
การทำทานที่ถูกวิธี (ภาค 2)
จากบทความในครั้งก่อน ที่กล่าวถึงเรื่องการทำทานที่ถูกวิธี ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องทั่ว ๆ ที่เรามักจะพบเห็น และบางครั้งอาจทำผิดไปแล้วโดยไม่รู้ตัว และบางครั้งเราก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ในบทความนี้เราจะลงรายละเอียดถึงการทำทานที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น นั่นคือ การทำทานกับพระสงฆ์
เริ่มจากอย่างแรกเมื่อเราคิดจะทำทาน วิธีที่ง่าย ๆ ทำเราทำกับสงฆ์นั่นคือการใส่บาตร ซึ่งในปัจจุบันมีร้านทำกับข้าวสำเร็จรูปให้เลือกอยู่มากมาย หรือหากบางท่านสะดวกปรุงเองที่บ้านก็จะดียิ่ง หลักการไม่มีมากมาย เพียงแต่เลือกอาหารที่ควรคำนึงถึงสุขอนามัยของพระด้วยว่าฉันแล้วไม่ทำให้เกิดโรคภัยตามมา เช่นอาหารบูด เน่า หรืออาหารที่มีคุณค่าโภชนาการต่ำ เป็นของที่ประณีต คำว่าประณีตก็คือเราใส่ใจในรายละเอียด ถูกต้อง และเหมาะสม อานิสงส์ย่อมทำให้เราได้รับแต่สิ่งที่ดีและประณีตเช่นกัน สาเหตุที่การบิณฑบาตคือกิจของสงฆ์ เนื่องจากพระท่านไม่สามารถเข้าครัวทำอาหารเองได้ เพราะเสี่ยงต่อการอาบัติจากการฆ่าสัตว์ และการพรากของเขียว ซึ่งก็คือการตัดต้นไม้มาปรุงเป็นอาหารนั่นเอง
เมื่อได้อาหารแล้ว ก่อนใส่เราสามารถขอพรได้ว่า “ปัจจัยที่จะถวายนี้ดีแล้ว ขออานิสงส์นี้ให้ข้าพเจ้าสำเร็จซึ่งนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ” (คำว่าอันใกล้นี้ ก็ยังไม่รู้ว่าใกล้แค่ไหนนะ แต่ให้ใกล้ที่สุดก็แล้วกัน) แต่ไอ้การที่ใส่บาตรแล้วจะขอให้เรารวย มีเงินหลาย ๆ ล้าน หรือให้เราถูกหวยเนี่ย ทางพระจะเรียกว่าทำเหตุไม่ตรงกับผล เพระถ้าอยากรวย คุณก็ต้องขยันทำงาน รู้จักประหยัด รู้จักพอ และมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่างประกอบกันให้คุณรวยขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการทำทานทุกชนิดนั้น ก็เพื่อ “ละ” ให้เรารู้จักให้ รู้จักปล่อย ละกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจเราทุกคน ให้มันเบาบางลงไป
การทำทานนั้นแบ่งเป็น 2 อย่าง อย่างแรกคือการสงเคราะห์ นั่นคือการที่เราให้กับบุคคลที่ต่ำกว่า เช่นขอทาน คนพิการ ส่วนการให้อีกแบบเป็นการให้เพื่อบูชา เป็นบุคคลที่สูงกว่า เช่น พระสงฆ์ พ่อแม่ ครู ดังนั้นการ ใส่บาตรถือเป็นการให้กับบุคคลที่สูงกว่า เราจึงต้องแสดงความนบนอบ อ่อนน้อม พระท่านจะเดินเท้าเปล่ามาบิณฑบาต ซึ่งหากเราใส่รองเท้าเพื่อใส่บาตรกับพระ หรือถอดก็จริงแต่ยังยืนทับบนรองเท้าอยู่ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการสมควรนะคะ ควรยืนเท้าเปล่าด้วยความสำรวมค่ะ และมีข้อเตือนอีกเล็กน้อยสำหรับผู้หญิง ไม่ควรแต่งกายโป๊หรือวับ ๆ แวม ๆ มาใส่บาตรนะคะ คิดจะใส่บาตรด้วยจิตเป็นกุศลแล้ว อย่าต้องเป็นบาปเพราะเรื่องเล็ก ๆ เช่นนี้เลย เมื่อพระสงฆ์เดินมา ก็กล่าว “นิมนต์ ค่ะ/ครับ” เพื่อให้ท่านหยุดรับอาหารจากเรา ใส่บาตรด้วยความสำรวม และที่จะต้องเตือนกันอีกเรื่องก็คือการเอาเงินใส่บาตรพระ เพราะเห็นเป็นเรื่องง่ายดี พระท่านต้องการอะไรก็ไปจัดซื้อจัดหาเอาเองเลย แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า การบวชในพุทธศาสนานั้นเป็นไปเพื่อการสละ สงบ ปราศจากกังวล การมีเงินทองทำให้ต้องระวังระแวงในทรัพย์ ทำให้เป็นกังวลได้ ดังนั้นพระท่านไม่สามารถรับเงินได้เพราะถือว่าไม่เป็นการสมควร เท่ากับอาบัติ เมื่อท่านรับมาก็ต้องสละทิ้งก่อนแล้วปลงอาบัติ โดยสิ่งจำเป็นของพระภิกษุที่เป็นปัจจัย 4 คือ อาหารที่บิณฑบาต, จีวร, ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เท่านั้น
เมื่อใส่บาตรเรียบร้อย ให้ยืนพนมมือรับพรจากพระนะคะ อย่านั่งเพราะจะทำให้พระอาบัติได้ค่ะ เนื่องจากในพระธรรมวินัยได้บัญญัติว่า พระจะไม่แสดงธรรมเทศนาแก่ผู้มีปกติที่นั่งหรือนอนอยู่ ถ้าในกรณีที่เราไม่ได้ป่วย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ยืนไม่ไหว ก็ควรทำให้ถูกวิธีกันนะคะ
แล้วเคยได้ยินกันไหมคะว่า ทำบุญกับพระ ได้บุญเยอะกว่าทำทานด้วยการให้เงินขอทาน เนื่องจากผู้รับทานยิ่งบริสุทธิ์ เรายิ่งได้รับอานิสงค์ของทานนั้นสูงขึ้น แต่ถ้าเรามัวแต่รอทำบุญกับพระ โดยคิดว่าการทำทานเพื่อให้คนพิการ คนตกทุกข์ได้ยาก ได้บุญน้อยกว่านั้น แสดงว่าบุญนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการละกิเลสเลย กลับยิ่งทำให้กิเลสเราเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย
หากไม่ว่าเวลาใด จิตคุณคิดอยากให้ อยากละสิ่งของ เงินทองที่เป็นของคุณด้วยความบริสุทธิ์ใจ ให้รีบทำเถิดค่ะ เพราะนั่นแหละคือตัวบุญที่คุณจะได้รับอย่างแท้จริง
*******
หมอนหลุม , พัดลมมือถือ
ความคิดเห็น