workurl1test
ดู Blog ทั้งหมด

ภูมิปัญญาชาวบ้าน การรักษาอาการไข้ของลูกน้อย

เขียนโดย workurl1test



"
ภูมิปัญญาชาวบ้าน การรักษาอาการไข้ของลูกน้อย"

             เมื่อลูกน้อยไม่สบาย คนที่ทุกข์ใจที่สุดย่อมเป็นคุณพ่อและคุณแม่นั่นเอง เห็นลูกเจ็บ ก็อยากเจ็บแทนลูก ดิฉันก็เป็นแม่คนหนึ่งที่เวลาลูกน้อยไม่สบาย ดิฉันจะหาทุกวิถีทาง ที่ทำให้ลูกน้อยหายจากอาการเจ็บป่วยโดยเร็วที่สุด ให้ลูกกลับมามีรอยยิ้มสดใส เป็นขวัญใจของสมาชิกภายในครอบครัว

               ดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดคนหนึ่ง พื้นเพเป็นคนจังหวัดน่าน เมื่อสำเร็จการศึกษาจากถิ่นฐานบ้านเกิด ก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองกรุงอันแสนวุ่นวายเพื่อหางานทำเก็บเงินเพื่ออนาคตในภายภาคหน้า จนกระทั่งบัดนี้ดิฉันได้มีงานประจำที่เหนื่อยที่สุด แต่น่าภูมิใจที่สุด นั่นคือ การเป็นคุณแม่ นั่นเอง

               ดิฉันมีลูกน้อยหนึ่งคน เป็นเด็กผู้ชาย ขณะนี้ก็อายุ 1 ขวบ 8 เดือน พอดี ดิฉันต้องเลี้ยงลูกด้วยตนเองมาตลอด เพราะสามีเป็นหัวหน้าครอบครัว คอยทำงานหาเงิน เราอาศัยอยู่ด้วยกันสามคน พ่อ แม่ ลูก ดิฉันจึงมีหน้าที่เป็นแม่บ้านและเลี้ยงลูกน้อย ดังนั้นเวลาที่ลูกเป็นไข้ไม่สบาย ดิฉันก็จะเหนื่อยมากเป็นพิเศษ เพราะลูกจะอ้อน งอแงตลอดเวลา ส่วนมากเวลาที่ลูกเป็นไข้ วิธีที่ดิฉันคอยดูแลลูกคือ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำคอยเช็ดตัวให้ลูกและให้กินยาลดไข้ทุก 4 หรือ 6 ชั่วโมง รอจนไข้ลดลง ลูกถึงอารมณ์ดีขึ้น ซึ่งกว่าลูกจะหาย ก็กินเวลาประมาณ 2-3 วัน จนคุณแม่หมดแรงไปเหมือนกัน

               และแล้ววันหนึ่งดิฉันก็ได้มีโอกาสพาลูกน้อยกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด โดยครั้งนี้เรากะจะมาพักอยู่นานสักระยะหนึ่ง เพราะโดยปกติเราจะกลับแค่ช่วงเทศกาลเพียงไม่กี่วัน ซึ่งอาทิตย์แรกที่ลูกกลับมาอยู่ที่บ้าน  อาการไข้ ก็มาเยือนทักทายกันเลย. คงเป็นเพราะลูกเหนื่อยจากการเดินทางและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นเหมือนทุกครั้งที่ลูกไม่สบาย จะงอแง ร้องไห้ ไม่ยอมทานข้าว จะนอนซบแม่ตลอดเวลา แต่คราวนี้คนที่เหนื่อยไม่มีเพียงแค่ฉัน แต่ยังมีคุณยาย ตาทวด และ พี่ป้าน้าอาอีกหลายคนที่คอยเป็นห่วงไปด้วย เพราะเห็นหลานสุดที่รักไม่สบาย. ดังนั้นการเป็นไข้ของลูกในครั้งนี้ จึงมีผู้คอยดูแลอยู่หลายคน และแต่ล่ะคนเคยมีประสบการณ์ ซึ่งฉันก็ได้เห็นและเรียนรู้วิธีการรักษา อาการไข้ หลายๆ อย่างที่ตอนเด็กๆ ดิฉันเคยได้ใช้มาแล้ว และในวันนี้เด็กน้อยในยุคสมัยไฮเทค จะได้ลิ้มรสวิธีการรักษาอาการไข้ ที่ดิฉันคิดว่าควรค่าแก่การรักษาเอาไว้ให้สืบทอดเป็นมรดกแก่ลูกหลานในรุ่นต่อๆไป 

               วิธีที่ลูกน้อยของดิฉันได้ใช้นั้นคือ วันแรกถึงวันที่สามที่เป็นไข้ ให้ทานยาลดไข้ เช็ดตัวตามปกติ ใช้แผ่นเจลลดไข้แปะหน้าผาก (แผ่นเจลนี้เคยปรึกษาคุณหมอเด็กท่านแนะนำว่าไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าใด) แต่ด้วยความที่เรารักลูกอยากให้ลูกหาย อะไรก็ต้องลอง จนวันที่สี่ อาการไข้ก็ยังไม่ลดลง พร้อมกับความกังวลใจของพวกผู้ใหญ่ที่มีมากขึ้น ทำไมไข้ถึงยังไม่ลดน่ะ เพราะฉะนั้นจะรักษาวิธีสมัยใหม่อย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องใช้วิธีโบราณช่วยด้วย โดยใช้วิธีที่สืบทอดกันมาช้านาน

             วิธีแรกที่ทำ คือ วันที่สี่ เราใช้วิธีรักษาโดยใช้พืชชนิดหนึ่งเป็นพืชพันธุ์ว่าน ที่บ้านเรียกว่า ฮ้อม กลิ่นจะเหม็นเขียวมาก วิธีทำคือ นำว่านมาโขลกและผสมน้ำเล็กน้อย แล้ววางบนใบตอง ซึ่งใบตองก็ต้องเป็นใบตองกล้วยตีบ เพราะถ้าเป็นพันธุ์อื่นจะไม่ได้ผล พอได้ว่านแล้วก็นำเอาเท้าและมือของเด็กโปะลง แล้วมัดด้วยเชือกหรือฟาง มัดไม่ให้แน่นจนเกินไปเพราะเด็กอาจอึดอัด เสร็จแล้วรอเวลาสัก 1 ชั่วโมง ให้ว่านจัดการกับพิษไข้  ที่บ้านจะเรียกว่าให้ฮ้อมมันออกมากินไข้ พอได้เวลาก็แกะว่านออก แล้วนำมือเท้าของลูกไปล้างให้สะอาด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ตามฝ่ามือ เท้า จะมีจุดแดงๆเรื่อๆ เกิดขึ้น ประมาณ 2-3 จุดที่ชาวบ้านเรียกว่าตุ่ม ตุ่มจะเยอะหรือน้อย แล้วแต่ความรุนแรงของอาการไข้ เด็กบางคนที่ไข้สูงมาก อาจมี 6-7 ตุ่ม แล้วพอเวลาผ่านไปสักพักอาการตัวร้อนของลูกน้อยก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ลูกเริ่มอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย และนอนได้ดีขึ้น แม่เริ่มสบายใจคิดว่าลูกคงหายแล้ว พอเข้าสู่วันที่ห้า ตอนสายๆ ตัวของลูกน้อยเริ่มกลับมารุมๆอีกครั้ง ทุกคนก็คิดว่าพิษไข้ยังไม่หมด ดังนั้นต้องลองอีกหนึ่งวิธี ซึ่งอาจจะมีหวาดเสียวกันบ้าง 

             วิธีที่สอง ก็คือการเจาะเอาเลือดเสียออก ภาษาที่บ้านเรียกว่า การบ่งตุ่ม (คำว่าบ่ง ภาษากลางเรียกว่าจิ้ม,เจาะ) วิธีนี้เด็กๆทุกคนไม่มีใครชอบสักเท่าไหร่ รักษาทีไรเป็นต้องร้องไห้จ้ากันเสียทุกราย วิธีนี้เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูง ต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ที่ทำการรักษา โดยวิธีทำคือ ผู้ทำการรักษาจะตรวจดูปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า โดยทำการบีบๆ แล้วเขาก็จะรู้ว่าตุ่มหรือเลือดเสียอยู่ตรงไหน หากพอเจอแล้ว ก็จะนำสำลีเช็ดแอลกอฮอล์ล้างแผลเช็ดปลายนิ้วก่อน แล้วนำเข็มแบนๆ ปลายแหลมเล็กน้อยจิ้มลงตรงปลายนิ้ว แล้วรีบบีบเลือดเสียออก บีบจนกว่าเลือดจะแห้ง เสร็จแล้วก็เช็ดด้วยแอลกอฮอล์อีกรอบแล้วทิ้งเข็มนั้นเสีย ไม่มีการนำกลับมาใช้อีก โดยลูกของดิฉันโดนจิ้มไปประมาณ. 3-4 นิ้ว เสร็จแล้วก็กลับบ้านรอดูผลงาน

               หลังจากทำการบ่งตุ่มพักฟื้นสักพัก ตัวของลูกน้อยเริ่มเย็นขึ้น และอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และพอวันรุ่งขึ้นจนกระทั่งสายๆ แม่เฝ้าระวังดูอาการ ปรากฏว่าลูกน้อยไม่มีอาการไข้อีกแล้ว สรุปคือ หายไข้แล้ว กลับมาสดใสร่าเริงเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แม่และญาติๆ ค่อยโล่งใจ สบายใจขึ้น 

               จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้พบในครั้งนี้ ทำให้เห็นมุมมองในหลายๆอย่างเกี่ยวกับ ภูมิปัญญาชาวบ้านในเรื่องของการรักษาโรค ทั้งการใช้สมุนไพรพื้นบ้านซึ่งแต่ล่ะท้องถิ่นอาจจะใช้วิธีไม่เหมือนกัน การใช้เข็ม. โดยบางคนอาจใช้วิธีหนึ่งวิธีใด แล้วอาการไข้ก็หายเลย หรืออาจต้องรักษาทั้ง 2 วิธีเหมือนลูกของดิฉัน ซึ่งวิธีเหล่านี้ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ เริ่มหาได้ยากขึ้น เพราะวิวัฒนาการสมัยใหม่ที่พัฒนากว่า อาจกล่าวได้ว่าเป็นแพทย์ทางเลือก คนจึงลืมสิ่งเหล่านี้ไป และวิธีสมัยเก่าอาจจะล้าหลังสำหรับพ่อแม่ในยุคสมัยใหม่ และบางครั้งวิธีนี้ก็อาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก มากกว่าสมัยก่อน เช่น ในเรื่องของการใช้เข็มต้องทิ้งเข็มที่ใช้แล้วทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของโรคที่จะติดต่อกันทางเลือด เช่น โรคเอดส์ ซึ่งต้องระวังเป็นอย่างมาก และต้องอาศัยความชำนาญอย่างแท้จริง แต่ดิฉันก็รู้สึกดีใจ ที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งเมื่อครั้งดิฉันยังเป็นเด็กก็เคยลิ้มรสวิธีการรักษาตามแบบฉบับชาวบ้านตามที่ได้กล่าวมาจากข้างต้น และเติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ และจนกระทั่งมีลูก ลูกของดิฉันก็ยังทันได้รักษาด้วยวิธีการแบบนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าการรักษาเช่นนี้ จะอยู่ได้นานอีกสักเท่าไหร่ ซึ่งรุ่นหลานของดิฉันอาจจะไม่มีให้เห็นแล้วก็เป็นได้




หมอนหัวทุย , พัดลม USB

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น