็บไซท์นี้รวดเดียวจบ ขอแนะนำให้ใช้ เว็บไซท์นี้ คู่กันไปกับตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ท่านใช้อยู่ หลังจากที่ท่านได้เรียนตัวอักษรใหม่แล้ว ให้หาตัวอักษรดังกล่าว หรือส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง ในเว็บไซท์นี้ จะได้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และยังช่วยขยายผลได้อีกด้วย ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง ท่านก็จะเริ่มคุ้นเคย กับตัวอักษรคันจิตามวิธีธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นดีพอสมควร สามารถอ่านเว็บไซท์นี้รวดเดียวจบได้ เชื่อว่าจะช่วยให้ท่านเข้าใจตัวอักษรคันจิดีขึ้น ในอีกระดับหนึ่ง จนกลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่รู้จริง สำหรับระบบการเขียนของอักษรคันจิ

สำหรับครูบาอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น เมื่ออ่านเว็บไซท์นี้ จบแล้ว ท่านสามารถเข้าใจตัวอักษรคันจิอย่างเป็นระบบ เสร็จแล้วนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ ในงานสอนภาษาญี่ปุ่นของท่าน รับรองว่า จะได้เห็นผลที่ต่างกัน ราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับวิธีให้นักเรียนท่องจำเส้นขีดของตัวอักษร อย่างเดียว ท่านจะได้ไม่ต้องกินยาแก้ปวดหัวเนื่องจากลูกศิษย์มีอาการเบื่อ อักษรคันจิถึงขั้นรุนแรง ขอเรียนว่า การบอกอักษรภาพให้นักเรียนรับรู้นั้น เป็นยาวิเศษขนานแท้ สำหรับนักเรียน ที่เพิ่งเริ่มเรียน ภาษาญี่ปุ่นเลยที่เดียว

สิ่งที่เว็บไซท์นี้ช่วยได้ คือลดความยากในการเรียนอักษรคันจิ ลงมา ก็คือ การทะลายกำแพงของความ ไม่คุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มคุ้นเคย จำได้ว่า อักษรนั้นๆ มีที่มาอย่างไร เราก็จะรู้สึก ว่าง่ายขึ้นในการจดจำ และเมื่อเราจดจำได้ตัวหนึ่งแล้ว ก็จะสามารถสร้าง ความเชื่อมโยง ไปยังอักษรตัวอื่นๆ ที่ตามมา วิธีนี้ก็จะช่วยให้การเรียนภาษาญี่ปุ่นสนุกยิ่งขึ้น

ขออวยพรให้ทุกท่าน จงมีความสุขในการเรียนการสอนภาษาญี่ปุ่น และขอให้บรรลุผลดั่งที่ตั้งใจไว้


ประวัติอักษรคันจิ


คำว่า "คันจิ" แปลว่า "อักษรของชาวฮั่น (ซึ่งก็คือชาวจีนนั่นเอง)" เป็นตัวอักษรที่ญี่ปุ่นยืมมาจากจีน (ยืมแล้วไม่คืน คือยืมตลอกกาล) ที่ว่ายืมนั้น เป็นการยืมมาทั้ง 1 รูปแบบตัวอักษร, 2 ความหมาย และ 3 เสียงอ่าน
มีหลักฐานว่าชาวจีนประดิษฐ์อักษรคันจิขึ้นครั้งแรกในบริเวณ อารยะธรรมลุ่มน้ำหวงโหว หรือลำน้ำเหลือง (Yellow river) ประมาณ 2,000 ปีก่อน คริสตกาล หรือ กว่า 4,000 ปีมาแล้ว ในยุคนี้มีการพบอักษรคันจิ กว่า 3,000 ตัว แกะสลักบนกระดองเต่า หรือกระดูกสัตว์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทำนายทายทักโชคชะตา
ในระยะแรกของการประดิษฐ์อักษร มักเป็นรูปแบบ ที่ใช้เป็นรูปภาพ ,เครื่องหมาย อย่างง่ายๆ เรียกว่า Simple Pictographs 象形文字 (โชเคโมจิ) ต่อมาก็ได้เพิ่มความซับซ้อน และมีลักษณะที่เป็นนามธรรม มากขึ้นเป็นลำดับ
จากอักษรรูปภาพอย่างง่าย มีการพัฒนานำเอกอักษรภาพอย่างง่าย หลายตัวมาประกอบกันขึ้นเป็นอักษรใหม่ เรียกว่า อักษรสัญญลักษณ์ (Symbolic Character 指示文字 ชิจิโมจิ) หรือ อักษรแสดงความหมาย (Ideographs 会意文字 ไคอิโมจิ )

อักษรคันจิได้ถูกนำมาใช้ใน ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ประมาณ คริสตศตวรรษที่ 3 หรือประมาณ สมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน นั่นเป็นเหตุให้อักษรคันจิมีความหมายว่า "อักษรของชาวฮั่น" (ถึงแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว อักษรคันจิถูกประดิษฐ์ขึ้นก่อนยุคราชวงศ์ฮั่นก็ตาม) ในยุคนั้น ญี่ปุ่นยังไม่ปรากฎภาษาเขียน มีแต่เพียงภาษาพูดเท่านั้น การนำอักษรคันจิมาใช้จึงทำให้ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาภาษาเขียนขึ้นได้ นอกจากนั้นยังทำให้ภาษาญี่ปุ่นมีความหลากหลายมากขึ้น เปรียบเทียบได้กับที่ ภาษาอังกฤษยืมภาษาลาตินมาใช้ หรือ ภาษาไทย ยืมภาษาสันกฤตมาใช้นั่นเอง



จำนวนอักษรคันจิ

เมื่อปี 1972 สมาคมมาตรฐานอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (Japan Industrial Standard) ได้ประมวลอักษรคันจิที่ควรรู้ไว้กว่า 6,000 ตัว ซึ่งถือเป็นความรู้ระดับสูง ส่วนคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆนั้น นับได้ประมาณ 3,000 ตัว

ในปี 1982 กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น ได้ กำหนด ชุดของอักษรคันจิที่เรียกว่า อักษรคันจิที่ใช้ประจำ (Permanent Use Kanji 常用漢字 "โจโยคันจิ") ไว้มีจำนวน 1,954 ตัว โดยแบ่งเป็น คันจิในระดับประถม 996 ตัว ตาม ความยากง่ายดังนี้ ประถม1=76 ตัว ประถม2=145 ตัวประถม 3=195 ตัว ประถม4=195 ตัว ประถม5=195  ตัว และ ประถม6=190  ตัว ส่วนที่เหลืออีก 949 ตัว เป็นระดับมัธยม

เราจะพบ "โจโยคันจิ" 1,954 ตัว นี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากเป็นอักษรคันจิที่ใช้บ่อย กล่าวกันว่า หากรู้จักมากถึง 1,000 ตัวแรก ก็จะครอบคลุมคันจิที่ใช้ในหนังสือพิมพ์ได้ถึง 90% ทีเดียว



ประเภทของอักษรคันจิ

เมื่อเริ่มแรกที่มีการผลิตพจนานุกรม ภาษาจีนขึ้นเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 2 อักษรคันจิแบ่งออกได้เป็น 6 แบบ คือ

1. อักษรรูปภาพ (Pictograph 象形文字 โชเคโมจิ) เป็นอักษรที่แสดง สถาพทางกายภาพของวัตถุอย่าง ง่ายๆ เช่น อักษร ต้นไม้ 木

,แม่น้ำ 川 ,ภูเขา 山 , ปาก 口 

2. อักษรแสดงสัญญลักษณ์ (Symbolic 指示文字 ชิจิโมจิ) เป็นอักษรที่ใช้แทนการบรรยาย สภาพสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างง่าย เช่น อักษร

ขี้น 上 , ลง 下 ,การหมุน 回

3. อักษรความหมาย (Ideographs 会意文字 ไคอิโมจิ )เป็นอักษรที่ใช้ในการแทนความหมาย มักเกิดขึ้นจากการนำเอาอักษรภาพสองตัวขึ้นไปมาผสมกัน แล้วเกิดเป็นอักษรใหม่ เช่น

ต้นไม้ 木+ต้นไม้木  =林 ป่าโปร่ง

ดวงอาทิตย์日+ ดวงจันทร์月  = 明 สว่าง

คน イ+ ต้นไม้木  = 休 การพักผ่อน

ภูเขา山 + ขึ้น上 +ลง下 =峠 ช่องเขา

4.อักษรกึ่งพ้องเสียง-กึ่งความหมาย (Phonetic-Ideograph or Semasio-Phonetic 形声文字 เคเซโมจิ) เป็นอักษรที่ประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่สื่อความหมาย ส่วนหนึ่ง และ ส่วนที่แสดงเสียง อีกส่วนหนึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นอักษรใหม่ เป็นอักษรประเภทที่มีจำนวนมากที่สุด กว่า 85% ของอักษรคันจิ จัดเป็นอักษรประเภทนี้ ซึ่งยุ่งยาก น่าปวดหัวมากที่สุด

ตัวอย่างเช่น

อักษร การริน 注 (อ่านว่า "จู") เกิดจากการผสม ระหว่าง ส่วนที่สื่อความหมาย น้ำหรือของเหลว 氵 กับ ส่วนที่พ้องเสียง 主 (อ่านว่า "จู" เหมือนกัน)

จะเห็นได้ว่า ส่วนแรกคือน้ำ 氵 ใช้สื่อความหมาย ของสิ่งที่เป็นของเหลว เพราะคำว่าริน เราใช้กับของเหลวเท่านั้น ส่วนที่สอง คือ 主 "จู" เป็นส่วนที่ใช้แทนเสียง



อักษร ยุง 蚊 (อ่านว่า "บุง") เกิดจากการผสมระหว่าง ส่วนที่สื่อความหมาย แมลง 虫 กับ ส่วนที่พ้องเสียง 文 (อ่านว่า "บุง" เหมือนกัน)

จะเห็นได้ว่า ส่วนแรกคือแมลง 虫 ใช้สื่อความหมาย ของคำว่ายุง เพราะว่ายุงจัดเป็นแมลงประเภทหนึ่ง ส่วนที่สอง คือ 文 "บุง" เป็นส่วนที่ใช้แทนเสียง

5.อักษรที่ยืมความหมายมาใช้ (Characters of borrowed meaning and pronunciation 転注文字 เทนจูโมจิ) เป็นอักษรที่ความหมาย หรือการออกเสียง ถูกยืมมาใช้ เช่น อักษร การถือครอง 占 ในความหมายเดิมหมายถึงการทำนายทายทัก

6.อักษรยืมเสียง (Phonetically borrowed characters 仮借文字 คะชาคึโมจิ) เป็นอักษร ที่เสียงถูกยืมมาใช้เพื่อประกอบเป็นความหมายใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับความหมายดั้งเดิมแต่อย่างใด เช่น อเมริกา 亜米利加 ( อะ เมะ ริ คะ A-me-ri-ka)



ปัญหาในการอ่านอักษรคันจิ

ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า คำว่า "คันจิ" แปลว่า "อักษรของชาวฮั่น (ซึ่งก็คือชาวจีนนั่นเอง)" เป็นตัวอักษรที่ญี่ปุ่นยืมมาจากจีน ที่ว่ายืมนั้น เป็นการยืมมาทั้ง 1 รูปแบบตัวอักษร, 2 ความหมาย และ 3 เสียงอ่าน

ในส่วนของ 1 และ 2 คือการยืม รูปแบบตัวอักษร และความหมาย มาใช้นั้น ยังคงเหมือนภาษาดังเดิม คือ ภาษาจีน ดังนั้น ถ้าเรานำตัวอักษรคันจิให้คนจีน หรือ คนไต้หวันดู เขาจะรู้ความหมายเข้าใจตรงกับ คนญี่ปุ่น ได้โดยไม่ยาก
ที่พิสดารน่าปวดหัวคือข้อที่ 3 เสียงอ่าน... ส่วนของเสียงอ่านที่ญี่ปุ่นยืมมานั้น เป็นเสียงอ่านแบบ ภาษาจีนกลาง หรือก็คือ ภาษาแมนดาริน ซึ่งถ้ายืมมาใช้ตรงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร.. แต่ที่ทำให้ปวดหัวมีอยู่สองถึงสามประเด็นคือ
ญี่ปุ่นออกเสียงภาษาจีนกลาง ที่ยืมมานั้น ตรงๆ ไม่ได้...จึงได้ทำการดัดแปลงเสียงอ่านภาษาจีนกลางนั้นให้เข้ากันได้กับลิ้น ของตนเอง ในทางภาษาศาสตร์ เรียกเสียงอ่านแบบนี่ว่า "เสียงอ่านแบบจีน (On-yomi 音読み)" ซึ่งถ้าพูดอย่างเคร่งครัดก็ต้องเรียกว่า "เสียงอ่านแบบจีน-สำเนียงเป็นญี่ปุ่น" ซึ่งพจนานุกรมจะแสดงด้วยอักษรคาตาคานะ อาจกล่าวได้ว่า อักษรคันจิทั้งหมดเข้ามาในญี่ปุ่นพร้อมกับเสียงอ่านตามภาษาจีนกลาง ที่ผิดเพื้ยนไปจาก เสียงอ่านเดิม เนื่องจากถูกปรับให้เข้ากับระบบเสียงภาษาญี่ปุ่น
อักษรคันจิหลาย ๆตัวมี "เสียงอ่านแบบจีน (On-yomi 音読み)" มากกว่า 1 เสียง คือเขียนเหมือนกันแต่อ่านได้ 2 หรือ 3 อย่าง ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงอ่านแต่ละเสียง เข้ามาในญี่ปุ่นต่างยุคสมัย ต่างวิธีการ และมาจากต่างภูมิภาคของจีน นอกจากนี้ บางคำยังแตกความหมายออกไป ทำให้เกิดเสียงใหม่ด้วย

ญี่ปุ่นมีการออกเสียงดั้งเดิมของตนเองอยู่ก่อนแล้ว... ก่อนที่จะยืมเสียงอ่านของจีนมาดัดแปลงใช้ ซึ่งเสียงดั้งเดิมนั้นทิ้งไปก็ไม่ได้ เสียงใหม่ก็รับเข้ามา จึงเกิดมีความซับซ้อนขึ้นมา เสียงอ่านแบบดั้งเดิมนั้นในทางภาษาศาสตร์ เรียกว่า "เสียงอ่านแบบญี่ปุ่น (Kun yomi 訓読み) ซึ่งพจนานุกรมจะแสดงด้วยอักษรฮิราคานะ

เคล็ดลับการอ่านอักษรคันจิ
จาการสำรวจพบว่า ส่วนที่พ้องเสียงของ อักษรคันจิ ประเภท ที่ 4 คือ อักษรกึ่งพ้องเสียง-กึ่งความหมาย (Phonetic-Ideograph or Semasio-Phonetic 形声文字 เคเซโมจิ) นั้น แบ่งได้ 3 ประเภทคือ



a) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกัน และมีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ เหมือนกัน เช่น

時、持、寺 อ่านว่า "จิ" เหมือนกันหมด อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 58%

b) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกัน แต่มีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ คล้ายกัน เช่น

อักษร 古 อ่านว่า "โคะ" ส่วนอักษร 苦 อ่านว่า "คึ" อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 33%

c) อักษรคันจิ ที่มี ส่วนที่พ้องเสียง เหมือนกับ จะมีเสียงอ่าน แบบ 音読み องโยมิ ต่างกัน เช่น 

อักษร 十 อ่านว่า "จู" แต่ อักษร 針 อ่านว่า "ชิน" อักษรประเภทนี้ มีอยู่ประมาณ 9%



โครงสร้างของอักษรคันจิ
ถึงแม้ว่าอักษรคันจิ จะมีบางประเภท ที่เข้าใจง่าย เช่น อักษรรูปภาพ หรือ อักษรสัญญลักษณ์ ดังได้กล่าวข้างต้น แต่อักษร เหล่านี้จัดเป็นพวกชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง หนึ่งร้อยตัว ดังนั้น ถ้ามีผู้เรียนภาษาญี่ปุ่น มาบอกท่านว่า อักษรคันจินั้นง่ายมาก ๆ ก็ขอให้รู้ไว้ว่า จริงเป็นบางส่วนเท่านั้น

(อักษรที่ว่าง่ายนั้นจริงๆแล้ว คืออักษร คันจิ ประถมหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เพียง 76 ตัวเท่านั้น)

อักษรคันจิที่เหลือ กว่า 95% จะประกอบด้วยสองส่วนขึ้นไป หนึ่งในสองส่วนนี้ มีส่วนที่เป็นองค์ประกอบหลัก หรือ รากของคันจิ เรียกว่า "บุชุ ー部首 bushu"

"บุชุ" หมายถึงส่วนของคันจิ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายคร่าว ๆของอักษรนั้น ๆ ซึ่งอาจปรากฎอยู่ ข้างซ้าย ข้างขวา บนหรือ ล่าง ของตัวอักษรก็ได้ทั้งสิ้น อักษรคันจิบางตัว เป็น "ราก" หรือ "บุชุ" ด้วยตัวของมันเอง มีการแบ่งกลุ่ม "บุชุ" ของคันจิ มากว่า 3 ศตวรรษแล้ว

การวางตำแหน่งของ "บุชุ" โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 10 แบบ คือ



1.ทางซ้าย (เรียกว่า เฮน หรือ เบน)

เช่น ตัว イ อยู่ทางซ้ายของ 伊、位、依 

2. ทางขวา (เรียกว่า ทสึคุริ หรือ ทซึคุริ)

เช่น ตัว リ อยู่ทางขวาของ 利、 莉、 割

3. ข้างบน (เรียกว่า คัมมุริ)

เช่น  ตัว 宀 อยู่บน 家、寡、字

4. ข้างใต้ (เรียกว่า อาชิ หรือ ชิตะ)
เช่น ตัว 貝 อยู่ใต้ 買、貿、資
5. แขวนอยู่ทางซ้าย (เรียกว่า ทาเระ หรือ ดาเระ)

เช่นตัว 广   แขวนอยู่ทางซ้ายของ 店、庄、床

6.ครอบคว่ำ (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

เช่น ตัว 冂 ครอบอยู่บนตัว 円、同、

7.สอดอยู่ทางซ้าย (เรียกว่า เงียว)

เช่น ตัว 之 สอดอยู่ทางซ้ายของ 進、遠、

8.ครอบทางซ้าย (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

เช่นตัว 匚 ครอบทางซ้ายของ 区、医

9.ประกบสองข้าง (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

เช่นตัว 行 ประกบสองข้าง ของ 術、衛

10.ล้อมรอบ (เรียกว่า คามาเอะ หรือ งามาเอะ)

เช่นตัว 口 ล้อมรอบ 回、因



ความหมายของ "บุชุ" 218 ประเภท



ดังได้กล่าวแล้วว่า องค์ประกอบที่สำคัญของอักษรคันจิ หรือ รากของคันจิ คือ "บุชุ" ซึ่งแบ่งออกได้ เป็น 218 ประเภท แต่ละประเภท เรียงลำดับตาม จำนวนเส้นที่ประกอบเป็น "บุชุ" มีตั้งแต่ 1 ขีด ไปจนถึง 14 ขีด ดังนั้น การที่เรารู้ความหมายของ "บุชุ" ก็จะทำให้เรา เรียนรู้ และ จดจำ ความหมาย ของ อักษรคันจิ ได้ง่ายขึ้น เนื่องจาก "บุชุ" หมายถึงส่วนของคันจิ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความหมายคร่าว ๆของอักษรนั้น ๆ ดังนั้นการที่เรารู้ความหมายของ "บุชุ" ก็เท่ากับว่า เรารู้ความหมายของ อักษรคันจินั้น ๆ ได้โดยคร่าว ๆแล้ว

วิธีอ่านตาราง "บุชุ" ในที่นี้ ตางรางแต่ละช่อง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.อักษรสีฟ้าคือ ตัว "บุชุ" ถัดไปเป็น 2.คำอ่านภาษาญี่ปุ่นแสดงด้วยอักษรฮิราคานะ และท้ายสุดคือ 3.ความหมาย แปลเป็นภาษาไทย





1 ขีด
、てんจุด 一いちหนึ่ง l たてぼうขีดตั้งตรง 乙おつตะขอ
2 ขีด
二にสอง 亠なべぶたฝาปิด 人ひとคน イにんべんคน ルひとあしเด็ก
入いるเข้า 八はちแปด 冂どうかまえครอบ 冖わかんむりหมวก 冫にすいน้ำแข็ง
几つくえเก้าอี้ 凵うけばこกล่อง 刀かたなมีด リりっとうมีด 力ちからกำลัง
勹つつみがまえกระเป๋า 匚はこがまえ กล่อง 匸かくしがまえ ซ่อน 十じゅう สิบ 卜うらないทำนาย
卩わりふแผนก 厂かんだれโรงงาน ムむ รวบ 又また มือขวา
3 ขีด
口くち ปาก 囗くにがまえเวียนล้อม 土つちへん ดิน 士さむらい นักรบ 夊ふゆがしら ขาไขว้
夕ゆうべค่ำ 大だいใหญ่ 女おんなผู้หญิง 子こへんเด็ก 宀うかんむりหลังคา
寸すんนิ้ว 小しょうเล็ก 尢おうใหญ่ 尸しかばねซาก 屮てつรากหญ้า
山やまภูเขา 川かわแม่น้ำ 巛かわลำธาร 工かくみへんงาน 己おのれตนเอง
巾はばへんผ้า 干かんโล่ห์ 幺ようเล็ก 广まだれกว้าง 廴えんにょうไกล
廾こまぬきมือ 弋よくเสา 弓ゆみคันธนู 彡さんづくりประดับ 彳ぎょうにんべんคนคู่
廴しんにょうนั่งเรือ ++くさかんむりหญ้า 阝おおさとหมู่บ้าน 氵さんすいน้ำ 扌てへんมือ
忄りっしんべんห้วใจ
4 ขีด
心こころหัวใจ 戈ほこหอก 戸とかんむりบานประตู 手てมือ 扌てへんมือ
支しにょうตี 攵ほくづくりกระทำ 文ぶんにょうหนังสือ 斗とますถังข้าว 斤おのづくりขวาน
方かたへんจตุรัส 日ひへんตะวัน 曰いわくกระทำ 月つきへんพระจันทร์ 木きへんต้นไม้
欠かけるค้าง 止とめへんหยุด 歹いちたへんเลว 殳るまたอาวุธ 母ははのへんแม่
比くらべるเปรียบเทียบ 毛けขน 氏うじตระกูล 气きがまえอากาศ 水みずน้ำ
火ひへんไฟ 灬れっかไฟ 爫つめเล็บ 父ちちพ่อ 片かたแผ่น
牛うしวัว 牜うしへんวัว 犬いぬสุนัข 示しめすแท่น ネしますへんแท่น
王おうจ้าว 爪つめกรงเล็บ
5 ขีด
玄げんด้าย 玉たまหยก 瓦かわらกระเบื้อง 甘あまいหวาน 生うまれるเกิด
用もちいるใช้ 田たทุ่งนา 疋ひきขา 疒やまいだれป่วย 癶はつかしらสองขา
白しろขาว 皮けがわหนัง 皿さらอ่าง 目めดวงตา 矛ほこへんหอก
矢やへんลูกศร 石いしへんหิน 示しめすแท่น 禾のきへんธัญญาหาร 穴あなかんむりถ้ำ
立たつยืน 罒あみめตาข่าย 旡むにょうเขี้ยว 衤ころもへんผ้า 瓜うりแตง
疋ひきあしพับผ้า
6 ขีด
竹たけไผ่ 米こめข้าว 糸いとด้าย 缶ほときแจกัน 羊ひつじแกะ
羽はねปีก 老おいかんむりชรา 而してเครา 耒すきへんคันไถ 耳みみはんหู
筆ふでづくりพู่กัน 肉にくเนื้อ 自みずからตัวเอง 至いたるถึง 臼うすครก
舌したลิ้น 舟ふねเรือ 艮こんづくりเด็ก 色いろสี 虎とらเสือ
虫むしแมลง 行ぎょうがまえเดิน 衣ころもผ้า 羊ひつじแกะ 西にしตะวันตก
7 ขีด
見みるดู 角かくเขาสัตว์ 言ごんべんวจี 谷たにหุบเขา 豆まめถั่ว
豕ぶたสุกร 豸むじなへんสัตว์ 貝かいเบี้ย 赤あかแดง 足あしขา
身みร่างกาย 車くるまรถ 辛からいลำบาก 辰しんのたつวาระ 酉とりเหล้า
釆のごめสีสรร 里さとへんระยะทางลี้ 臣しnขุนนาง 舛まいあしขาเวที 麦むぎข้าวสาลี
走はしるวิ่ง
8 ขีด
金かねへんทอง 長ながいยาวนาน 門もんがまえประตู 隶れいづくりจับกุม 隹ふるとりนกเขา
雨あめฝน 青あおเขียว 非あらずไม่ใช่ 斉せいบริสุทธิ์
9 ขีด
面めんหน้า 革かわへんหนังสัตว์ 音おとเสียง 頁おおがいหน้าหนังสือ 風かぜลม
飛とぶบิน 食しょくกิน 首くびคอ 香かおりหอม 韋そむくหนังฟอก
10 ขีด
馬うまม้า 骨ほねกระดูก 高たかいสูง 髟かみがしらขนยาว 鬼おにผี
竜りゅうมังกร
11 ขีด
魚うおへんปลา 鳥とりนก 鹿しかกวาง 麻あさปอ 黄きเหลือง
黒くろดำ
12 ขีด
歯はฟัน
13 ขีด
鼓つづみกลอง
14 ขีด
鼻はなจมูก


ความหมายขององค์ประกอบคันจิอื่น ๆ ที่ควรรู้
นอกเหนือจาก "บุชุ" แล้วอักษรคันจิ ยังมีองค์ประกอบ อื่น ที่เราจะพบซ้ำๆ แต่องค์ประกอบเหล่านี้ ไม่ได้จัดเข้าเป็น ประเภท "บุชุ" จึง ไม่มีชื่อเรียก และ ไม่มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีความหมาย และ มีนัย ควรค่าแก่การจดจำ

※ องค์ประกอบอื่น ไม่ใช่ "บุชุ" นี้ บางครั้ง อาจมีหน้าตา วิธีการเขียนเหมือน "บุชุ" ทุกประการ แต่ในกรณีนั้น ๆ มีความหมายต่างกัน และในกรณีนั้น ๆ

ไม่จัดเป็นรากของคันจิที่ใช้แสดงความหมาย จึงไม่เรียกว่า เป็น "บุชุ"



ลักษณะการผสมผสานของอักษรคันจิ

ถ้าเราแบ่งสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นสองประเภท คือ 1. รูปธรรม หมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ เห็นได้ด้วยตาเปล่า คือวัตถุต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ภูเขา อีกประเภทหนึ่ง คือ 2.นามธรรม หมายถึง สิ่งที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า คือ ความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ เป็นต้น แล้ว เราจะพบว่า อักษรคันจิ มีวิธีผสมผสาน ของ ตัว "บุชุ" และส่วนอื่นๆ แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ

รูปธรรม + รูปธรรม = รูปธรรม  เช่น คน イ+ภูเขา 山    = ผู้วิเศษ หรือ เซียน 仙

รูปธรรม + รูปธรรม = นามธรรม เช่น คน イ+ต้นไม้木    = การพักผ่อน 休

นามธรรม + รูปธรรม = นามธรรม เช่น กำลัง 力+ ปาก 口  = บวก หรือ เพิ่ม加

รูปธรรม + นามธรรม = รูปธรรม เช่น พระอาทิตย์ 日+การเกิด 生    = ดวงดาว 星

นามธรรม + นามธรรม = นามธรรม  เช่น งาน 工+กำลัง 力    = ผลงาน 功

Note: นามธรรม +นามธรรม แล้วกลายเป็น รูปธรรม ยังไม่พบว่ามี



เคล็ดลับการจดจำอักษรคันจิ

ต้องจำความหมายของ "บุชุ" ให้ได้เสียก่อน

ความหมายและที่มาของ "คันจิ 1,945 อักษร

ในที่นี้ให้คำอธิบายถึง ที่มาของตัวคันจิ โดยประกอบด้วย 1.ตัวคันจิ 2.ภาพที่มา 3. คำอ่าน 4.องค์ประกอบ 5.ความหมาย 6.ตัวช่วยจำ โดยไล่ไปตามลำดับ จาก คันจิ ประถม หนึ่งถึง มัธยม จากง่ายไปหายาก วิธีใช้ให้คลิ๊กไป ที่คันจิ แต่ละระดับ แนะนำให้เริ่มที่ คันจิประถมหนึ่ง สอง สาม ไปตามลำดับ จนถึง มัธยม อย่าข้ามขั้นตอน ที่สำคัญ ควรจำ "บุชุ" และองค์ประกอบอื่นๆ ให้ได้ก่อน จะทำให้การเรียนง่ายขึ้น

คันจิประถม 1=76 อักษร

คันจิประถม 3=195 อักษร

คันจิประถม3 อักษรที่ 222-271 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

222 223 224 225 226 227 228 229 230 231 232 233 234 235 236 237 238 239 240 241 242 243 244 245 246 247 248
悪 安 暗 医 意 育 員 院 飲 運 泳 駅 園 横 屋 温 化 荷 界 開 階 角 活 寒 感 館 岸
249 250 251 252 253 254 255 256 257 258 259 260 261 262 263 264 265 266 267 268 269 270 271        
岩 起 期 客 究 急 級 宮 球 去 橋 業 曲 局 銀 苦 具 君 兄 係 軽 血 決        

คันจิประถม3 อักษรที่ 272-279 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

คันจิประถม3 อักษรที่ 280-416 (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Dec, 2007 )

คันจิประถม 4=195 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Jun,2008)

คันจิประถม 5=195 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Dec,2008 )

คันจิประถม 6=190 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Jun,2009)

คันจิมัธยม 1=158 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Dec,2009)

คันจิมัธยม 2=158 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Jun,2011)

คันจิมัธยม 3=158 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Dec,2011)

คันจิมัธยม 4=158 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Jun,2012)

คันจิมัธยม 5=158 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Dec,2012)

คันจิมัธยม 6=159 อักษร (กำลังปรับปรุง คาดว่าจะเสร็จ Jun,2013)

รวมทั้งหมด =1,945 อักษร

คันจิประถม 1 อักษรที่ 1-48 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27
一 右 雨 円 王 音 下 火 花 学 気 九 休 金 空 月 犬 見 五 口 校 左 三 山 子 四 糸
28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48
字 耳 七 車 手 十 出 女 小 上 森 人 水 正 生 青 夕 石 赤 千 川

คันจิประถม 1 อักษรที่ 49-76 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76
先 早 足 村 大 男 中 虫 町 天 田 土 二 日 入 年 白 八 百 文 木 本 名 目 立 力 林 六

คันจิประถม 2

คันจิประถม2 อักษรที่ 77-126 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103
引 雲 遠 何 科 夏 家 歌 画 回 会 海 絵 貝 外 間 顔 汽 記 帰 牛 魚 京 強 教 玉 近
104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126
形 計 元 原 戸 古 午 後 語 工 広 交 光 考 行 高 黄 合 谷 国 黒 今 才

คันจิประถม2 อักษรที่ 127-176 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

127 128 129 130 131 132 133 134 135 136 137 138 139 140 141 142 143 144 145 146
作 算 止 市 思 紙 寺 自 時 室 社 弱 首 秋 春 書 少 場 色 食
147 148 149 150 151 152 153 154 155 156 157 158 159 160 161 162 163 164 165 166
心 新 親 図 数 西 声 星 晴 切 雪 船 前 組 走 草 多 太 体 台
167 168 169 170 171 172 173 174 175 176
地 池 知 竹 茶 昼 長 鳥 朝 通

คันจิประถม2 อักษรที่ 177-221 เสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิ๊กดูได้ที่นี่

177 178 179 180 181 182 183 184 185 186 187 188 189 190 191 192 193 194 195 196 197 198 199 200 201 202 203
弟 店 点 電 刀 冬 当 東 答 頭 同 道 読 南 馬 売 買 麦 半 番 父 風 分 聞 米 歩 母
204 205 206 207 208 209 210 211 212 213 214 215 216 217 218 219 220 221
方 北 毎 妹 明 鳴 毛 門 夜 野 友 用 曜 来 楽 里 理 話









※ข้อแนะนำในการใช้งาน

1.ต้องใช้ High Speed Internet เท่านั้นจึงจะ อ่านได้อย่างรวดเร็ว สำหรับ Internet ธรรมดาไม่แนะนำให้ใช้ เพราะจะช้ามาก

2.อักษรคันจิ แต่ละตัว จะมีคำบรรยาย ประกอบด้วย ตัวคันจิ, ภาพที่มา ,วิธีอ่านแบบองโยมิ คึงโยมิ, ตัวประกอบ ความหมาย, ตัวช่วยจำคันจินั้น ๆ

3.ที่มาของตัวคันจิ จะยึดหลักคำอธิบายที่มา แบบญี่ปุ่น เป็นหลัก ถ้าจำเป็นจะใช้วิธีอธิบายแบบจีน หรือ อื่นๆ ประกอบ

4.การจัดทำ Website นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็น วิทยาทาน โดยไม่แสวงหาผลกำไร ใดๆ ทั้งสิ้น จึงใคร่ขออนุญาต

จากเจ้าของลิขสิทธ์ ภาพ และ เอกสาร อ้างอิงต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ด้านล่างมา ณ ที่นี้ ขัดข้องประการใดโปรดติดต่อ kanjithai@yahoo.com

5. อักษรคันจิ ที่จัดทำ คือ joyo kanji 「常用漢字」 ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 1945 ตัวอักษร



=145 อักษร
ต้องรู้ว่า คันจิตัวนั้น ประกอบด้วย อะไรบ้างมีที่มาอย่างไร

ต้องจำให้ได้ว่า เมื่อประกอบกันแล้ว หมายความว่าอะไร

ความหมายของ "บุชุ" 218 ประเภท



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิ ขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา เท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไป เผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 2 ความเห็น, หน้า | 1 |
ความเห็นเพิ่มเติม ที่ 1 6 ม.ค. 2551 (12:26)
ลงชื่ออ่านครับ ^^
เนยสด เก็บเข้า Contact List ส่ง
vSMS
ร่วมแบ่งปัน ความรู้และความเห็นแล้ว 1970 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 เม.ย. 2551 (18:49)
86235

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น