[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 26,008 Views

  • 499 Comments

  • 1,008 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    597

    Overall
    26,008

ตอนที่ 36 : Chapter 33: 900-1000 AD Prejudices - อคติ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1061
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61

Chapter 33

Somewhere between 900 and 1000 AD – ระหว่างปีคริสตศักราช 900 ถึง 1000

Prejudices – อคติ

 

Xxx

 

ปัญหาที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามปีให้หลังเมื่อซัลตัดสินใจจะเดินหน้าดำเนินการแผนการศึกษาของเหล่าเด็กสาวเสียที

 

ที่ประชุมของเหล่าลอร์ดนั้นยังคงส่งเสียงอึกทึกกันเช่นเคย แต่รอบนี้พวกเขามานั่งหารือกันเรื่องข่าวลือแทนที่จะเป็นเรื่องปัญหาสำคัญต่างๆ

 

ข้าได้ยินมาว่ามีเลือดบริสุทธ์อมตะอยู่ตนหนึ่ง กำลังไล่ล่าเหล่าพ่อมดแม่มดไปทั่วเขตประเทศเลยลอร์ดก๊อนท์เอ่ยเราควรจะหารือกันว่าจะทำเช่นไรได้บ้างเพื่อหยุดยั้งไม่ให้มันเข้ามายังเกาะนี้ ข้าไม่สนใจถ้ามันไปก่อความเสียหายที่ไหนในแผ่นดินใหญ่แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ภายใต้การปกครองของเรา!

 

ท่านมั่นใจจริงๆหรือว่ามันเป็นเลือดบริสุทธิ์อมตะจริงๆเพฟเวอเรลถามพลางเลิกคิ้วขึ้น

 

ลอร์ดก๊อนท์ทำได้เพียงหัวเราะเหอะอย่างดูถูก

 

ข้าได้ยินว่ามันถูกตัดหัว สามวันถัดมามันก็กลับมาและฆ่าผู้สังหารมันทั้งหลายลอร์ดกอนท์ตอบ รู้สึกหลอนๆ

 

เพฟเวอเรลร้องหึ

 

ไม่มีเลือดบริสุทธิ์ที่ใดจะรอดจากอะไรแบบนั้นได้หรอกนะ!เขาโต้

 

มันก็มีอยู่นี่อย่างไรเล่า!ลอร์ดก๊อนท์ทำสีหน้าหยามเหยียด “และเห็นๆกันอยู่ว่าไม่ว่าอย่างไรเราเองก็ต้องปกป้องคนของเรา! ถ้าหากว่ามันมีเลือดบริสุทธิ์ที่ทำเช่นนั้นได้จริงเราก็ต้องหาทางป้องกัน!

 

ไม่มีเลือดบริสุทธิ์ตนไหนในโลกนี้ทำเช่นนั้นได้ - ไม่ได้นอกจากจะมีศาสตร์มืดมาข้องเกี่ยวเพฟเวอเรลยังคงโต้

 

อย่างกับว่ามันมีวิธีที่จะทำให้เป็นอมตะได้โดยใช้ศาสตร์มืดอย่างนั้นแหละลอร์ดอีกคนร้องขึ้นมา ในจังหวะต่อมาต่างก็มีแต่คนสนับสนุนคิดว่าเขานั้นพูดถูกต้องแล้ว

 

มันมีวิธีอยู่เสียงนุ่มๆของซัลแทรกขึ้นขัดผู้อื่นในที่สุด ทุกคนเงียบลงเมื่อได้ยินเขาพูด

 

ท่านดูมั่นใจในเรื่องนัันมากลอร์ดเซลวินเอ่ยด้วยคิ้วที่เลิกสูง ซัลทำเพียงแค่ยักไหล่ใส่

 

ข้าเคยได้ยินถึงความเป็นไปได้มาก่อนเขากล่าวมันเป็นหนทางที่ต่ำช้านักเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอมตะ แต่ก็นับเป็นหนทางหนึ่งอยู่ดี

 

ลอร์ดก๊อนท์ทำหน้าหยามเหยียดเต็มที่ใส่

 

ข้าคิดว่าท่านยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจสิ่งที่กำลังพูดอยู่ เชื่อข้าเสียเมื่อข้าบอกว่ามันไม่มีทางหรอกในการได้มาซึ่งความเป็นอมตะ

 

ซัลเปิดปากกำลังจะโต้ตอบแต่ลอร์ดมักกอนนากัลเร็วกว่า

 

เขาพูดถูกแล้ว เจ้าหนุ่มเขาเอ่ยมันไม่มีทางที่จะเป็นอมตะได้โดยใช้ศาสตร์มืดหรอก”

 

ถูกต้อง มันมีแค่พวกเลือดบริสุทธิ์กับความสามารถแปลกๆของพวกมันนั่นแหละอีกคนว่าข้าเดาว่ามันมีเลือดบริสุทธิ์ที่มีความสามาารถเป็นความอมตะอยู่แหละ - แล้วเลือดบริสุทธิ์ทีว่านั่นก็กำลังไล่ล่าเข่นฆ่าผู้คนอยู่บนแผ่นดินใหญ่ด้วย

 

ข้าบอกแล้วว่าไม่มีเลือดบริสุทธิ์ที่จะรอดจาก…

 

หยุดเสียทีเถอะ เพฟเวอเรล เรารู้ว่าท่านคิดว่าตัวเป็นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเลือดบริสุทธิ์แต่มันก็มีเรื่องที่ท่านเองก็ไม่ทราบเช่นกัน

 

สำหรับเรื่องที่ข้าไม่รู้นั้นข้าก็มีน้องสาวคอยจัดการให้อยู่แล้ว

 

เอาล่ะ อย่างน้อยข้าก็ไม่ลังเลที่จะสั่งห้ามไม่ให้พวกเลือดบริสุทธิ์จากแผ่นดินใหญ่เข้ามาในเขตปกครองของข้าลอร์ดอีกคนพูดขึ้นแม้ว่าเจ้าสัตว์ร้ายนั่นจะมิได้เป็นอมตะ - แต่การที่มันยังมีชีวิตอยู่นั้นก็บอกได้แล้วว่าเราควรออกห่างจากพวกไม่เป็นธรรมชาติทั้งหลาย และพวกเลือดบริสุทธิ์นั้นไม่ปกติเอาเสียเลย

 

ซัลทำหน้าดูถูกใส่แต่ลอร์ดอีกหลายๆคนกลับพยักหน้าอย่างลังเลใจ

 

ลอร์ดเซลวินถอนหายใจเฮือก

 

จังหวะหนึ่งบทสนทนาก็ตกอยู่ในความเงียบจนลอร์ดคนก่อนหน้านี้ตัดสินใจจะทำให้คำประกาศของเขาเป็นทางการไปเลย

 

“เอาล่ะ ข้าขอเสนอให้เราลงคะแนนเสียงว่าจะสั่งห้ามไม่ให้เลือดบริสุทธิ์เข้ามายังดินแดนของเราทั้งหมดหรือว่าจะให้เป็นดุลพินิจของลอร์ดแต่ละท่าน” ลอร์ดผู้ที่ออกคำสั่งห้าม ณ เขตแดนของเขากล่าวขึ้น ลอร์ดคนที่สองสนับสนุนขึ้นมา

 

ลอร์ดก๊อนท์และลอร์ดเซลวินขมวดคิ้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดีลอร์ดเซลวินก็เปิดให้ลงคะแนนเสียง

 

ซัลตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเขาเห็นจำนวนของเหล่าลอร์ดที่ลงคะแนนให้สั่งห้าม มันไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดเป็นข้อกฎหมายบังคับขึ้นมา แต่ก็ยังเยอะอยู่ดี ในความคิดของซัล

 

“ข้อเสนอถูกปฏิเสธ” ลอร์ดเซลวินกล่าว “เราควรหยุดหารือและลงคะแนนเสียงเรื่องข่าวลือกันเสียที เราควรจะกลับมาพูดถึงหัวข้อสำคัญๆกันได้แล้ว...”

 

จากนั้นการประชุมก็กลับมาสู่บรรยากาศปกติ เช่นการค้า สภาพของพืชผล การแบ่งดินแดน คำขอแต่งงานหนึ่งหรือสองที่สำคัญกับลอร์ดทุกท่าน และในที่สุดก็เป็นเรื่องของฮอกส์วาร์ด

 

เป็นตอนนั้นเอง ระหว่างที่ฟังคำชื่นชมสถาบันของพวกเขาจากลอร์ดก๊อนท์ ซัลลงมือในที่สุด

 

“ข้าขอขอบคุณสำหรับถ้อยคำอันเมตตาของท่าน ลอร์ดก๊อนท์” เขาเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลหลังจากลอร์ดที่ว่าชื่นชมฮอกส์วาร์ดและศิษย์ทั้งหลายจบ “เราน้อมรับด้วยความยินดียิ่ง แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นอย่างที่ควรเป็นที่สถานศึกษาของเราและข้าต้องขออภัยที่จะต้องทำให้ที่ประชุมนี้หมองครึ้มลงด้วยการเสนอบางสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดสำหรับข้าแต่ในขณะเดียวกันก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะกระทำให้สำเร็จ กระนั้นความเป็นจริงก็คือคำร้องขอของข้านั้นจะช่วยสถานศึกษาของเราเป็นอย่างมากหากพวกท่านทั้งหลายยอมรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้”

 

“อย่าได้เป็นกังวลไป ลอร์ดสลิธีริน” ลอร์ดมักกอนนากัลกล่าว “เสนอความคิดเห็นของท่านมาเถิดและเราจะมาพิจารณากันว่าเราสามารถให้ดำเนินการตามที่ท่านต้องการได้หรือไม่”

 

ซัลพยักหน้าและยืนขึ้น มันเป็นเมื่อสองปีที่แล้วที่พวกเขาแรกขานเขาเป็น ลอร์ดสลิธีริน ในที่ประชุมของเหล่าลอร์ด มันเป็นเพียงมุกตลกขำขันเท่านั้นในตอนแรกเริ่ม แต่ไม่นานนักก็อดดริกและซัลวาซาฮาร์ต่างสูญเสียนามเดิมในที่ประชุมไปและเหล่าลอร์ดต่างก็เรียกขานพวกเขาด้วยนามที่พวกเขาได้รับจากฮอกส์วาร์ด

 

“พวกท่านนั้นเป็นผู้กล่าวเอง ว่าเหล่าเด็กหนุ่มที่เราสอนนั้นมีความรู้มากกว่าเด็กที่ถูกสอนโดยอาจารย์เพียงท่านเดียว” เขาเริ่ม “แต่ความรู้ใหม่นั้นก็มิได้เป็นเพียงคำอวยพรสำหรับเด็กหนุ่มเหล่านั้น มันยังเป็นคำสาปร้ายด้วย”

 

“คำสาปร้าย?” ลอร์ดคนอื่นๆสบตามองกันพร้อมขมวดคิ้ว

 

“ถูกแล้ว คำสาปร้าย จนตอนนี้นั้นเหล่าเด็กหนุ่มที่ถูกสอนโดยอาจารย์เพียงท่านเดียวให้ความเคารพนับถือภริยาของพวกเขาหลังการแต่งงานเพราะพวกเขารู้ดีว่าภริยาของพวกเขานั้นก็ได้รับการสอนเวทมนตร์มาแบบเดียวกัน – แค่เพียงจากบิดาของพวกนาง มิใช่จากอาจารย์ทั้งหลาย แต่ตอนนี้นั้นข้าเริ่มจะได้ยินเสียงเล่าลือกันในฮอกส์วาร์ดว่าสตรีนั้นมิมีค่าใดๆนอกเหนือไปจากให้กำเนิดบุตรทายาทสำหรับพวกเขา สิ่งนี้ทำให้ข้าเป็นกังวลเพราะเราเหล่าผู้วิเศษนั้นให้ความนับถือสตรีของเราอย่างสูงส่งมาโดยตลอด”

 

เขาไม่ได้โกหกออกมาอย่างสิ้นเชิงหรอกเมื่อเขากล่าวเช่นนั้นกับที่ประชุม แต่เขาก็เสริมเติมแต่งความจริงไปนิดหน่อย – ไม่พูดถึงการบงการเล็กน้อยที่เขาได้ทำเมื่อเขาเป็นคนส่งเด็กๆบ้านสลิธีรินของเขาไปทำทีพูดเช่นนั้นต่อหน้าผู้ก่อตั้งที่เหลือทั้งสี่

 

ต้องขอบคุณเปลวไฟและน้ำแข็งจริงๆสำหรับสีทั้งหลายที่จะอยู่บนเสื้อคลุมของศิษย์ในอนาคตที่ตอนนี้ยังไม่มีอยู่จริง!

 

“ลอร์ดกริฟฟินดอร์? ลอร์ดกริม?” ลอร์ดมักกอนนากัลเรียกขานด้วยน้ำเสียงวิตก มันชัดเจนว่าเขาต้องการความเห็นจากทั้งสองในเรื่องนี้

 

“ข้าเกรงว่าซัลลาซาร์จะไม่ได้กล่าวเกินจริงไปเสียทีเดียว” เพฟเวอเรลเอ่ยพลางถอนหายใจ “ก็อดดริก โรวีน่า เฮลก้าและข้าเองก็ได้ยินถ้อยคำเล่าลือเหล่านี้เช่นกัน...”

 

ใช่ ขอบคุณเปลวไฟและสายลมจริงๆสำหรับสิ่งที่ใช้แยกความแตกต่างระหว่างบ้านบนเสื้อนักเรียนที่ยังไม่มีในตอนนี้!

 

ลอร์ดท่านอื่นๆขมวดคิ้ว

 

“บอกข้าที ลอร์ดสลิธีริน ท่านมีความคิดใดจะมาแก้ปัญหานี้หรือไม่?” ลอร์ดมักกอนนากัลกล่าว

 

“ข้าคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีและเป็นเวลานาน” ซัลเอ่ยระหว่างที่ค้อมศีรษะลง “ทางเดียวที่ข้ามองเห็นคือให้การศึกษาแบบเดียวกันกับเหล่าเด็กสาว ข้าขอเสนอให้อนุญาตให้พวกนางไปเรียนที่ฮอกส์วาร์ด”

 

เกิดความชุลมุนขึ้นและซัลก็ต้องยกมือของเขาขึ้นและรอไม่กี่นาทีก่อนที่เขาจะพูดต่อ

 

“แน่นอนว่าข้าทราบดีถึงปัญหาที่จะตามมา มันจะไม่เหมาะสมที่จะให้เหล่าเด็กสาวอาศัยร่วมกับเหล่าเด็กหนุ่ม ความคิดของข้าคือจะให้เด็กสาวพักอยู่ในหอแยกกับเด็กผู้ชายในแต่ละบ้าน หอพักนั้นจะถูกป้องกันเป็นอย่างดีไม่ให้เด็กหนุ่มเข้าไปได้ ในตอนที่เด็กผู้หญิงไปเรียนนั้น พวกนางจะไปด้วยกันและจะมีเอล์ฟประจำบ้านคอยติดตามไปด้วย พวกนางจะนั่งที่ที่จัดไว้แยกในห้องโถงใหญ่และพวกนางจะได้รับอนุญาตให้ยืมหนังสือไปอ่านในหอพักได้ ตัวปราสาทจะถูกวางม่านพลังเพื่อไม่ให้เด็กหนุ่มสามารถเข้าใกล้มาทำรุ่มร่ามใส่เด็กสาวที่ยังไม่แต่งงาน ข้าได้เขียนม่านพลังเอาไว้แล้วเพื่อให้สามารถแยกการกระทำที่สมควรและไม่สมควร”

 

มันยากอยู่ที่จะสร้างม่านพลังที่ว่าและมันก็ใช้เวลาไปมากที่สุดในสามปีที่ผ่านมาเลย แต่มันคุ้มค่ามาก เขามั่นใจ

 

อาจารย์ทุกท่านที่สอนที่ฮอกส์วาร์ดเองก็จะต้องให้สัตย์สาบานว่าจะไม่ประพฤติในทางมิชอบกับเด็กนักเรียนของพวกเขา เด็กหญิงทุกคนจะได้รับชื่อของเอล์ฟประจำบ้านที่จะปกป้องพวกนางหากพวกนางต้องการไปที่ไหนเพียงลำพังหรือยามที่นางประสบเหตุอันตราย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะยังเหมาะสมอยู่สำหรับเหล่าเด็กสาวและในขณะเดียวกันข่าวลือในสถานศึกษาตอนนี้นั้นก็จะหายไปในที่สุด”

 

ลอร์ดท่านอื่นๆต่างสบตากันอย่างไม่มั่นใจนัก พวกเขายังคงลังเลใจ

 

“อย่าลืมว่าเป็นสตรีผู้ที่จะได้สอนบุตรของนางด้วยความรู้ที่พวกนางมีก่อนในภายหลัง เนิ่นนานก่อนที่เหล่าเด็กหนุ่มจะไปเรียนยังฮอกส์วาร์ดมันเป็นมารดาของพวกเขาที่กล่าวสอนพวกเขาเกี่ยวกับเวทมนตร์ เพราะอย่างนั้นแล้วสตรีที่รู้เรื่องเวทมนตร์มากกว่าก็จะได้สัญญาแต่งงานง่ายกว่าสตรีที่เกือบจะไม่รู้สิ่งใดเลย หากพวกนางได้รับการศึกษาแบบเดียวกับเด็กหนุ่มอีกครั้ง คุณค่าของพวกนางก็จะยิ่งสูงค่าขึ้นไปเรื่อยๆและมันจะมีประโยชน์เมื่อพวกเด็กหนุ่มจบออกไปจากฮอกส์วาร์ดด้วยความคิดแบบนี้”

 

รอบนี้สีหน้าของลอร์ดท่านอื่นๆต่างก็เคร่งขรึมลง

 

เสร็จเขาล่ะ ซัลยิ้ม – อย่างน้อยก็เป็นอย่างนั้นจนกระทั่งคำถามแรกถูกเอื้อนเอ่ย

 

ในยี่สิบนาทีถัดมานั้นเป็นความสยองขวัญที่แท้จริง ซัลถูกถามอย่างไร้ปรานีและในที่สุดเหล่าลอร์ดก็ตัดสินใจจะเก็บไปคิดดูก่อนอีกสองวันก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจ

 

สองวันถัดมาเหล่าลอร์ดก็ยอมให้จนได้ เหล่าเด็กสาวจะได้ไปเรียนที่ฮอกส์วาร์ดหลังฤดูเก็บเกี่ยวและซัลก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการมาหลายปีในที่สุด...

 

หนึ่งวันหลังจากนั้นลอร์ดมักกอนนากัลก็เสนอว่าให้ทุกคนต้องเข้าเรียนที่ฮอกส์วาร์ด เขาอธิบายเหตุผลของเขาว่าหากเด็กสาวไปเรียนด้วยนั้น เขาอยากจะให้เด็กๆเหล่านั้นได้รับการปกป้องให้มากที่สุดและการเพิ่มฮอกส์วาร์ดและกฎของมันเข้าในกฎหมายก็จะช่วยเหลือพวกเขาในภายภาคหน้า ลอร์ดท่านอื่นๆพยักหน้า มันคงไม่ดีหากมีเด็กสาวโดนลักพาตัวไปเพราะว่ามีสองพรรคพวกกำลังทำสงครามกันและพรรคหนึ่งตัดสินใจว่ามันจะง่ายกว่าถ้าไปลักพาตัวบุตรีของอีกพรรคมาแทนที่จะลองหาวิธีสงบศึกอื่นดู

 

แต่ด้วยเหตุนั้นเอง ปัญหามันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

xxx

 

ในเมื่อเหล่าเด็กสาวได้รับการยอมรับเข้าศึกษาแล้ว ซัลก็ยกเลิกคาถาที่ใช้ปิดบังหอพักที่ถูกซ่อนเอาไว้ - เป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้รับคิ้วที่เลิกขึ้นจากผู้ก่อตั้งอีกสี่คน ซัลทำเพียงแค่ยักไหล่ไม่ใส่ใจและก็ยิ้มกว้างเมื่อพวกเขาเอาแต่จ้องกันอยู่นั่นจนกระทั่งโรวีน่าเอ่ยขึ้นว่าข้าควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วสิน่า!และจากนั้นพวกเขาก็เลิกสนใจและทำงานกันต่อไป

 

ในหน้าร้อนที่เหล่าเด็กหญิงถูกรับเข้าศึกษานั้นก็ยังเป็นหน้าร้อนเดียวกับที่พวกเขาต้องเชิญอาจารย์มาเพิ่มเพื่อช่วยงานในที่สุด เมื่อมีเด็กสาวเข้ามาด้วยมันก็มากเกินกว่าที่พวกเขาจะสอนกันด้วยคนแค่ห้าคนแล้ว

 

“เอาล่ะ” ก็อดดริกเอ่ยเมื่อพวกเขาประชุมประจำปีที่ห้องโถงใหญ่เพียงช่วงเวลาสั้นๆก่อนฤดูเก็บเกี่ยว “เรามีอาจารย์ใหม่มาเพิ่มสามคนปีนี้ อาจารย์วิชาดาราศาสตร์หนึ่งคน วิชามารยาทและการเขียนหนึ่งคน และวิชาสัตว์วิเศษหนึ่งคน” ก็อดดริกหน้าบานเมื่อเขาพูดถึงสตรีวัยกลางคนที่จะมารับหน้าที่สอนวิชามารยาทและการเขียนแทนเขา ตั้งแต่พวกเขาตัดสินใจกันมาก่อนหน้านี้ในช่วงหน้าร้อนว่าพวกเขาต้องมีอาจารย์เพิ่มก็อดดริกก็เริ่มสอดส่องมองหาคนมาทำหน้าที่แทนเขาในส่วนนี้ เขายินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อแม่หม้ายคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะสอนเรื่องนี้ให้กับเหล่าเด็กๆ ก็อดดริกเกลียดที่จะต้องสอนมารยาทและการเขียนมากจริงๆ

 

“และสักพักหลังเบลเทนอาจารย์วิชาปรุงยาคนใหม่ก็จะมาถึง” เพฟเวอเรลเสริม ซัลมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก เขาไม่รู้จักชายคนที่จะมารับช่วงต่อวิชาปรุงยาจากเขาและเขาก็ไม่ค่อยพอใจในส่วนนี้เลย อาจารย์คนอื่นๆนั้นเขาได้พบและได้รู้จักมาก่อนแต่สำหรับอาจารย์วิชาปรุงยาที่ได้รับการแนะนำมานั้นไปท่องเที่ยวทั่วประเทศอยู่ดังนั้นซัลจึงไม่ได้พบกับเขา คนที่เคยได้พบมีเพียงคนเดียวคือก็อดดริก – และซัลก็ไม่ไว้ใจก็อดดริกในเรื่องนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็อดดริกก็บอกไม่ได้ว่าตรงไหนเป็นก้นหม้อตรงไหนเป็นปากหม้อด้วยซ้ำ

 

มีคำขอของเหล่าลอร์ดเพื่อจะมาเยี่ยมชมโรงเรียนบ่อยๆด้วยเพฟเวอเรลพูดขึ้นมาในจังหวะนั้น

 

ไม่ซัลปฏิเสธทันทีแบบไม่คิด ผู้ก่อตั้งที่เหลือต่างมองมาที่เขา

 

เรากำลังพูดถึงลูกๆหลานๆของพวกเขาอยู่นะ ซัลลาซาร์เฮลก้าว่าข้ามั่นใจว่าหลายคนจะโล่งใจมากขึ้นถ้าเขารู้ว่าเด็กๆอยู่กันอย่างไร

 

พวกเขาไม่ได้ขอมาตั้งแต่ตอนเราก่อตั้งนี่ แล้วเหตุใดจึงมาขอดูเอาป่านนี้?” ซัลโต้ตอบ

 

บางทีมันอาจจะเป็นเพราะว่าบุตรีของพวกเขากำลังจะเริ่มมาเรียนที่นี่?” โรวีน่าแนะขึ้นเสียงแผ่ว

 

ซัลขมวดคิ้ว แต่แล้วเขาก็ทอดถอนใจออกมา

 

เช่นนั้นก็ให้พวกเขามาวันหนึ่งแล้วเราก็ให้พวกเขาดูเขาว่า

 

รอบนี้เป็นเพฟเวอเรลที่ขมวดคิ้วขึ้นมาบ้าง

 

ซัลลาซาร์เขาเอ่ยพร้อมถอนหายใจมันมีคำขอที่ต้องการจะเข้ามายังปราสาทได้ทั้งกลางวันและกลางคืน พวกเราคนอื่นๆคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีกันทั้งนั้น

 

ใช่แล้วก็อดดริกว่าโดยเฉพาะพวกพ่อแม่คนธรรมดาเองก็จะสบายใจถ้าพวกเขาสามารถมายังปราสาทและมาหาลูกๆเมื่อไหร่ก็…

 

ไม่! จะไม่มีคนธรรมดาผู้ใดมาเหยียบพื้นแผ่นดินแห่งนี้!ซัลรู้ว่าเขาฟังดูอคติเหลือเกิน แต่เบื้องหน้าดวงตาด้านในของเขาเห็นคมดาบเหล็กที่เย็นเฉียบราวน้ำแข็งที่พุ่งผ่านอกของเขาไปและเขาได้ยินเสียงกู่ร้องคำรามยามทหารศึกทั้งหลายเข้าฟาดฟันศัตรูและซุ่มสำเนียงของความตายในวันที่เขาสิ้นชีวิตลงเพื่อคาเมล็อตข้าจะไม่ยอมให้ใครทั้งนั้นเข้าออกสถานที่แห่งนี้ได้ตามใจชอบ

 

ซัลลาซาร์!ก็อดดริกจ้องเขา ดวงตาของเขาทอประกายกร้าวเรากำลังพูดถึงบิดามารดาของศิษย์เรากันอยู่!

 

ข้า ไม่ สน ใจ!ซัลตอบโต้พวกเขาไม่ใช่คนของที่นี่ พวกเขาจะไม่มายังที่แห่งนี้ นั่นเป็นคำขาดของข้า!

 

ก็อดดริกและคนอื่นๆต่างมองเขาอ้าปากตาค้าง

 

นี่เป็นสถานศึกษาของพวกเรา!ก็อดดริกเอ่ยออกมาเสียงเย็นเยียบในที่สุดเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องนี้เพียงคนเดียว คนอื่นๆเห็นด้วยกันหมดและเราจะทำตามสิ่งที่ส่วนใหญ่ตัดสินใจ!

 

ซัลแยกเขี้ยวใส่เขา

 

นี่เป็นปราสาทประจำตระกูลของข้า ก็อดดริก! และไม่ว่าเจ้ากำลังจะทำตามคิเมร่าตัวใดอยู่ก็ตาม ข้าจะไม่ยอมสังเวยการเสียสละของตระกูลข้าไปเพียงเพื่อทำตามความต้องการของพวกเจ้าหรอก!

 

จบประโยคนั้นเขาก็ย่ำเท้าเดินออกจากห้องโถงใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถสบตากับผู้อื่นได้อีกต่อไป

 

เขาบอกหลายครั้งหลายหนแล้วว่าม่านพลังของปราสาทนั้นมีรากฐานมาจากเวทมนตร์จิตวิญญาณ - พวกเขาไม่เคยคิดกันเลยหรืออย่างไรว่ามันหมายความเช่นไรกันแน่?

 

เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าก็อดดริกและคนอื่นๆนั้นจะยินยอมที่จะทำลายม่านพลังของปราสาทลง - ม่านพลังที่คอยปกปักษ์รักษาให้ทุกคนรอดปลอดภัย – เพียงเพื่อที่จะทำตามความต้องการของที่ประชุมของเหล่าลอร์ด

 

วันเวลาและสัปดาห์ผ่านไปหลังจากความไม่ลงรอยกันนั้น ก็อดดริกเมินเขาโดยสิ้นเชิง – สิ่งที่ทั้งสถานศึกษารู้กันโดยทั่วเมื่อเด็กๆกลับมา

 

โรวีน่าและเฮลก้าใช้วิธีที่ต่างออกไป แทนที่จะเงียบใส่เขาอย่างไร้เยื่อใย พวกเขาลองโน้มน้าวอีกครั้งและอีกครั้งเพื่อให้เขาเปลี่ยนความคิด ให้เหล่าผู้ปกครองมายังฮอกส์วาร์ดได้

 

และแล้วโรวีน่าก็ทนไม่ไหว

 

“เจ้าทำตัวเด็กจริงๆในเรื่องนี้ ซัลลาซาร์!” นางร้องขึ้นอย่างหัวเสีย “เหตุใดจึงไม่แม้แต่จะฟังเราบ้าง? เจ้าเองก็เห็นว่ามันจะช่วยเราเรื่องการร่วมมือกับที่ประชุมถ้าหากพวกเขาสามารถมาเยี่ยมสถานศึกษาตอนไหนก็ได้!

 

“ข้าไม่สนใจที่ประชุม!” ซัลตอบอย่างสงบ “ข้าบอกเจ้าไปตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อนแล้วว่าข้าจะไม่ยอมลงให้กับคำขอของพวกเจ้า ข้าจะไม่เปลี่ยนความคิดเพียงเพราะว่าพวกเจ้าหวังให้ข้าทำ”

 

“เราสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อสอนศิษย์ทั้งหลาย! จู่ๆเจ้าจะมาปฏิเสธไม่ให้บางคนเข้ามาไม่ได้เพียงเพราะว่าพ่อแม่ของพวกเขาอยากจะเห็นสถานศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก!

 

“และข้าก็บอกเจ้าว่าให้ผู้ปกครองเข้ามาได้ถ้าหากจำเป็น! ให้พวกเขามาแค่วันเดียว - วันเดียว ไม่ใช่ตอนไหนก็ได้ที่พวกเขาอยากจะมา!

 

“แต่...”

 

“ข้าไม่คิดว่าจะมีอาจารย์ที่ไหนยอมให้ผู้ปกครองเข้ามายังบ้านของเขาเมื่อไรก็ตามที่อยากมาเพียงเพราะว่าอยากจะมาดูความเป็นอยู่ของลูกเขาหรอกนะ!

 

ไม่! แต่นี่มันต่างออกไป!

 

“มันไม่ต่าง” ซัลเค้นเสียง “และข้าจะไม่ยอมลงให้ ถ้าเจ้าอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามาตอนไหนก็ได้ก็ไปหาที่อื่นทำโรงเรียนเถอะ พวกเขาจะไม่มาที่นี่ และนี่คือคำขาดของข้าในเรื่องนี้!

 

หลังจากนั้นโรวีน่าก็เลิกคุยกับเขาไปด้วยเหมือนกัน

 

กลับกันเฮลก้ามองเขาอย่างงุนงงเป็นที่สุด

 

“เจ้าไม่เคยปฏิเสธอะไรที่เราวางแผนจะทำอย่างสิ้นเชิงอย่างนี้เลย” นางกล่าว “เหตุใดจึงเป็นตอนนี้?”

 

“เพราะว่าจนถึงตอนนี้การตัดสินใจของพวกเจ้านั้นสมเหตุสมผล” ซัลเอ่ย “ตอนนี้พวกเจ้ากำลังตามืดบอดไปกับถ้อยคำสวยหรูของเหล่าลอร์ด”

 

เฮลก้าทำเพียงแค่ขมวดคิ้วเมื่อเขากล่าวเช่นนั้น

 

“ข้าไม่คิดว่าพวกเราจะตามืดบอด” นางเอ่ย “ข้าหมายถึง มันแย่ตรงไหนที่จะให้พ่อแม่ทั้งหลายมาเยี่ยมบุตรหลานของพวกเขา? พวกเขาจะไม่ทำอันตรายใดๆ...”

 

ซัลร้องหึ

 

“พวกเจ้าไม่รู้เลยจริงๆว่าม่านพลังที่พวกเจ้าอาศัยอยู่กันนั้นทำงานเช่นไร แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าการที่พวกเขาจะมาเยี่ยมบ่อยๆนั้นจะไม่ทำอันตรายจริงๆ? และข้าบอกเจ้าไปแล้ว เพียงครั้งเดียว เอาสิ ให้พวกเขามา แต่หลังจากนั้นมันก็ไม่มีความจำเป็นอื่นใดแล้วที่จะให้พวกเขามายังที่แห่งนี้”

 

เฮลก้าทำได้เพียงทอดถอนใจ

 

“เจ้ากำลังทำตัวเหมือนเด็ก ซัลลาซาร์” นางกล่าว “ข้ารู้ว่าเจ้าหวงปราสาทแห่งนี้ – แต่การทำตัวหวงและทำตัวแบบที่เจ้าทำ มันเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย”

 

ซัลทำหน้าดูถูกใส่นาง หลังจากนั้นเฮลก้าเองก็เลิกสนทนากับเขาเช่นกัน

 

ซัลวาซาฮาร์ไม่แม้แต่จะไขว้เขวสักนิดจากมุมมองของเขา เขารู้ว่าเขายอมให้ไม่ได้ แม้ว่าก็อดดริกจะเริ่มพ่นถ้อยคำประเภท อคติและ พวกจงเกลียดจงชังคนธรรมดาใส่เขาหลังจากที่ซัลไม่ยอม จนกระทั่งใกล้จะถึงปีการศึกษาใหม่

 

มันเจ็บปวดที่โดนปฏิบัติใส่เช่นนั้น – ไม่ใช่แค่เพียงก็อดดริกแต่ยังรวมถึงสตรีทั้งสองด้วย แต่ซัลยอมลงให้ไม่ได้จริงๆ ถ้าหากเขายอม เขาจะต้องทำลายม่านพลังจิตวิญญาณเพื่อที่จะให้พวกผู้ปกครองเข้ามา – และนั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาจะไม่มีทางทำได้

 

แต่อย่างไร นั่นก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะสนองตามความต้องการของผู้ก่อตั้งคนอื่นๆได้ แน่นอนว่ามันจะมีผู้ปกครองอยู่บ้างที่สามารถเข้ามาโดยที่ไม่ต้องให้เขาทำลายม่านพลังลงได้ – ผู้ปกครองที่ต้องการที่พักพิงและมีเพียงความบริสุทธิ์ใจ - แต่ที่เหลือนั้นจะไม่สามารถเข้ามาได้ถ้าซัลไม่ยอมให้เข้ามา และเขาจะมาคอยเป็นยามเฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้าตลอดไปได้อย่างไรเพียงเพื่อจะให้คนเหล่านั้นเข้ามาได้...

 

“มันมีเหตุผลที่เจ้าไม่ยอมลงให้คนอื่นๆอยู่ ใช่ไหม?” เพฟเวอเรลถามขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ซัลนั้นอยู่ด้านนอก นั่งอยู่บนโขดหินริมฝั่งทะเลสาบ เขาสะดุ้งเมื่อจู่ๆก็ได้ยินเสียงของเพฟเวอเรลดังขึ้นข้างๆ

 

เพฟเวอเรลไม่เคยพูดสิ่งใดเลยก่อนหน้านี้ที่เขาทุ่มเถียงกับผู้ก่อตั้งคนอื่นๆ ชายอีกคนนั้นไม่ได้อยู่ข้างเขา แต่เขาเองก็ไม่ได้อยู่ข้างภรรยาของเขาและคนอื่นๆเช่นกัน กลับกันเขาเลือกที่จะปฏิบัติกับซัลเหมือนกับที่เขาเคยทำมา

 

ซัลยักไหล่

 

“มีตอนที่ข้าจะทำสิ่งใดโดยปราศจากเหตุผลดีๆด้วยหรือ?” เขาเอ่ยถามเสียงเบา จ้องมองไปยังทะเลสาบเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย วันพรุ่งนี้ก็ถึงเบลเทนแล้วและหลังจากนั้นหนึ่งวันนักปรุงยาคนใหม่จะมายังฮอกส์วาร์ด

 

“ข้าจำไม่ได้ว่ามีตอนไหนที่เจ้าไร้เหตุผลด้วย” เพฟเวอเรลเอ่ยเสียงเบา “เหตุใดจึงไม่ยอมลงให้พวกเขาหรือ?”

 

มันเป็นคำถาม มิใช่ถ้อยคำกล่าวหา แต่ถึงอย่างนั้นซัลก็ยังคงลังเล จากนั้นเขาก็ถอนหายใจและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและม่านพลังที่กำลังปกป้องพวกเขา แม้ว่าจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม

 

“ม่านพลังจิตวิญญาณ – เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร?” เขาเอ่ยถามเสียงแผ่ว ตัดสินใจจะอธิบายเหตุผลของเขาให้ฟังเป็นครั้งสุดท้าย

 

เพฟเวอเรลยักไหล่

 

“จริงๆก็ไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องตายเพื่อที่จะให้มันเกิดขึ้นมาได้ ข้าไม่รู้ว่ามันถูกสร้างขึ้นอย่างไรกันแน่และมันทำงานอย่างไรแต่ข้าคิดว่าแม้กระทั่งเจ้าเองก็อาจจะไม่รู้ว่ามันถูกสร้างขึ้นและทำงานอย่างไรกันแน่”

 

ซัลถอนหายใจอีกครั้ง จากนั้นก็ลูบใบหน้าของเขาอย่างเหนื่อยอ่อน

 

“ข้ารู้ว่ามันสร้างอย่างไร” เขาว่า “ข้ารู้ว่าขั้นตอนการสร้างมันเป็นอย่างไร”

 

เพฟเวอเรลมองเขาอย่างอัศจรรย์ใจ

 

“ได้อย่างไร? ข้าหมายถึง ไม่ใช่ว่ามันเป็นบิดาของเจ้าหรือที่สร้างม่านพลังของฮอกส์วาร์ดนี้?”

 

ซัลยักไหล่

 

“ม่านพลังโลหิตที่ปกคลุมปราสาท ใช่” เขากล่าว

 

เพฟเวอเรลมองเขาแปลกๆ

 

“มันมิมีม่านพลังโลหิตที่ปกคลุมปราสาทนอกจากของเรา ซัลลาซาร์” เขาเอ่ย “ข้าอาจจะไม่ค่อยรู้เยอะนักเรื่องม่านพลัง - แต่ข้ามั่นใจเรื่องนี้”

 

ซัลทำได้เพียงลูบใบหน้าของเขาอีกครา

 

“ม่านพลังจิตวิญญาณ” เขาอธิบายออกมาในที่สุด “มีรากฐานมาจากม่านพลังโลหิตธรรมดา ม่านพลังโลหิตจะพัฒนาไปเป็นม่านพลังจิตวิญญาณถ้า...ถ้า...” เขาชะงักและกุมอกของเขาไว้ หัวใจของเขาเต้นแรงอยู่ในอก เขาได้ยินเสียงกู่ร้องประกาศศึกในอดีตและเสียงของผู้คนล้มตาย เขารู้สึกได้ถึงเหล็กเย็นเยียบที่พุ่งทะลุผ่านอกและได้ยินเสียงหัวใจของเขาหยุดเต้น

 

“ซัลลาซาร์?”

 

เขาสะดุ้งและความทรงจำก็เลือนหายไปอีกครา เพฟเวอเรลมองเขาอย่างเป็นห่วง

 

“ซัลลาซาร์ – เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?”

 

“ไม่มีอะไร” เสียงของซัลแหบแห้ง “อภัยให้ข้าเถิด”

 

เพฟเวอเรลขมวดคิ้วแน่น

 

“เจ้าอยากจะพูดอะไรก่อนที่เจ้า...จะหยุดพูด?”

 

และจบคำถามนั้นความเจ็บปวดที่เป็นดั่งปีศาจร้ายและซุ่มเสียงทั้งหมดในหูของเขาก็กลับมา

 

เขาต่อสู้กับอดีตของเขาที่พยายามจะกลืนกินเขาทั้งเป็นอีกครั้งและสาปส่งความทรงจำรูปภาพอันสมบูรณ์แบบของเขา

 

“ซัลวาซาฮาร์?”

 

ซัลเงยหน้าขึ้นฉับพลัยเมื่อเขาได้ยินชื่อที่ออกเสียงอย่างถูกต้องจากปากของเพฟเวอเรล

 

“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” มือของเพฟเวอเรลค่อยๆสัมผัสมือของซัลที่วางไว้แนบอกเหนือหัวใจของเขา จากนั้นมือของเพฟเวอเรลก็จับมือซัลและค่อยๆดึงมันออกมาจากอกของซัล “เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่ ซัลวาซาฮาร์?”

 

นามนั้นถูกเอ่ยอย่างช้าๆและระมัดระวัง มันช่างเจ็บปวดอย่างน่าประหลาดใจเมื่อได้ยินชื่อที่ถูกต้องของเขาอีกครั้งจากผู้อื่น – ที่มิได้เมามาย – อีกครั้ง

 

“ข้า...ข้าสบายดี อภัยให้ข้า เพฟเวอเรล”

 

ชายอีกคนไม่เชื่อเขาอย่างชัดเจน เขาเลือกที่จะดึงสาบเสื้อของซัลออกและมองข้างใต้ ซัลใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าเพฟเวอเรลกำลังทำอะไรและเมื่อเขาเข้าใจ มันก็สายไปแล้วที่จะหยุดอีกคน

 

ดวงตาเบิกกว้างของเพฟเวอเรลที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงสบเข้ากับเขา

 

“มันเกิดขึ้นเมื่อใดกัน?” เขาถามเสียงแผ่ว ยังคงมองซัลทุกรายละเอียด ดวงตาของเขาเสไปเพื่อมองรอยแผลเป็นน่าหวาดหวั่นบนอกของซัลอยู่เนืองๆ – รอยแผลเป็นที่ซัลคอยถูอยู่ตลอดเวลา

 

ซัลสบตาของอีกคนอย่างไม่หวั่นไหว

 

“คำถามไม่ใช่ เมื่อใด เพฟเวอเรล มันคือ ที่ไหน และ เหตุใด ต่างหาก” เขาแก้คำพูดของชายที่ตอนนี้สีหน้ามืดครึ้มลง

 

“เช่นนั้นก็บอกข้าสิ มันเกิดขึ้นที่ใด บอกข้า ว่าเหตุใดมันจึงเกิดขึ้น” เพฟเวอเรลทวนคำถามของเขาอย่างระมัดระวัง สายตาของเขาจริงใจและเศร้าโศก

 

ซัลลังเลอยู่อีกชั่วขณะ เสียงอึกทึกของสมรภูมิดังขึ้นในหัวอีกคราหนึ่ง

 

“มันเกิดขึ้นไม่กี่ไมล์จากที่ตรงนี้” เขาเอ่ยอย่างแผ่วเบา “มันเกิดขึ้นเพราะว่าข้าต้องป้องกันปราสาทและผู้คนที่อยู่ในนั้น”

 

ดวงตาของเพฟเวอเรลเลื่อนมายังใบหน้าของเขา

 

“ม่านพลังจิตวิญญาณที่ว่า” ซัลไม่มั่นใจว่านั้นเป็นคำถามหรือความเห็น แต่เขาก็ตอบไปอยู่ดี

 

“มันถูกสร้างขึ้นเมื่อบิดาทั้งสองของข้าและข้าสิ้นชีวิตลง ระหว่างพยายามจะปกป้องปราสาท” ซัลเอ่ยเสียงผะแผ่ว

 

คำตอบที่ได้รับคือเสียงสูดหายใจเข้าลึกและมืออุ่นที่เคลื่อนมาสัมผัสรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวบนอกของเขาอย่างสงสัย

 

“ข้าถูกดาบแทงจากทางด้านหลัง” ซัลบอกระหว่างที่เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าว่างเปล่า “มันทะลุผ่านหัวใจของข้าไป เป็นผู้อื่นก็คงจะตายไปแล้ว – และช่วงระยะเวลาหนึ่งข้าก็ตายไปจริงๆ ข้าแค่ไม่สามารถที่จะตายอยู่อย่างนั้นได้”

 

“ความเป็นอมตะ” เพฟเวอเรลเอ่ยขึ้นช้าๆ “อมตะเช่นที่ประชุมพูดถึง”

 

ซัลหัวเราะอย่างอ่อนแรง

 

“มันไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจให้เกิด ข้า...เกิดมา...แบบนั้น”

 

เพฟเวอเรลไม่พูดอะไรไปสักพักและจากนั้นเขาก็ถอนหายใจอีกครา

 

“เช่นนั้นม่านพลังจิตวิญญาณ” เขาเอ่ยหยั่งเชิง

 

“พวกมันเกิดขึ้นเพราะครอบครัวของข้าและตัวข้าตายลงในวันนั้น” ซัลกล่าว “หากข้าทำตามที่คนอื่นอยากให้ข้าทำ ข้าจะต้องทำลายมันลง ข้าจะต้องทำลายสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดอย่างสุดท้ายที่ครอบครัวทั้งครอบครัวของข้าทิ้งไว้เพื่อตอบสนองความกระหายอำนาจของลอร์ดที่ผยองตนเพียงไม่กี่คน”

 

คำตอบที่ได้รับเป็นเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกและซัลก็มีความกล้าที่จะมองเพฟเวอเรลอีกครั้งหนึ่ง ความเข้าใจและความหวาดหวั่นปรากฏในดวงตาของชายอีกคน มืออุ่นร้อนของเขาที่เคยทาบบนอกของซัลเลื่อนไปจนกระทั่งเขาสามารถบีบบ่าของซัลได้

 

“ข้าจะไปคุยกับพวกเขา” เพฟเวอเรลเอ่ย หมายถึงผู้ก่อตั้งคนอื่นๆอย่างชัดเจน “กระทั่งพวกเขาก็ไม่สามารถโกรธเจ้าต่อไปได้ถ้าหากพวกเขารู้ว่าเจ้าจะต้องทำลายม่านพลังทิ้งเพื่อจะทำตามความต้องการของพวกเขา”

 

ซัลทำเพียงแค่ส่งเสียงหึออกมา

 

“ข้าบอกพวกเขาเรื่องนี้ไปตั้งแต่หลายอาทิตย์ก่อนแล้ว เพฟเวอเรล” เขาเอ่ยอย่างขมขื่น “พวกเขาไม่สนใจ”

 

เพฟเวอเรลทำได้เพียงเม้มริมฝีปากเข้าด้วยกัน

 

“พวกเขาสนใจ” เขาค้านเสียงเบา “พวกเขาแค่ไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าม่านพลังเหล่านั้นมีความหมายเช่นไร ข้าจะบอกว่าครอบครัวของเจ้าสละชีวิตเพื่อมัน หากพวกเขายังไม่ยอมฟังข้าจะบอกว่าเจ้าตายเพื่อปกป้องปราสาทหลังนี้จากทุกสิ่ง และข้าไม่อาจมองข้ามการเสียสละเช่นนี้เพียงเพื่อสิ่งที่ไม่แน่นอนและยั่งยืนอย่างความต้องการของมนุษย์ได้”

 

แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินจากไป กลับไปยังตัวปราสาท

 

“แล้วถ้าพวกเขาไม่ยอมฟัง?” ซัลร้องขึ้นเบื้องหลังเขา

 

“เช่นนั้นข้าจะบอกว่า ไม่กับที่ประชุมของเหล่าลอร์ดด้วยตัวเอง” เพฟเวอเรลตอบโดยที่ไม่หันกลับไป “บางสิ่งบางอย่างนั้นล้ำค่าเกินกว่าจะถูกทำลายลงเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไร้เหตุผล”

 

พวกเขารับฟังและทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเป็นปกติอย่างช้าๆ วันเวลาผ่านไปและการทดลองสอนเหล่าเด็กหญิงก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จ ซัลก็เลยทำตามความตั้งใจถัดไปหลังจากที่เขามั่นใจแล้วว่าจะไม่มีผู้ใดคัดค้าน

 

เขาอยากให้ที่ประชุมระบุในกฎหมายว่าฮอกส์วาร์ดจะเป็นเอกเทศจากสถาบันทางกฎหมายใดๆไม่ว่าจะมีอยู่แล้วหรือยังไม่ถูกสร้างขึ้นก็ตาม และกฎข้อนี้ของฮอกส์วาร์ดนั้นจะไม่สามารถปรับแก้ได้ทุกกรณี

 

เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นเขาและผู้ก่อตั้งคนอื่นๆก็ได้ทำสัญญากับสภาของเหล่าลอร์ด[1]เพื่อให้อิสระแก่ฮอกส์วาร์ดและนักเรียนไม่ข้องเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งใดๆที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ มันเป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยที่คนอื่นๆคิดว่ามากเกินไปแต่ซัลยืนยันและ ลอร์ดสลิธีริน อย่างที่เขาถูกเรียกขานนั้นก็มีชื่อเสียงว่าเขาได้ทุกสิ่งที่เขาต้องการ – ซึ่งตะปูดอกสุดท้ายที่ทำให้เขามีชื่อเสียงเช่นนี้นั้นก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปีก่อนหน้าที่เขาจะเสนอให้รับเด็กนักเรียนหญิงเข้าเรียนที่ฮอกส์วาร์ดแล้วด้วย

 

“และเจ้าบอกเราว่าเจ้ามิมีความทะเยอทะยาน” เพฟเวอเรลกล่าวหลังจากลงนามในสัญญาเรียบร้อย “ทุ่มเถียงกับสภาจนกระทั่งฮอกส์วาร์ดเป็นดินแดนเอกเทศจากนั้นก็ทำให้แม้กระทั่งหนูตัวหนึ่งก็ไม่อาจลอบผ่านเข้ามาได้โดยไม่มีใครรู้”

 

“ก็นะ – ข้าต้องกันไม่ให้ใครเข้ามาสักคนนั่นแหละ” ซัลตอบ “ไม่มีลอร์ด คนธรรมดา เลือดบริสุทธิ์ ผู้วิเศษใดที่ไม่ได้มาเรียนควรจะได้เข้ามาโดยไม่มีใครรู้”

 

“อย่างกับว่าเราจะอนุญาตให้เลือดบริสุทธิ์เข้ามาในฮอกส์วาร์ดอย่างนั้นแหละ” ก็อดดริกร้องหึ

 

ซัลกัดฟันกรอด

 

“แล้วทำไมเราถึงจะไม่อนุญาตเล่า?” เขาถามสหายของเขานุ่มๆแทน

 

เขารู้จักก็อดดริก! ก็อดดริกเป็นคนจิตใจดี ถูกชักจูงได้ง่ายไปสักนิดและบางครั้งก็ยินยอมพร้อมใจที่จะเชื่อเรื่องที่ได้ยินมาว่าเป็นเรื่องจริงโดยไม่ไตร่ตรองไปสักนิด แต่อย่างไรก็เป็นคนจิตใจดี...

 

“เพราะว่าเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไรเล่า! เจ้ามิได้ฟังหรือว่าพวกมันเป็นสัตว์ร้ายอย่างไรบ้าง?”

 

คำพูดเหล่านั้นเป็นดั่งหมัดที่พุ่งเข้าใส่ลิ้นปี่ของซัล

 

สัตว์ร้าย

 

อาทที่อ่อนโยน จิตใจดีของเขา

 

ท่านย่าที่แม้จะเยือกเย็นแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความรักของเขา

 

ท่านปู่ที่พูดจานุ่มนวลของเขา

 

บุตรชายที่แสนวิเศษของเขา

 

สัตว์ร้าย

 

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นสัตว์ร้าย?” เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงยังคงนุ่มนวลอยู่

 

ตอลดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้นความแบ่งแยกกับเลือดบริสุทธิ์นั้นยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมันมีรายงานของการสังหารอันโหดเหี้ยมในแต่ละปีบนแผ่นดินใหญ่ ซัลพยายามจะดูแลแต่แม้ว่าเขาจะตำหนิเรื่องนี้เด็กหลายคนก็เริ่มพูดถึงเลือดบริสุทธิ์ทั้งหลายราวกับพวกเขาเป็นสัตว์ร้าย – ถ้าหากพวกเขาไม่ได้เรียกว่าสัตว์ร้ายไปเลย

 

“เพราะว่าเรื่องมันเป็นเช่นนั้น ซัลลาซาร์” ก็อดดริกว่า “และข้าจะไม่ปล่อยให้เด็กๆตกอยู่ในอันตรายโดยการปล่อยให้พวกเลือดบริสุทธิ์เข้ามาในฮอกส์วาร์ด จะไม่มีเลือดบริสุทธิ์เข้าไปที่นั่นโดยเด็ดขาด!

 

“เจ้าไม่มีสิทธิ์ในเรื่องนั้น ก็อดดริก” ซัลตอบกลับอย่างเยือกเย็นและก็เดินจากไป เขารู้ว่าเขาควรจะเผชิญหน้ากับสหายของเขาในเรื่องนี้ เขารู้ว่าเขาควรจะคุยกับชายอีกคนแต่เขากลับไม่สามารถแม้แต่จะมองหน้าชายคนที่ว่าได้ด้วยซ้ำ มันมิใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินก็อดดริกเอ่ยอะไรเช่นนี้และจนถึงตอนนี้เขาก็ตำหนิเพื่อนของเขาอย่างรุนแรงมาโดยตลอด แต่วันนี้มันต่างออกไป

 

อสูรกาย

 

เขาไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดและเมื่อใดที่ก็อดดริกไปรับเอาการต่อต้านเฟียร์บอล์กและเลือดบริสุทธิ์อย่างที่ถูกเรียกกันในตอนนี้มา เขาแค่รู้ว่ามันเป็นไปแล้ว ซัลมักจะสงสัยอยู่บ่อยๆว่ามันเป็นปัญหาง่ายๆแค่ว่าก็อดดริกไม่รู้เรื่องเฟียร์บอล์กจริงๆหรือไม่

 

บางทีถ้าหากเขาได้รู้...

 

ซัลส่ายศีรษะและก็เลือกที่จะทำอย่างที่ทำตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาแทนเมื่อเขารู้สึกหงุดหงิดกับความอคติที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเขาจนไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาหายไปยังชั้นเจ็ดที่เขาและเพฟเวอเรลใช้เป็นที่ทดลองเวทมนตร์

 

พวกเขาเริ่มการทดลองหลังจากวันนั้นที่ริมทะเลสาบและก็ซ่อนห้องๆนั้นไว้เพื่อที่จะได้ไม่มีผู้ใดมาพบ อย่างน้อยมันก็เคยเป็นห้องในตอนแรก ซัลไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเรียกสิ่งก่อสร้างที่ว่าว่าอย่างไรดี หลังจากที่มันถูกฝังด้วยระโยงระยางค์เส้นสายของรูนส์และวงแหวนต่างๆรวมถึงเวทมนตร์โลหิตและน้ำยาที่นำมาทดลอง

 

และมันก็ไม่ใช่แค่ผลงานของซัลเพียงคนเดียว เพฟเวอเรลนั้นแท้จริงเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ ซัลแค่เป็นคนที่ทำให้สิ่งที่เพฟเวอเรลคิดเอาไว้ก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้เท่านั้น

 

อีกเพียงนิดเดียวจากทางฝั่งเขา แล้วก็จากทางฝั่งเพฟเวอเรลเช่นกัน แล้วพวกเขาก็จะมากระตุ้นเพื่อเปิดใช้งานมัน ซัลได้แต่หวังว่าพวกเขาจะไม่ทำให้ปราสาทระเบิดเมื่อทำเช่นนั้น...

 

โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าในเวลาข้างหน้าห้องแห่งนี้จะกลายเป็นตำนาน ห้องไปไปมามา มันจะถูกผู้คนเรียกเช่นนั้น ห้องต้องประสงค์

 

จนกว่าจะถึงยามนั้นห้องแห่งนี้จะเป็นเพียงแค่อย่างเดียวสำหรับซัล คือห้องที่เขาจะมาระบายอารมณ์หงุดหงิดที่เกิดขึ้นจากก็อดดริกและศิษย์ที่จู่ๆก็กลายเป็นพวกอคติกันไปเสียหมดของเขา

 

Xxx

 

สามอาทิตย์ถัดมาและซัลก็กำลังสอนวิชาปรุงยา – อาจารย์วิชาปรุงยาที่ก็อดดริกหามานั้นไม่ได้เรื่องเลยสักนิดและก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากซัลเป็นคนตัดสินใจล่ะก็ชายคนนั้นจะโดนเตะโด่งออกจากฮอกส์วาร์ดไปเป็นปีแล้วแต่คนอื่นๆนั้นยืนยันว่าเขาเป็นอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมและก็ปฏิเสธทุกครั้งที่ซัลยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด  - เมื่อในที่สุดเหตุการณ์หนึ่งก็เกิดขึ้น

 

ม่านพลังที่ซัลรู้จักเป็นอย่างดีกำลังสั่นสะเทือนด้วยพลังชีวิต ผู้ลี้ภัยได้พบหนทางมาสู่ฮอกส์วาร์ดแล้ว

 

ซัลยืนขึ้นจากที่นั่งของเขาและมองรอบๆห้องเรียนของเขาเพื่อดูว่าเด็กๆปรุงยาไปถึงไหนแล้ว ส่วนใหญ่ก็เรียบร้อยกันไปหมดแล้ว

 

ดี

 

“อีกห้านาที” เขากล่าว จากนั้นก็รอจนกระทั่งนักเรียนคนสุดท้ายเดินออกจากห้องเรียนไปก่อนที่เขาจะปิดมันลงและมุ่งหน้าไปยังกระท่อมหลังเล็กๆที่เขาสร้างเอาไว้ด้านนอกสำหรับผู้ที่มาขออาศัยพักพิงยังที่แห่งนี

 

สิ่งที่ปรากฏผ่านสายตาของเขามิใช่สิ่งที่คาดคิดเลยแม้แต่น้อย เป็นฝูงเซนทอร์ มิใช่เพียงตัวผู้และตัวเมีย แต่ยังมีเด็กเล็กอยู่ด้วย ยืนอยู่อย่างระมัดระวังอยู่ด้านหน้าของกระท่อม รอคอยอยู่ มันเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันความปลอดภัยใหม่ที่จะนำผู้ลี้ภัยมายังเขตกระท่อมและให้พวกเขารั้งรออยู่ที่นั่นจนกว่าจะได้รับการต้อนรับ

 

และเหมือนเช่นทุกครั้งซัลเป็นผู้มาต้อนรับพวกเขา อย่างไรเขาก็เป็นผู้ครอบครองแผ่นดินผืนนี้ แม้ว่าปราสาทประจำตระกูลของเขาจะกลายมาเป็นสถานศึกษาก็ตาม

 

ซัลหยุดห่างออกไปไม่เท่าไรนักและก็โค้งตัวลง

 

“ข้าขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีสำหรับพวกท่าน คนแปลกหน้าทั้งหลาย” เขาทักทายอย่างนุ่มนวล “ข้าคือซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์ ผู้ครอบครองผืนดินแห่งนี้ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของข้า”

 

เหล่าเซนทอร์มิรู้จะตอบสนองเช่นไรกับเขาดี ในที่สุดเซนทอร์ที่เคร่งขรึมตนหนึ่งและเซนทอร์ชราตนหนึ่งก็ก้าวมาด้านหน้า ดวงตาอันหลักแหลมของพวกเขาไม่เคยละไปจากร่างโปร่งของซัล

 

“ข้าคือโมโรเวน ซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์” เขาเอ่ย “บอกข้าที ผู้ครอบครองผืนดิน ท่านจะขับไล่เราออกไปจากดินแดนของท่านด้วยหรือไม่?”

 

ซัลขมวดคิ้ว

 

“ขับไล่พวกท่าน?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจนัก “บ้านของข้าเป็นที่พักพิงสำหรับทุกคนที่ต้องการมัน - ดังนั้นบอกข้าที เหตุใดข้าจึงต้องขับไล่พวกท่านออกไปกัน?”

 

เหล่าเซนทอร์ต่างแลกเปลี่ยนสายตาวิตกกังวลแต่โมโรเวนนั้นมองเขาด้วยความสงบ

 

“เพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้วิเศษอื่นๆทำกับพวกของเราในตอนนี้” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าดูถูก “พวกเขาขับไล่เราจากบ้านของเราและไม่ว่าเราจะไปยังแห่งหนใด มันก็ไม่มีทางที่จะหนีไปจากพวกเขาได้”

 

ก็อดดริกจะไม่ยินดีแน่

 

“หากนั่นเป็นสิ่งที่พวกเขากระทำ พวกท่านสามารถอาศัยอยู่ในผืนดินของข้าได้” ซัลเอ่ย เขารู้ว่าโรวีน่า เพฟเวอเรลและเฮลก้าจะไม่คัดค้านและเขาก็ไม่สนใจจะถามก็อดดริกด้วย “เพียงแต่โปรดรับรู้เอาไว้ว่าที่แห่งนี้มีเด็กๆจำนวนมาก ดังนั้นโปรดอย่าทำตัวไม่เป็นมิตรกับพวกเขาเลยแม้ว่าพวกเขาจะทำเช่นนั้นกับพวกท่านก่อน”

 

โมโรเวนจ้องเขาเขม็ง

 

“ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าพวกเรานั้นนับเป็นเลือดบริสุทธิ์?” เขาถามซัลออกมาในที่สุด ความไม่อยากเชื่อเจือมาในน้ำเสียงของเขา ดูเหมือนฝูงของเขาจะเจอผู้วิเศษที่ไม่เป็นมิตรมาเกินกว่าจะไม่ระแวดระวังกับเขา

 

ซัลทำเพียงแค่ยักไหล่ไม่ยี่หระ

 

“ข้าเองก็เป็นเลือดบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน” เขากล่าว “เป็นเลือดบริสุทธิ์ผสม แต่ก็ยังเป็นเลือดบริสุทธิ์อยู่ดี”

 

หัวหน้าฝูง – ซัลมั่นใจว่าโมโรเวนคือผู้นั้น – ค้อมศีรษะลงให้หลังจากได้ยินเช่นนั้น และก็หันไปมองเซนทอร์ตนอื่นๆในฝูงของเขา ไม่ว่าจะเกิดการสนทนาโดยไร้คำพูดใดขึ้นก็ตาม ซัลไม่อาจทราบ แต่เมื่อโมโรเวนหันกลับมาหาเขาเขาก็เห็นการตัดสินใจอยู่ในแววตาของเซนทอร์ตนนี้แล้ว

 

“เราอยากจะอยู่หากเราทำได้” เขากล่าว “มันจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมหากเราจะขอพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่อาศัยของเขา?”

 

สายตาของซัลเลื่อนไปยังแนวป่าทางด้านขวา

 

“เราอาจจะต้องเข้าไปในนั้นเพื่อหาวัตถุดิบปรุงยาและล่าสัตว์” เขาเตือน

 

เซนทอร์ตรงหน้าพยักหน้ารับ

 

“เราเคยชินกับการแบ่งใช้ผืนป่ากับผู้วิเศษอยู่แล้ว หากท่านอนุญาตให้เราอยู่อาศัยเราอาจจะช่วยพวกท่านในการล่าบ้างเป็นครั้งคราวด้วย”

 

ซัลหยุดคิดเรื่องข้อเสนอเมื่อครู่สักนิดแล้วเขาก็ค้อมหัวลงให้

 

“เช่นนั้นก็ให้เป็นไปตามนั้น” เขาเอ่ย “และวางใจเถิดว่าข้าจะไปคุยกับเด็กๆที่เราสอนว่ามิให้พวกเขาเข้าไปในป่าโดยปราศจากผู้ใหญ่ไปด้วย เราจะไม่รบกวนพวกท่านโดยไม่จำเป็น”

 

รอบนี้เซนทอร์จ่าฝูงค้อมศีรษะลงบ้าง ความโล่งใจฉายชัดบนใบหน้าของเขา

 

“ข้าขอขอบคุณท่านอีกครั้ง ผู้ครอบครองผืนดิน ญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายและข้าเป็นหนี้ท่าน”

 

ซัลไม่ได้ท้วงทักถ้อยคำดังกล่าว หากเขาทำมันจะเป็นการดูหมิ่นเหล่าเซนทอร์ไป - อย่างน้อยมันก็เป็นมรรยาทในทุกวัฒนธรรมที่เขาเคยเจอมาและเขาเดาว่ามันก็คงเป็นเหมือนกันสำหรับวัฒนธรรมของเหล่าเซนทอร์

 

ดังนั้นแทนที่จะคัดค้านเขาก็เดินไปด้วยกับพวกเขาจนกระทั่งถึงแนวป่า จากนั้นเขาก็หันกลับมาและเดินกลับไปยังปราสาท

 

ก็อดดริกกำลังยืนรอเขาอยู่ที่หน้าโถงทางเข้า มันชัดเจนว่าเขาได้ยินบทสนทนาของซัลและเหล่าเซนทอร์

 

“นี่มันหมายความว่าอย่างไร?” ก็อดดริกคำราม ไม่แม้แต่จะพยายามเงียบสักนิด

 

“พวกเขาต้องการที่พักอาศัย พวกเขาก็เลยอาศัยอยู่ที่นี่” ซัลเอ่ยตอบอย่างสงบ เขารู้จากสีหน้าของก็อดดริกว่าเขาต้องต่อสู้หัวเด็ดตีนขาดเพื่อให้ก็อดดริกฟังเขา – แต่ซัลรู้ว่าเขาเองก็ไม่อาจยอมได้ เขาต้องขีดเส้นเสียทีและถ้าจะให้พูดตามตรง เขาเหนื่อยล้ามากหลังจากรู้สึกขมขื่นไม่หยุดมาตลอดสองปีที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย

 

“พวกมันต้องการที่พักอาศัย? พวกมันต้องการที่พักอาศัย! นั่นเป็นข้ออ้างของเจ้าหรือ?! เจ้าคิดถึงเด็กๆที่เรากำลังปกป้องอยู่บ้างหรือไม่?” ก็อดดริกกระซิบลอดไรฟัน

 

“แน่นอนว่าข้าคิดสิ พวกเขาไม่เป็นอันตรายกับเด็กๆเสียหน่อย” ซัลตอบพลางทอดถอนใจ

 

“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าคิด ซัลลาซาร์! แต่ดูพวกมันสิ! พวกมันไม่ปกติ – เจ้าก็เห็นแค่มองดูเท่านั้น! พวกมันเป็นเลือดบริสุทธิ์นะ - พวกมันไม่มีสิทธิ์เข้ามาในฮอกส์วาร์ด!

 

“ฮอกส์วาร์ดเป็นที่พักพิง ก็อดดริก สำ หรับ ทุก คน” ซัลเอ่ยลอดไรฟันกลับไป ภาษาพาร์เซลเริ่มเจือเข้ามาในน้ำเสียงของเขา “พวกเขามีสิทธิ์ทุกประการในการอยู่ที่นี่หากพวกเขาต้องการการปกป้อง!

 

“โอ้ – และสิ่งถัดมาที่เข้าจะพูดคือเราควรรับเด็กๆของพวกมันเข้ามาเรียน!” ก็อดดริกเอ่ยยั่วยุเสียงเย็น “ข้าเห็นมาแต่ไกลเลย เดรัจฉานเดินกันให้ควั่กบนบันไดของฮอกส์วาร์ด!

 

“พวกเขามิใช่สัตว์เดรัจฉาน!” ซัลตอบกลับอย่างรุนแรง “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ก็อดดริก?! เจ้ามิใช่คนแบบนี้เมื่อข้าพบเจ้าครั้งแรก!

 

“บางทีข้าอาจจะโตขึ้น!

 

“ใช่ โตมาเป็นพวกอคติไม่ยอมฟังผู้ใด!

 

“ข้ามิใช่พวกอคติมิยอมฟังผู้ใด!

 

“แต่ตอนนี้เจ้ากำลังเป็นอยู่ ก็อดดริก! เรากำลังพูดถึงเด็กๆและเจ้าก็เรียกพวกเขาว่า เดรัจฉาน!

 

“หรือข้าควรใช้คำว่าสัตว์ร้ายแทนดีเล่า?” ก็อดดริกเอ่ยลอดไรฟันอย่างมีโทสะ

 

“พวก เขา คือ เด็ก ก็อดดริก! เด็ก!

 

“พวกมันมีกีบเท้า!

 

“เพราะว่าพวกเขาเป็นเซนทอร์เด็ก!” ซัลโต้ “ถ้าหากพวกเขาเป็นแวมไพร์พวกเขาก็ไม่มีกีบเท้าหรอก - และข้าก็ยังจะต้อนรับพวกเขาอยู่ดี!

 

“แวมไพร์?! เจ้ากำลังบอกข้าว่าถ้าหากมีแวมไพร์มาที่นี่เพื่อให้ลูกมันมาเรียนที่ฮอกส์วาร์ดเจ้าจะบอกไปว่า ได้ อย่างนั้นหรือ?!

 

“ใช่!

 

“งั้นบอกข้ามาว่าเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ในนามของมอร์กาน่า ซัลลาซาร์?! เลือดบริสุทธิ์ในฮอกส์วาร์ด” ก็อดดริกร้อง “ข้าจะไม่ยอมให้มีเลือดบริสุทธิ์ในฮอกส์วาร์ดอย่างเด็ดขาด!

 

“พวกเขาเป็นเด็ก ก็อดดริก!” ซัลตอบกลับอย่างเผ็ดร้อนอีกรอบ “เด็กเหมือนๆกับเลือดผสมคนอื่นๆ! สิ่งเดียวที่แตกต่างคือชาติกำเนิดของพวกเขา! ข้าจะไม่แยกพวกเขาออกไปเพียงเพราะพวกเขามีบิดามารดาเป็นเลือดบริสุทธิ์ทั้งคู่มิใช่เพียงหนึ่ง!

 

“จะไม่มีเด็กที่มีพ่อแม่เป็นเลือดบริสุทธิ์ในโรงเรียนของข้า!” ก็อดดริกตะโกน “ข้าไม่ต้องการเด็กที่กัดคนอื่นหรือทำอะไรก็ไม่มีใครรู้กับพวกเขา! พวกเลือดบริสุทธิ์มันอันตราย! พวกมันมิใช่มนุษย์! เจ้าสอนมันให้เป็นมนุษย์ไม่ได้! พวกมันเป็นสัตว์ร้าย!

 

“สสสสสัตว์ร้าย?!” ซัลทวนพลางขู่ฟ่อ เขารู้ว่าตอนนี้มันออกนอกเรื่องไปแล้วแต่บางทีมันก็ถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับก็อดดริกอย่างที่ควรทำมาตั้งนานแล้วเสียที “สสสสัตว์ร้าย! เจ้ากล้าดีอย่างไร!

 

เจ้านั่นแหละกล้าดีอย่างไร!” ก็อดดริกตะคอก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพฟเวอเรลกับข้าจะเสียอะไรถ้าหากมีคนรู้ว่าเรารับเลือดบริสุทธิ์เข้ามาเรียน? เราพังแน่!

 

“ได้! โยนพวกเขาออกไปให้หมด! ถ้าเจ้าไม่อยากได้เด็กเลือดบริสุทธิ์ข้าก็ไม่ต้องการเด็กเลือดผสมในฮอกส์วาร์ดเช่นกัน! อย่างไรเลือดของพวกเขาก็สกปรกนี่!” ใช่ว่าเขาจะหมายความเช่นนั้นจริงๆ แต่เขาหยุดตัวเองไม่ได้ ความเกลียดชังนั้นเป็นราวกับแผลกลัดหนองมานานนับปีและเขาหยุดไม่ได้อีกแล้ว ถึงแม้เขาจะอยากหยุดก็ตาม

 

“เจ้า!” ก็อดดริกตะโกนก้องและชักดาบของเขาออกมา “เจ้าบังอาจดูถูกศิษย์ของเรา!

 

“ข้า ไม่ สน ใจ!” ซัลขู่ฟ่อ “พวกเขาดูถูกข้าอยู่ตลอดเวลา! ทำไมข้าจะต้องสนใจถ้าข้าไปดูถูกพวกเขาตอนนี้! พวกเขาก็เป็นแบบเดียวกับเจ้า! ข้าทนกับคำดูหมิ่นเหยียดหยามของเจ้ามานานมากพอแล้ว! ข้าไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว! ข้ายอมแพ้ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเจ้าแล้ว! ดังนั้นหุบปากไปเสีย!

 

“เจ้ากำลังพูดถึงอะไรกัน?!” ก็อดดริกคำราม “ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้าสักหน่อย! เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น?!

 

“เจ้าไม่ได้ดูถูกข้า?! เจ้าน่ะหรือไม่ได้ดูถูกข้า?!” ซัลขู่ฟ่อ “เจ้าเรียกข้าว่าสัตว์ร้ายอยู่ตลอดเวลา - และเจ้าบอกข้าว่าเจ้าไม่ได้ดูถูกข้า?! เจ้าเรียกบุตรข้าว่าเป็นสัตว์ร้าย! บิดาข้า! ปู่ย่าข้า! และตอนนี้เจ้ามาบอกว่าเจ้าไม่ได้ดูถูกข้า?! พูดอีกรอบสิ – สัตว์ร้ายตัวนี้ไม่เป็นมนุษย์มากพอจะเข้าใจคำพูดของคนอคติชั้นต่ำที่อยากจะเป็นเลือดผสมเสียเหลือเกินหรอก!

 

“คนอคติที่อยากจะเป็นเลือดผสม?!” ก็อดดริกทวน “เจ้ากำลังดูถูกข้าหรือ?!

 

“แล้วถ้าข้าทำ - ใครจะสนใจ?!” ซัลโต้ตอบ “ข้าไม่คิดมากกับการต้องพูดความจริงกับเจ้าตรงๆหรอกนะถ้าข้าต้องทำ!

 

“ความจริง?! ความจริง?! ความจริงอะไร?!

 

“ความจริงที่เจ้าไม่อยากจะเห็น!” ซัลกระซิบลอดไรฟัน “มองดูลูกศิษย์ของเราสิ! พวกเขาอาจจะเก่ง – แต่พวกเขาจะเก่งได้มากกว่านี้อีกถ้าหากพวกเขาได้เรียนวิธีอื่นๆจากเด็กๆเลือดบริสุทธิ์ในการใช้...”

 

“ข้า จะ ไม่ ยอม ให้ มี เลือด บริสุทธิ์ ใน บ้าน ของ ข้า!” ก็อดดริกตะเบ็งเสียง

 

“ได้! งั้นพวกเขาจะมาอยู่ในบ้านของข้า! ข้าไม่สนใจ! ถ้าหากข้าต้องทำข้าจะปฏิเสธเลือดผสมทั้งหมดและรับแค่เลือดบริสุทธิ์!

 

“เจ้าฟังดูเหมือนศิษย์ของเจ้าไม่คู่ควรกับการเสียเวลาด้วยเพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นเลือดผสมอย่างนั้นแหละ!

 

“ข้าแค่บอกว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์จากเลือดบริสุทธิ์ได้!” ซัลโต้ตอบ “เลือดบริสุทธิ์รู้ในสิ่งที่เลือดบริสุทธิ์ไม่เคย...”

 

คมดาบของก็อดดริกแนบเข้ากับลำคอของซัล หยาดโลหิตหยดหนึ่งไหลลงสู่กระดูกไหปล้าร้าของซัล

 

“ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะเป็นไอ้คนอคติ... !

 

“ก็อดดริก!

 

ก็อดดริกหยุดพูดกลางคันและเงยหน้าขึ้น ที่ชั้นบนสุดของบันไดเฮลก้ายืนอยู่ ณ ที่นั้น นางมองพวกเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

 

“เฮลก้า! ก็อดดริก...นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!” เพฟเวอเรลหยุดลงเบื้องหลังภรรยาของเขา มองไปยังภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า “ก็อดดริก...เอาดาบไปจ่อคอซัลด้วยเหตุใด?”

 

“เพราะว่าข้าทนมานานแล้วกับวิธีคิดอคติๆของเขา!” ก็อดดริกเอ่ยอย่างโกรธา

 

“วิธีคิดอคติๆของข้า?! ของข้า?!” ซัลขู่ฟ่อ “จนตอนนี้ข้ายังไม่เคยเอ่ยถึงอะไรอคติทั้งสิ้น! เจ้ากล้าดีอย่างไรมากล่าวหาข้าในเมื่อเจ้าเองที่เป็นผู้ที่มองเด็กๆเหล่านั้นแล้วเห็นเพียงสัตว์ร้าย?! เมื่อเจ้าเป็นผู้ที่มองบุตรของข้าแล้วเห็นเพียงสัตว์ร้าย?!

 

“บุตรเจ้า? บุตรของเจ้า?! ข้าไม่เคยพบบุตรเจ้าด้วยซ้ำ!

 

คมดาบกดลึกเข้าในลำคอของซัลมากขึ้นแต่ซัลไม่แม้แต่จะขยับสักนิด เขาไม่แม้แต่จะแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่ได้รับ – ทั้งทางกายและทางใจ

 

“ไม่หรอก” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าไม่เคยพบเขา แต่เจ้าก็เรียกเขาว่าสัตว์ร้ายอยู่ดี!

 

“แล้วเหตุใดข้าต้องเรียกบุตรเจ้าว่าสัตว์ร้าย?” รอบนี้ก็อดดริกดูงุนงงจริงๆ โทสะของเขาจางลงเล็กน้อยด้วยความรู้สึกใหม่ที่เข้ามาแทรก

 

“ไม่รู้สิ! ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะเป็นคนถืออคติแบบนี้เช่นกัน! ดังนั้นบอกข้ามา ก็อดดริก...เหตุใดจู่ๆเจ้าจึงเรียกข้าว่าสัตว์ร้าย?!

 

เพฟเวอเรลและเฮลก้าส่งเสียงร้องอย่างตกใจ

 

“เจ้าทำหรือ...?! ก็อดดริก เหตุใดกัน?!” เฮลก้าร้อง จ้องไปยังพี่ชายของนางที่กำลังดูงุนงงสุดขีด

 

“เหอ? แต่...ข้าไม่ได้พูด! ทำไมข้าจะต้องเรียกเจ้าว่าสัตว์ร้าย?!” เขาเอ่ย ละดาบลงเล็กน้อยเพื่อให้มันวางพักอยู่ที่บ่าของซัลแทน

 

ซัลทำได้เพียงจ้องมองชายตรงหน้าเขาเขม็ง ยังคงเคืองโกรธอย่างรุนแรงและรู้สึกเจ็บปวด

 

“ข้าไม่รู้ ข้ารู้แค่เจ้าทำ! เจ้าเรียกข้าว่าสัตว์ร้ายต่อหน้า เจ้าเรียกบิดาข้า ปู่ย่าข้าและบุตรของข้าว่าสัตว์ร้ายใส่หน้าข้า! แล้วเจ้ามาถามข้าว่าเหตุใดข้าจึงโกรธเจ้าหรือ?!

 

“ข้าไม่เคยคิด...! เราคุยกันเรื่องเลือดบริสุทธิ์และเด็กเลือดบริสุทธิ์ในฮอกส์วาร์ด! มันไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าหรือครอบครัวของเจ้าเลย!

 

“อ้อเหรอ ข่าวด่วน ก็อดดริก! ข้าเป็นเลือดบริสุทธิ์! บิดาข้าเป็นเลือดบริสุทธิ์! ปู่ย่าข้าก็เป็น! บุตรข้าด้วย! ข้าอาจจะเป็นเลือดบริสุทธิ์ผสมแต่ก็เป็นเลือดบริสุทธิ์อยู่ดี! ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะคิดว่าข้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจประพฤติตนดังเช่นมนุษย์ได้!” จบประโยคนั้นซัลก็หันหลังและย่ำเท้าออกจากปราสาทไป เขาต้องการพื้นที่ เขาต้องการพื้นที่และเวลาห่างจากก็อดดริกจริงๆ

 

เขาทนมาพอแล้ว

 

“ข้าไม่อยากเชื่อว่าเจ้าจะบอกเขาว่าเขาไม่เป็นมนุษย์มากพอจะถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง!” เฮลก้าเอ่ย มองพี่ชายของนางด้วยดวงตากล่าวหา “ภาวนาให้เขาอภัยให้เจ้าเถอะ - เพราะถ้าเขาไม่ข้าจะโยนเจ้าออกจากฮอกส์วาร์ดเองแบบไม่คิดเลย!” นางหันหลังและเดินจากไป

 

“แต่...” ก็อดดริกพูด “แต่...ข้าคิดว่า...ข้าไม่คิดว่าเลือดบริสุทธิ์จะปกติธรรมดาได้อย่างนี้...ข้าหมายถึงเรื่องพวกนั้น...ข้า...ข้า...”

 

เจ้ามันโง่เขลา ก็อดดริก” เพฟเวอเรลเอ่ยพลางทอดถอนใจ “เจ้ามันปัญญาอ่อนขนาดไปเชื่อนิทานปรัมปราได้อย่างไรกัน...?”

 

“แต่...แต่...” ก็อดดริกมองเพฟเวอเรลอย่างหมดหนทาง

 

“อย่าบังอาจจะมองหาและให้ข้าหรือโรวีน่าปลอบใจเลย! อย่างไร – ข้าก็เป็นเลือดบริสุทธิ์เช่นกัน และจากที่ข้าฟังดูแล้วเหมือนข้าจะมิใช่สิ่งใดนอกจากเดรัจฉานในสายตาของเจ้าเลย...!

 

และเขาก็เดินจากไป ทิ้งก็อดดริกไว้เพียงลำพังในโถงทางเข้า ดูราวกับคนหมดหนทางที่กำลังหาทางไปต่อไม่ได้และถูกความรู้สึกผิดกดทับบนบ่า

 

วันนั้นเป็นวันที่ซัลลาซาร์ สลิธีรินจากฮอกวอตส์ไป

 

 

To Be Continue

 

Upcoming Chapter: A Riddle Recovered เปิดโปงปริศนา (ริดเดิ้ล)

 

 

[1] Council of Lords สภาของเหล่าลอร์ด ก็คือสถาบันทางสังคมของผู้วิเศษที่พัฒนาต่อมาจากที่ประชุมของเหล่าลอร์ดนั่นแหละค่ะ สมาชิกสภาชุดเดิม เพียงแต่เวลามันผ่านไปมันก็พัฒนามากขึ้น

 

รางวัล MVP คนดีศรีฮอกส์วาร์ดเราขอยกให้เพฟเวอเรลค่ะ ฮือออออ //สูดจมูกให้แรงดราม่า

ลอร์ดมักกอนนากัลเหมือนลืมอายุซัลไปแล้ว... เราไม่รู้ว่าคนมันขี้ลืมกันหรือยังไงเนาะ เพราะจริงๆช่วงเวลาก็หลายปีอยู่เหมือนกัน แต่ข้อมูลพวกนี้มันสำคัญนา ลืมไปได้ยังไง

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ตอนที่แล้วก็อดดริกยังดูเข้าอกเข้าใจกันอยู่เลย ทำไมตอนนี้เป็นอย่างนี้ล่ะ... ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ แต่ก็อดดริกมันทึ่มมากเลยนะ ทึ่มแบบ ซัลต้องเครียดอ่ะ ก็อดดริกนี่ก็คือลูกหลานของน้องละกลายมาเป็นเพื่อนสนิท คือซัลควรจะเครียดว่าลูกหลานน้องมันทึ่มหรือควรจะเครียดที่ต้องมาเป็นเพื่อนคนทึ่มขนาดนี้เนี่ย //กุมขมับแทนซัล

แปลตอนนี้ไปปวดใจมากเลยค่ะ มันบิลด์มาแต่ต้นเลยว่าพายุกำลังมานะ มันเลยทำให้แปลช้าด้วยหน่อยๆนี่แหละ แปลไปจะรับไม่ได้ไป ขอไปปรับอารมณ์ก่อนนะ เศร้าจริงจัง

 

ยินดีต้อนรับทุกคนกลับมาค่ะ ทั้งคนที่ตามอยู่แล้ว และก็คนที่หลงเข้ามาตอนเราสอบและไร้สัญญาณตอบรับกับทุกคนมาก เรากลับมาง้อทุกคนแล้วค่ะ //ยื่นก้อยพร้อมส่งตอนให้

ตอนนี้เราสอบปลายภาคเสร็จแล้วค่ะ เพิ่งสอบเสร็จเมื่อไม่กี่วันมานี้เลย คือช่วงก่อนหน้านั้นที่หายไปต้องขอโทษที่ไม่ได้มาแจ้งนะคะ ช่วงนั้นงานรุมมากเพราะใกล้จะจบเทอม แล้วก็มีไฟนอลอีก แต่ตอนนี้มันจบไปแล้ว (ช่วงหนึ่ง...แล้วมันจะกลับมา...) ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะไม่มาแจ้งเพราะว่าถ้าขึ้นแจ้งเตือนทุกคนก็จะแบบ ไหนตอนใหม่อ่ะ ซึ่งตอนนั้นคือไม่มีเลยค่ะ แม้กระทั่งชื่อบทกับดอคยังไม่ตั้งเลย ก็เลยคิดว่ารอเราอีกแปปนะ จะมาให้ชื่นใจ

ซึ่งจะบอกว่าเห็นเมนต์ทวงทีไรก็สะดุ้งทุกทีเลยค่ะ 555555

ตอนนี้ออกจะสั้นกว่าตอนที่ผ่านมาหน่อยๆ เดี๋ยวตอนถัดไปจะตามมาในเร็วๆนี้แน่นอนค่ะ

เห็นมีบอกให้แปลเก็บไว้ จริงๆมีช่วงหนึ่งเลยค่ะที่เราแปลเก็บไว้เยอะมากและก็ทยอยเอามาลงให้ ซึ่งแรกๆที่เปิดเทอมก็โอเคดีเพราะว่ามีเก็บไว้เยอะ แต่ตอนหลังจะเห็นที่มันจะรอดแหล่มิรอดแหล่ ลงทันบ้าง ลงไม่ทันบ้าง นั่นสต็อกหมดค่ะ ช่วงนั้นแปลสดไฟลุกโน้ตบุ้คเลย ชอบมาแปลวันอัพด้วย 5555 เปิดเทอมแล้วว่างน้อยลงจริงๆค่ะ ยิ่งช่วงสอบนี่ไม่ว่างแปลจริงๆ คือขนาดต้นฉบับมาอัพตอนใหม่แล้วเรายังไม่ว่างอ่านเลยค่ะตอนนั้น

ยังไงขอยืนยันตรงนี้ค่ะว่าไม่ทิ้งเรื่องนี้และจะแปลจบแน่นอนค่ะ อาจมีหายไปบ้างเป็นครั้งคราวแต่เราไม่ทิ้งแน่นอนนะ เหลืออีกตั้ง 20 กว่าตอนกว่าจะถึงล่าสุดของต้นฉบับ อยู่กันไปยาวๆค่ะ

ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้วเนาะ ขอให้ทุกคนมีความสุขสมหวังกับปีใหม่ที่จะถึงนี้นะคะ

ไม่เจอกันนานทอล์คยาวเลยแฮะ

 

สำหรับสองตอนถัดไปที่จะมาถึงนี้เราจะกลับไปหาแฮร์รี่กับเรื่องวุ่นวายในทามไลน์ปัจจุบันค่ะ มันกำลังจะสนุกเลย

แล้วเจอกันนะคะ ^ ^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #403 Akatsuki Alice (@petchjeed) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 03:29

    กริฟฟินดอร์นี่มันกริฟฟินดอร์จริงๆ ไปตายซะ! นอกจากซัลจะเป็นบรรพบุรุษแล้วยังเป็นคนช่วยชีวิตแก ให้ที่อยู่และที่สอน ให้ดาบของตัวเอง ใช้เหตุผลและบอกทุกอย่าง -เวรงี่เง่า สมองนิ่ม!!

    เผื่อลืม - มี เลือด บริสุทธิ์ อยู่ ใน ตัว - โง่ เง่า ไร้ สมอง!!

    ขอให้ฮอกวอตในอนาคตเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาให้คนได้รับรู้ถึงสิ่งที่มันกระทำไม่ใช่ทำตัวเหมือนตัวเองเป็นนางเอกโดนรังแก และ จะได้รู้ถึงความ อคติ ต่ำช้า และโง่งมของตัวเอง!!!

    #403
    0
  2. #402 MIN&FRONG (@fern55-helen66) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2561 / 18:37
    ฮืออออออออ เพฟเวอเรล พระเอกของเรา อบอุ่นกว่าเพฟเวอเรลก็พระอาทิตย์
    ซัลเป็นทวดของทวดของทวดนายเลยนะก็อดดริก เชื่อฟังผู้ใหญ่ซะ
    #402
    0
  3. #398 WaranyaCin (@WaranyaCin) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 19:58
    Merry christmasนะคะ ทั้งไรท์ที่นี่ ที่นู่นและหนูซัล<3<3<3
    #398
    0
  4. #397 BarMeeYen (@BarMeeYen) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 15:49

    เพฟเวอเรลนี่พระเอกจริงๆค่ะ คุยด้วยเหตุผลจริงๆไม่ใช่อารมณ์ มีสมอง(?)มากกว่าก็อดดริกเยอะ(มาก)

    ส่วนก็อดดริกนี่อยากจะด่า กริฟฟินดอร์โง่เง่า ก็เกรงใจกริฟฟินดอร์ งั้นด่าเจ้าโง่ก็อดดริก!!

    ได้ข่าวว่าซัลก็เคยพูดกับเอ็งไม่ใช่หรออออ

    อ่านอิ้งว่าหัวร้อนแล้วพอมาอ่านแปลแล้วอยากจะฟาดก็อดดริกให้ตายฮึ้ยยยยยย


    ดีใจที่ไรต์กลับมาอัพแล้ววววว ตอนแรกเห็นอัพถึงกับต้องเลื่อนดูชื่อเรื่อง555 คิดถึงเรื่องนี้มากค่ะะะ

    ดีใจที่บอกว่าจะแปลต่อจนจบ ยังไงก็สู้ๆนะคะเราจะติดตาม ส่วนเรื่องสอบที่ผ่านไปแล้วขอให้เกรดออกมาสวยๆนะคะ

    ขอบคุณทากเลยนะคะที่แปลเรื่องนี้มา!!https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png

    #397
    0
  5. #396 Balck-S (@Balck-S) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 14:31

    Merry &#127876; Christmas

    ขอให้มีความสุขในวันคริสมาสนะครับ~
    #396
    0
  6. #392 ภูตเงา [Doppelganger] (@nean8) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:50

    โอ๊ยยยยยย อยากตบหัวก็อดดริกแล้วแงะกระโหลกนางออกมาดูว่ามีอะไรอยู่ไหนนั้นบ้างจริงๆ อีตาคนทึ่มงี่เง่าเต่าตุ่นที่สุดในสามโลก!!!!!!!

    #392
    0
  7. #391 PiyapatBang (@PiyapatBang) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:43
    Merry Christmas ล่วงหน้านะคะนักแปล เหมือนก็อดจะลืมไปว่าซัลเป็นบรรพบุรุษของตัวเอง ถ้าเราเป็นซัลเราก็ไม่ทนค่ะ ถูกดูถูกแบบนั้น เราอ่านแล้วรู้เลยว่าตอนนี้ซัลไปแน่ หึ! เจ้าก็อด เจ้าคนโง่งม สมควรโดนด่านักกก ซัลยังทำน้อยไป นี่ถึงขนาดเอาดาบจ่อคอ ง๊ากกกกกกกก
    #391
    0
  8. #390 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:34
    ถ้าอยู่ใกล้ๆจะขอตบหน้าก็อดดิกเรียกสติซักที หงุดหงิดโว้ยยยยยย
    #390
    0
  9. #389 เหมียวขนฟู (@bloodytea) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:23
    เดือดจริง
    #389
    0
  10. #388 akarine2 (@akarine) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 23:01

    หงุดหงิด แต่ก็น้ำตาคลอ
    #388
    0
  11. #387 campusorpom (@campusorpom) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 22:57
    เย่ๆๆกลับมาแล้วว
    #387
    0
  12. #386 junenior03 (@junenior03) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 22:48
    จริงๆเล๊ยกริฟฟินดอร์งี่เง่าา เค้าจะได้ปรับความเข้าใจกันมั้ยเนี่ย
    #386
    0
  13. #385 shierichi (@shierichi) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 22:44
    คิดถึงคุณผู้แปลจริงๆค่ะ เราอ่านต้นฉบับรอคุณอยู่นะคะฮ่าๆ ตอนอ่านต้นฉบับคือยังหงุดหงิดก็อดดริกเลยค่ะ พอมาอ่านแปลด้วยนี่อื้อหือ ความรู้สึกหงุดหงิดมันกลับมาเลย สมกับคำกริฟฟินดอร์โง่เง่าจริงๆคนนี้ เห้อ คุณซัลโกรธแล้วค่ะทีนี้ แต่มันก็น่าโกรธจริงๆอ่ะ เราแอบคิดอยู่เลยว่าจริงๆไม่ใช่ผู้ก่อตั้งทุกคนนี่เป็นเลือดบริสุทธิ์เรอะ ถ้าใช่นี่จริงๆก็อดดริกก็ด่าตัวเองอยู่รึเปล่า55555
    #385
    0
  14. #384 PATPAT69 (@s-1-a-8-i-7) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 22:42

    เอาจริงๆคืออยากรู้ว่าทั้งเรื่องเนี้ย มีแค่คนกลุ่มแรกๆหรืออย่างไรที่ความจำดี ตั้งแต่เจอกับก็อดดริก ทุกคนนับจากนั้นคือความจำสั้นกันหมดเลย เหมือนลืมไปว่าซัลคือใคร อายุเท่าไหร่ งงในงง
    #384
    0
  15. #383 hyun_park22 (@hyun_park22) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 22:31
    โว้ยยซัลหนีไปแล้ว-งั่งงงงไปขอโทษเดี๋ยวนี้นะ-สิงโตบ้าาาา ซัลลล ปวดใจแทนซับแบบบบบ
    #383
    0
  16. #382 wal_5678 (@wal_5678) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 21:42

    โว้ยยยย ก็อดดิกโว้ยยยย ตอนที่แล้วเชียร์ก็อดซัลตอนนี้ขอโดดจากเรือโว้ยยยย


    ซัลหนีไปแล้ว จะมีบทปรับความเข้าใจกับก็อดมั้ยเนี่ยยยย

    #382
    0
  17. #381 Tomaiey (@tueysmall) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 21:34
    โกรธ! โกรธมาก! เจ้ากริฟฟินดอร์งี่เง่านี่!

    เหอะ!
    #381
    0
  18. #380 fai22149 (@fai22149) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 20:58
    หงุดหงิดตาก็อดดริก นั่นบรรพบุรุษ?ของเองนะเฟ้ย เอากระทะตบหน้าหันเลย
    #380
    0
  19. #379 นักอ่าน...lnwcool (@lnwcool) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 20:22

    โดนคาถาอะไรรึเปล่านะ

    #379
    0
  20. #377 fonfon_9 (@fonfon_9) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:55
    ไรท์กลับมาแว้วววววว
    #377
    0
  21. #376 Puai244 (@Puai244) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:39
    ตอนอ่านฉบับอังกฤษ เพราะรอแปลไม่ไหว ด่าก็อดดริกไปหลายรอบมาก
    ส่วนเพฟเวอเรล เป็นคนดีจริงๆ เหมาะสมกับการเป็นอาจารย์ใหญ่
    ก็อดดริกนี่โง่จนลืมความเป็นเฟียร์บ๊อกซ์บอร์นไปละ แค่โดนลืมนามสกุลก็ลืมเลย ตาโง่วววนี่...
    กว่าจะฉลาดก็อีกหลายตอนเลย (ตบคว่ำ)
    ซัลวาซาฮาร์น่ารัก พอคิดว่าแฮร์รี่เจอกับฟีเรนซี่ ต้องอีกฝ่ายรู้ว่าแฮร์รี่จะเป็นใครแน่
    อคติทำให้บางอย่างบิดเบี้ยวลืมเลือน ความหมายเบี่ยงไปจากที่เคยเป็นจนลืมว่าอะไรคือเลือดบริสุทธิ์
    #376
    0
  22. #375 KUHAKU-01 (@QEENwhite) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:37

    ฮืออออ อิก็อดดริกกกกก ชั้นเกลียดแกก็ตอนนี้แหละะะ
    #375
    0
  23. #374 Lin lek_k (@Night-kito) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:32
    น้องงงงงง ฮืออออ มาหาแม่มาโอ๋นะลูกนะ ฮือออออ
    #374
    0
  24. #373 WaranyaCin (@WaranyaCin) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:17
    ซีนอารมณ์แบบหยุดหายใจ ฮือออซัลลลลล อยากกอดปลอบTTTTTTTTT
    #373
    0
  25. #372 Bumbimsai (@Bumbimsai) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 19:16
    ดีใจที่กลับมาค่ะ
    #372
    0