[นิยายแปลอังกฤษ] Velvet ribbon

ตอนที่ 7 : ผ่านไปได้ตลอด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    14 มี.ค. 62

7: ผ่านไปได้ตลอด


ดวงตาดันเปิดขึ้น ในที่สุดเอ็มราดพบว่าตัวเองนอนใกล้โจรลักพาตัวมากเกินไป มองเข้าไปในดวงตาคนคนนั้น


“ นาย! ” เขาสะกัดแขนเต็มแรง เริ่มโจมตี


“ เดี๋ยวสิ! ” คาอินร้อง จับมือเขาไว้


และแทนที่จะตบหน้าคาอิน มือของเอ็มราดถูกสกัดไว้อย่างหนาแน่น ความเจ็บปวดตะครุบหนทางที่เหลือที่จะไปสู่การรับรู้ของเขา เขากระโดดลงจากเตียง มือที่เป็นอิสระแบกรับการบาดเจ็บ จ้องเขม็งผ่านกำแพงเวทย์มนต์ที่ดูเหมือนแสงขาวที่คุ้นตา


กำแพงแบ่งห้องออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน จากประตูถึงห้องน้ำและเตียงครึ่งหลังที่เป็นด้านของเขา ประตูทางออกและเตียงอีกครึ่งหลังที่เป็นด้านที่คาอินนอนแผ่พลางถอนหายใจฮึดฮัด


“ เราอยู่ที่ไหน? ” เอ็มราดถามอย่างฉุนเฉียว ขุ่นเคืองกว่าเดิมเมื่อมองเห็นห้องพักสุดหรูในโรงแรม กล้าดียังไง! เขากล้าจินตนาการถึงสิ่งที่ดลใจเขา อ่อนปวกเปียกในอ้อมแขนของคาอิน และห้องพักเตียงไซส์คิง…! “ นายหาฉันพบได้ยังไง? ”


“ ก็ต้องเพื่อนอยู่แล้ว ” คาอินตอบ เดินทอดน่องกลับไปที่เตียงอย่างเฉื่อยชา แต่แทนที่จะดูเท่ห์อย่างที่เคยป็นมาอย่างยาวนาน เอ็มราดจดจำได้ว่ามันหมายถึงอะไร: ความอวดดีและความหยิ่งผยอง “ ฉันหานายไม่พบ และคาถาค้นหาทุกบทใช้ไม่ได้ผล ฉันคิดว่าฉันต้องขอบคุณแม่ของนายสำหรับเรื่องนั้นด้วย เธอค่อนข้างมีฝีมือทางด้านคาถาปกปิดมาตลอด ”


ยืนห่างจากกำแพงไปไม่กี่นิ้ว เอ็มราดคำราม “ ปล่อยฉันออกไป ”


“ ไม่ ” คาอินตอบ “ ฉันอยากคุยกับนายและฉันจะไม่ปล่อยให้นายเป็นอิสระจนกว่านายจะฟังฉันพูดจนจบ ”


“ ฉันไม่ให้โอกาสนายได้ทำหรือพูดในสิ่งที่ต้องการหรอกโว้ย! ” เอ็มราดตะคอก ปล่อยมัดไปบนกำแพงเวทย์มนต์ “ ฉันมีชีวิตเป็นของตัวเอง มีคลาสเรียน มีพวกเพื่อนๆ! ” เขาพ่นลมทางจมูก “ อะไรที่ทำให้นายคิดว่าจะไม่มีใครมาตามหาฉัน? ”


“ เพราะมันนานจนกระทั่งคนในคลาสเรียนวาดรูปจะเป็นกังวลว่า นายออกไปกับแฟนหนุ่มของนาย ”


“ นาย… ”


“ อา ใช่ ” คาอินพูดอย่างสบายใจ “ นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาจะบอกเครื่องทำความอบอุ่นของนายในตอนที่เขามาตามหานาย ฉันเดาว่าเขาจะมารับนายใช่มั้ย? ไม่มีรถคันไหนที่มีกลิ่นกายของนาย ”


“ สารเลว! ” เขาร้องเสียงแหลม


เดี๋ยวก่อน มาร์คัสจะไม่เชื่อพวกเขา เขาไม่เคยพบพวกเขา! และเขาจะเห็นกรอบรูปกับภาพสเก็ตช์รูปตัวเองที่อยู่ตรงนั้น ถ้าเขาได้ดูนะ เขาจะไม่เชื่อพวกเขา ใช่มั้ย?


“ ความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ใช่มั้ย? ” คาอินถาม มองเข้าไปใกล้


“ ไม่ใช่เรื่องของนายโว้ย! ” เอ็มราดคำราม รู้สึกรำคาญอดีตเพื่อนรักที่สามารถมองทะลุความคิดของเขาได้เป็นอย่างดี


“ ใช่สิ ถ้ายังมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับนาย ” คาอินโน้มตัวไปข้างหน้า เอามือยันกำแพงแสงที่แบ่งแยกพื้นที่ของพวกเขาเพื่อยืนพัก “ นายจำเรื่องนั้นได้มั้ย เอ็มราด? สัญญาของเราน่ะ ”


“ สัญญานั้นถูกทำให้เป็นโมฆะในวันที่นายลืมสัญญาของพวกเราก่อนนะ คาอิน นายจำไม่ได้หรือว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไร? วันเดียวกันกับที่นายเรียกฉันว่าชายรักร่วมเพศ ” เอ็มราดคำราม สองมือพุ่งไปบนกำแพงและไม่สนใจความเจ็บปวดบนมือข้างหนึ่ง “ วันที่นายพูดว่าจะไม่เชื่อว่าเคยเป็นเพื่อนรักกับเกย์ควีนเลวๆคนนี้! ” เสียงของเขาดังขึ้น “ วันที่นายบอกให้ฉันออกไปให้พ้นหน้านาย! ” ความเดือดดาลทั้งหมดที่พุ่งสูงขึ้นแทนที่ความสงบในขณะที่คาอินตัวหดเพราะทุกถ้อยคำที่เขาตะโกนออกมา “ หุบปาก! นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัญญานั่นหมายความว่าอะไร และในตอนนี้นายก็ยังไม่ทำตามสัญญา ”


“ ฉันขอโทษ ที่รัก ” คาอินพึมพำ ท่าทางเสียใจอย่างสุดซึ้ง


เอ็มราดหยุดชะงัก


“ ใช่ ฉันรู้ ” คาอินพูดอย่างแผ่วเบา ไม่เห็นด้วยกับการตอบสนองของเขา เขาแตะปลายนิ้วลงบนกำแพงในแบบที่เอ็มราดรู้ความหมายของมันอย่างแท้จริงว่าเขาเป็นคนที่คาอินอยากสัมผัสอย่างแท้จริง “ ฉันไม่รู้จริงๆจนกระทั่งนายได้จากไป ฉันไม่คิดว่าฉันจะรักนายเช่นกัน...นายเป็นทุกอย่างของฉัน และจากนั้นมันทำให้ฉันกลัวตอนที่นายพูดถึงสิ่งที่นายทำ-พูดถึงความรักที่แตกต่าง สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่สามารถเข้าใจได้ ” คิ้วของเขาขมวดเป็นรอยย่นในตอนที่เขาพยายามจะพูดคำเหล่านั้น “ ฉันไม่...เพียงแค่ฉันไม่สามารถรับรู้ทุกเรื่องในตอนที่นายสารภาพความรู้สึกของนายกับฉันได้ นายไม่แม้แต่จะให้เวลาฉันได้--- ”


“ นายไม่ได้ขอเวลา ไอ้เลวเอ๊ย ” เอ็มราดดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ยังคงขุ่นเคืองในตอนที่เขาถูกเรียกว่า‘ที่รัก’แม้ว่าคาอินจะมีสิทธิ์ของมาร์คัส “ นายทำให้เรื่องพวกนี้จบลงตั้งนานแล้ว ” เขาพ่นลมออกทางจมูก “ และสำหรับเรื่องนี้ นายไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ เรื่องนั้นมันผ่านมานานมากแล้วและตอนนี้ฉันก็มีใครบางคนในชีวิต ”


“ เห็นได้ชัดว่าฉันจะไม่ปล่อยให้นายผ่านไปได้ ” คาอินเฝ้ามองดู ไม่สนใจการกล่าวถึง‘ใครบางคน’อย่างเปิดเผย เขายืนขึ้น “ นายควรจะใจเย็นลงหน่อย และเราค่อยคุยกันทีหลัง ที่รัก ”


“ อย่าเรียกฉันแบบนี้! ” เอ็มราดตะโกนในตอนที่ผู้ใช้เวทย์อีกคนหันหลังไป “ ไอ้งั่ง! ปล่อยฉันออกไป! ฉันจะกลับบ้าน! ”


“ นายจะกลับบ้าน ” คาอินพูดอย่างตั้งใจแน่วแน่ “ กับฉัน ในตอนที่เรื่องทั้งหมดได้รับการแก้ไขและ--- ”


“ พระเจ้า ” เอ็มราดขู่ฟ่อ รู้สึกผิดหวัง “ จนถึงตอนนี้นายยังคงไม่นึกถึงใครเลยนอกจากตัวเอง ”


“ นึกไปถึงสิ่งที่ฉันได้พูด ” คาอินร้องในตอนที่เขาเดินไปที่ประตู “ นายรักฉันมาหลายปี ฉันไม่เชื่อว่าสิ่งนั้นจะหายไปโดยที่ไม่มีสาเหตุ และอีกอย่าง ไม่มีใครที่จะคิดถึงนายจริงๅ เมื่อไม่มีใครรู้ว่านายอยู่ที่นี่ พวกเพื่อนๆของนาย… อืม พวกเขาจะไม่คิดถึงนายเช่นกัน ”


มีบางอย่างในน้ำเสียงของคาอินทำให้เลือดของเอ็มราดหยุดไหล “ นายกำลังพูดเรื่องเหี้ยอะไรวะ? ”


“ เพื่อที่จะตามหานาย ฉันต้องเสาะหากลิ่นกายของนาย ” คาอินพูด วางมือบนลูกบิดประตู เขาหันมายิ้มบางๆไปที่หัวไหล่ของเขา “ และฉันพบใครบางคนที่จะทำให้เปียกชุ่ม พวกเขาสองคน จริงๆแล้ว พวกเขาถูกทำให้เปียกโชกในเนื้อแท้ของนาย...เคทและลีโอนอร่า ”


“ เอเบล ” เอ็มราดรู้อย่างแท้จริง “ นายคือเอเบล! ”


“ ฮึ่ม ” คาอินส่งเสียงในลำคอ รู้สึกพอใจ “ ใช่แล้ว ฉันดีใจที่นายยังจำเรื่องตลกเรื่องนั้นได้ ”


ครั้งหนึ่งเอ็มราดได้พูดตลกกับคาอินว่าเขาควรจะเป็น‘เอเบล’และเลิกพัวพันกับปัญหา ครั้งหนึ่งในหลายๆครั้งที่พวกเขาถูกกักขังและอดเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลอง


เขาคำราม “ นายอย่าหวังเลยว่าจะออกไปพร้อมกับสิ่งนี้ได้จริงๆ! ”


“ ครอบครัวของนายจะไม่คาดหวังให้นายติดต่อกับพวกเขาก่อนจะถึงช่วงเหมายัน ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน และนายไม่สามารถใช้คาถาใดๆหลังกำแพงนี้ได้ ” คาอินยิ้มในตอนที่เขาเปิดประตู “ จริงๆนะ ฉันได้ออกไปพร้อมกับมันแล้ว ” คนเจ้าเล่ห์ใช้ความหยาบคายโบกมืออย่างทีเล่นทีจริง “ แล้วเจอกันนะ ”


เอ็มราดระบายความโกรธแค้นอย่างเข้าใจดีในตอนที่ประตูปิดลง


เขาอยู่คนเดียว และยังคงระบายความโกรธและความขุ่นเคืองต่อไป-แม้จะไม่มีเรื่องที่เขาทำได้จริงๆ เอ็มราดรู้ว่าสิ่งที่ใช้ได้ผลกับกำแพงแสงเป็นหนึ่งในความถนัดของคาอิน-คาถาสิ่งกีดขวางที่ถูกคิดค้นขึ้นจากคาถาที่เก่ากว่า-ที่เผยให้เห็นจากสายตาและส่งเสียงจากด้านหนึ่ง มันเป็นด้านของคาอินที่ถูกเผยให้เห็นในขณะนี้แต่ไอ้สารเลวหัวดีนั่นได้คิดค้นคาถากึ่งต่อต้านที่มีผลทำให้ไม่สามารถมองเห็นวัตถุได้ด้วยตาเปล่า และทำให้คนที่อยู่อีกฝั่งติดเข้าไปแทน แม้เอ็มราดจะกรีดร้องจนเสียงแหบพร่า ไม่มีใครจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นแม้ว่าพวกเขาจะอยู่่ติดกับกำแพงแสงก็ตาม


บ้าเอ๊ย!


เขาเดินไปเดินมาบนพื้น คำรามออกมาจนรู้สึกคันลิ้น


เมื่อประตูถูกทำให้แตกออกอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง เขาหันไประบายความโกรธต่ออีกหน่อยคิดว่าคาอินได้เดินกลับมาและหยุดนิ่งในตอนที่กล่าวทักทายเขา: ผีเสื้อ ที่ใช้เวทย์มนต์ดัดแปลงมาจากริบบิ้นสีดำที่คุ้นเคย มันวิ่งเตาะแตะอยู่ด้านล่าง---


“ นัวร์ ” เขาโห่ร้อง “ แมวน้อยที่รัก! ” เขาย่อตัวลงอ้าแขนรับเธอในตอนที่เธอพุ่งชนเข้าเต็มแรง บีบอัดเข้าไปและผ่านกำแพงแสงเข้าไปในอ้อมอกของเขา “ แกหาฉันเจอ ฉันรู้ว่าแกต้องทำได้ ” เขาถูจมูกกับเธอและเธอครางรับเบาๆ กัดผมของเขาเบาๆเพื่อแสดงความรักตอบ ในตอนที่เขากดจมูกลงบนขนของเธอ มีใครบางคนจ้องมองมาที่เขาเมื่อรองเท้าของคนคนนั้นก้าวเข้ามาในขอบเขตการมองเห็น จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้น “ มาร์คัส! ”


“ เอ็มราด? ” มาร์คัสกระซิบเข้ามาในห้อง สองตามองหาแต่กลับไม่พบ “ เอ็มราด ฉันรู้ว่านายอยู่ในนี้ นายช่วยทำให้ฉันหานายพบหน่อยได้มั้ย? ” เขามองไปรอบๆ “ เฮ้ แกจะไปไหน แมวน้อย? ”


“ มาร์คัส ” เอ็มราดร้องเรียกอีกครั้ง รู้สึกตื่นเต้นและใช้เท้ากระโดดไปมา เจ้านัวร์ร้องเมี๊ยวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ดวงตาของเขาเบิกกว้างไปยังจุดที่น่าจะเป็นครึ่งร่างของแมว เขาเคลื่อนเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็วด้วยความกล้าหาญ เอื้อมไปแตะกำแพงแสง วางมืออยู่บนนั้น


เขาใช้ฝ่ามือตีไปบนพื้นผิว “ นายอยู่ข้างหลังนี้หรือ? ฉันจะข้ามไปยังไงดีล่ะ? ”


“ ใช่ ฉันอยู่ข้างหลังนี้ ” เอ็มราดร้องเรียกจากนั้นพึมพำ “ เชี่ย! นายไม่ได้ยินฉัน ”


เจ้านัวร์ร้องเมี๊ยวกับเขาอีกครั้ง คราวนี้อยู่ข้างหลังเขา เขารวบตัวเธอขึ้นและคราวนี้พยายามใช้คุณสมบัติต่อต้านเวทย์มนต์โดยธรรมชาติของเธอพาเขาออกไป มันไม่ได้ผล


“ บ้าเอ๊ย! ”


เขามองดูผีเสื้อที่กำลังกระพือปีกอย่างโง่เขลาเพื่อต้านทานอีกด้านหนึ่งของกำแพงแสง ชนกำแพงครั้งแล้วครั้งเล่าในตอนที่มันพยายามจะมาหาเขา คาถาที่เขาร่ายไปที่มันเพื่อติดตามตัวเขายังคงเปิดการใช้งาน เขาจับจ้องไปที่มันอีกครั้ง พัดพาให้ริบบิ้นโบกสะบัดอยู่ตรงหน้ามาร์คัสเพื่อทำให้เขาสนใจและจากนั้นจึงว่าคาถาในอากาศ


“ ต้องการเงา ที่จะพังกำแพง กำแพงถูกสร้างขึ้นจากแสง แมวถูกสมมุติ ให้เป็นตัวช่วยไขปัญหา ” มาร์คัสอ่านออกเสียงวลีที่ไม่ประติดประต่อที่ถูกเขียนไว้บนริบบิ้น เขาขมวดคิ้ว และผู้ใช้เวทย์จับจ้องมองไปอีกครั้งพยายามที่จะอธิบาย “ ทางด้านนี้ มันดูเหมือนแก้ว ฉันสามารถมองเห็นและได้ยินนาย แม้มันจะเป็นแค่แก้วที่แยกเราออกจากกัน ” มาร์คัสสั่นศีรษะ จากนั้นพูดกับตัวเอง “ ฉันจะหาเงาได้จากที่ไหน ฉันไม่เข้าใจ ”


“ ฉันก็เหมือนกัน ” เอ็มราดสารภาพ ทำให้ข้อความปรากฎขึ้นบนริบบิ้นอีกครั้ง “ ฉันแค่เคยเห็นเขาสร้างกำแพงจากนั้นก็ลบออก ฉันไม่รู้ว่าจะพังมันได้ยังไง ฉันคิดว่าแค่เจ้านัวร์ก็น่าจะพอแล้ว ”


“ บ้าเอ๊ย ” มาร์คัสสบถ ดูเป็นกังวลอย่างหนักหน่วง เขาโน้มตัวไปข้างหน้า หน้าผากชนกำแพงอย่างหงุดหงิด แต่เพียงเสี้ยวนาทีต่อมา เขาโห่ร้องด้วยความยินดี เงยหน้าขึ้น “ ดูสิ! ” เขาปลดสร้อยคอหยกออก จับจี้ไว้ระหว่างนิ้วมือ “ มันหลุดออกจากคอเสื้อของฉันและ--- ” เขากดหยกลงบนกำแพง...และมันไหลผ่านไปอย่างราบลื่น-ราบลื่นกว่าที่เจ้านัวร์ทำอยู่มาก


เมื่อนิ้วมือของมาร์คัสโจมตีบนกำแพง มันต้านทานแรงของเขาในตอนที่เขาผลักไปข้างหน้าจนกระทั่งมือครึ่งหนึ่งของเขาสามารถข้ามผ่านไปได้และเอ็มราดแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว เขาจับมือมาร์คัสไว้ หยิบจี้ในตอนที่มาร์คัสทำหล่น ประสานมือกัน เขาใช้มือข้างหนึ่งดึงสร้อยคอไว้และร้องขอการคุ้มครองจากมัน ใช้เวทย์มนต์บังคับมัน และจับมือมาร์คัสอย่างสงบนิ่ง ก้าวข้ามกำแพงออกไป…


“ มาร์คั...อู! ”


ทันใดนั้นมาร์คัสรวบตัวเขาเข้าไปใกล้ “ พระเจ้า ที่รัก ผมเป็นกังวลมาก ”


เอ็มราดกอดเขาไว้แน่น ฝังใบหน้าของเขาลงบนหัวไหล่สูง สูดดมกลิ่นกายของมาร์คัส ส่วนหนึ่งของความตึงเครียดในตัวเขาจางหายไป เขาถูกเรียกว่า‘ที่รัก’ เขาพึมพำ “ ฉันขอโทษ ฉันไม่เต็มใจมา ไม่เต็มใจจริงๆ! ”


“ ฉันไม่คิดว่านายจะเต็มใจ ไม่สนว่าใครจะพูดยังไง ” มาร์คัสจูบศีรษะของเขา แก้มของเขา กอดเขาแน่นจนมือสั่น “ ค่อยเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ฉันฟังทีหลังเพราะตอนนี้ฉันแค่อยากออกไปจากที่นี่ ” เขาพูดอย่างรีบเร่ง “ เรื่องทั้งหมดนี้น่าขนลุกเป็นบ้าและเห็นนายก้าวข้ามกำแพงแบบนั้น… ”


เอ็มราดหันไปและรู้สึกประหลาดใจที่ได้เห็น แม้จะรู้ว่าทั้งหมดที่เขาทำเกี่ยวข้องกับเครื่องรางอันนี้ กำแพงไม้ที่ดูแข็งๆแทนอีกครึ่งห้องที่เขาอยู่ เตียงครึ่งหลังที่ยื่นออกจากกำแพงไม่ได้โจมตีเขาในทันทีอย่างผิดปกติ แต่เขารู้อย่างแท้จริงว่าภาพมายาแห่ง‘ปกติวิสัย’เป็นส่วนหนึ่งของคาถา


“ ใช่ นายพูดถูก ” เอ็มราดยักไหล่ ทำให้ดวงตาของมาร์คัสสาดแสงที่ดูเป็นกังวล เขาคว้าเจ้านัวร์ขึ้นมา “ ไปกันเถอะ ”


_________________________________

เป็นตอนที่ตื่นเต้นแบบสุดๆ คาอินแม่งโรคจิตว่ะ แต่นางน่าสงสารจริง ความหลังคู่ควรแก่การทำเรื่องแบบนี้จริงๆ สองคนนี้ควรเคลียร์กันอ่ะ เคลียร์เสร็จเมื่อไรคือจบเมื่อนั้น ส่วนตัวไม่เชียร์ให้รีเทิร์น ทำเขาเจ็บจนเขาไปมีคนใหม่ขนาดนี้แล้ว

ตอนนี้ขอชื่นชมเจ้านัวร์ แมวมีไหวพริบ กับความรอบคอบของเอ็มราด ที่ร่ายเวทย์มนต์ใส่ริบบิ้น และจี้หยกของมาร์คัสด้วย เราก็อยากรู้ว่าจี้หยกนี้มีความสำคัญอย่างไร

มาร์คัสเป็นคนธรรมดาที่แข็งแกร่งจริงๆ สามารถโจมตีเวทย์มนต์ของคาอินได้ด้วย และตอนท้ายหวานมากๆ


เกร็ดเสริม

คาอินและอาเบลเป็นคนที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล เรื่องราวมีดังนี้

คาอิน ลูกชายคนโตทำงานเป็นชาวไร่การเกษตร ส่วนอาเบล บุตรชายคนเล็กทำงานเป็นคนเลี้ยงฝูงแกะ เมื่อทั้งสองพี่น้องได้ทำการถวายเซ่นบูชาต่อพระเจ้าโดยคาอินได้ถวายข้าวสาลี ส่วนอาเบลได้ถวายไขมันจากแกะ พระเจ้าทรงโปรดปรานเครื่องเซ่นบูชาของอาเบลมาก ส่วนเครื่องเซ่นบูชาของของคาอินไม่เป็นที่โปรดปรานทำให้คาอินเกิดความรู้สึกโกรธเคือง พระเจ้าได้ทรงตำหนิและตรัสเตือนคาอินและให้ไปทำใจบริสุทธิ์เสียใหม่แล้วพระเจ้าจะทรงโปรดปรานคาอินอย่างแน่นอน แต่ด้วยความอิจฉาริษยาและโทสะที่มีต่อน้องชายตนที่เป็นที่รักของพ่อแม่และพระเจ้าทำให้คาอินได้ตัดสินใจกระทำการล่อลวงให้อาเบลไปที่นาและสังหารเสีย(กระทำของนายคาอินได้ถือว่าเป็นการฆาตกรรมครั้งแรกของมนุษย์) ต่อมาพระเจ้าตรัสถามถึงอาเบลกับคาอิน คาอินได้ทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่ทราบ ข้าพระองค์เป็นผู้ดูแลน้องชายหรือ" แต่พระเจ้าได้ตรัสกับคาอินว่า "เจ้าทำอะไรลงไป เสียงร้องของโลหิตน้องชายของเจ้าร้องจากดินถึงเราแล้ว โอ้ เจ้าทำบาปเสียแล้ว" พระเจ้าได้ทรงสาปให้คาอินปลูกไร่ที่นาก็จะไม่ได้ผลผลิต และต้องกลายเป็นคนร่อนเร่พเนจรในโลก คาอินได้ทูลอ้อนวอนต่อพระเจ้าว่า "พระเจ้า โทษที่ข้าพระองค์ได้รับนั้นหนักหนามากกว่าจะรับได้ และหากข้าพระองค์ได้ร่อนเร่ผเนจรแล้วก็อาจจะมีคนอื่นฆ่าข้าพระองค์ก็เป็นไปได้" พระเจ้าได้ทรงตอบว่า "เราจะทำเครื่องหมายไว้บนตัวเจ้า คาอิน ผู้ใดฆ่าคาอินผู้นั้นจะได้รับโทษถึงเจ็ดเท่า" หลังจากนั้นคาอินได้เดินทางไปยังเมืองโนด ทางด้านทิศตะวันออกของเอเดนซึ่งเขาได้สร้างเมืองซึ่งได้ถูกตั้งชื่อว่า เอโนค ตามชื่อบุตรชายของตนและให้กำเนิดทายาทต่อมาอีกมากมาย

ดังนั้นนายคาอินได้กลายเป็นสัญลักษณ์คือความชั่วร้าย, ความรุนแรง และความละโมบ


เหมายัน (เห-มา-ยัน) (winter solsticeคือ  เป็นการที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด (solstice) คือ จุดสุดทางใต้ในราววันที่ 22 ธันวาคม เป็นจุดในฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ ส่วนในซีกโลกใต้จะเกิดขึ้นราวเดือนมิถุนายน มีกลางคืนนานกว่ากลางวัน ตรงข้ามกับครีษมายัน (summer solstice)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

7 ความคิดเห็น